ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 19

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.2k

ความคิดเห็น : 96

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2562 22:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 19 

 

เมื่อการบอกเล่าแก้ต่างเรื่องในอดีตเมื่อเกือบสี่ปีก่อนจบลงและผ่านไปได้ด้วยดีหลงหลี่เฉียงจึงเป็นฝ่ายเอ่ยกล่าวก่อนบ้าง 

“เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนกับ..” ดวงตาทรงอำนาจจับจ้องไปยังบุตรชายซึ่งกำลังดื่มนมจากอกผู้เป็นมารดาอย่างมีความสุขเป็นการถามไถ่นามไปในตัว 

“หวังจิ่นติ้ง” หวังมู่เฟยเองไม่ปิดบัง บิดาย่อมมีสิทธิของบิดาอยู่แล้ว 

“หลงจิ่นติ้ง..นามดี” เทพอสูรผู้หล่อเหลาซึ่งเป็นถึงประมุขหรือผู้นำตระกูลหลงเปลี่ยนแซ่ให้กับบุตรชายอย่างรวดเร็วไม่ติดขัดแม้แต่น้อย 

หวังมู่เฟยส่งยิ้มหวานหยดเต็มใบหน้าหากแต่ดวงตากลมโตกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อนึกได้ว่าตนเองได้เป็นผู้ตั้งนามให้กับบุตรชายวายร้ายเองเพียงผู้เดียวใบหน้าซูบเซียวแต่ยังคงงดงามอ่อนหวานก็เต็มไปด้วยความลำพองและพึงพอใจทันที แต่เมื่อได้ทวนข้อเสนอที่อีกฝ่ายกล่าวออกมานั้นใบหน้าของหวังมู่เฟยก็เต็มไปด้วยความเย็นเยียบทันที 

“ข้าไม่ต้องการสิ่งใด ข้าต้องการเพียงเสี่ยวจิ่นติ้งเท่านั้น!” เป็นบุรุษที่มีดีแค่หน้าตาและความแข็งแกร่งจริงๆ บุตรชายของเขามีชีวิตมีจิตใจดวงน้อยๆ ไม่ใช่สิ่งของที่จะซื้อขายแลกเปลี่ยนได้! 

“เช่นนั้นแล้วจะทำเช่นไร” หลงหลี่เฉียงยังคงใจเย็น เขามีความอดทนเป็นเลิศอยู่แล้ว 

“จะอย่างไรข้าก็จะไม่แยกจากบุตรชายของข้าเด็ดขาด!” แม้จะอยากสบถด่าทอหลงหลี่เฉียงด้วยคำหยาบคายซึ่งยามนี้หวังมู่เฟยเริ่มมีโทสะเสียแล้วแต่ก็ต้องเก็บปากเก็บคำเอาไว้ เขาไม่ใช่คนโง่ ถ้าเกิดคนตรงหน้าเกิดเปลี่ยนใจสังหารเขาแล้วชิงบุตรชายไปโดยไม่เจรจาเนื่องจากความไม่พอใจที่ถูกด่าทอจะทำอย่างไร 

“โลกใบเล็กแห่งนี้ทรัพยากรไม่เพียงพอให้มังกรที่ถูกกำหนดมาให้ยิ่งใหญ่เติบโตได้แน่ หลงจิ่นติ้งต้องกลับสู่ตระกูลหลงจึงจะเป็นสิ่งที่ดี” หลงหลี่เฉียงไม่ได้เร่งรัดนัก เมื่อเขามีแผนการบางอย่างแล้ว 

“อ่อ..แล้วท่านสามีได้ถามไถ่เสี่ยวจิ่นติ้งของข้าหรือยังเล่าว่าอยากไปยังตระกูลหลงหรือไม่” หวังมู่เฟยเป็นคนที่ไม่ยินยอมผู้ใดโดยง่ายอยู่แล้ว แม้หวาดหวั่นแต่ก็ยังไม่ยอมเสียเปรียบอย่างแน่นอน ถึงจะทำได้แค่เพียงก่อกวนโทสะอีกฝ่ายก็ตาม 

ใบหน้างดงามหล่อเหลายังคงรอยยิ้มมุมปากอันนุ่มนวลเอาไว้แต่ความรู้สึกดำมืดบางอย่างก็วาบผ่านดวงตาอันเย็นชาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนไม่ทันเป็นที่สังเกต หลงหลี่เฉียงยังคงสง่างามเหนือฟ้าดินดั่งเช่นเคย 

“หึ! สามีอย่าได้สวมหน้ากากอยู่เลย แม้ข้าจะอาศัยในโลกใบเล็กแต่ก็ไม่ได้โง่งมปานนั้น” รอยยิ้มของหลงหลี่เฉียงยังคงอยู่แม้หวังมู่เฟยจะเอ่ยออกมาเช่นนั้น หากแต่นัยน์ตาล้ำลึกเย็นชาทรงอำนาจกลับอ่อนประกายลงเล็กน้อยก่อนผู้ที่ถูกเรียกว่าสามีอย่างคาดไม่ถึงจะเป็นผู้กล่าวออกมาบ้าง 

“เจ้าเป็นคนฉลาด เราจะไม่กล่าวอันใดมากมายนัก หากไม่ตกลงคงทราบว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร” แม้จะดูเหมือนว่าหวังมู่เฟยจะมีสิทธิเรียกร้องต่อรองหรือเจรจา แต่ความเป็นจริงตั้งแต่หลงหลี่เฉียงปรากฏตัวขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับเทพอสูรผู้นี้แล้ว 

“ข้าจะทำอันใดได้เล่าหากไม่คล้อยตามท่าน” หวังมู่เฟยกัดฟันกล่าวอย่างไม่เต็มใจนัก เห็นได้ชัดว่าตนเองอ่อนแอเพียงใด คิดไปว่ายามนี้ตระกูลหวังดีขึ้นมากแล้ว แต่ความเป็นจริงแล้วไม่นับเป็นอันใดได้ หวังมู่เฟยจำเป็นต้องแข็งแกร่ง แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นจึงจะปกป้องสิ่งที่อยากปกป้องได้ 

.. 

การตกลงเจรจาผ่านไปได้ด้วยสันติไม่มีการลงไม้ลงมือขืนบังคับด้านร่างกายเกิดขึ้น แต่การบีบบังคับด้านจิตใจนั้นหวังมู่เฟยแทบกระอักโลหิตออกมา นานแล้วที่เขาไม่ได้ถูกบีบบังคับให้จนตรอกเช่นนี้ ครั้งสุดท้ายที่เขาไม่ยินยอมพร้อมใจไม่อาจหาหนทางอื่นใดคงเป็นยามที่สิ้นใจตายครานั้น และหากจะให้เขาเรียบๆ ร้อยๆ ละก็ หลงหลี่เฉียงคิดผิดเสียแล้ว แม้หวังมู่เฟยจะตกลงแบบไม่เต็มใจแต่ก็ไม่ยิมยอมให้ผู้ใดใช้ประโยชน์จากตนเองโดยไม่จ่ายค่าตอบแทนอย่างแน่นอน 

ข้อบังคับของหลงหลี่เฉียงนั้นหวังมู่เฟยจะได้ตบแต่งเข้าไปในตระกูลหลงในฐานะฮูหยินใหญ่ มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรชายซึ่งข้อนี้เป็นหวังมู่เฟยร้องขออย่างดื้อดึงจะอย่างไรก็จะเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรชายเอง เขายังมีหน้าที่คอยเป็นหูเป็นตาจับตามองเหล่าอนุภรรยานับพันคนซึ่งแต่ละคนนับว่าเป็นงูพิษในดงงูพิษอีกที ตระกูลหลงนั้นทรงอำนาจแต่ก็ซับซ้อนเช่นกันตั้งแต่เริ่มไม่มีคนในตระกูลไปถึงขั้นต้าเฉิงมาหลายรุ่น รายละเอียกปลีกย่อยหากไปยังตระกูลหลงแล้วคงได้ทราบอย่างกระจ่าง 

โดยหลงหลี่เฉียงผู้มาถึงขั้นต้าเฉิงจะให้การสนับสนุนหวังมู่เฟยในการใช้อำนาจเต็มที่โดยไม่มีข้อห้ามอันใด ให้เขาเล่นบทฮูหยินใหญ่ร้ายกาจโยนความโหดเหี้ยมให้หวังมู่เฟยเป็นผู้ลงมือแต่หลงหลี่เฉียงเองชื่อเสียงยังคงบริสุทธิ์เหนือฟ้าดินเฉกเช่นเดิมทั้งที่ตนเองวางแผนบางอย่างเอาไว้ 

หวังมู่เฟยขอยืดเวลาการไปยังตระกูลหลงอีกเล็กน้อย เขาต้องการให้ตระกูลหวังมั่นคงกว่านี้เสียก่อน หลงหลี่เฉียงแม้จะดูเหมือนไม่เต็มใจนักแต่ก็ยอมลงให้อย่างใจกว้างไม่บีบบังคับจนเกินไปจนทำให้ผู้อื่นระเบิดออกมา หรือไม่หลงหลี่เฉียงผู้นั้นก็คงมีแผนการอันใดอยู่เป็นแน่ 

----- 

หวังมู่เฟยผู้ไม่มีภูมิหลังอันใดหากแต่มีบุตรชายให้กับประมุขตระกูลหลง เช่นนี้ไม่ใช่ตัวหมากอันดีหรอกหรือ ยามแรกหลงหลี่เฉียงต้องการเพียงบุตรชายเพื่อทำให้หน้าที่ในฐานะของประมุขตระกูลหลงครบถ้วนสมบูรณ์ แต่หวังมู่เฟยน่าสนใจไม่น้อย ผู้ที่หลงใหลใบหน้าอันงดงามหล่อเหลาของเขาหลงหลี่เฉียงมักรังเกียจผู้คนเหล่านั้น หากจำไม่ผิดหวังมู่เฟยเมื่อเกือบสี่ปีก่อนก็เป็นเช่นนั้น แต่ยามนี้กลับแปลกออกไป 

หลงหลี่เฉียงต้องการให้หวังมู่เฟยเป็นฮูหยินของเขาเพียงในนาม ขั้วอำนาจในสามพันโลกกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อเขามาถึงขั้นต้าเฉิง ตาแก่ต้าเฉิงที่เป็นขั้วอำนาจเก่าแม้ทำอันใดเขาไม่ได้แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่แทรกแซงตระกูลหลง แม้ต้าเฉิงเหล่านั้นจะกระทำตัวสูงส่งเหนือโลกและหยิ่งยโสไม่ลงมือทำเรื่องสกปรกเนื่องจากการรักหน้าตาและเกียรติยศ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเช่นนั้น คำว่าอำนาจและผลประโยชน์ไม่เคยเข้าใครออกใคร 

ตั้งแต่หลงหลี่เฉียงอยู่ในขั้นฝ่านซูระดับสูงแล้วที่ตระกูลหลงต้องผ่านมรสุมมากมายเนื่องจากเป็นตระกูลเก่าแก่บรรพกาลแต่ตกต่ำลงไปอย่างมากเนื่องจากไม่มีผู้ใดไปถึงขั้นต้าเฉิงมาแล้วกว่าสองพันปีแล้ว เขาต้องอดทนอดกลั้นกับเรื่องราวต่างๆ มากมายโดยเฉพาะตระกูลหลงสายรองและเหล่าตระกูลบรรพกาลบางตระกูลซึ่งมีเหล่าต้าเฉิงอยู่ในตระกูลคอยขัดแข้งขัดขาตระกูลหลงไม่ให้กลับมาผงาดฟื้นฟูอีกครา 

หากตระกูลหลงไม่ใช่ตระกูลเก่าแก่บรรพกาลเช่นกันคงไม่ยั่งยืนมั่นคงมาเนิ่นนานเช่นนี้ ไม่เพียงไม่ตกต่ำลงไปอีก ในรุ่นของหลงหลี่เฉียงยังกลับมาผงาดรุ่งโรจน์อย่างงดงาม การจัดการกับตระกูลบรรพกาลนั้นเหล่าตระกูลบรรพกาลด้วยกันทราบดีว่าไม่อาจทำได้ รากฐานอันเก่าแก่นั้นอาจทำให้ย่อยยับไม่คุ้มทุนแล้วยังทำให้เสียหายเองมากมายจนเกินไป ผู้ใดไม่ทราบว่าตระกูลเหล่านี้มีของวิเศษประจำตระกูลสักชิ้นสองชิ้นที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งทำให้การทำลายล้างโลกสักโลกเป็นไปได้อย่างง่ายดาย พวกมันจึงทำได้เพียงคอยขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น 

ตำแหน่งฮูหยินของหลงหลี่เฉียงที่ยังคงว่างมาจนถึงยามนี้เป็นเพราะเขาใช้ทุกวิถีทางเพื่อรักษามันเอาไว้ หากไม่เช่นนั้นผู้อื่นต้องใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างมหาศาลจนเขาไม่อาจมีอำนาจเบ็ดเสร็จในตระกูลหลงในยามที่ยังอยู่ในขั้นฝ่ายซูได้ แต่ยามนี้หลงหลี่เฉียงไม่จำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจหรืออดทนอดกลั้นกับผู้ใดอีกแล้ว ยามนี้เขาจะทำอย่างไรก็ได้ ขั้นต้าเฉิงนั้นไม่ใช่เพียงเอาไว้ประดับเท่านั้น 

ผู้ที่มาถึงขั้นฝ่านซูนั้นมีนับร้อย แต่ผู้ที่มาถึงขั้นต้าเฉิงนั้นมีเพียงห้าคนเท่านั้น! ซึ่งหนึ่งในห้าคนนั้นคือหลงหลี่เฉียงที่มีอายุเพียงสามสิบปี! 

.. 

“ท่านคือพี่เขยหรือ ท่านเป็นบิดาของเสี่ยวจิ่นติ้นหรือ” หวังหยุนผู้สดใสร่าเริงเอ่ยถามผู้ที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ในตำแหน่งประมุขแทนหวังมู่เฟยอย่างอยากรู้อยากเห็น 

อาหารเย็นในวันนี้บรรยากาศแปลกพิกลอยู่บ้าง หวังจือเองก็เพิ่งกลับมาถึงตระกูลหวังจึงได้ทราบเรื่องราวต่างๆ บ้างแล้ว แต่รายละเอียดต่างๆ นั้นหวังมู่เฟยได้นัดแนะน้องๆ เอาไว้แล้วว่าหลังจากรับประทานอาหารเสร็จสิ้นจะอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง 

“เป็นเช่นนั้น” หลงเหวินฉินที่ได้ยินท่านประมุขตอบกลับอย่างเรียบเฉยสะท้านเยือกด้วยความหวาดระแวงขึ้นมาทันที นี่ใช่ท่านประมุขตัวจริงหรือไม่ 

“เสี่ยวหยุน ทานก่อนค่อยถามไถ่ เรามีแขกนั่งอยู่ด้วยเด็กดี” หวังมู่เฟยรีบห้ามปรามน้องชายคนเล็กทันที เขาไม่แน่ใจว่าหลงหลี่เฉียงจะเป็นพวกขี้รำคาญหรือไม่ 

“ขอรับพี่ใหญ่” หวังหยุนหน้ามุ่ยลงเล็กน้อยก่อนจะใช้ตะเกียบคีบผักที่อยู่ในถ้วยกระเบื้องด้านหน้าของตนเองเข้าไปในปาก 

โต๊ะอาหารยามนี้มีหลงหลี่เฉียงนั่งอยู่หัวโต๊ะในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด ขวามือคือหวังมู่เฟย ซ้ายมือคือหลงเหวินฉิน ถัดจากหวังมู่เฟยคือหวังจือ หวังเหมยและหวังหยุน ส่วนหลงจิ่นติ้งนั้นกำลังสนุกสนานกับการได้กลั่นแกล้งหลงจิวฝูและหลงฮุ่ยอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของเด็กน้อยดังออกมาจากห้องข้างๆ เป็นระยะ ภายในห้องหับแห่งนั้นยังมีหยางหนิงอันและหยางหนิงเฉิงอยู่ด้วยหวังมู่เฟยจึงวางใจรับประทานอาหารได้อย่างสบายใจ 

เมื่อการรับประทานอาหารเย็นจบลงด้วยบรรยากาศประหลาดอึกอัก หวังมู่เฟยจึงเดินนำน้องๆ ทั้งสามไปยังห้องหับอีกห้องซึ่งอยู่ห่างออกไปสุดเรือนใหญ่ หวังมู่เฟยทราบดีว่าแม้ตนเองจะใช้ลมปราณเพื่อปิดกั้นเสียงแต่ก็ไม่อาจปิดกั้นได้จากหลงหลี่เฉียงซึ่งอยู่ในขั้นต้าเฉิงที่กฎเกณฑ์ของสามพันโลกไม่อาจกระทำอันใดกับเจ้าตัวได้ พลังอำนาจของพวกเขาเองก็ไร้ซึ่งขอบเขต ยกตัวอย่างเช่นการเดินทางโดยใช้มิติเดินทางนั้นมีเพียงขั้นต้าเฉิงเท่านั้นที่กระทำได้ แต่ถึงอย่างไรหวังมู่เฟยก็ต้องการความเป็นส่วนตัวกับน้องๆ อยู่ดีจึงใช้ห้องหับไกลสุดเรือนเช่นนี้ 

“พี่ใหญ่ พวกมันเป็นใครกันแน่ ดูจากลักษณะแล้วใช่ข้าคาดเดาไม่ผิดใช่หรือไม่” หวังจือเป็นผู้กล่าวถามออกมาเป็นคนแรก เขาเองได้ศึกษาตำราตระกูลหวังทั้งสามแล้ว มีเพียงตำราแพทย์สมุนไพรที่เขาไม่ได้สนใจเท่านั้น 

“จือเอ๋อร์เข้าใจถูกต้องแล้ว พวกมันคือเทพอสูร!” เมื่อได้คำยืนยันจากปากของหวังมู่เฟยเสียงสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเย็นเยียบของน้องๆ ทั้งสามคนก็ดังขึ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างขบคิดอย่างรวดเร็วไปต่างๆ นานา 

“ท่านพี่กับพี่เขยรักกันหรือขอรับ” หวังหยุนซึ่งยังไร้เดียงสาเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น 

หวังมู่เฟยเผยยิ้มฝืดเฝื่อนออกมาก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ น้องๆ ของเขายังไร้เดียงสากันอยู่ แม้จะยุยงให้ออกไปเที่ยวเล่นในสถานที่อโคจรก็ไม่ไป เป็นเด็กดีเสียจนหวังมู่เฟยแทบร่ำไห้ และในอนาคตเองหวังมู่เฟยก็ไม่มีนโยบายคลุมถุงชนอยู่แล้ว หากน้องๆ ชอบพอผู้ใดก็ตบแต่งได้เลย เช่นนั้นเขาจะตอบว่าไม่รักชอบได้อย่างไรในเมื่อมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนแล้ว 

“พี่ใหญ่กล่าวจริงหรือ?” หวังจือไม่ใช่คนโง่ สองสามปีมานี้เจ้าตัวพบเห็นเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะครึ่งปีมานี้ที่ต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ อยู่ตลอด 

“เอาเป็นว่าอีกไม่นานตระกูลหวังจะเกี่ยวดองกับตระกูลหลง พี่ใหญ่คงต้องบอกกล่าวก่อนว่าตระกูลหลงนั้นเป็นเช่นไร หากได้อ่านตำราสกุลหวังแล้วทุกคนคงเข้าใจดีใช่หรือไม่” หวังจือ หวังเหมยและหวังหยุนพยักหน้ารับอย่างอึดอัด ใบหน้าฉาบไปด้วยความหวาดหวั่น พวกเขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ไปได้ 

แม้แต่หวังจือที่อยากออกไปท่องเที่ยวทั้งสามพันโลกเองก็ยังหวั่นใจกับสถานการณ์ที่ยังไม่ได้ตั้งตัวแม้แต่น้อยเช่นนี้ อนาคตที่หวังจือวางแผนไว้นั้นอีกหลายปีกว่าที่เขาจะเริ่มออกเดินทาง เรื่องราวเช่นนี้รวดเร็วจนเกินไป! 

“ไม่ต้องกังวล มีพี่ใหญ่อยู่ทั้งคนจะเกรงกลัวสิ่งใดเล่า” หวังมู่เฟยเอ่ยปลอบน้องๆ ด้วยความอ่อนโยน 

“เช่นนั้นพี่ใหญ่ต้องแต่งเข้าตระกูลหลงหรือ แล้วต้องไปอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่เจ้าคะ” หวังเหมยน้ำตาคลอเมื่อได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว 

“ข้าไปด้วย! ให้ข้าไปด้วยนะขอรับ” หวังหยุนเมื่อได้ยินพี่สามเอ่ยเช่นนั้นออกมาก็รีบตะโกนเสียงดังด้วยความกระตือรือร้นทันที 

“ไม่ได้! ที่แห่งนั้นอันตรายเกินไป หากเจ้าไปด้วยคงเป็นได้เพียงภาระของพี่ใหญ่เท่านั้น หากเจ้าแข็งแกร่งจนถึงขั้นหยวนอิงค่อยตามพี่ใหญ่ไปก็ยังไม่สาย” หวังจือเอ่ยขัดน้องชายอย่างเข้มงวด 

“ข้าเข้าใจแล้ว” หวังหยุนหน้าหงอยไปทันทีแต่ภายในใจนั้นฮึกเหิมเต็มที่ ต่อไปนี้ต้องฝึกฝนหนักขึ้นไปอีก หนักขึ้นไปอีก! 

“อีกไม่นานพี่ใหญ่จะได้แต่งเข้าตระกูลหลงและคงต้องไปอยู่ที่นั่น แต่ก่อนที่จะไปพี่ใหญ่จะจัดการเรื่องราวทุกอย่างที่นี่ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน พี่ใหญ่สัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมพวกเราบ่อยๆ” หวังมู่เฟยกล่าวออกมาด้วยหัวใจอันวูบโหวง แม้พวกเขาจะไม่ใช่น้องๆ ของหวังมู่เฟยจริงๆ แต่ความรัก ความห่วงใยและความผูกพันนั้นล้วนแต่เป็นของจริงแน่แท้ 

พี่น้องตระกูลหวังใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามบอกเล่าพูดคุยเรื่องราวและแลกเปลี่ยนถ้อยคำมากมายระหว่างกัน…..อีกทางด้านหนึ่งของสองคนระหว่างบิดาและบุตรชายซึ่งเพิ่งเคยได้จับต้องซึ่งกันและกันเป็นไปอย่างแปลกพิกลแต่กลับลื่นไหลเรียบสงบ….จริงหรือ? 

“อา แอ้ อ๊า!” หลงจิ่นติ้งผู้ถูกบิดาแท้ๆ จับอุ้มชูขึ้นตรงข้ามกับใบหน้างดงามหล่อเหลาส่งเสียงร้องอ้อแอ้ออกมาแต่เจ้าตัวน้อยไม่ได้ขยับตัวยุกยิกแต่อย่างใด แม้ปากจะส่งเสียงแต่ตัวกลับนิ่งสงบปล่อยให้หลงหลี่เฉียงใช้สองมือใหญ่ช้อนอุ้มจับบริเวณรักแร้ทั้งสองข้างห้อยต่องแต่งเสมอใบหน้าผู้เป็นบิดา 

“หึ!” รอยยิ้มมุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยพร้อมดวงตาเย็นชาที่มีความอ่อนโยนแทรกอยู่จับจ้องบุตรชายตัวน้อยไม่วางตา บิดาและบุตรชายต่างจับจ้องมองหน้ากันไม่ละสายตาดั่งทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งสายใยบางอย่างเริ่มถักทอขึ้น 

เด็กน้อยหยุดส่งเสียงอ้อแอ้ทักทายเมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดาไม่กล่าวตอบแต่อย่างใด ใบหน้าเล็กเอียงซ้ายเอียงขวาดูดุ๊กดิ๊กอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ผู้ซึ่งไม่เคยสัมผัสหรือเข้าใกล้เด็กทารกมาก่อนดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย สองมือเริ่มขยับโยกซ้ายขวาอย่างเบาแรงที่สุดจนตัวของหลงจิ่นติ้งห้อยซ้ายห้อยขวาตาม 

“เอ่ยคำอีกสิ” น้ำเสียงเรียบนิ่งถูกเอ่ยออกมาจากปากผู้เป็นบิดาพร้อมกับหยุดขยับโยกแต่กลับค่อยๆ ขยับตัวเด็กน้อยเข้ามาใกล้ใบหน้ามากขึ้น 

“แอ้ แอ๊” หลงจิ่นติ้งเริ่มขยับตัวยุกยิกสองมือสองเท้าเล็กเริ่มปัดป่ายไปมาต้องการเอื้อมมือไปยังใบหน้าหล่อเหลาเหนือโลกให้ได้ ซึ่งเมื่อหลงหลี่เฉียงเห็นเช่นนั้นจึงค่อยๆ ขยับให้ตัวบุตรชายถอยห่างออกไปจนสุดแขนแกร่ง 

“อา แอ!” หลงจิ่นติ้งไม่ค่อยพอใจนักจึงส่งเสียงประท้วงออกมา ทั้งตัวของเด็กน้อยขยับไปมาดิ้นรนหนักขึ้นซึ่งไม่เป็นปัญหาอันใดสำหรับผู้เป็นบิดาแม้แต่น้อย 

เมื่อเห็นบุตรชายเริ่มใบหน้านิ่วคิ้วขมวดปากเล็กบิดเบี้ยวเริ่มเบะเตรียมจะร้องไห้จ้าหลงหลี่เฉียงจึงขยับตัวเด็กน้อยเข้ามาใกล้อีกครา ครานี้มือเล็กจ้อยคว้าจับใบหน้าของผู้เป็นบิดาได้เพียงเสี้ยวลมหายใจก่อนจะถูกขยับตัวออกห่างอีกครั้ง หลงจิ่นติ้งได้แต่จ้องมองใบหน้าบิดาซึ่งประดับด้วยรอยยิ้มแสยะมุมปากดั่งพึงพอใจสิ่งใดหนักหนา 

หลงหลี่เฉียงขยับตัวบุตรชายเข้ามาใกล้ตัวอีกคราด้วยความเบิกบานแต่บางสิ่งกลับเกิดขึ้นเสียก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ใบหน้าของเทพอสูรผู้ยิ่งใหญ่แข็งค้างขึ้นมาทันที 

“อร้ายย! คิก คิก” มองบุตรชายตัวร้ายส่งเสียงหัวเราะด้วยความพึงพอใจหลงหลี่เฉียงตัวแข็งทื่อทำอันใดแทบไม่ถูก บางอย่างอุ่นร้อนไหลเลอะแขนเสื้อของเขาเป็นวงกว้าง เสียงหยดน้ำไหลลงพื้นดังอยู่ในหูก่อนจะหยุดลงเพียงใช้เวลาไม่นาน 

หลงจิ่นติ้งอารมณ์ดีหัวเราะลั่นพร้อมขยับตัวดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างพออกพอใจ ยังดีที่บิดาไม่ปล่อยมือที่อุ้มอยู่ออกไปทั้งที่เจ้าตัวฉี่รดกางเกงจนเปียกไปหมดทั้งยังเลอะบิดาอีกด้วย แหะๆ 

 

 

************************* 

 

เรื่องโอเมก้าอาจจะดึกๆหน่อยเด้อเพราะยังไม่ได้ตรวจคำผิดกับอ่านทวนเลย หรืออาจจะเป็นวันพรุ่งนี้  

ตอนพิมพ์คิดนานมากว่าจะใส่รายละเอียดตระกูลหลงดีหรือเปล่า(รายละเอียดของพระเอก) หรือจะให้เฟยเอ๋อร์เราไปเจอด้วยตนเอง สุดท้ายก็ได้มาหลายย่อหน้าอยู่ กลัวลืมเพราะเรื่องนี้รายละเอียดปลีกย่อยเยอะพอสมควร (ไม่รู้อาร์ควบคุมได้ดีหรือเปล่าแต่จะพยายามค่ะ)   

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านจ้าาาา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว