facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “I I I”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “I I I”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2562 12:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “I I I”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ I I I ”

 

 

วันเวลาที่ไหลผ่านไปมาพร้อมกับสายสัมพันธ์ที่กำลังพัฒนาขึ้น ว่ากันง่ายๆ ก็คือตอนนี้ผมสนิทกับโฟรชมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เหตุการณ์ที่เขาทำให้ผมกลัวไม่ได้ถูกพูดถึงอีกและตัวผมก็ไม่ได้ถามหาเหตุผลเพราะแค่ได้รับคำขอโทษก็เพียงพอแล้วสำหรับผม

 

ความระแวดระวังเริ่มลดลงจนใกล้หมดไปเช่นเดียวกับระยะห่างระหว่างพวกเราที่น้อยลงเรื่อยๆ

 

หากเป็นก่อนหน้านี้โฟรชต้องใช้เซ้นส์ในการสัมผัสถึงการจ้องมองจากนอกกระจกซึ่งทุกครั้งผมจะใช้สายตาจ้องไปยังใบหน้าของโฟรชพร้อมคิดในใจว่าหันมาสิผมหิวจะตายแล้วนับร้อยๆ ครั้งทว่าในตอนไม่ต้องเสียเวลาทำอย่างนั้นอีกต่อไป

 

เมื่อผมหิวผมจะว่ายเข้าไปในรางน้ำซึ่งเชื่อมต่อกับด้านในของห้องก่อนจะโผล่หัวขึ้นมาบริเวณที่ใกล้กับโต๊ะทำงานอีกฝ่ายมากที่สุดแล้วส่งเสียงเรียก...

 

“โฟรช”

 

“...อะไร” ฝ่ายที่ได้ยินละสายตาจากกระดาษในมือขึ้นมามองผมที่เกยคางอยู่ตรงขอบสระน้ำรอให้ฝ่ายนั้นหันมามอง

 

“ผมหิว” ไม่ต้องเกริ่นอะไรมากมาย เพียงคำสั้นๆ ไม่กี่พยางค์ก็มากพอที่จะบอกความต้องการของผมในตอนนี้ออกไปได้

 

“นี่เพิ่งบ่าย 4” โฟรชเบนสายตาไปมองเวลาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองผมตามเดิม

 

“...แล้วหมายความว่ายังไง” ผมถามกลับด้วยความสงสัย

 

บ่าย 4 คือสามารถกินได้หรือกินไม่ได้กัน

 

เงือกอย่างพวกเราไม่มีนาฬิกาสำหรับบอกเวลาแต่พวกเราก็รู้ว่าหากมืดลงแปลว่าได้เวลานอนหากสว่างก็คือได้เวลาตื่น ส่วนเวลาอื่นๆ พวกเราจะใช้การสัมผัสจากกระแสน้ำหรืออุณหภูมิ บางครั้งก็เป็นสภาพแวดล้อมซึ่งไม่แน่นอนแต่ละวันจึกะได้เพียงเวลาคร่าวๆ ไม่ตรงแป๊ะ

 

“นายเพิ่งกินมื้อกลางวันมายังไม่ 3 ชั่วโมงดีเลย หิวอีกแล้ว?” โฟรชถามกลับพลางมองมายังผมด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

 

“อืม...หิวแล้ว”

 

“อดทนไปก่อน รอสัก 6 โมงค่อยกิน” อีกฝ่ายบอก

 

“แต่ผมหิวนี่”

 

“อาหารกลางวันยังย่อยไม่หมดเลยมั้ง...”

 

โครกกกก~!

 

ยังไม่ทันที่โฟรชจะได้พูดจบประโยคเสียงท้องร้องอันเป็นสัญญาณของความหิวก็ดังขึ้นแม้ส่วนท้องครึ่งหนึ่งจะอยู่ใต้น้ำก็ตามที เสียงท้องร้องนั้นสร้างวงน้ำหลายระลอกให้เกิดขึ้นรอบตัว

 

“...โทษที” ผมรีบเอ่ยขอโทษ

 

น่าอายจริงๆ ที่ท้องดันร้องระหว่างกำลังคุยกันแบบนี้ ผมต้องเอาหน้าไปไว้ที้ไหนดี ทุกวันนี้ใช่ว่าอาหารแต่ละมื้อจะน้อยแต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกหิวเร็วนัก

 

“ฉันควรจะหาเวลาพานายไปตรวจร่างกายหน่อย” คำพูดของอีกฝ่ายทำเอาผมถึงกับหน้าซีด

 

“...คิดจะผ่าร่างผมเหรอ ไม่เอานะ” เคยได้ยินมาว่าหากมนุษย์เจอสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสัยหรือน่าสนใจอาจถูกนำไปผ่าครึ่งได้

 

น่ากลัว!

 

“ใครจะผ่ากัน แค่พาไปตรวจ” โฟรชทำหน้าเอือมที่ผมเข้าใจผิดไปคนละทางแบบนั้น

 

“ตรวจทำไม” ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย

 

“เผื่อจะเจอพยาธิจะได้รีบรักษาซะ”

 

“พยาธิ? ผมดูเหมือนคนป่วยตรงไหนกัน” ถึงผมจะตัวไม่กำยำนักแต่ก็ไม่ได้ผอมบางหรืออ้อนแอ้นเหมือนผู้หญิงสักหน่อย

 

“ก็ตรงที่เพิ่งกินก็หิวอีกแล้วไง” อีกฝ่ายบอก

 

“แค่หิวมันไม่ถือเป็นการป่วยสักหน่อย ออกจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่กินเยอะ”

 

“กินเยอะไป เดี๋ยวก็อ้วนหรอก”

 

“...ผมไม่...” อยากจะบอกว่าไม่อ้วนหรอกแต่ก็พูดไม่ได้เต็มปาก

 

ถึงตอนนี้ผมจะไม่อ้วนแต่ดูจากปริมาณอาหารในแต่ละวันที่กินแล้วคิดถึงเรื่องในอนาคตผมอาจไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเงือกได้ หากน้ำหนักขึ้นจนอ้วนผมคงคล้ายพะยูนมากกว่าเงือก

 

“พะยูน” ราวกับอีกฝ่ายอ่านความคิดผมออกเอ่ยชื่อสิ่งมีชีวิตเดียวกับที่ผมกำลังคิดอยู่ในหัวเลย

 

“ก็ได้ ผมจะอดทนรอก่อนก็ได้!” ผมตะโกนเสียงดังพร้อมกับสะบัดหางแรงๆ จนน้ำกระเด็นออกเป็นวงกว้าง พื้นด้านบนทั้งสองข้างตอนนี้เจ่อนองไปด้วยน้ำเพราะความโมโหหิว

 

“หรือเงือกจะกินเยอะอยู่แล้ว อาหารน้อยไปรึเปล่า” โฟรชยิงคำถามอีก เขาน่ากำลังคิดว่าที่ผมกินเยอะถือเป็นเรื่องปกติของเงือกรึเปล่า

 

“เงือกอย่างพวกเราไม่ได้กินเยอะอะไรหรอก น่าจะพอๆ กับมนุษย์แหละ” ขนาดตัวของมนุษย์กับเงือกไม่ได้ต่างกันมากมายเพียงแค่มนุษย์อยู่บนบกส่วนเงือกอยู่ในน้ำก็แค่นั้น

 

“แปลว่าที่กินเยอะผิดปกติจริงๆ สินะ”

 

“เปล่าสักหน่อย ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ป่วย” ผมรีบส่ายหน้ารัวๆ สุดท้ายก็วกกลับมาเรื่องที่ผมป่วยจนได้

 

“ไม่ป่วยแต่หิวตลอด?”

 

“นั่นมันก็...แบบ...เพราะว่า...”

 

“เพราะว่าอะไร” โฟรชเร่งให้ผมรีบบอก

 

“ก็มันอร่อยนี่...อาหารที่คุณเอามา” ไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่าเป็นคำตอบได้รึเปล่าแต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่กินเยอะและหิวเร็วคงนึกอะไรไม่ออกนอกจากเรื่องนี้

 

“...ชอบอาหารที่ฉันยกมา?” อีกฝ่ายถามด้วยใบหน้าเหมือนกำลังพยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติอยู่

 

“อืม ชอบมาก อร่อยสุดๆ”

 

อร่อยมากเลยอาหารแต่ละอย่างที่โฟรชเอามาให้

 

อาหารที่โฟรชเอามาให้ในแต่ละมื้ออร่อยมาก รสชาติของอาหารต่างกับช่วงที่อีกฝ่ายไม่อยู่ราวกับซื้อคนละร้าน ตั้งแต่เกิดมาผมอยู่ใต้น้ำและได้กินอาหารเมนูที่มีรสชาติค่อนข้างจืดพอได้ลิ้มลองอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นเลยติดใจขึ้นมา จะบอกว่าคนทำมีรสมือแบบที่ผมชอบก็คงไม่ผิด

 

“ดีใจที่ชอบ” รอยยิ้มบางๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นนั่นไม่อาจเร็ดลอดสายตาของผมไปได้

 

“ฝากบอกคนทำด้วยว่าอร่อยมาก ผมชอบสุดๆ ไม่เคยกินอาหารที่อร่อยแบบนี้มาก่อน ขอบคุณที่ทำมาให้ผมกินทุกมื้อเลย” กินอาหารฝีมือคนคนนั้นมานานนับเดือนเพิ่งจะนึกได้ว่าควรจะฝากคำชมหรือคำขอบคุณไปให้บ้าง

 

นี่มันเหมือนผมเอาแต่กินอย่างเดียวโดยไม่สนใจอะไรเลยนี่

 

น่าอับอายเหลือเกิน

 

“อืม...จะไปบอกให้ละกัน” ดวงตาสีเทาอ่อนวูบไหวเพียงชั่วครู่ขณะรับฟังก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

 

“ขอบคุณ งั้นผมไปว่ายน้ำเล่นอีกสักพักจะมาหาใหม่ละกัน” ถ้าไม่ได้กินข้าวก็ขอออกไปว่ายน้ำเล่นให้สบายตัวหน่อย อีกอย่างอยู่ในห้องนี้แล้วพานให้นึกถึงแต่อาหารขืนไม่รีบออกไปคงได้ยินเสียงท้องร้องดังไม่หยุดแน่

 

“ตามใจ”

 

“คุณน่าจะพักสายตาบ้างนะ ทั้งวันเอาแต่นั่งมองแผ่นกระดาษ” ผมเอ่ยบอก มาหาโฟรชทีไรก็เอาแต่นั่งมองเอกสารไม่ก็เขียนบางอย่างลงไป ดูแล้วน่าเบื่อสุดๆ

 

“ห่วงฉันงั้นเหรอ” โฟรชถามพลางเบนสายตามาหา

 

“อืม ห่วง” ผมพยักหน้าไปตามจริง

 

ห่วงก็บอกว่าห่วง

 

ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องโกหกนี่

 

“...ไปว่ายน้ำเล่นไป” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็โบกมือเป็นเชิงไล่แล้วหมุนเก้าอี้กลับไปยังโต๊ะทำงานต่อคล้ายกำลังพยายามไม่แสดงความรู้สึกบางอย่างออกมา

 

“นี่โฟรช”

 

“รีบไปซะ”

 

“ก็ได้” ในเมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนไม่อยากให้ผมแตะเรื่องนี้ผมจึงมุดลงใต้น้ำแล้วว่ายออกไปด้านนอก

 

ถึงพื้นที่ในทะเลจะมีนับร้อยเมตรแต่การว่ายวนอยู่แต่ในนี้ทุกวันก็ทำให้รู้สึกเบื่อได้เหมือนกัน หากเป็นในทะเลอันไม่มีที่สิ้นสุดเราจะได้เห็นวิวใต้น้ำที่แตกต่างกันไปทุกวินาทีที่ขยับการลากผ่านน่านน้ำ

 

สำหรับผมวิวที่สวยงามมักจะอยู่ในน้ำลึกที่มนุษย์ไม่สามารถหาเจอ หลายปีที่ผ่านมาผมว่ายอยู่ตามแนวชายหาดบ่อยๆ และสิ่งที่มักเห็นคือขยะที่ถูกทิ้งหรือลอยอยู่ในน้ำ จำได้ว่าตอนนั้นโดนถุงพลาสติกคลุมหัวจนเกือบจะขาดอากาศหายใจแนะ

 

พูดเรื่องนั้นแล้วก็ต้องแปลกใจที่บริเวณนี้ก็ถือเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์เหมือนกันแต่ผมไม่ยักเห็นขยะสักชิ้นไม่ว่าจะเป็นบนผิวน้ำหรือด้านใต้ทะเล แถมน้ำยังสะอาดกว่าทะเลด้านนอกที่ผมเคยสัมผัส ให้เปรียบก็น้ำทะเลที่ผมเติบโตมาเป็นน้ำทะเลปกติแต่น้ำทะเลที่ผมกำลังอยู่ตอนนี้เหมือนเป็นน้ำทะเลที่สะอาดสุดๆ

 

น่าแปลกใจว่าทำไม

 

ว่ายน้ำเล่นอยู่สักใหญ่จนพระอาทิตย์เกือบจะลับขอบฟ้าไปทั้งดวงผมจึงดำกลับลงมายังห้องอาหารอีกครั้ง ห้องนี้อาจเป็นห้องทำงานของโฟรชแต่สำหรับผมมันเป็นห้องอาหารที่มาทีไรมักจะได้ของกินเสมอ

 

ร่างของโฟรชที่ควรจะนั่งอ่านเอกสารอยู่ยังโต๊ะประจำบัดนี้กลับหายไป เขาไม่ได้อยู่ในส่วนไหนเลยของห้อง ผมว่ายเข้างมาด้านในแล้วโผล่หน้าขึ้นใช้มือเสยเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มอันเปียกปอนไปด้านหลังในจังหวะนั้นเองที่บานประตูตรงหน้าเปิดพร้อมกับร่างของเจ้าของที่เดินเข้ามาโดยในมือนั้นมีถาดอาหารติดมาด้วย

 

ให้เดาโฟรชคงไปเอามื้อเย็นให้ผมเลยไม่อยู่ห้อง

 

“เดี๋ยวผมยกไปเอง ขอบคุณนะโฟรช” ผมรับถาดนั้นมาไว้ในมือเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องถอดรองเท้าแล้วลงมาในสระเพื่อวางถาดอาหารไว้บนก้อนหินเหมือนอย่างช่วงแรกที่เจอกัน

 

“ค่อยๆ กินล่ะ”

 

“อืม ว้าว...นี่มันอะไรน่ะ” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมถึงกับเบิกกว้างขึ้นยามเห็นสิ่งที่อยู่ถาด

 

ปกติอาหารในถาดจะอยู่ในจานเดียวแต่วันนี้ไม่ใช่ นอกจากจะมีอาหารจากเส้นที่ถูกผัดกับอะไรบางอย่างจนส่งกลิ่นหอม ถัดไปอีกนิดเป็นขนมปังปิ้งและมันอบโรยด้วยสิ่งที่เรียกว่าเบค่อนกรอบ แค่นั้นยังไม่หมดในถ้วยกลมสีใสมีของทรงกระบอกที่ช่วงฐานดูจะใหญ่กว่าช่วงบนวางอยู่...สีเหลือนวลเนียนละเอียดกับน้ำสีเข้มด้านบนช่างน่าลิ้มลองแถมพอลองเอาช้อนแตะสิ่งนั้นกลับขยับคล้ายผิวอ่อนนุ่ม

 

“เลิกเล่นพุดดิ้งแล้วกินก่อนจะเย็น” คงเพราะโฟรชเห็นว่าผมกำลังใช้ช้อนจิ้มของนุ่มนิ่มนี่เล่นไม่หยุดเลยส่งเสียงเตือน

 

“พุดดิ้ง?” หมายถึงของสีเหลืองนุ่มๆ นี่น่ะเหรอ

 

“ไม่รู้จัก?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นคล้ายจะแปลกใจ

 

“เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ลองกินเลยได้ไหม” ผมหันไปถาม

 

“เอาไว้กินหลังสุด กินอย่างอื่นให้หมดก่อน”

 

“ทำไมต้องกินหลังสุดล่ะ” อาหารนี่มีลำดับการกินด้วยเหรอ

 

“เพราะเป็นของหวาน” โฟรชให้เหตุผล

 

“ของหวาน...นี่เองเหรอของหวานที่ลือกัน” ผมถึงกับตาลุกวาวมองพุดดิ้งซึ่งเป็นของหวานในถ้วยด้วยสายตาส่องประกายระยิบระยับ

 

“ลือว่าอะไร” ดูเหมือนคำพูดผมจะทำให้อีกฝ่ายสนใจมากจนปล่อยเอกสารคาไว้บนโต๊ะ

 

“ลือว่าเป็นอาหารที่มีรสหวานและอร่อย รสชาติจะออกหวานให้ความรู้สึกมีความสุขขณะกิน ลือกันว่าแค่ได้ชิมสักครั้งจะไม่มีวันลืมรสชาตินั้นได้ชั่วชีวิต” ผมเล่าสิ่งที่ลือกันในหมู่เงือกให้โฟรชฟัง

 

“เว่อร์ไปแล้ว ก็แค่ของหวานหลังอาหาร”

 

“คุณกินแล้วไม่รู้สึกแบบนั้นเลย?” ผมถามกลับ หรือข่าวลือจะไม่ใช่เรื่องจริงกันนะ

 

“ไม่สักนิด” นอกจากจะบอกเสียงนิ่งแล้วยังทำหน้าไม่ชอบซะเต็มประดา

 

“รอกินอาหารเสร็จผมจะรีบกินของหวานต่อเลย” ไม่พูดเปล่าผมรีบใช้ส้อมม้วนเส้นขึ้นมาเข้ามา รสเผ็ดนิดๆ แต่ไม่ถึงกับมากเกินไปกระตุ้นความอยากอาหารที่มีอยู่แล้วให้มีมากขึ้นไปอีก

 

“ค่อยๆ เดี๋ยวก็สำลัก”

 

“ไม่หรอกน่า แค่ก!” ผมรีบคว้าแก้วน้ำมาดื่มเมื่ออยู่ๆ ก็เกิดสำลักขึ้นมา

 

“ฟีแซลล์” โฟรชลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมาทางผมด้วยใบหน้ากังวล

 

“ผมไม่เป็นไร แค่ติดคอนิดหน่อย” ผมพูดให้อีกฝ่ายคลายใบหน้ากังวล

 

“บอกแล้วว่าอย่ารีบ”

 

“รู้แล้ว จะค่อยๆ กิน” เจอเหตุการณ์แบบนั้นเข้าไปก็ต้องทำตามคำบอกของโฟรชแล้วล่ะ

 

จากนั้นผมก็เริ่มกินอีกครั้งแต่เพราะถูกดวงตาสีเทาอ่อนชำเลืองมองมาตลอดทำให้ผมไม่สามารถถรีบกินได้ กว่าจะจัดการอาหารทุกอย่างหมดก็ปาไปนานพอดู ตอนนี้เหลือของหวานหรือพุดดิ้งสำหรับปิดท้ายมื้ออาหารอยู่ตรงหน้า...ผมค่อยๆ ใช้ช้อนตักเนื้อพุดดิ้งเข้าปาก

 

“อื้มมม~ อร่อย! อร่อยสุดๆ ไปเลย!” ผมถึงกับทำหน้าไม่ถูก รสชาติหวานกลมกล่อมของเนื้อพุดดิ้งกับน้ำที่ราดอร่อยอย่างที่ไม่เคยกินมาก่อน

 

อยากจะบรรยายมากกว่านี้แต่ไม่สามารถบอกอะไรไปได้มากกว่าคำว่าอร่อยมาก!

 

“ทำหน้าฟินเกินไปมั้ง” โฟรชที่หันมามองตามเสียงระริกระรี้ของผม

 

“ก็มันอร่อยนี่ คุยเคยกินรึยัง”

 

“...เคย”

 

“แล้วไม่คิดแบบผมเหรอว่าอร่อยมากน่ะ” ถ้าเคยกินแล้วก็น่าจะรู้ถึงความอร่อยของพุดดิ้งนี่สิ

 

“ก็กินได้” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงไม่สนใจนัก

 

ผมไม่สนใจน้ำเสียงเฉยชาของโฟรชตักพุดดิ้งเข้าปากคำแล้วคำเล่าจนหมดถ้วย เป็นอย่างที่ลือกันว่ารสชาติของมันยังอบอวลอยู่ในปากแล้วคงไม่ง่ายเลยที่จะลืมรสชาตินี่

 

อยากกินอีกจัง

 

“มีอีกไหม” ผมเอ่ยถาม

 

“ทำตาละห้อยเลยนะ” โฟรชมองผมก่อนจะพูด

 

“...ก็มันอร่อยมากนี่” ยังรู้สึกไม่พอเลย

 

“ไว้พรุ่งนี้ค่อยกิน”

 

“พรุ่งนี้ก็ได้” ขอแค่ได้กินอีกก็พอ

 

ระหว่างคุยโฟรชลุกขึ้นจากเก้าอีกเดินมาทางที่ผมอยู่ซึ่งผมก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายมาเอาถาดกลับจึงยกถาดนั่นไปให้ทว่าพอรับถาดไปแล้วอีกฝ่ายกลับยังไม่เดินหรือขยับตัว ผมเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยความสงสัยก่อนจะต้องขยับถอยหลังเล็กน้อยยามเห็นโฟรชลงมานั่งในระดับเดียวกับสายตาผม

 

“ฟีแซลล์” มองกันได้ไม่นานอีกฝ่ายก็เปิดบทสนทนาขึ้น

 

“มีอะไรรึเปล่า” พอเริ่มตั้งสติได้ผมจึงขยับตัวไปใกล้โฟรชมากขึ้นอีกนิด

 

ดูยังไงก็เหมือนคนที่มีบางอย่างจะพูดด้วย

 

“เคยบอกว่าอยากกลับบ้านสินะ” โฟรชเปิดมาด้วยประโยคที่พานให้นึกถึงเรื่องในอดีต

 

“...ก็ใช่” ทำไมถึงจะมาคุยเรื่องนั้นเอาป่านนี้

 

ดูจากเรื่องครั้งก่อนผมนึกว่าห้ามพูดคำว่าอยากกลับบ้านซะอีก

 

“รู้ไหมว่าราคาที่ฉันประมูลนายได้คือเท่าไหร่”

 

“ไม่แน่ใจ...แต่รู้ว่าสูงมาก” จำได้ตอนหลังจบการประมูลผมมนุษย์ที่อยู่ด้านหลังต่างฮือฮาเรื่องราคาประมูลอันสูงลิบเกินกว่าที่คาดไว้ตั้งหลายเท่า

 

“ใช่ 4 หมื่นล้าน” อีกฝ่ายย้ำ

 

“จะให้ผมหามาคืน?” ผมพยายามสรุปตามที่เข้าใจ

 

“มีเงินไหมล่ะ”

 

“...ไม่มี” เงินของมนุษย์ผมจะมีได้ยังไงกัน

 

“หากใช้เงินค่าตัวได้หมดเมื่อไหร่นายจะได้เป็นอิสระ” โฟรชบอก

 

“แต่ผมไม่มีเงินนะ” เมื่อครู่ก็บอกไปแล้วว่าไม่มี

 

“ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นตัวเงินอย่างเดียวนี่” อีกฝ่ายบอกต่อ

 

“ผมไม่เข้าใจ” สรุปแล้วต้องการให้ผมทำอะไรกันแน่

 

“ฉันจะเป็นคนหักหนี้ไปเรื่อยๆ เอง” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นพร้อมกับถาดอาหารที่วางไว้ข้างตัว

 

“เดี๋ยวก่อน ผมยังไม่รู้เลยว่าคุณต้องการให้ทำอะไร”

 

“อะไรก็ได้”

 

“ฮะ?” อะไรที่ว่าคืออะไรล่ะ

 

อย่าบอกว่าผมโง่เลยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ ก็ทางนั้นเล่นเอาแต่พูดประโยคที่เข้าใจยากแถมยังไม่มีการอธิบายให้เข้าใจอีก

 

จะให้ผมเข้าใจได้เองมันก็ยากเกินไป

 

“ทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ”

 

“ไม่ใช่เหมือน ก็ผมไม่เข้าใจจริงๆ นี่”

 

“บอกแล้วไงว่าทำอะไรก็ได้ แล้วจะคอยลดหนี้ให้แต่หากทำให้ฉันไม่พอใจหนี้ก็จะเพิ่มด้วยเช่นกัน”

 

“แต่คุณดูไม่เหมือนคนที่จะปล่อยผมไปง่ายๆ นะโฟรช” ผมพูดขึ้นหลังจากเก็บความสงสัยมาได้ระยะหนึ่ง

 

แม้จะบอกว่าจะลดหนี้ให้ถ้าหนี้หมดก็จะปล่อยผมไปแต่สัญชาตญาณผมมันบอกว่าโฟรชไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆ แน่ ต่อให้หนี้จะหมดลงแล้วก็ตาม

 

“...” ความเงียบที่ปรากฏก็ไม่ต่างกับการยอมรับว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง

 

“โฟรช?”

 

“กลับไปว่ายน้ำเล่นไป” โฟรชพูดปิดท้ายก่อนเดินออกจากห้องไปปล่อยผมไว้กับความสงสัยตามลำพัง

 

หลายวันต่อมาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือมื้ออาหารที่มีของหวานเพิ่มเข้ามานับตั้งแต่ผมบอกว่าพุดดิ้งอร่อยมาก ของหวานปิดท้ายมื้ออาหารไม่ได้มีแค่พุดดิ้งแต่มีหลากหลายอย่าง เมื่อวานเป็นขนมที่เรียกว่าเค้ก เนื้อแป้งนุ่มละมุลกับครีมที่แต่งหน้าช่างหอมหวานเกินกว่าจะทนไหว

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากให้ถึงมื้อต่อไปเร็วๆ

 

นี่ขนาดผมเพิ่งกินมื้อเช้ามาได้ยังไม่ถึงชั้วโมงนะยังมีความอยากมากขนาดนี้

 

ผมม้วนตัวใต้น้ำก่อนจะสะบัดยืดส่วนหางให้ตรงขณะขยับปลายหางขึ้นลงเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ลงไปใต้น้ำให้ลึกยิ่งขึ้นแต่แล้วแสงสว่างจากห้องสมุดซึ่งเป็นชั้นแรกที่อยู่ใต้น้ำก็สว่างวาบเรียกให้ผมหันไปมองก่อนจะเจอร่างของโฟรชเดินเลือกหนังสืออยู่ที่ชั้น

 

จุดหมายที่ผมจะดำลงไปคือห้องทำงานของโฟรช ตอนนี้เบื่อๆ แถมไม่มีอะไรทำเลยอยากหาเพื่อนคุยซึ่งเพื่อนคนเดียวที่ผมมีคือโฟรช ในเมื่อเขาอยู่ที่ห้องสมุดผมจึงไม่รอช้ารีบเปลี่ยนทิศไปยังห้องนั้น

 

รางน้ำที่เชื่อมต่อกับสระด้านในนั้นมีอยู่ทุกชั้น ชั้นละ 1 จุด โดยปกติผมมักจะใช้รางน้ำตรงห้องทำงานโฟรชมากกว่าห้องอื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่เพราะไปกินข้าวแต่เพราะอีกฝ่ายมักจะนั่งอยู่ห้องนั้นไม่ยอมลุกไปไหนเกือบตลอดทั้งวัน

 

วันนี้เลยค่อนข้างแปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายมาห้องหนังสือแบบนี้

 

แต่ก็ดีแล้วที่เปลี่ยนบรรรยากาศบ้าง เอาแต่นั่งจ้องเอกสารน่าเบื่อจะตายไป

 

“หาอะไรอ่านเหรอโฟรช” ผมโผล่ขึ้นไปถามอีกฝ่าย

 

“ฟีแซลล์?” คนถูกถามหันมาแสดงสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นผม

 

“ตกใจเหรอ” ผมฉีกยิ้มขณะถาม

 

ไม่บ่อยนักที่จะเห็นใบหน้าตกใจของโฟรช

 

“ตกใจสิ นึกว่ามีพะยูนหลุดเข้ามา” คำพูดนั่นไม่ได้ทำให้ผมขำหรือรู้สึกตลกสักนิด

 

นี่ผมกำลังถูกเปรียบเทียบกับพะยูน?

 

จะให้พูดอีกครั้งก็ได้ว่าสิ่งมีชีวิตในตำนานซึ่งอาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลลึกและมีรูปลักษณ์อันน่าหลงใหลกำลังถูกมนุษย์เปรียบเทียบกับพะยูนตัวอ้วนกลม ถึงจะไม่ปฎิเสธว่าพะยูนน่ารักก็เถอะแต่ผมไม่ได้อ้วนขนาดนั้นสักหน่อย

 

“คิดจะหาเรื่องกับผมเหรอมนุษย์”

 

“พะยูนคลั่ง?”

 

“เลิกเรียกพะยูนนะโฟรช!” ขืนให้เรียกบ่อยๆ อีกไม่นานคงกลายเป็นคำติดปากและทุกครั้งที่เรียกผมคงไม่พ้นคำว่าพะยูนซึ่งมันกระทบต่อจิตใจผมเกินไป

 

เห็นหน้าท้องผมไหม ไม่ได้พองหรือมีชั้นไขมันเลยนะ

 

“งั้นจะให้เรียกอะไร” อีกฝ่ายถามกลับ

 

“ฟีแซลล์ไง” อย่าบอกนะว่าลืมชื่อผมไปแล้วน่ะ

 

“เรียกพะยูนดีกว่า”

 

“โฟรเช่!” ผมเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อเต็มขณะตีหางสีฟ้าอมเขียวของตัวเองแรงๆ จนผืนน้ำกระจายเลอะบริเวณขอบสระก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าห้องนี้เป็นห้องหนังสือ หนังสือทำมาจากกระดาษดังนั้นไม่ควรให้เปียกน้ำ

 

ยังดีที่บริเวณนี้ไม่มีชั้นหนังสือใดๆ ตั้งอยู่

 

“เปียกหมดเห็นไหม” โฟรชก้าวไปเปิดตู้หยิบผ้ามาโยนตรงที่น้ำเจ่อนองก่อนจะใช้เท้าเหยียบผ้านั้นเช็ดไปรอบๆ

 

“...ขอโทษ” ครั้งนี้ผมทำผิดเอง

 

“ช่างเถอะ” อีกฝ่ายถอนหายใจขณะเช็ดพื้น

 

“มีผ้าอีกฝืนไหม เดี๋ยวผมช่วยเช็ดอีกฝั่ง” ผมถาม

 

“มี เอ้า!” โฟรชโยนผ้าสีขาวมาให้ผมที่ยกมือรับได้พอดี

 

เงือกกำลังใช้ผ้าเช็ดน้ำบนพื้น...ช่างเป็นภาพที่น่าขำ

 

ใช้เวลาในการเช็ดไม่นานน้ำที่เลอะเต็มพื้นก็แห้งสนิท ผมส่งผ้าที่เปียกชื้นไปให้โฟรชซึ่งรับต่อแล้วโยนลงตะกร้าด้านข้างตู้เก็บผ้า เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จดวงตาสีเทาอ่อนก็หันมาสบกับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมคล้ายจะรอให้ผมพูดอะไรบางอย่าง

 

“...อะไร” เมื่อไม่รู้ก็มีแค่คำว่าอะไรนี่แหละที่นึกออก

 

“ฉันน่าจะเป็นถามมากกว่านะว่ามีอะไร ยังไม่ถึงเวลาอาหารนะ”

 

“ผมไม่ได้หิวสักหน่อย”

 

“ไม่ใช่?”

 

“ก็ไม่ใช่น่ะสิ” เขาคิดว่าผมมาหาเพราะหิวอย่างเดียวรึไง

 

“งั้นมีอะไร”

 

“...ไม่มี” ผมตอบเสียงแผ่ว

 

“...” ความเงียบที่ได้รับจากอีกฝ่ายทำเอาผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหดเล็กลง

 

“ผมแค่เบื่อๆ เลยอยากหาคนคุยด้วย” ผมไม่รู้ว่านี้ถือเป็นเหตุผลที่ผมมาหาได้ไหมนะ

 

“ฉันไม่ใช่คนคุยเก่ง” โฟรชตอบพลางมองมายังผม

 

“ผมรู้” อยู่ด้วยกันมานับเดือนทำไมผมจะไม่รู้เรื่องพื้นฐานอย่างนี้ล่ะ มองด้วยตาผมก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนค่อนข้างปิดกั้นและไม่ยอมรับใครง่ายๆ เรื่องเพื่อนเองคงมีแต่ให้เดาไม่น่าจะหลายคนนัก

 

“อยากคุยอะไรก็ว่ามา” อีกฝ่ายเปิดประเด็น

 

“อืม กำลังหาหนังสือแบบไหนอ่านอยู่เหรอ” ผมถามคำถามเบสิกสุดๆ ยามอยู่ในห้องหนังสืออกไป

 

“ไม่รู้สิ”

 

“...กวนผมอยู่เหรอ” ไม่รู้หมายความว่ายังไง

 

“งั้นมั้ง” อีกฝ่ายยักไหล่ขณะเดินไปยังชั้นหนังสือ

 

“ผมก็อยากอ่านบ้างจัง”

 

“จะลองไหมล่ะ” โฟรชหันมาถาม

 

“ได้เหรอ เดี๋ยวเปียกเอานะ” เพราะอยู่ในน้ำเลยไม่ค่อยถูกกับพวกหนังสือหรือกระดาษ

 

“ก็ขึ้นมานั่งตรงขอบสระแล้วก็เช็ดมือให้แห้งซะ” นอกจากจะบอกแล้วยังเปิดตู้โยนผ้าขนหนูอีกผืนมาให้ ผมรับผ้าขนหนูที่โยนมาก่อนจะใช้แขนสองข้างเท้าไว้บริเวณขอบสระแล้วยกส่วนสะโพกของตัวเองขึ้นมาด้านบนมีแค่ส่วนปลายหางที่ยังขยับไปมาอยู่ใต้น้ำ

 

เงือกอย่างพวกเราสามารถขึ้นมานั่งโกรกลมบนบกแทบจะทั้งตัวแบบนี้ได้แต่ส่วนมากไม่ค่อยจะมีใครทำหรอกเพราะมันเสี่ยงต่อการโดยมนุษย์พบตัวแถมพอตัวแห้งแล้วมันรู้สึกแปลกๆ แต่ตอนนี้ผมคงไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว

 

“แห้งแล้ว” ผมชูมือทั้งสองข้างไปให้อีกฝ่ายดู

 

“แล้วผมล่ะ ยังเปียกโชกอยู่เลย” โฟรชก้าวเข้ามาใกล้พร้อมนั่งชันเข่าใช้ผ้าขนหนูอีกผืนที่หยิบติดมือมาวางโปะลงบนหัวผมแล้วเริ่มเช็ดผมให้

 

หากเป็นช่วงแรกๆ อย่างหวังว่าผมจะยอมให้เข้าใกล้ได้ขนาดนี้ เพราะตอนนี้ผมเริ่มไว้ใจโฟรชมากขึ้นระยะห่างที่มีเลยลดลงอย่างรวดเร็วจนตัวผมเองยังตกใจ

 

สัมผัสของฝ่ามือลอดผ่านผ้าขนหนูมาได้แม้จะไม่มากเท่าสัมผัสโดยตรงแต่ก็พานให้ความรู้สึกแปลกๆ แล่นขึ้นมา เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มยาวสยายไปจนถึงแผ่นหลังถูกเช็ดจนหมาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกเราที่เป็นเงือกไม่จำเป็นต้องไว้ผมยาวโดยเฉพาะผู้ชายส่วนมากที่มักจะไว้ผมสั้นแต่กับตัวผมค่อนข้างพิเศษอาจเพราะมีสีผมที่ดูอบอุ่นเหมือนพระอาทิตย์หลายๆ คนเลยขอให้อย่าตัด เพราะงั้นผมเลยไว้ยาวมาตลอด

 

“ขอบคุณ” ผมเอ่ยขอบคุณเมื่ออีกฝ่ายเช็ดผมให้เสร็จ

 

“อยากอ่านหนังสือแนวไหน” โฟรชโยนผ้าที่ใช้เช็ดผมลงตะกร้าระหว่างถาม

 

“อะไรก็ได้ คุณลองหยิบมาให้ผมสักเล่ม” ผมไม่รู้อยู่แล้วว่าหนังสือมีแนวไหนบ้าง ทางที่ดีก็ให้ผู้รู้เลือกมาให้เลยละกัน

ยังไงก็ไม่รู้ว่าจะสามารถอ่านออกไหมด้วยซ้ำ

 

โฟรชทำท่านึกอยู่พักใหญ่จึงก้าวไปยังชั้นหนังสือที่อยู่เกือบติดกับกระจกใส หนังสือปกแข็งหนาเล่มสีออกน้ำตาลถูกหยิบออกมาก่อนจะถูกยื่นมาตรงหน้าผมที่นั่งแกว่งหางรออยู่ริมขอบสระ

 

“นายน่าจะชอบ”

 

“อืม...โอ๊ะ! มีรูปอาหารด้วย” สิ่งแรกที่ปรากฎอยูบนหนังสือปกหนาคือภาพของอาหารเซตที่ถูกจัดอย่างสวยงาม พอลองเปิดหน้าต่อๆ ไปดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นภาพของอาหารเรียงรายอยู่ในแต่ละหน้าแบบไม่ซ้ำกัน

 

อะไรกันเนี่ย

 

ทำไมถึงได้น่ากินแบบนี้!

 

ไม่คิดเลยว่าอาหารของมนุษย์มีเยอะมากขนาดต้องทำรวมเป็นเล่มพร้อมวิธีทำในแต่ละหน้า อย่างที่ผมอ่านอยู่ตอนนี้คือเคบับ แผ่นแป้งที่ไม่หนามากกับผักและชิ้นเนื้อที่เคล้ากับน้ำซอสช่างน่าลิ้มลองจนผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอเอือกใหญ่

 

“น้ำลายจะไหลแล้ว” คำพูดจากปากโฟรชทำเอาผมรีบยกแขนขึ้นมาเช็ดมุมปากลวกๆ

 

“ก็มันน่ากินนี่” ใช่ความผิดผมที่ไหน

 

ถ้าจะโทษก็โทษอาหารที่ทำได้น่ากินขนาดนี้เถอะ

 

“ตอนแรกกังวลว่าหนังสือจะเปียกน้ำทะเล”

 

“ฮะ?” ทำไมอยู่ๆ ถึงพูดเรื่องเปียกขึ้นมากัน

 

“แต่ตอนนี้ควรกังวลว่าจะเปียกน้ำลายมากกว่าสินะ” สิ้นอีกประโยคผมก็เข้าใจความหมายของคำพูดที่เปิดเกริ่นมาเมื่อครู่อย่างถ่องแท้

 

ปูคำมาเพื่อจะพูดประโยคสุดท้ายชัดๆ

 

“ผมไม่ได้น้ำลายไหลขนาดนั้นสักหน่อย” ไม่ปฎิเสธว่ามุมปากเริ่มเปียกชื้นแต่ผมไม่คิดจะทำเรื่องเสียมารยาทอย่างน้ำลายหกใส่หนังสือหรอกนะ

 

เห็นแบบนี้ผมก็เป็นถึงเจ้าชายของอาณาจักรเงือกที่ได้รับการสั่งสอนด้านกาลเทศะและมารยาทมาอย่างดี ไม่ทำให้ชื่อเงือกนับร้อยชีวิตต้องขายหน้าหรอก

 

“มีเป็นของหวานด้วย” โฟรชยื่นหนังสือเล่มหนาอีกเล่มมาให้ ภาพขนมบนปกบ่งบอกถึงเนื้อหาด้านในโดยไม่ลองเปิดดู

 

“ของหวาน...น่าอร่อยจัง ของคาวก็น่ากิน”

 

เมื่อมีหนังสืออาหารทั้งของหวานและของคาวอยู่หน้าผมก็แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก ตอนแรกผมนั่งเปิดหนังสือดูภาพทีละภาพแต่เพราะระยะห่างที่ไกลเกินไปผมจึงค่อยๆ ก้มลงเข้าใกล้หนังสือทีละนิดจนบัดนี้ผมนอนคว่ำหน้าราบไปกับพื้นห้องก้มหน้าลงมองภาพจากหนังสือสองเล่มสลับกันในระยะประชิดโดยส่วนหางกำลังส่ายไปมาตามอารมณ์ที่กำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้

 

“พะยูน”

 

“ว่าอะไรนะโฟรช” ถึงผมจะกำลังจดจ่อไปยังภาพบนหนังสือแต่ใช่ว่าจะไม่ได้ยินเสียงที่เล็ดรอดเข้ามาโดยเฉพาะคำๆ นั้น

 

“พะยูน” โฟรชเอ่ยประโยคเดิมซ้ำอีกรอบไม่เกรงกลัวสายตาแข็งๆ ของผมที่ประสานไปสักนิด ตัวโฟรชตอนนี้นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวถัดจากที่ผมนอนอยู่ไม่ไกลนัก ห้องหนังสือนี่มีโซฟาอยู่ทั้งติดริมกระจกและใจกลางห้องให้เลือกนั่งได้ตามต้องการแต่เงือกอย่างผมคงออกห่างจากน้ำไปไหนไม่ได้ล่ะนะ

 

“เลิกเรียกผมว่าพะยูนนะ”

 

“เหมือนจะตาย” ไม่พูดเปล่าโฟรชหยิบสิ่งที่เรียกว่าโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปผมที่นอนกองอยู่บนพื้นหน้าตาเฉย

 

ไม่มีขออนุญาติหรือถามสักคำว่าผมยอมให้ถ่ายไหม

 

“ไม่เหมือนสักนิด” ถึงเงือกกับพะยูนจะเป็นสัตว์ที่ถูกเอาไปเปรียบเทียบกันบ่อยแต่ด้วยยขนาดตัวดูยังไงก็ไม่เหมือน สิ่งเดียวที่คล้ายคือส่วนนหางที่เป็นครีบนี่ล่ะมั้ง

 

“เหมือนสุดๆ”

 

“ไม่เหมือน” ผมยืนกราน

 

“ไม่ยอมแพ้เลยนะ”

 

“ก็ผมพูดจริงนี่”

 

“ฉันก็พูดจริง”

 

“นั่นคำพูดผม” พวกเราต่างสลับกันถกเถียงไปมาอยู่นานกว่าความเงียบในห้องจะเข้ามาแทนที่เนื่องจากเราทั้งคู่ต่างหยุดพักหายใจ

 

“อยากกินอะไร” พอกลับมาพูดอีกครั้งหัวเรื่องก็เปลี่ยนไป

 

“ถามผม?” ผมหันไปมองโฟรชอย่างไม่แน่ใจ

 

“ถามพะยูน”

 

“แถวนี้มีพะยูนที่ไหนเล่า!” เปลี่ยนเรื่องได้ไม่ถึงนาทีก็กลับมาที่เรื่องเดิมอีกแล้ว

 

“เหมือนจะเห็นอยู่ตัวนึง”

 

“โฟรเช่!” ผมเรียกชื่อเต็มอีกฝ่ายดังลั่น

 

“เสียงดังน่า”

 

“ก็คุณชอบแกล้งผม”

 

“ไม่ได้แกล้ง” อีกฝ่ายส่ายหน้าเบาๆ

 

“แกล้งชัดๆ”

 

“สรุปจะตอบไหมว่าอยากกินอะไร” โฟรชวกกลับเข้าเรื่องเดิม

 

“ตอบ...ผมอยากกินนี่” ผมยกหนังสือขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปยังรูปภาพในหนังสือหน้าที่เปิดค้างไว้

 

“ไข่ตุ๋น?” ใบหน้าของโฟรชดูจะแปลกใจในสิ่งที่ผมอยากกิน

 

“ใช่ มันดูนุ่มๆ ผมอยากกิน”

 

“มีอย่างอื่นอีกไหม” อีกฝ่ายถามต่อ

 

“มี อยากกินขนมอันนี้” แทบไม่ต้องให้ถามซ้ำผมก็ตั้งหนังสือสารนุกรมของหวานขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปยังขนมสีน้ำตาลอ่อนที่ตรงกลางมีไส้สีครีมทะลักออกมา

 

“ชูครีม?”

 

“อ่าฮะ ในนี้เขียนว่ารสชาติของแป้งด้านนอกจะออกเค็มนิดๆ เข้ากันได้ดีกับไส้ด้านในที่หอมหวานกลิ่นนมและวนิลา น่ากินสุดๆ” แค่อ่านตามก็รู้แล้วว่าต้องอร่อยมากแน่

 

“...เหมือนจะทำได้อยู่” โฟรชนิ่งไปสักพักก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ตอบกลับมา

 

“พ่อครัวที่ทำอาหารให้ผมประจำทำได้รึเปล่า” ผมถามบ้าง

 

“ทำได้ แต่จะทำรึเปล่าต้องดูอารมณ์ก่อน อีกอย่างคนทำไม่ใช่พ่อครัวด้วย”

 

“ไม่ใช่พ่อครัว?” ทั้งที่อาหารแต่ละมื้อออกจะอร่อยขนาดนั้นน่ะนะ

 

“นายคิดว่าใครเป็นคนทำอาหารให้กินทุกมื้อล่ะ”

 

“...ใครเหรอ” ถึงโฟรชจะบอกแต่ผมใช่ว่าจะรู้จักมนุษย์คนอื่นที่ไหน

 

“อยู่ที่นี่” คำใบ้แรกดังขึ้น

 

“หมายถึงในบ้านนี้?” หรือว่าในห้อง?

 

“ใช่”

 

“ผมเคยเห็นตั้งหลายคนที่เดินเข้าออก” อาจเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นรึเปล่านะ

 

“เป็นคนที่นายคุยด้วย” คำพูดของโฟรชทำให้ผมเริ่มฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

 

ความจริงไม่ควรใช้คำว่าฉุกคิดแต่เป็นการที่ความจริงปรากฎจะชัดกว่า ถ้าพูดถึงคนที่ผมคุยด้วยนั้นตั้งแต่โดนจับมาประมูลจนถึงตอนนี้ก็มีแค่คนเดียวคือ...

 

“...คุณเหรอ?!” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกตะลึงปนไม่แน่ใจ

 

“หึ กว่าจะเดาถูก” เจ้าของคำตอบส่ายหน้าเบาๆ คล้ายจะเอือมเต็มที

 

“ไม่จริง!” ผมหลุดคำอุทานออกไปเสียงดังลั่น

 

เจ้าของบ้านพ่วงด้วยตำแหน่งมหาเศรษฐีหลักพันหลักหมื่นล้านเป็นอย่างน้อยจะมาทำอาหารให้ผมกินทุกมื้อเนี่ยนะ!

 

ความเป็นคุณชายบวกกับออร่าของคนที่ไม่ยอมใครนั่นมีอีกด้านเป็นพ่อศรีเรือนที่ชื่นชอบการทำอาหารและขนมงั้นเหรอ?

 

จะให้ผมตะโกนอีกกี่ร้อยรอบก็ได้ว่า...

 

ไม่จริง!

 

“จริง”

 

“เอ่อ...คุณทำอาหารทั้งหมดนั่น” ผมถามต่อ ไม่แน่ว่าอาจทำแค่บางอย่าง

 

“ใช่ ทุกอย่างทุกมื้อที่นายกินยกเว้นช่วงที่ฉันไม่อยู่ล้วนเป็นฝีมือฉันทั้งนั้น” อีกฝ่ายพูดย้ำอีกรอบ

 

“...ผมไม่เห็นเคยรู้เลย”

 

“ก็ฉันไม่ได้บอก”

 

“ทำไมไม่บอกล่ะ” แบบนี้ก็เหมือนผมเอาแต่กินโดยไม่สนใจว่าคนทำจะอยู่ใกล้แค่ไหนก็ตามน่ะสิ

 

“บอกอยู่นี่ไง”

 

“บอกช้าไปแล้ว ถ้าผมรู้ว่าคุณเป็นคนทำนะ ผมจะ...”

 

“ขออาหารเพิ่ม?” โฟรชพูดคำสุดท้ายที่ผมยังเอ่ยไม่จบ

 

“อึก...ก็ใช่ ไม่สิ ผมต้องบอกว่าคุณทำอร่อยมากๆ และขอบคุณที่ทำอาหารให้ผมมาตลอด” เพราะคำพูดแทรกนั่นทำเอาสิ่งอยากพูดสลับกันมั่วไปหมด

 

“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”

 

“ทำไมล่ะ” ไม่อยากได้รับคำขอบคุณเหรอ

 

“เพราะที่ฉันทำอาหารก็แค่ไม่อยากให้นายไปกินฝีมือคนอื่นก็แค่นั้น”

 

“โฟรช...”

 

“จวนจะได้เวลามื้อเย็นแล้ว” โฟรชปิดหนังสือพลางลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปนอกห้อง

 

“เดี๋ยวก่อนโฟรช” ผมเรียกรั้ง

 

“อะไร จะทำไข่ตุ๋นกับชูครีมให้”

 

“จริงเหรอ ผมจะรอกินเลย ไม่ใช่สิ...คุณอย่าเพิ่งพูดขัดผมจะได้ไหม” ผมไม่ได้อยากจะพูดประโยคพวกนั้นสักหน่อย

 

“หึ...ว่ามาเร็วๆ”

 

“คุณอาจไม่อยากได้ยินแต่ผมอยากบอกว่าขอบคุณสำหรับอาหารที่คุณทำให้ทุกมื้อ ผมชอบรสมือของคุณมากนะโฟรช อร่อยมากๆ เลย” นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะพูดให้เขาฟัง

 

“...ได้ยินแบบนั้นก็ไม่เสียแรงที่หัดทำอาหารเพื่อจะทำให้นายได้กิน” พอพูดจบประโยคบานประตูของห้องหนังสือปิดลง ปล่อยผมทิ้งไว้กับความงงงวยในสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่

 

นี่ผมหูเพี้ยนหรือฟังผิดไปรึเปล่าถึงได้ตีความหมายโดยรวมของประโยคนั้นราวกับโฟรชหัดทำอาหารเพื่อที่จะให้ผมกิน?

...........................................................................

ตอนนี้เฉลยอีกหนึ่งความสามารถของโฟรชที่ซ่อนเร้นอยู่...นั่นคือการเข้าครัว!

ต้องชอบแค่ไหนถึงขนาดสร้างบ้านใต้ทะเลและฝึกทำอาหาร

ทำท่าทางเหมือนไม่สนใจแถมยังแอบกวนบ่อยๆ แต่ความจริงภายในใจนั้นหลงจนไปไหนไม่รอดแล้ววว

ปากโฟรชบอกว่าจะปล่อยแต่เชื่อเถอะว่าไม่มีทางที่จะปล่อยไป กว่าจะให้หนี้หมดคงรออีกหลายสิบปีถึงตอนนั้นก็ครอบครองทั้งหัวใจและร่างกายได้แล้วละมั้งงง

เราดีใจมากที่มีคนติดตามเรื่องนี้กันไม่น้อย ส่วนมากเราจะแต่งที่อยากแต่งเลยไม่แน่ใจว่าตอนนี้กระแสแนวไหนกำลังเป็นที่นิยมกัน

ขอบคุณทุกๆ คนที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น