ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 96 ตายห่า ... ?

ชื่อตอน : บทที่ 96 ตายห่า ... ?

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง,เผิงหลง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 392

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2562 14:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 96 ตายห่า ... ?
แบบอักษร

  เหลยลี่ชำเลืองมองเผิงกวนอิง เห็นเขานั่งกำมือแน่น นัยน์ตามองตรงไปข้างหน้า สีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่กล้ามเนื้อบริเวณแก้มและริมฝีปากกลับทรยศเจ้าของ แก้มที่กระตุกน้อยๆไม่หยุด ริมฝีปากที่สั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ทำให้เผิงกวนอิงต้องเม้มริมฝีปากลงมา เขาหันหน้ามองออกไปนอกรถ สุดจะห้ามน้ำตาที่ไหลพรากลงแก้ม ความเศร้าที่เงียบงันส่งกระจายไปทั่วรถ จนเหลยลี่เองแทบต้องกลั้นหายใจ ....  

 จูอี้หลง จูอี้หลง ในที่สุด คุณก็เลือกไป๋อวี่สินะ เหลยลี่นั่งเกร็งไปทั้งตัว เขาน่าจะดีใจที่ในที่สุดเผิงกวนอิงจะเลิกผูกชีวิตของเขาไว้กับจูอี้หลงเสียที แต่เขากลับรู้สึกทั้งโกรธทั้งน้อยใจ .... ที่เผิงเหล่าซือทำให้คุณมาทั้งหมด มันไม่มีความหมายเลยหรือยังไง... แค่ช่วงเวลาสั้นๆที่เขาทำงานให้เผิงกวนอิง เขาก็เห็นจนเกินพอแล้วว่าเผิงกวนอิงให้ความสำคัญกับจูอี้หลงขนาดไหน .... แล้วตลอดช่วงเวลาก่อนหน้านั้น? .... ถึงเหลยลี่จะไม่เคยเห็น แต่เขาก็เดาได้ว่าจูอี้หลงก็คงจะเป็นคนสำคัญสำหรับเผิงกวนอิงตลอดมา.... สิบปี... เผิงเหล่าซือของเขา เสียเวลาไปเปล่าๆถึงสิบปี เหลยลี่กัดริมฝีปากจนรู้สึกถึงรสของสนิมที่ซึมสู่ลิ้น... เขายังปวดใจขนาดนี้ แล้วเผิงเหล่าซือจะปวดใจขนาดไหน... 

   

  ตลอดทางจนถึงสนามบิน เผิงกวนอิงไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว พวกเขาเลือกเดินทางวันนี้เพื่อที่จะเลี่ยงผู้คนมากมายที่จะต้องเดินทางในวันพรุ่งนี้ แต่ถึงจะเป็นวันนี้สนามบินก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ไม่มีใครสนใจใคร พวกเขาจึงเช็คอินได้สะดวก .... จนมาถึงที่พักในเซี๊ยะเหมินเผิงกวนอิงก็ยังเงียบ .... 

  "ขอผมนอนพักหน่อย ... คุณเหลยช่วยตอบปฏิเสธงานทั้งหมดที่รับไว้ให้ผมด้วย" 

  "หา?" 

   

  "ถ่ายละครเรื่องนี้จบแล้ว ผมขอพัก.... " เผิงกวนอิงบอก น้ำเสียงอ่อนแรง เขาเดินลากเท้าตรงไปที่เตียง สองมือจับสายกระเป๋าที่สะพายแบบครอสบอดี้ไว้ ยกขึ้นข้ามหัวแล้วปล่อยลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจ เขาทิ้งตัวลงบนเตียงทั้งๆที่ยังใส่หมวกและมาสก์ เหลยลี่เดินเข้าหา ก้มลงแตะไหล่แล้วเขย่าเบาๆ แต่ไม่มีการตอบสนองจากร่างสูงใหญ่บนเตียง 

  ฟิวส์ขาดไปแล้ว.... เหลยลี่นึก เขาค่อยๆถอดหมวกแล้วปลดมาสก์ให้เผิงกวนอิง ยกขาเขาขึ้นวางบนเตียง ถอดรองเท้าให้ ก่อนจะเดินไปปรับอุณหภูมิห้องให้อุ่นพอดี พรุ่งนี้ทีมงานที่เหลือถึงจะมา ... คุณก็นอนให้พอ ตื่นมาคุณยังต้องดำเนินชีวิตต่อไป.... ชีวิตที่จะไม่มีคนชื่อจูอี้หลงมามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย...  

... 

 

  เหลยลี่รับโทรศัพท์ เป็นสายเรียกเข้าจากหลินชิงหู 

  "คุณหลิน" เขาทัก น้ำเสียงไร้อารมณ์ หลินชิงหูเอ่ยสวัสดีปีใหม่ กำลังจะถามหาเผิงกวนอิงแต่เหลยลี่ก็ตอบมาเสียก่อน 

  "โดราเอม่อนของคุณกลับไปศตวรรษที่ 22 แล้ว ไม่ต้องโทรมาหรอก" 

  "หา?" หลินชิงหูชะงัก งงไปหมด 

  "ถ้าจะถามเรื่องจูเหล่าซือ ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ส่วนเผิงเหล่าซือ... ตอนนี้เขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกคุณแล้ว .... มีอะไรก็ไปปรึกษาไป๋เหล่าซือโน่น" เหลยลี่พูดจบก็วางสาย แล้วกดบล็อคหลินชิงหูทันที ความรู้สึกโกรธทำให้เขาเปิดเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับจูอี้หลงกับไป๋อวี่ขึ้นมาแล้วกดบล็อคทั้งหมด แล้วเหลยลี่ก็ขว้างโทรศัพท์ลงบนเตียง ร่างบางเล็กของเขาสั่นเทิ้มไปหมด .... นายมันก็แค่ลูกจ้าง นายจะไปใส่ใจเรื่องเขาทำไม.... นายมันแค่ลูกจ้าง...  

  เหลยลี่เคยบอกตัวเองไว้ว่า เขาจะไม่มีวันเป็นเหมือนพวกผู้จัดการส่วนตัวงี่เง่าทั้งหลาย ที่ทำตัวเหมือนแม่แมวห่วงลูกอ่อน นอนให้นมลูกไม่ยอมทิ้งไปไหนแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งกอดทั้งเลียเช็ดเนื้อเช็ดตัวจัดขนให้ลูก ทำแม้กระทั่งเลียกินเยี่ยวกินขี้ของลูก ขู่ฟ่อเมื่อยามรู้สึกว่าลูกมีภัย กระโจนเข้าทำร้ายอย่างสุดชีวิตเพื่อป้องกันลูกจากศัตรูร้าย ร้องโหยหวนเมื่อลูกเจ็บป่วยหรือหายไป.... เขาเคยคิดว่าผู้จัดการพวกนั้นช่างสิ้นคิด แต่ตอนนี้เขากลับเข้าใจคนพวกนั้นดีขึ้น หลังจากการทำงานเพียงแค่สามปี ช่วงที่มีงานก็คลุกคลีตีโมงอยู่กับเผิงกวนอิงจนเกือบจะ 24 ชั่วโมงต่อวัน ... ความรู้สึกผูกพันที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเองก็เป็นแมวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง แมวแม่ลูกอ่อนที่สัญชาตญาณบอกเสมอมาว่าจูอี้หลงอันตรายสำหรับเผิงกวนอิง .....  

  ให้ตายห่าเถอะ!.... เขาน่าจะทำอะไรสักอย่างแต่เนิ่นเนิ่น 

.... 

 

  "อะไรวะ..." หลินชิงหูสบถ โทรกลับไปอีกก็โดนบล็อก เผิงกวนอิงก็ปิดโทรศัพท์ ไจ๋เทียนหลินก็ปิดโทรศัพท์ .... ให้ตายเถอะ มันเกิดอะไรขึ้น 

  จูอี้หลงโทรศัพท์มาให้เขาไปรับที่ที่พักของไจ๋เทียนหลินแทนที่จะไปรับที่บ้าน จูอี้หลงมาขึ้นรถในสภาพปกปิดมิดชิด ทั้งเสื้อโค้ท หมวก แว่น มาสก์ แต่ตอนที่เขาถอดแว่นแล้วปลดมาสก์เพื่อผ่านเซคิวริตี้และตม.ที่สนามบิน ก็ทำเอาจูไฉ่หงอุทานออกมาเบาๆ หลินชิงหูต้องหันไปดู หน้าเขาซีด ตาก็บวมจนเปลือกตาปิดลงมา พอพ้นเข้ามานั่งรอเครื่องขึ้นในห้องวีไอพี เขาต้องรีบคว้าแขนจูอี้หลงมาถาม 

  "ทำไมนายไม่ดูแลตัวเองเลย ห๊า? เกิดไรขึ้น" 

  "ไม่มีอะไร" จูอี้หลงบอก จูไฉ่หงให้น้องทีมงานเอาเจลเย็นปิดตามาให้เขาคาดไว้ หน้ายังพอแต่งให้มีสีสัน แก้มที่บวมก็แรเงาให้ดูไม่บวมได้ แต่นัยน์ตานี่ เป็นอะไรที่ลำบากจริงๆ เพราะใครๆก็มุ่งมาจ้องที่ตาของเขาทั้งนั้น ถึงจะแต่งกลบรอยบวมแต่มันก็ทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แล้วยังแววตานั่นอีก... คงต้องอาศัยแว่นดำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว 

  พอลงเครื่องหลินชิงหูก็โทรหาไจ๋เทียนหลิน แต่ทางนั้นปิดโทรศัพท์ ทำให้เขานึกขึ้นมาได้ว่า ช่วงนี้หลายๆคนคงจะกำลังเดินทางกลับไปทำงานอยู่ อุตส่าห์สะกดกลั้นใจ รอจนวันถัดมา แต่เขาก็ยังติดต่อทั้งไจ๋เทียนหลินและเผิงกวนอิงไม่ได้... เขาเลยยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมจู่ๆจูอี้หลงถึงได้ไปอยู่กับไจ๋เทียนหลิน ถ้าเขาจะไม่อยู่ที่บ้าน เขาก็น่าจะอยู่กับเผิงกวนอิงมากกว่า หรือถ้าเขาใจกล้าอีกหน่อย เขาก็อาจจะอยู่กับไป๋อวี่.... แล้วมันเกิดเรื่องห่าเหวอะไร ถึงได้กลายสภาพเป็นเหมือนผีตายซากอย่างนี้! 

..... 

 

  ปีใหม่ปีนี้ ไป๋อวี่เอาใจที่บ้านโดยอยู่แต่บ้านไม่ไปไหน แต่ท่าทางกระวนกระวายของเขาก็ไม่สามารถหลุดลอดสายตาของสมาชิกในบ้านไปได้  

  "นัดจูเหล่าซือไว้เหรอจ๊ะ" คุณนายไป๋ถาม 

  "เปล่าครับ หลงเกอกลับไปบ้าน..." ไป๋อวี่ขย่มเข่าขึ้นลง 

  "นั่งนิ่งๆได้มั้ย รำคาญจะแย่" ไป๋เทียนจ้าวเงยหน้าจากแทปเล็ทในมือ เขากำลังอ่านรายงานสรุปที่เลขาหลี่ทำให้อ่านทุกวัน 

  "ที่บ้านจูเหล่าซือรู้เรื่องของลูกแล้วหรือยังจ๊ะ" คุณนายไป๋ถามอีก 

  "หลงเกอว่าจะบอกพวกเขาตอนกลับไปบ้านคราวนี้" ไป๋อวี่บอกแม่ ขย่มเข่าเร็วยิกขึ้น 

  "ให้ตายเถอะ.... แกไปนั่งกินข้าวในครัวป่ะ ฉันจะประสาทตามแกแล้ว" ไป๋เทียนจ้าวกระแทกแทบเล็ทลงกับโต๊ะ 

  "คุณก็.... ลูกมันเครียด" 

  "ผมก็เครียด! ใครจะไม่เครียด ไม่รู้พวกสกุลจูจะว่ายังไง" ไป๋เทียนจ้าวพูดไป ชี้นิ้วบอกลูกจ้างที่กำลังตักข้าวต้มเสิร์ฟรอบโต๊ะให้ย้ายถ้วยชามของไป๋อวี่ 

  "ไปในครัว ให้คุณชายไปในครัว" เขาบอก ไป๋อวี่ไม่โต้แย้ง ลุกขึ้นเดินไปในครัว ปล่อยให้เด็กลูกจ้างยกอุปกรณ์การกินของเขาตามมา 

  "ว่านอนสอนง่ายขึ้นเยอะ" ไป๋เทียนจ้าวว่า ไม่รู้ว่าเขาชมหรือเหน็บแนม 

  "ตั้งแต่เราโอเคเรื่องของจูอี้หลง อาอวี่ก็ดีขึ้นเยอะ" คุณนายไป๋เห็นด้วย 

  "ขอให้ทางนู้นคิดตกได้เหมือนเราทีเถอะ" ... เธอหมายความอย่างที่พูดจริงๆ 

... 

... 

  จูอิงสงยืนเท้าสะเอวมองดูห้องของลูกชายคนโต มันเป็นสิ่งแรกที่หานอวี้พาเขามาดูเมื่อเขากลับมาจากโรงพยาบาล เธอเรียก คุณพ่อคะ แล้วทำท่าเหมือนอยากให้เขาตามมาข้างบน ....  

  ห้องที่โล่ง สอาดสอ้านทำให้เขาแปลกใจ เพราะปกติยามเมื่อจูอี้หลงอยู่บ้าน ห้องของเขาจะเหมือนโดนพายุเข้า ข้าวของจะวางไม่เป็นที่ คุณนายจูจะต้องเข้ามาเก็บกวาดให้ทุกวัน แล้วนี่ หานอวี้จะพาเขามาดูว่าเธอเป็นลูกสะใภ้ที่ดี ทำความสอาดบ้านได้เรียบร้อยหรือยังไง 

  หานอวี้เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ในนั้นว่างเปล่า มีแต่ไม้แขวนที่อยู่บนราวบ้าง ตกอยู่ที่พื้นตู้บ้าง ตอนนั้นเองที่จูอิงสงเริ่มสังเกตเห็นว่าห้องอาจจะดูโล่งๆ แต่มันไม่ได้สอาดเรียบร้อยเลย มีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ไม่สำคัญ วางหรือตกอยู่บ้าง  

  "อะไรล่ะเนี่ย" เขาถามลูกสะใภ้ 

  "พี่เขาขนของออกไปเกือบหมดเลยค่ะ" 

  "อ้าว มันเกิดคึกอะไรขึ้นมาอีก" 

  "ก็ ก็ คุณพ่อไล่พี่เขา....." 

  "หา? พ่อไล่เมื่อไหร่? ทำไมไม่เห็นจำได้" 

  "ก็ ก็ ก็...." 

  "เมื่อไหร่?" 

  "ตอนจะพาคุณแม่ไปโรงพยาบาล คุณพ่อบอกให้พี่เขาไปทำงานซะ เอาของไปด้วย อย่ากลับมาอีก.... ไงคะ" 

  จูอิงสงยืนอึ้ง 

  "ก็บอกให้มันไปทำงานไม่ต้องห่วงแม่ จำเป็นจะใช้อะไรก็ให้เอาไปด้วยซะ แม่เขาต้องไปโรงพยาบาล ใครจะมาคอยจัดเตรียมข้าวของอะไรให้มันเล่า ก็ต้องหยิบต้องจัดเอง เอ้า ไอ้นี่.... แล้วมีเรื่องจนแม่เขาโรคหัวใจกำเริบ มันก็ต้องเลี่ยงเขาหน่อย จะมาเสนอหน้าอยู่ที่บ้านให้เขาป่วยไม่ต้องหายกันหรือไง ช่วงนี้ก็ต้องหลบแม่เขาไปยาวหน่อย" จูอิงสงคงไม่เคยพูดอธิบายอะไรยาวเท่านี้มาก่อนในชีวิต นอกการการพูดต่อหน้าสมาคม... เขาพ่นลมหายใจออกปาก ดูเหนื่อยเสียยิ่งกว่าเมื่อยามฝึกกังฟูเสียอีก 

  "คุณพ่อแค่พูดสั้นๆนี่นา พี่เขาคงเข้าใจผิดแล้ว" หานอวี้เบะปาก น้ำตาทะลัก ปล่อยเสียงฮือฮือ  

  "พ่อเคยพูดยาวเรอะ" จูอิงสงขมวดคิ้วถาม ฉุกละหุกอย่างนั้น จะให้มานั่งอธิบายอะไร ที่พูดออกไปก็ล้วนเพราะเป็นห่วงเมีย จูอิงสงไม่ทันนึกว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเปราะบางมากๆสำหรับจูอี้หลง.... ตอนนี้เขาทำได้แค่ถอนใจเฮือกใหญ่ ส่ายหัว แล้วก็เดินกลับลงมา 

  "หนู หนูโทรไปอธิบายกับพี่เขาได้มั้ย..." หานอวี้วิ่งตามมา จูอิงสงหยุดที่กลางบันได หันมามองเธอ 

  "เออ ดีเหมือนกัน" จูอิงสงผงกหัวรับคำ 

  "ให้พี่เขาโทรหาพ่อด้วย" เขาสำทับ 

  "คุณพ่อโทรไปเลยไหมคะ" หานอวี้มองดูพ่อสามีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง 

  "แล้วมันไม่คิดจะถามข่าวคราวของแม่มันบ้างรึไง" จูอิงสงสาวเท้าเดินลงบันไดต่อ 

  "งั้นก็ไม่ต้องเป็นลูกบ้านนี้แล้ว" เขาเหมือนจะโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว 

  ก็... พี่เขาคิดว่าเขาโดนไล่ออกจากบ้าน... เขาจะกล้าโทรศัพท์มาหาก่อนได้ยังไง หานอวี้ประท้วงอยู่ในใจ .. ให้ตายเถอะ...เธอนึก แล้วก็รีบตะครุบปากตัวเองไว้เหมือนกลัวว่าเธอจะเผลอสบถออกไปจริงๆ 

... 

... 

  "อะไรวะ!" ไจ๋เทียนหลินคำรามลั่น 

  "งี่เง่าอะไรอีก..." ไม่นึกว่าคำพูดที่เขารีบพิมพ์โต้ตอบกับแฟนๆในช่วงปีใหม่ จะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา... * 

  "ตายห่า!" เขาสบถ.... ถ้าไม่พะวงอยู่กับเรื่องของไอ้เวรสองคนที่กอดกันกลมอยู่บนระเบียงนั่น เขาก็แค่ค้นข้อมูลแพร่บเดียวก็คุยกับแฟนๆต่อได้แล้ว  

  โอ้ย..... ตายห่าจริงๆแล้ว งานนี้..... 

... 

... 

* สืบเนื่องจากวันที่ 31 ม.ค. 2562 ที่ไจ๋เทียนหลินโพสต์บอกว่าทาง Beijing University รับเขาเข้าเป็นนิสิตทำงานวิจัยระดับ PhD (น่าจะเป็นพวก post doctorate) ตามด้วยการคุยสดกับแฟนๆบนเว่ยปั๋ว (น่าจะแถวๆช่วงตรุษจีน) พอมีคนถามถึง CNKI China National Knowledge Infrastructure (ที่นิสิตปริญญาโทปริญญาเอกในจีนต้องรู้จัก) ไจ๋เทียนหลินกลับย้อนถามว่ามันคืออะไร ทำให้เกิดประเด็นขึ้นมา มีคนเข้าไปขุดคุ้ยข้อมูลงานวิจัยของเขา กลายเป็นเรื่องระดับชาติเมื่อพบว่างานของเขาลอกคนอื่นมาถึง 40% มีผลทำให้ Beijing University ถอดเขาออกจากงานวิจัย ตามด้วย Beijing Film Academy's Performing Art School ยึด PhD. ของเขาคืน กระทรวงศึกษาก็ออกมาประนามอีก มหาวิทยาลัยในจีน รวมไปถึงอาจารย์ที่คุมงานวิจัยโดนตรวจสอบกันไปถ้วนทั่ว กลายเป็น issue ระดับประเทศ (แต่ไจ๋เทียนหลินออกมายอมรับผิดและขอโทษอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ต่อมามหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งถึงค่อยปลดค่อยริบปริญญาคืน) 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว