อ่านฟรี แต่ก็สามารถสนับสนุนดาว กุญแจ เหรียญได้นะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ยี่สิบสาม

ชื่อตอน : บทที่ยี่สิบสาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 639

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2562 11:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ยี่สิบสาม
แบบอักษร

การรับประทานอาหารเย็นเป็นไปอย่างเงียบเชียบและค่อนข้างกร่อย นอกจากจอมขวัญที่ชวนชานนท์คุยแล้ว คนอื่นต่างไม่ส่งเสียง จนกระทั่งของหวานมาเสิร์ฟ จอมพลจึงพูดขึ้น

               “ได้ข่าวว่าตอนนี้มีเสือใหญ่ออกอาละวาดหรือผู้ช่วย”

               ชายหนุ่มวางช้อน

               “เรียกผมว่านนท์ก็ได้ครับคุณจอมพล ใช่ครับ ตอนนี้มีเสือโคร่งตัวหนึ่งออกหากินรบกวนชาวบ้านโดยรอบอยู่ครับ”

               “คุณเรียกการที่ชาวบ้านถูกทำร้ายว่ารบกวนแค่นั้นเอง” จอมภพพูดขึ้นเสียงดัง เขาไม่พอใจที่ชายหนุ่นมายุ่งกับน้องสาวเขา ชานนท์หันมายิ้มให้เขา

               “ยังไม่มีหลักฐานนี่ครับว่าเสือทำร้ายคน”

               “ต้องให้มีคนตายมากอีกเท่าไหร่ล่ะคุณถึงจะทำอะไรซักอย่าง”

               “ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ทางอุทยานกำลังเร่งดำเนินการผลักดันเสือตัวนี้กลับเข้าป่าครับ”

               “ที่คุณบอกไม่มีหลักฐาน ทหารคนเมื่อคืนไม่ใช่หลักฐานหรือยังไง”

               ผู้ช่วยหนุ่มยังคงระบายยิ้มเต็มใบหน้า จอมขวัญทำหน้างงๆแล้วหันมาถามพี่ชายตัวเอง

               “ทหารอะไรคะพี่ภพ”

               “เมื่อคืนนี้ตอนผมออกตรวจ มีนายทหารถูกทำร้ายจนเสียชีวิตครับ” ชานนท์ตอบแทน

               “ฝีมือไอ้เสือผีนั่นแหละ”

               “จริงหรือเปล่าคะคุณนนท์” น้ำเสียงของหล่อนมีแววร้อนรน

               “จริงครับ เสืออาจจะคิดว่าทหารคนนั้นกำลังคุกคามมัน” เขาตอบตรงกันข้ามกับความรู้สึกภายในใจของตัวเอง พี่ชายจอมขวัญยิ้มเยาะ

               “ถ้าพวกคุณเปิดโอกาสให้คนทั่วไปล่ามัน เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น”

               “มันเป็นสิ่งผิดกฎหมายครับ นอกจากนั้นยังผิดจรรยาบรรณวิชาชีพของผมด้วย” เขามองตาของจอมภพโดยไม่หลบ เน้นคำพูด “ผมมีหน้าที่จับพวกที่ชอบล่าสัตว์ป่า คนพวกนี้มันชอบทำลายมากกว่าสร้างสรรค์นะครับ คุณจอมภพว่ามั้ย”

               จอมภพขบกรามแน่น เขารู้ดีว่าชานนท์กำลังท้าทายเขาอยู่ ผู้ช่วยหนุ่มยังรู้จักเขาน้อยเกินไป ก่อนเรื่องราวจะบานปลาย จอมพลก็กระแอมแล้วพูดขึ้น

               “แล้วทางราชการมีวิธีจัดการกับเสอตัวนี้ยังไงล่ะคุณนนท์ ผมอยากรู้จริงๆ”

               “ขั้นแรกเราติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพไว้ตามจุดเสี่ยงและจุดที่คาดว่าเสือน่าจะใช้ประโยชน์ครับ แล้วเราก็จัดชุดลาดตระเวณตรวจตราตอนกลางคืน หลังจากนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯจะส่งผู้เชี่ยวชาญมาเพื่อดำเนินการจัดการกับเสือตัวนี้ต่อไปครับ คาดว่าอีกไม่นานปัญหาเกี่ยวกับเสือโคร่งจะหมดไป”

               “คุณเคยเจอกับมันแล้วหรือยัง”

               “เคยแล้วครับ”

               จอมพลหรี่ตา

               “เขาว่ากันว่ามันเป็นเสือสมิง เรื่องจริงหรือเปล่าล่ะ”

               “เท่าที่ผมเห็นมันก็เป็นเสือโคร่งปกติธรรมดาทั่วไปนะครับ”

               อีกครั้งที่ชายหนุ่มต้องพูดปด ผู้มีอิทธิพลของอำเภอหนองเสือร้องไม่ได้ติดใจอะไรอีก เขาพยักหน้าเล็กน้อย

               “ขอให้งานของคุณสำเร็จโดยไว แล้วก็ขอต้อนรับคุณอย่างเป็นทางการในฐานะผู้ช่วยคนใหม่ ถึงคุณจะมาทำงานเป็นเดือนแล้วก็ตาม”

               ชานนท์ซ่อนยิ้ม เขาตามทันความหมายกินนัยลึกซึ้งของเจ้าพ่อหนองเสือร้อง คนอย่างชานนท์รักศักดิ์ศรีและเกียรติของตัวเองเกินกว่าจะยอมทอดกายลงเป็นลูกน้องของใครที่ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา เขาจึงตอบรับด้วยการยิ้มเล็กน้อย

               “คุณน่าจะเป็นคนฉลาดนะคุณนนท์” จอมภพพูดขึ้น “แต่บางครั้งคนฉลาดก็มักจะพลาดกับเรื่องเล็กน้อย”

               “เรื่องบางเรื่องผมรู้ครับ แต่ว่าผมไม่จำเป็นต้องทำ”

               เขาตอบพร้อมวางช้อนแล้วหันมองหญิงสาวคนเดียวในโต๊ะอาหารซึ่งมีสีหน้าไม่สบายใจ

               “คุณขวัญอิ่มแล้วเหรอครับ”

               “ค่ะ”

               “อาหารบ้านคุณขวัญอร่อยมากครับ วันหลังผมขออนุญาตมากินอีก”

               “ที่อุทยานไม่มีร้านอาหารเหรอครับ” พี่ชายถามขึ้น

               “มีครับ แต่รสชาดไม่ได้เรื่อง อาหารที่นี่อร่อยกว่าเยอะครับ”

               “ได้ค่ะ ถ้าคุณนนท์ว่างเมื่อไหร่ก็มากินได้อีกเลยนะคะ ที่นี่ยินดีต้อนรับค่ะ”

               แล้วชายหนุ่มก็ทำท่ามองนาฬิกาบนผนัง

               “เห็นทีผมจะต้องขอตัวลาก่อนนะครับ เดี๋ยวผมต้องไปลาดตระเวณต่อครับ ขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนะครับคุณจอมพล คุณจอมภพ แล้วก็คุณ…” เขาหันมองชัชวาล ลูกน้องคนสนิทของจอมภพยิ้มให้

               “ผมชื่อชัชวาลครับ เป็นลูกน้องของคุณจอมภพ”

               “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณชัชวาล” เขาหันมาทางหญิงสาว “โดยเฉพาะคุณขวัญ ขอบคุณมากนะครับ”

               “ยินดีค่ะ เดี๋ยวขวัญไปส่งนะคะ”

               ชานนท์บอกลากับพ่อและพี่ชายของหญิงสาวก่อนก้าวเท้าเดินออกมา ก่อนจะลับประตูห้องอาหาร เขาเหลือบมองชัชวาล แล้วพบว่าลูกน้องของจอมภพมองเขาอยู่ก่อนแล้ว พอตาสบกันอีกฝ่ายก็เมินหลบอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มพ้นออกมาจากห้องอาหารนั้น

               จอมขวัญเดินมาส่งจนกระทั่งถึงรถยนต์ของเขา ชานนท์หันมายิ้มให้หล่อน

               “แค่นี้ก็ได้ครับคุณขวัญ อากาศหนาวเดี๋ยวจะไม่สบาย”

               ช่างเหมือนกับอรชุน บุคคลในฝันของหล่อนไม่ผิด หรือแท้ที่จริงแล้วจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝัน เมื่อเห็นว่าครูสาวไม่พูดเขาจึงพูดต่อ

               “ขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยๆนะครับ ผมไปล่ะ”

               ชานนท์หันตัวกลับแต่หญิงสาวคว้าแขนของเขาเอาไว้ เหมือนมีอะไรบางอย่างครอบงำหล่อน จอมขวัญจึงพูดออกมาเบาๆ

               “อรชุน ข้าขอโทษ ข้าจะไม่ยอมทำความผิดพลาดอีกครั้งเป็นแน่”

               “คุณขวัญพูดว่าอะไรนะครับ ผมไม่ค่อยได้ยิน”

               หล่อนสะดุ้งคืนสติ แล้วก็รีบปล่อยแขนเขา ใบหน้าแดงซานด้วยความอับอายเพียงแต่ถูกบดบังเอาไว้ด้วยเงามืด ชายหนุ่มจึงมองไม่เห็น

               “ไม่มีอะไรค่ะ ระวังตัวด้วยนะคะ รู้สึกว่างานของคุณนนท์จะอันตรายเหลือเกิน”

               “ไม่มีอะไรหรอกครับคุณขวัญ คุณขวัญพักผ่อนได้แล้วนะครับ ช่วงนี้ยังละเมอเดินอีกหรือเปล่าครับ”

               “ไม่แล้วล่ะค่ะ”

               “ถึงอย่างนั้นคุณขวัญก็ควรพักผ่อนให้มากนะครับจะได้แข็งแรง ผมรบกวนคุณขวัญนานแล้ว เห็นจะต้องไปทำงานซะที ไว้เจอกันนะครับ”

               “ค่ะ โชคดีนะคะ”

               “ครับ”

               เขารับคำยิ้มๆ คงต้องใช้โชคดีอย่างมหาศาลเลยล่ะ งานของเขาถึงจะสำเร็จ

 

               อากาศตอนดึกหนาวจนสั่น ลมพัดต้นไม้จนวูบไหว เสียงใบไม้ถูกเหยียบย่ำดังบ่อยครั้งจากสัตว์หากินกลางคืน กุฎิของหลวงพ่อดำค่อนข้างวังเวงเนื่องจากอยู่ห่างไกลและใกล้เคียงกับป่าช้าเก่า วันนี้เจ้าหนุ่ย เด็กวัดประจำกุฎิขออนุญาตกลับไปนอนที่บ้านพ่อแม่ หลวงพ่อดำจึงอยู่เพียงรูปเดียว ภิกษุชรานั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออกท่ามกลางแสงเทียน ทุกค่ำคืนหลวงพ่อดำจะต้องนั่งสมาธิเพื่อรักษาจิตใจของตนเอง มีเสียงฝีเท้าหนักๆเหยียบขั้นบันไดหน้ากุฎิ ภิกษุชราลืมตาช้าๆ กลิ่นสาบสางลอยอวลชั่วครู่ก่อนถูกลมพัดแผ่วเบาหายไป กรรมตามติดมาจนทันแล้ว

               เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆสามครั้ง หลวงพ่อดำก้มลงกราบพระพุทธรูปในห้องแล้วนั่งจ้องมองใบหน้าอันสงบเรียบเฉยของพระพุทธรูป ท่านรู้สึกว่าคืนนี้พระพุทธรูปดูอ่อนโยนไม่แข็งกระด้างไร้ชีวิตเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง หลวงพ่อดำจุดเทียนขึ้นอีกสามเล่มเพื่อเพิ่มแสงสว่างภายในห้อง หลังจากนั้นจึงลุกขึ้นถอดกลอนประตูแล้วนั่งลงอย่างสงบ ร่างอันคุ้นเคยของบางคนเดินผ่านประตูเข้ามา เขานั่งลงโดยที่ไม่ได้ทำความเคารพเหมือนเคย

               “ว่าไงเจ้าชัช วันนี้มาซะดึกเลยนะ”

               “ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องจะคุยกับหลวงพ่อดำ”

               ชัชวาลพูดเสียงกระด้างผิดไปจากทุกครั้ง ภิกษุชราถอนหายใจ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมเป็นตัวกำหนด แท้จริงแล้วกรรมก็คือผลจากการกระทำในชีวิตของเรานั่นเอง

               “เรื่องอะไรล่ะ”

               “เรื่องที่หลวงพ่อเก็บของบางอย่างได้”

               “ของอะไรล่ะเจ้าชัช”

               “มีดเล่มหนึ่ง มีดด้ามจับทองคำ”

               “มีดที่เคยสะกดโยมเอาไว้ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา”

               ใบหน้าของชัชวาลแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว

               “ใช่ มีดที่อรชุนลงอาคมแล้วใช้สะกดข้าเอาไว้ตลอดหลายร้อยปี มีดที่เจ้า ภิกษุผู้โง่เขลานำออกมา” แล้วเขาก็ชี้หน้าหลวงพ่อ “ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบใจเจ้าที่ช่วยทำให้ข้ารู้สึกสบายขึ้น”

               “ถึงอาตมาไม่นำมีดออกมา โยมก็ต้องหาวิธีออกมาได้อยู่ดี”

               “ใช่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้ายังคงคร่ำเคร่งกับอาคม จนตอนนี้ยากนักที่จะหาใครทัดเทียมกับข้าได้แม้แต่เจ้าอรชุนที่มาเกิดใหม่”          

               “โยมแบ่งเศษเสี้ยวของวิญญาณออกมาสินะ”

               คราวนี้ปิศาจในร่างของชัชวาลหัวเราะ

               “ข้าแบ่งวิญญาณได้นานก่อนที่เจ้าจะมาบังเกิดเสียอีก นานจนกระทั่งเจ้าเองต้องประหลาดใจ”

               ภิกษุชราถอนหายใจยาว

               “โยมควรหยุดก่อกรรมสร้างเวร หลายร้อยปีที่ผ่านมาโยมยังไม่สามารถละวางความอาฆาตแค้นได้อีกหรือ”

               “ข้าจะยอมหยุดก็ต่อเมื่อทุกคนชดใช้ในการกระทำของตนเองแล้ว”

               “แต่โยมเองก็สร้างบาปไว้ไม่น้อย”

               “นั่นเป็นเรื่องของข้า เจ้ามิต้องยุ่งเกี่ยว นำมีดมาคืนข้าแล้วข้าจะปล่อยชีวิตชราของข้าไป”

               “มีดเล่มนั้นคือสิ่งเดียวที่ทำลายโยมได้”

               “ทันทีที่มีดศักดิ์สิทธิ์อยู่กับข้ามันก็จะหมดสิ้นอิทธิ์ฤทธิ์”

               หลวงพ่อดำส่ายหัว

               “โยมช่างดื้อรั้น ธรรมะขององค์ศาสดาคงจะชำระล้างจิตใจอาฆาตของโยมไม่ได้”

               ใบหน้าของชัชวาลบิดเบี้ยว ดวงตาแดงฉานลุกโพลงราวกับกองไฟกองใหญ่ ริมฝีปากของเขาเริ่มขยับขึ้นลง ภิกษุชรายังคงนั่งอย่างสงบนิ่ง ลมพัดรุนแรงกระแทกกุฎิจนคล้ายมีมือยักษ์มาเขย่า นานเท่านานทุกอย่างจึงสงบลงตามเดิม ลูกน้องคนสนิทของจอมภพยิ้ม

               “เจ้าเองก็มีอาคมพอตัว มิน่าเจ้าสมิงถึงได้พ่ายแพ้แก่เจ้า”

               “อาตมาอาศัยคุณพระศรีรัตนตรัยปกปักรักษาตนเอง ไม่ได้ใช้คาถาอาคม”

               “เจ้าคิดว่าเจ้าแน่ แต่ไม่เลย ข้าจะให้เวลาแก่เจ้า จงบอกมาว่ามีดเล่มนั้นอยู่ที่ไหน”

               “มีดเล่มนั้นไม่ได้อยู่ที่อาตมานานแล้ว”

               เจ้าปิศาจร้ายผงกหัวแล้วเริ่มท่องอาคมของมันอีกครั้ง คราวนี้ทุกอย่างดูจะรุนแรงมากกว่าเดิม ลมพัดราวกับมีพายุ ห้องทั้งห้องร้อนประดุจถูกไฟสุม แต่ร่างของหลวงพ่อดำยังคงสงบนิ่ง ท่านยึดมั่นในอำนาจพุทธคุณ แต่ถึงกระนั้นก็แทบที่จะทนทานอาคมอันแก่กล้าของเจ้าปิศาจร้ายไม่ได้ เหงื่อเม็ดโป้งไหลซึมบริเวณหน้าผาก ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าทุกอย่างจะสงบดังเดิม ชัชวาลทำหน้าไม่พอใจ ส่วนหลวงพ่อดำเองก็รู้ว่าหากเผชิญสถานการณ์แบบนี้อีกเพียงครั้งเดียว ท่านก็รับมือไม่ไหว อำนาจของผีร้ายช่างมหาศาลนัก กรรมตามมาทันแล้วจริงๆ กรรมจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

               

               นานเกือบสิบนาที พลังกดทับจากอาคมของเจ้าปิศาจพันปีจึงค่อยบรรเทาลง ชัชวาลถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ส่วนหลวงพ่อดำหน้าซีดเผือดปราศจากสีเลือด

               “เจ้าใจแข็งยิ่งนัก ต่อให้ตายเจ้าก็คงไม่บอกข้าว่ามีดของข้าอยู่ที่ไหน”

               “อาตมาไม่ได้เก็บมีดไว้กับตัวเองนานมากแล้ว”

               “ข้ามีข้อเสนอมาให้เจ้าเลือก” อยู่เจ้าปิศาจก็พูดยิ้มๆ “ถ้าหากว่าเจ้าไม่มอบมีดคืนให้กับข้า ข้าจะสังหารมนุษย์คืนละหนึ่งคนเรื่อยไป”

               หลวงพ่อดำยิ้มแล้วส่ายหัว

               “มนุษย์ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่โยม ต่อให้โยมเข่นฆ่าทุกคนจนหมดสิ้นอาตมาก็บอกไม่ได้ว่ามีดเล่มนั้นอยู่ที่ไหน เพราะว่าอาตมาไม่รู้”

               “เหอะ ข้าเองก็ชักจะหมดความอดทนกับเจ้าแล้วเหมือนกัน ในเมื่อเจ้าไม่รู้ก็อย่าอยู่เลย”

               นัยน์ตาของชัชวาลลุกโพลงเจิดจ้ายิ่งกว่าครั้งไหนๆ ภิกษุชราหลับตาลงอย่างเชื่องช้า ใบหน้ายังระบายด้วยรอยยิ้ม ท่านยอมรับชะตากรรมและเวรกรรมของตนเอง ท่านยอมรับกับความตายด้วยใจที่สงบนิ่ง หลวงพ่อดำกำหนดจิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออก อาคมของชัชวาลค่อยๆชำแรกแทรกเข้ามาสู่ร่างกายของท่าน ตอนแรกมันเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง ก่อนจะร้อนแรงดั่งเปลวไฟ แล้วกลับกลายเป็นความเจ็บปวดทรมานไร้ที่สิ้นสุด หลวงพ่อดำข่มใจสู้กับความเจ็บปวด ท่านพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างตามเหตุและผลอย่างถ่องแท้ ก่อนดวงจิตสุดท้ายดับวูบ ท่านก็เข้าถึงสัจธรรม

               ร่างของหลวงพ่อดำยังคงนั่งอย่างสงบนิ่งในท่าสมาธิเช่นเดิมเพียงแต่ตอนนี้ร่างนั้นไร้ซึ่งวิญญาณ ท่านมรณภาพแล้ว ปิศาจในร่างชัชวาลมองดูด้วยสายตาเหยียดหยาม นักบวชในนิกายนอกรีตที่องค์กฤษณะเคารพนับถือกลับต้องมาตายอย่างทุเรศด้วยน้ำมือของข้า เขาลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมมือหมายจะฉีกทำลายซากสังขาร แต่พอสัมผัสผิวหนังของหลวงพ่อดำ ชัชวาลก็ต้องสะดุ้งดึงมือกลับแทบไม่ทัน ความร้อนแรงคล้ายกองไฟมาจากร่างของท่าน เขาพยายามใหม่อีกหลายครั้งแต่ทุกครั้งผลก็เป็นเช่นเดิม ชัชวาลไม่สามารถสัมผัสได้แม้แต่เส้นขนของหลวงพ่อดำ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เจ้าปิศาจพันปีเลิกสนใจสังขารแล้วลงมือรื้อค้นกุฎิทุกซอกทุกมุมอย่างบ้าคลั่ง

               เขาไม่พบแม้แต่เงาของสิ่งที่ต้องการ ชายหนุ่มพาร่างของตนเองออกมาด้านนอกแล้วก้าวลงจากกุฎิอย่างครุ่นคิด กลิ่นสาบสางโชยตามลมมาร่างใหญ่ร่างหนึ่งนอนนิ่งอยู่หลังบันได

               “เจ้าสมิง เจ้าจงไปเข่นฆ่าเหล่ามนุษย์ทั้งหลายเพื่อเพิ่มเรี่ยวแรงเถิด”

               เสือใหญ่ลุกขึ้นยืน มันมองชัชวาลด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ระหว่างความกลัวกับความเกลียดชัง ร่างใหญ่นั้นหันกลับแล้วเดินลับหายไปในความมืด ศารทูลในร่างคนสนิทของจอมภพรู้สึกเหนื่อยและอ่อนแรง เขาจึงกลับไปแฝงตัวอยู่ในดวงจิตของชายหนุ่มตามเดิม เมื่อนั้นเองชัชวาลจึงกลับคืนสู่ความเป็นตัวของตัวเอง ชายหนุ่มกะพริบตาอย่างงงงวยว่าเขาอยู่สถานที่ใดกันแน่

               ครู่เดียวชัชวาลก็จดจำสถานที่ได้ว่าเป็นบริเวณกุฎิของหลวงพ่อดำ ชายหนุ่มเดินขึ้นด้านบนด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ประตูกุฎิเปิดอ้าอยู่ หลวงพ่อดำนั่งทำสมาธิอยู่ภายในห้อง ชัชวาละงักเท้าร้องเรียกอดีตครูพรานของเขาเสียงเบาๆ เมื่อไม่เห็นว่าหลวงพ่อดำตอบรับ ชายหนุ่มจึงก้มกราบแล้วออกจากสถานที่นั้นเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนท่านโดยหารู้ไม่ว่าอาจารย์ของตัวเองนั้นละสังขารไปแล้วด้วยฝีมือของภูติร้ายซึ่งอาศัยร่างกายของเขาอยู่

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว