facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “I I”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “I I”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2562 10:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “I I”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ I I ”

 

 

แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไม่สามารถทำให้ผมตื่นขึ้นได้เนื่องได้ตัวผมนอนหลับอยู่ยังก้นทะเลซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดแถมยังอยู่ในมุมที่แสงอาทิตย์นั้นส่งลงมาไม่โดน มุมนี้ผมไม่หาหรือเลือกเองแต่ดูเหมือนคุณเจ้าของบ้านจะวางแผนทุกอย่างไว้เสร็จสรรพ

 

ถ้าถามว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น

 

เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะตรงนี้มีที่นอนวางอยู่ยังไงล่ะ

 

แน่นอนว่าที่นอนนี้ต่างจากในห้องของมนุษย์มาก ทั้งสิ่งที่สร้างขึ้นมาให้ดูเหมือนกับเปลือกหอยขนาดยักษ์ที่ผมสามารถนอนเหยียดยาวไปได้ทั้งตัว ทั้งแผ่นลองนอนนุ่มๆ ที่เหมือนจะมีของเหลวอะไรไหลเวียนอยู่ด้านในไปจนถึงผ้าห่มผืนไม่หนาแต่สามารถให้ความอบอุ่นได้ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมผ้าห่มนี่ถึงไม่ลอยขึ้นไปบนผิวน้ำ

 

เอาเป็นว่าถ้ามีโคมไฟอีกสักอันคงเปิดโรงแรมใต้ทะเลได้เลย

 

ผมรู้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าอีกฝ่ายจัดเตรียมทุกอย่างราวกับรู้ว่าสักวันหนึ่งเงือกอย่างผมต้องมาอยู่ที่นี่แต่ยังไงก็อดไม่ได้ที่จะตกใจกับเตียงนอนหรือแม้แต่ผ้าห่ม จริงอยู่เงือกอย่างพวกเรานอนในเปลือกหอยขนาดใหญ่แต่ก็มีไม่น้อยที่นำหินมาขัดจนเรียบและกลายเป็นเตียง อย่างเตียงในห้องผมก็เป็นฝาหอยครึ่งหนึ่งกับหินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแข็งๆ นานๆ ครั้งก็จะได้ที่นอนที่ทำจากปะการังซึ่งค่อนข้างนิ่มมาไว้ในห้องแต่พอถูกนอนทับนานๆ เข้าปะการังนั้นก็จะตายลง ส่วนมากผมจึงจะนอนบนหินซะมากกว่า

 

เพิ่งจะเคยนอนนิ่มๆ แบบนี้ครั้งแรก

 

พอนอนแล้วให้ความรู้สึกไม่อยากลุกเลย อย่างตอนนี้ผมก็กำลังกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนที่นอนหยุ่นๆ นิ่มๆ นี่อย่างสนุกสนาน ผ้าห่มนี่ก็เหมือนกันเป็นสีฟ้าสดกับรูปของเปลือกหอยและปลาดาว ทั้งที่อยู่ในน้ำกลับให้ความรู้สึกลื่นๆ ไม่อุ้มน้ำอีกต่างหาก

 

มนุษย์นี่สะดวกสบายขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

 

กลับมาเรื่องการตื่นนอนก่อน ส่วนมากผมจะตื่นขึ้นมาเองโดยไม่มีการปลุกเหมือนวันนี้หรือไม่ก็ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงท้องร้อง เหมือนหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาท้องผมกำลังถูกปรับสภาพที่รองรับอาหารของมนุษย์ได้มากขึ้นแม้จะน่าอายแต่ก็เป็นเรื่องจริง ทำมาเท่าไหร่ก็กินหมด

 

“วันนี้จะมีอะไรกินนะ” ตื่นมาได้ไม่นานในหัวก็นึกถึงอาหารในหัวซะแล้ว

 

พลิกไปพลิกมาอีกพักหนึ่งผมก็ว่ายออกไปจากเตียง เกร็ดสีฟ้าอมเขียวส่องประกายสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามว่ายขึ้นไปใกล้ผิวน้ำ การว่ายน้ำสำหรับเงือกก็ไม่ต่างกับการเดินของมนุษย์เป็นสิ่งที่พวกเราต่างทำอยู่ทุกวันตลอดชีวิต

 

มนุษย์คงไม่หยุดเดินเช่นเดียวกับเงือกอย่างพวกเราที่ไม่หยุดว่ายน้ำ

 

พอใกล้จะขึ้นสู่ผิวน้ำผมม้วนตัวกลับลงไปด้านใต้อย่างรวดเร็วสร้างระลอกคลื่นเหนือผิวน้ำแทนการละเล่นซ้ำๆ กันหลายสิบนาทีจนกระทั่งเบื่อและท้องส่งเสียงร้องประท้วงต้องการอาหารผมจึงหยุดแล้วดำลึกลงไปด้านใต้

 

อยู่ที่นี่มาหลายสัปดาห์ผมได้สำรวจแทบทุกซอกทุกมุมที่สามารถมองเห็นได้อย่างชั้นใต้น้ำตรงหน้าผมนี่มีทั้งหมด3 ชั้นไม่รวมชั้นบนที่อยู่เหนือนน้ำนะ ชั้นแรกเป็นห้องหนังสือขนาดไม่ใหญ่มากแต่ค่อนข้างยาวและอีกห้องเป็นเหมือนห้องว่างๆ ที่มีโซฟายาวกับของสีดำๆ ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้าด้านข้างประตูที่คงเปิดออกไปยังห้องอื่นที่ผมมองไม่เห็น

 

ชั้นต่อมาหรือชั้นที่2 เป็นห้องนอนขนาดใหญ่ซึ่งมีทางน้ำสำหรับให้ผมเข้าออกอยู่ตรงกลางห้องไม่ห่างจากเตียงนอนนัก ส่วนข้างๆ ห้องนอนเองก็เป็นกระจกยาวทว่ากลับมีผ้าม่านปิดไว้ทำให้มองไม่เห็นด้านในแต่กะด้วยสายตาเหมือนจะเล็กกว่าห้องนอนอยู่หน่อย

 

ให้ผมเดาต้องมีความลับอะไรบางอย่างเพราะไม่งั้นคงไม่ปิดผ้าม่านกันไว้หรอกแถมไม่ใช่แค่ผ้าม่านผืนเดียวแต่เป็นหลายผืน ปิดยาวชนิดที่ไม่มีแม้แต่ช่องให้ส่องมองด้านในได้เลย

 

มาจนถึงชั้นสุดท้ายหรือชั้นที่3 เป็นชั้นที่ผมคุ้นเคยมากที่สุดเนื่องจากมาเป็นประจำทุกวันเพื่อกินอาหาร ชั้นนี้ไม่ได้แยกออกเป็นหลายห้องแต่ใช้พื้นที่ทั้งหมดอยู่ในห้องเดียว เฟอร์นิเจอร์ด้านในมีไม่เยอะ นอกจากโต๊ะทำงานติดกระจกกับชุดโซฟาก็มีพวกชั้นวางของตกแต่งที่ส่วนมากจะเป็นวัตถุโบราณจากใต้ทองทะเลหรือพวกเปลือกหอยสวยๆ อะไรแบบนั้น

 

สงสัยคงชอบอะไรเกี่ยวกับทะเล

 

ชายคนที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นั้นกำลังนั่งเปิดเอกสารที่วางกองอยู่บนโต๊ะด้วยใบหน้าปราศจากอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ ไม่รู้ว่าเพราะผมจ้องมากไป เสียงท้องร้องดังลอดผ่านกระจกหรืออีกฝ่ายมีเซ้นส์ที่ดีดวงตาสีเทาอ่อนนั้นถึงได้ละสายตาจากแผ่นกระดาษมายังกระจกก่อนจะเงยหน้าขึ้นทีละนิดจนดวงตาเราประสากันนิ่งๆ

 

ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากผมและเขา มีเพียงดวงตาสองคู่ที่สบประสานก่อนคนที่ผละออกก่อนจะเป็นผมอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งที่สองที่พวกเราสบตากัน ทั้งที่เป็นอย่างงั้นผมกลับไม่ชินเวลาสบดวงตาคู่นั้นนานๆ เลยจำต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อนตลอด

 

ทางฝั่งนั้นพอเห็นผมหันหน้าหนีก็ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินออกไปนอกห้องซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นประจำวันละสามถึงสี่ครั้งที่เขาจะออกไปนอกห้องและกลับมาพร้อมถาดอาหารรสชาติแสนอร่อย

 

เขาคงสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณว่าการที่ผมมาหาแปลว่าผมหิว เพราะถ้าไม่หิวผมจะว่ายยน้ำเล่นอยู่แถวโขดหินด้านนอกสุดซึ่งเป็นจุดที่มีกระจกกั้นกลางไม่ให้ผมออกไปยังทะเล

 

ผ่านไปไม่นานชายคนเดิมเปิดประตูเข้ามาก่อนนำถาดอาหารนั้นมาตั้งบนก้อนหินสีเข้มจุดเดิมที่ผมใช้กินอาหารมาตลอดหลายอาทิตย์จนคิดไว้แล้วว่าหินก้อนนั้นคือโต๊ะอาหารส่วนชายที่ประมูลตัวผมมาได้เป็นพ่อครัวส่วนตัวฝีมือดี ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำอาหารนี้ก็ตามทีแต่ให้เดาคนรวยล้นฟ้าขนาดนี้คงไม่ลงมือทำเองให้เหนื่อยหรอก

 

จ้างเอาน่าจะสะดวกกว่ามานั่งจับกระทะโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารนั้นไม่ได้กินเองแต่ให้ผมที่ตอนนี้คงมีสถานะใกล้เคียงกับคำว่าสัตว์เลี้ยงมากที่สุด

 

คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ไม่นานผมก็พาตัวเองว่ายรอดเข้าไปในรางน้ำซึ่งเชื่อมต่อกับห้องด้านในแล้วโผล่เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มของตัวเองขึ้นมายังอีกฝั่งของก้อนหิน แอบมองเจ้าของห้องนั่งลงยังเก้าอี้ทำงานตัวเดิมด้วยความระแวงที่ลดลงมากกว่าวันแรก

 

ผมเลิกสนใจอีกฝ่ายเลื่อนสายตามามองยังจานอาหารตรงหน้าที่มีของสีเหลืองอ่อนนูนฟูวางอยู่บนข้าวสีอมแดงกับไส้กรอกหนังกรอบที่ผมเคยได้กินเมื่อวันก่อนและเพราะความอร่อยของมันทำให้ผมหลุดคำว่าอร่อยออกไป เพราะแบบนั้นรึเปล่านะวันนี้เขาถึงเอามาให้ผมกินอีก

 

ท่าจะคิดมากเกินไปแล้วตัวผม

 

อุปกรณ์ในการกินอย่างช้อนและส้อมถูกวางไว้ให้ด้านข้างจานพร้อมกับกระดาษทิชชู่และแก้วน้ำเปล่า ผมตักข้าวสีอมแดงกับของสีเหลืองนวลด้านบนเข้าปากพร้อมกัน รสชาติของตัวข้าวที่ออกหวานคล้ายผสมกับผักเข้ากันได้ดีกับความนุ่มหยุ่นสีเหลืองนวลนี่

 

หรือของสีเหลืองนี่จะเป็นไข่?

 

ถ้าเป็นไข่ปลาในอาณาจักรผมมีให้กินปล่อยทว่ารสชาติและสีของไข่เหมือนจะไม่ใช่ไข่ปลา

 

จะไข่อะไรก็ไม่รู้ล่ะ...รู้แค่อร่อยมาก

 

เหมือนร่างกายสามารถลอยเหนือน้ำได้ขณะกินเลย ผมได้กินอาหารของมนุษย์มาหลายอาทิตย์แล้วทั้งที่น่าจะมีกลับไปซ้ำเมนูเดิมแต่ผมกลับได้กินเมนูใหม่ไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่วันเดียว

 

อาหารมนุษย์มีเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

 

น่าสนใจจริงๆ ว่ามีเยอะแค่ไหน นับจากที่ผมได้กินมาแต่ละมื้อทุกวันก็ปาไปเกือบจะร้อยเมนูแล้วต่างจากในอาณาจักรที่ส่วนมากจะเป็นปลา ปลาหมึกไม่ก็พวกกุ้งหรือสาหร่ายซึ่งแม้จะทำได้หลายเมนูแต่ไม่หลากหลายเท่ามนุษย์อย่างปลาแค่ที่จำได้ก็กินมากว่า 10 เมนูที่ไม่ซ้ำกัน แถมทุกเมนูยังอร่อยด้วย

 

เมื่อจบมื้ออาหารเหตุการณ์เดิมๆ อย่างเสียงเดินมาทำให้ผมมุดลงไปใต้น้ำ มองอีกฝ่ายเข้ามาเก็บถาด พออีกฝ่ายจะเปิดประตูผมก็จะ...

 

“นี่” ส่งเสียงเรียกและอีกฝ่ายก็จะถามกลับด้วยประโยคเดียวกันตลอดว่า...

 

“อะไร”

 

แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเอ่ยออกไปก็เป็นประโยคเดิมที่เคยพูดตั้งแต่วันแรกจนถถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเปลี่ยน...

 

“...ขอบคุณ” จากนั้นเขาก็จะเอาถาดไปเก็บส่วนผมก็ว่ายออกไปด้านนอก

 

ทั้งหมดนั่นคือเหตุการณ์เดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำไปวนมาจนต่างฝ่ายต่างเดาการกระทำของกันและกันออกแล้ว อย่างตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้บางทีผมยังคิดเลยว่าเลิกมุดเข้าไปใต้น้ำจะดีกว่ามั้งหรือทำอะไรก็ได้ที่มันไม่ซ้ำกับวันก่อนๆ

 

ก็ได้แต่คิด เพราะสุดท้ายเรื่องราวก็จบลงตามเดิมโดยไม่มีอะไรเปลี่ยน ขนาดน้ำเสียงของอีกฝ่ายที่พูดคำว่า ‘อะไร’ ยังเป็นเสียงโทนเดิมตลอดเลย

 

ผมต้องชมไหมล่ะว่าเก่งมาก!

 

ก่อนจะว่ายกลับออกไปด้านนอกอยู่ๆ ผมก็ชะลอความเร็วแล้วหยุดนิ่งอยู่ใต้น้ำทั้งๆ แบบนั้น ในหัวกำลังคิดหลายสิ่งหลายอย่างปะปนกันจนแทบไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

 

แกร็ก!

 

ความสับสนที่มีถูกแทนที่ด้วยความตกใจยามได้ยินเสียงเปิดประตูทำให้ผมรีบว่ายกลับออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็วแล้วหลบอยู่ตรงโขดหินที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกลลอบมองอีกฝ่ายนั่งลงหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่านต่ออีกรอบหนึ่ง

 

สังเกตมาตั้งนานแล้วเหมือนเขาจะแทบไม่ออกไปไหนเลย วันหนึ่งก็นั่งอยู่แต่โต๊ะทำงานพอเห็นผมมาก็ออกจากห้องแล้วกลับมาพร้อมถาดอาหาร หลังจากเก็บถาดอาหารเสร็จก็กลับไปนั่งทำงานต่อเป็นแบบนี้จนถึงช่วงหลังพระอาทิตย์ตกเขาจึงลุกออกจากห้องทำงานเปลี่ยนไปนอนยังห้องนอนแทน

 

คนมาหาก็ไม่เห็นจะมี ออกไปไหนนานๆ ก็ไม่เคย

 

เป็นชีวิตประจำวันที่ดูจะน่าเบื่อมาก ขนาดผมที่เป็นเงือกมองแล้วยังเบื่อแทนเลย

 

หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาผมคิดเรื่องหนึ่งอยู่ในหัวมาตลอดแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยคิดจะทำมันสักครั้ง แต่วันนี้แหละผมตั้งใจว่าจะทำมันให้สำเร็จให้ได้ ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้านั่นได้พาผมให้ว่ายกลับเข้ามาภายในห้องอันเต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบงันอีกครั้ง หากปิดไฟผมคงคิดว่าไม่มีใครอยู่เป็นแน่

 

ผมว่ายน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบก่อนจะโผล่ส่วนหัวขึ้นเหนือน้ำใช้สายตาจับจ้องไปยังคนตรงหน้าจนฝ่ายนั้นเงยหน้าขึ้นจากเอกสารแล้วหันไปมองทางกระจกก้มๆ เงยๆ คล้ายหาที่มาของสายตาที่จ้องเขม็งไปแต่เพราะหันไปผิดจึงหาตัวผมไม่เจอ

 

จะให้เป็นฝ่ายเปิดประโยคทุกครั้งก็รู้สึกเขินแปลกๆ ผมเลยเลือกที่จะส่งเสียงโดยการใช้ปลายหางที่มีสีฟ้าอมเขียวของผมตัวยกขึ้นแล้วตีลงบนผิวน้ำจนเกิดเสียงเรียกดวงตาคู่เดิมให้หันมามอง คิ้วสีดำเลิกขึ้นข้างหนึ่งคล้ายกำลังแปลกใจที่เห็นผมปรากฎตัวอยู่ตรงหน้าแบบนี้

 

“...เพิ่งกินไป หิวแล้วรึไง” ไม่นานอีกฝ่ายก็ยกยิ้มมุมปากขณะพูดผิดกับผมที่หน้าตึงทันทีที่ได้ยินประโยคกวนโอ้ยนั่น

 

“...” เพิ่งจะกินไปไม่ถึง 5 นาทีใครจะหิวเร็วขนาดนั้นเล่า!

 

อยากจะบ่นใส่แต่ก็ทำได้เพียงอ้าปากพะงาบๆ ควบคุมสติไม่ให้เปิดเปิง

 

“มีอะไร” พอเห็นผมเอาแต่จ้องด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์เขาจึงถามต่อ ตอนนี้เอกสารในมือถูกโยนกลับไปกองบนโต๊ะคล้ายไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ จุดหมายที่ดวงตาสีเทาอ่อนกำลังมองมาคือใบหน้าผม

 

“...ชื่อ...” ผมเอ่ยเสียงเบาหวิว

 

“พูดอะไรงึมงำ เสียงดังกว่านี้หน่อย” นอกจากจะทำหน้าฉงนแล้วยังลุกจากเก้าอี้เดินมาหาผมที่ขยับถอยหลังไปจนชิดกับขอบสระน้ำอีกฝั่ง

 

ใจจริงอยากจะมุดตัวดำลงไปใต้น้ำแล้วหนีออกไปซะเดี๋ยวนี้เลย

 

การจะคุยกับมนุษย์ทำไมมันยากแบบนี้นะ

 

“...คุณชื่ออะไร” ครั้งนี้ผมเอ่ยออกไปเต็มเสียงพร้อมกับมองดูท่าทีที่อาจเปลี่ยนแปลงไปของอีกฝ่าย เสียงของเงือกมีอำนาจที่ทำให้ผู้คนหลงใหล...มีผู้คนมากมายถูกเสียงของพวกเราดึงดูดจนหลงทางอยู่กลางทะเล

 

ผมจึงต้องระวังในการส่งเสียงแต่เหมือนนอกจากดวงตาที่กำลังทอประกายหวั่นไหวไปวูบหนึ่งผมก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเข้ามาหาผมใกล้ขึ้น ไม่แน่ว่าเสียงของผมอาจไม่มีผลต่อเขาหรืออะไรสักอย่าง

 

เอาเป็นว่าถ้าไม่เข้ามาทำอันตรายหลังได้ยินเสียงก็พอจะคุยกันได้

 

“ถามฉัน?” อีกฝ่ายดูจะงงกับคำถามแรกในรอบหลายสัปดาห์ทั้งที่เห็นหน้ากันทุกวัน

 

“อืม” ผมพยักหน้า เหมือนจะเคยได้ยินตอนงานประมูลกับตอนถูกพามาในบ้านแต่เพราะตอนนั้นคิดแต่จะหาทางหนีเลยไม่ได้สนใจอะไรนัก

 

“ก่อนจะถามชื่อคนอื่นต้องแนะนำชื่อตัวเองก่อน”

 

“...ไม่เห็นรู้เลย” เรื่องแบบนั้น

 

“มันเป็นมารยาท” เขาพูดต่ออีก

 

“เข้าใจแล้ว ผมฟีแซลล์...ฟีแซลล์ ริงค์กวินี” ผมเอ่ยแนะนำตัวก่อนตามที่อีกฝ่ายบอกว่ามันเป็นมารยาท ถือเป็นครั้งแรกเลยที่ได้แนะนำตัวกับมนุษย์

 

“ฟีแซลล์ ริงค์กวินี” อีกฝ่ายทวนชื่อผมซ้ำคล้ายกำลังจดจำ

 

“คุณล่ะ” อยากรู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น ไม่แน่ว่าสักวันผมอาจพูดให้เขายอมปล่อยผมกลับบ้านก็เป็นได้ อาจดูมีความนัยแอบแฝงซึ่งก็ใช่แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลสำคัญสำคัญที่ผมอยากรู้จักเขา

 

ประเด็นสำคัญคือผมอยากหาใครสักคนมาคุยหรือพูดด้วย ตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาผมพูดน้อยกว่าหนึ่งวันในอาณาจักรใต้น้ำซะอีก ผมหากเป็นคนสนิทก็จะพูดด้วยแทบไม่หยุดแต่พอเป็นคนไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคยผมมักจะระแวงเสมอ

 

มีหลายครั้งที่ถูกบอกว่าให้แสดงความเป็นมิตรออกมามากกว่านี้หน่อย

 

“ฉันโฟรเช่ บูค์แซง” ช่างเป็นคำแนะนำตัวที่แสนสั้น

 

“โฟรเช่...โฟรเช่...งั้นเรียกว่าโฟรชได้ไหม สั้นดี” พอลองรวมคำจากโฟรเช่ก็กลายเป็นพยางค์เดียวคือโฟรช ทั้งสั้น จำง่ายและเรียกง่ายกว่าด้วย

 

“ตามใจ” คำพูดนั่นผมว่าเป็นคำอนุญาตนะโฟรช

 

“อืม...คือว่านะ...”

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

“ท่านโฟรเช่ครับ” เสียงเรียกที่ดังขึ้นหลังเสียงเคาะประตู้ทำเอาผมที่ค่อนข้างขี้ระแวงตกใจจนรีบดำน้ำหนีออกไปด้านนอกปล่อยให้โฟรชมองไล่หลังตามการเคลื่อนไหวผมมา

 

พอโฟรชเห็ว่าผมไม่มีทีท่าจะกลับเข้าไปแล้วก็เหมือนจะอนุญาตให้คนด้านนอกเข้ามาได้ ผมเดาจากที่ประตูหน้าห้องเปิดพร้อมกับร่างของชายสองคนในชุดสูทสุภาพสีดำคนหนึ่งใส้เสื้อด้านในสีขาวส่วนอีกคนใส่เป็นสีโอรส ทั้งคู่ก้มหัวเล็กน้อยก่อนจะพูดคุยอะไรบางอย่างกันซึ่งผมไม่ได้ยินอยู่แล้วเลยไม่อยากมองดูอีก

 

อุณหภูมิของน้ำทะเลช่วงกลางวันนั้นอุ่นที่สุดในรอบวัน จะบอกว่าชอบก็คงใช่แต่เป็นช่วงแรกๆ ที่โหยหาแสงและไออุ่นจากดวงอาทิตย์ทว่าพอผ่านมานับสิบปีความอุ่นก็เริ่มกลายเป็นความร้อนผมจึงมักจะว่ายเล่นอยู่ตรงกลางของระดับน้ำคือไม่ลึกมากและไม่บนสุด เป็นอุณหภูมิที่กำลังสบายตัว

 

การเคลื่อนไหวใต้น้ำสำหรับเงือกแทบไม่ต้องขยับมือเหมือนอย่างที่มนุษย์ทำแค่วางมือทั้งสองข้างลงข้างเอวแล้วใช้แรงจากสะโพกและปลายหางในการเคลื่อนที่ ยิ่งขยับปลายหางเร็วก็ยิ่งเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวมากขึ้นเท่านั้น

 

ช่วงบ่ายผมเห็นไฟในชั้นใต้น้ำชั้นแรกเปิดอยู่จึงลองเข้าไปดูใกล้ๆ เพราะไม่ค่อยเห็นโฟรชมาใช้ห้องนี้ ร่างของโฟรชเดินใช้มือไล่ไปตามสันหนังสือก่อนจะหยุดลงหยิบเล่มที่ต้องการออกมาถือไว้ในมือ ในตอนที่ก้าวมายังที่นั่งนั่นเองที่เขาหันมาเห็นผมอยู่นอกกระจก

 

โฟรชไม่ได้มีท่าทีอะไรนอกจากส่งสายตาเป็นเชิงถามว่ามีอะไรซึ่งผมก็ส่ายหน้าตอบกลับไป เพราะส่ายหน้าในน้ำเส้นผมยาวๆ เลยพันกันจนเกือบแก้ไม่ออก ผมรีบแก้ผมตัวเองอย่างร้อนรนทว่าโฟรชที่อยู่อีกข้างของกระจกกลับหลุดยิ้มมุมปากออกมาก่อนจะเดินไปนั่งยังโซฟาติดกับกระจก

 

ในมือเขามีหน้าสือที่เปิดพลิกไปหลายต่อหลายหน้า แต่ที่ผมคาใจคือสายตาเขาไม่ได้มองไปที่หนังสือแต่เป็นผมที่วุ่นกับการแก้เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มจากการพันกัน

 

ถ้าจะมองผมขนาดนั้นไม่ต้องทำทีเป็นเปิดหนังสือก็ได้มั้ง

 

ทันทีที่แก้ผมที่พันกันได้สำเร็จผมไม่รอช้าสะบัดหน้าหนีว่ายออกจากหน้ากระจกห้องหนังสือนั่นโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะนั่งจ้องกระจกต่อหรืออ่านหนังสือที่เปิดเอาๆ บนตักนั่น

 

ผมว่ายน้ำเล่นไปเรื่อยๆ จนแสงจากดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปผมจึงดำลงไปยังชั้นล่างสุดหรือห้องทำงานของโฟรชเพื่อหามื้อค่ำกิน พวกเราไม่ได้มีบทสนทนาอะไรกันอีกเพราะแค่ผมมองไปและเขามองกลับ ไม่นานโฟรชก็เดินออกจากห้องและกลับมาพร้อมถาดอาหารในมือ

 

เสร็จสิ้นจากมื้อค่ำวันนี้ผมไม่ได้มุดน้ำหนีตอนได้ยินเสียงฝีเท้าเหมือนก่อนหน้านี้ โฟรชมีท่าทีแปลกใจอย่างเห็นได้ชัดแต่เขาก็ยังคงทำราวกับทุกอย่างเป็นปกติก้าวลงมาหยิบถาดขึ้นไป พอผมบอกขอบคุณอีกฝ่ายก็เอาถาดไปเก็บเมื่อกลับเข้ามาผมยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับไหน

 

“ไม่อิ่ม?” อาจเพราะการกระทำที่ไม่เหมือนเดิมของผมเลยทำให้โฟรชเกิดความสงสัยขึ้น

 

“อิ่ม” แน่นจุกท้องไปหมดแล้วตอนนี้

 

“งั้นมีอะไร”

 

“มีหลายเรื่องยากถามหน่อย” ผมบอกไปตามจริง

 

“ให้เรื่องเดียว” อีกฝ่ายสวนทันควัน

 

“น้อยจัง ขอเป็น 2 เรื่องได้ไหม” ผมต่อรองด้วยเสียงหง๋อยๆ ลองคิดดูแล้วว่ามี 2 เรื่องที่คาใจมากที่สุด

 

“ว่ามา ฉันมีงานต้องทำ” โฟรชยืนกอดอกนิ่งอยู่ริมด้านบนของสระน้ำ หากเป็นผมในวันแรกๆ ไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ได้มากขนาดนี้แน่

 

“ตอนนี้คุณไม่รู้สึกแปลกๆ อะไรเลยเหรอ”

 

“แปลกๆ ที่ว่าหมายถึงอะไร” อีกฝ่ายถามกลับ

 

“ก็แบบได้ยินเสียงผมแล้วรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดหรือหลงใหลอะไรแบบนี้” พอพูดจากปากแล้วรู้สึกเหมือนกำลังอวยตัวเองอยู่เลยแฮะ

 

“ตอนนี้?”

 

“อืม” ผมพยักหน้าตอบ

 

ถามอะไรแปลกๆ ถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะหมายถึงตอนไหนได้ล่ะ

 

“ถ้าบอกว่ารู้สึกจะทำยังไง” โฟรชก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวระหว่างถาม

 

“...ก็จะไม่พูดอีก”

 

“งั้นก็ไม่รู้สึก”

 

“ไม่เลย?” ผมขมวดคิ้วแน่นแล้วถามกลับ

 

“ไม่รู้สิ”

 

“อะไรของคุณน่ะ” คำตอบกำกวมชะมัด

 

“จบคำถามแรก อีกคำถามหนึ่ง”

 

“ฮะ? คำถามแรกจบแล้วเหรอ” สรุปแล้วผมยังไม่ได้คำตอบอะไรที่แน่นอนเลยมีแต่อะไรก็ไม่รู้

 

“จะถามไหมอีกคำถามน่ะ” โฟรชพูดด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิด

 

“ถามก็ได้” ผมบอกเสียงอ่อย

 

ในเมื่อคำถามแรกได้คำตอบมาแค่นั้นก็ช่วยไม่ได้ อีกคำถามอาจจะได้คำตอบที่น่าพอใจกว่านี้ก็เป็นได้ หวังแค่ว่าจะไม่ทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดมากไปกว่าเดิมหรอกนะ

 

“รีบว่ามา”

 

“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงประมูลผมมา” มันอาจดูเป็นคำถามแปลกๆ แต่ก็เป็นคำถามที่ผมอยากรู้มากที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ในฐานะสินค้าที่ถูกประมูลมาได้

 

“ถามทำไม” สายตาที่อีกฝ่ายมองมาเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินคำถาม

 

“...ผมก็แค่อยากรู้”

 

“รู้แล้วจะทำอะไรได้ จะเปลี่ยนคนที่ประมูลได้เป็นคนอื่นหรือจะย้อนเวลากลับตอนไปที่ยังไม่ถูกจับมาขึ้นประมูลล่ะ” น้ำเสียงของโฟรชไม่เหมือนปกติ

 

เขากำลังแผ่บรรยากาศที่ทำให้สัญชาตญาณผมร้องเตือนให้ระวัง

 

“ผมไม่ได้คิดแบบนั้น...”

 

“คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าสิ่งที่นายต้องการจริงๆ คืออะไร”

 

“...อะไร” เขากำลังจะบอกอะไรผม

 

“นายแค่มาคุยกับฉันเพราะคิดว่าอาจเกลี้ยกล่อมให้ปล่อยนายกลับสู่ท้องทะเลได้ก็แค่นั้น”

 

“ไม่ใช่...” มันไม่ใช่ทั้งหมด

 

จริงอยู่ที่เรื่องได้กลับบ้านถือเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมอยากจะคุยแต่เหตุผลจริงๆ คือผมแค่อยากคุยกับใครสักคนก็แค่นั้นเอง

 

“ไม่ใช่? งั้นกล้าพูดออกมาไหมล่ะว่าไม่อยากกลับบ้าน ว่ายังไง” โฟรชก้าวลงมาในสระปิดช่องทางการหนีซึ่งเป็นรางน้ำจุดเดียวที่เชื่อมต่อไปยังทะเลด้านนอกไว้

 

“...ผม...”

 

“พูดสิว่าไม่อยากกลับบ้าน” อีกฝ่ายย้ำประโยคที่อยากให้ผมพูด

 

“ผม...ผมอยากกลับบ้าน” จะให้พูดว่าไม่อยากได้ยังไงในเมื่อผมอยากเจอท่านพ่อท่านแม่และน้องสาวรวมไปถึงคนอื่นๆ ในอาณาจักร จริงอยู่ที่ผมอาจโกหกได้แต่ผมไม่คิดจะโกหก

 

ยิ่งโกหกก็จะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง

 

“ขอโทษด้วยที่นายจะไม่มีวันได้กลับไป ฉันเป็นเจ้าของของนาย กว่าจะได้มาอยู่ในครอบครองต้องใช้เวลาไปเท่าไหร่ ใครจะยอมปล่อยให้หายไปอีกล่ะฟีแซลล์!” โฟรสพูดพร้อมกับฝ่ามือที่เอื้อมมาจับเข้าบริเวณกามของผมแล้วออกแรงบีบเล็กน้อย

 

อุณหภูมิจากร่างของโฟรชร้อนผ่าวราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ผิวผมให้เป็นจุล เงือกอย่างพวกเราไม่ต่างจากปลาที่ไม่ถูกกับความร้อนจัด อุณหภูมิจากมือมนุษย์ก็เป็นหนึ่งในความร้อนนั้น

 

“ปล่อยผม!” ผมปัดมือนั่นทิ้งก่อนจะออกแรกทั้งหมดผลักอีกฝ่ายจนหงายหลังลงไปในน้ำ

 

เมื่อได้โอกาสหนีผมไม่คิดจะปล่อยมันไปรีบกระโจนผ่านร่างอีกฝ่ายไปยังรางน้ำด้านหลังและว่ายออกไปด้านนอกนั่นด้วยความตื่นกลัวที่พรั่งพรูเข้ามา

 

กลัว

 

คนคนนี้อันตราย

 

โฟรชกำลังทำให้ผมกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย

 

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เรากำลังคุยกันดีอยู่แท้ๆ

 

ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้

 

นับจากวันนั้นความสัมพันธ์ของพวกเราก็กลับไปเป็น 0 อีกครั้ง จะบอกว่าเป็น 0 ก็ไม่ใช่ซะทีเดียวควรใช้คำว่าความสัมพันธ์ติดลบจะตรงกว่า ความไว้ใจที่เริ่มมีกลายเป็นความระแวงที่มีมากขึ้นซึ่งมันทำให้ผมตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาที่มีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ

 

ตอนกินข้าวเป็นช่วงเวลาเดียวที่ผมจะมาหาโฟรชยังห้องเดิมๆ แม้อาหารที่ทำจะอร่อยสักแค่ไหนแต่การกินไประแวงไปทำให้ไม่ได้รสชาติของอาหารเท่าที่ควร เพียงแค่ได้ยินเสียงอีกฝ่ายขยับตัวหรือเลื่อนเก้าอีกออกผมก็มุดตัวลงไปใต้น้ำทันที

 

สัมผัสของอุณหภูมิฝ่ามือที่ร้อนผ่าวนั่นยังติดอยู่ในความทรงจำ และคงไม่ง่ายที่จะลบมันออกซึ่งอีกฝ่ายก็เหมือนจะรู้ว่าผมกลัวจึงไม่เข้าใกล้ผมอีก ไม่ใช่แค่นั้นประโยคสั้นๆ ที่พูดกันเป็นประจำพอมาตอนนี้กลับเหลือเพียงความเงียบที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้กัน

 

ทันทีที่กินข้าวเสร็จผมจะว่ายออกไปด้านนอกโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อ เป็นความเงียบที่ชวนให้อึดอัดจนความยากอาหารลดลงอย่างฮวบฮาบ

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเฝ้าคิดถึงเหตุผลของคำพูดการกระทำของโฟรชแต่จนแล้วจนรอดกลับนึกอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง มันไม่ง่ายที่เงือกอย่างพวกเราจะเข้าใจมนุษย์แน่นอนว่าการที่มนุษย์จะเข้าใจเงือกนั้นก็ไม่ง่ายเช่นกัน

 

ถึงอย่างนั้นผมก็มีช่วงเวลาที่คิดจะพยายามเข้าใจอีกฝ่าย...อยากจะรู้ว่าทำไมอยู่ๆ อารมณ์ถึงได้แปลี่ยนไปขนาดนั้น

 

ผมใช้เวลาอยู่หลายวันในการคิดและรววบรวมความกล้าที่จะไปเผชิญหน้ากับโฟรชอีกครั้งทว่าในวันที่ผมตัดสินใจว่าจะคุยกลับไม่มีร่างของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเหมือนอย่างเคย ผมโผล่หัวขึ้นมาเหนือน้ำหันซ้ายขวามองดูรอบห้องทำงานอันว่างเปล่ามีเพียงไฟดวงเล็กๆ ไม่กี่ดวงเปิดคาไว้

 

แกร็ก!

 

เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นทำเอาผมสะดุ้งแต่พอคิดว่าคงเป็นโฟรชผมก็รั้งตัวเองไม่ให้ว่ายหนีไปเหมือนอย่างทุกที แต่เมื่อประตูนั้นเปิดออกพร้อมกับชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่โฟรชเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารความคิดในหัวก็กระเจิงก่อนผมจะรีบมุดว่ายออกไปด้านนอกเพื่อดูท่าที

 

ชายคนนั้นเหมือนผมจะเคยเห็นเขาเข้ามาหาโฟรชบ่อยๆ พร้อมกับชายอีกคนหนึ่ง ถึงจะเคยเห็นหน้าแต่ใช่ว่าจะกล้าออกไปคุยกับมนุษย์ไปทั่ว เขาวางถาดอาหารไว้บนหินก้อนเดิมสลับกับมองมาทางผมที่ว่ายน้ำอยู่ด้านนอก ไม่นานอีกฝ่ายก็ออกจากห้องไป

 

โฟรชไปไหน

 

ทำไมถึงไม่อยู่

 

ประโยคคำถามมากมายดังขึ้นในหัวขณะว่ายกลับมากินอาหารบนถาด รสชาติของอาหารให้ความรู้สึกต่างจากปกติโดยสิ้นเชิง ผมจึงตักกินไปเพียงไม่กี่คำก่อนจะว่ายกลับออกไป ในมื้อต่อมาผมเจอกับชายอีกคนซึ่งใบหน้านั้นเป็นอีกคนที่มักจะเข้ามาหาโฟรช ทั้งคู่ผลัดกันเข้ามาวางอาหารและเก็บถาดอยู่แบบนี้เป็นเวลาหลายวันติด...เป็นหลายวันที่ผมไม่เห็นร่างของโฟรชอีกเลย

 

ผมอยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่จะให้คุยกับมนุษย์คนอื่นผมก็ไม่มีความกล้านัก หลายวันที่ผ่านมาผมกินอาหารน้อยลงและหยุดกินไปเมื่อวันก่อนเนื่องจากไม่รู้สึกหิวเหมือนอย่างทุกที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุนั้นรึเปล่าที่ทำให้วันต่อมามีเหล่ามนุษย์ในชุดขาวหลายต่อหลายเข้ามายืนมองผมผ่านกระจกพร้อมจดอะไรบางอย่างใส่กระดาษ

 

พอเห็นมนุษย์ผมไม่มีการรีรอหรือออกไปเปิดตัวว่ายกลับไปยังที่นอนของตัวเองแล้วไม่ออกไปให้พวกเขาเห็นอีกจนเวลาผ่านไปหลายวันก็เหมือนร่างกายกำลังประท้วงต้องการพลังงานหรืออาหารผมจึงไม่มีทางเลือกนอกจากพาร่างกายอันอ่อนแรงไปยังห้องเดิมโดยหวังว่าจะมีอาหารสักจานวางไว้ให้

 

ความรู้สึกของผมตอนนี้เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมันเหม่อๆ ไม่อยากทำอะไรและรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ก่อนหน้านี้ที่มีโฟรชอยู่ไม่เคยรู้สึกคิดถึงพ่อแม่ได้ขนาดนี้

 

ไม่แน่ว่าผมอาจจะกำลังซึม

 

หลากหลายความรู้สึกกำลังผสมปนเปไปกับความไม่เข้าใจ

 

โฟรชประมูลผมมาแปลว่าเขาต้องการตัวผม

 

ทั้งที่เป็นแบบนั้นแล้วทำไมอยู่ๆ ถึงได้หายไปล่ะ

 

หรือว่าโกรธที่ผมไม่พูดอะไรเลยนับจากวันนั้น

 

แต่หากเป็นเพราะโกรธควรจะเป็นฝั่งผมมากกว่าที่รู้สึกแบบนั้น อยู่ๆ ก็ถูกสัมผัสด้วยความร้อนผ่าวราวกับจะเผาไหม้ร่างผมแถมคำพูดที่ทำร้ายจิตใจนั่นอีก ทั้งที่อยากจะปรับความเข้าใจแต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมมาให้เห็นหน้า

 

“แล้วแบบนี้จะให้ผมทำยังไงเล่า!” ผมระบายด้วยการตะโกนสุดเสียงขณะว่ายไปยังห้องทำงาน

 

ไม่รู้ล่ะ ถ้ามีใครเข้ามาวันนี้ผมจะถามหาโฟรชให้ได้เลย

 

คอยดูเถอะ!

 

บานประตูสีน้ำตาลเปิดออกในจังหวะที่ผมกำลังจะว่ายเข้าไป ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนก็ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าตึงๆ ราวกับหงุดหงิดบางสิ่งบางอย่างอยู่ ดวงตาสีเทาอ่อนที่ไม่ได้เห็นมานับสัปดาห์เงยขึ้นมองหาบางอย่างหน้าแผ่นกระจกก่อนดวงตานั่นจะหยุดลงยังตัวผมที่อยู่ด้านบน

 

ดวงตาของพวกเราประสานกันนิ่งๆ โดยไม่มีใครยอมละออกคล้ายกับกำลังสื่อผ่ายหลายๆ ความรู้สึกผ่านการจ้องมอง แม้แต่ผมที่มักจะละสายตาออกก่อนเสมอครั้งนี้ยังไม่อาจเบนสายตาออกมาได้

 

ผมไม่ได้ยินเสียงที่อยู่อีกฝากหนึ่งของกระจกแต่พอเดาได้จากริมฝีปากที่ขยับไปมาไม่หยุดว่าคงกำลังพูดถึงผมอยู่ เพราะหากไม่ได้กับผมคงไม่มองมาทางนี้ระหว่างพูดหรอก

 

ไม่รู้ว่าเพราะอยากรู้สิ่งที่โฟรชกำลังพูดหรือโดนอำนาจของดวงตาสีเทาอ่อนนั่นควบคุมผมจึงได้ว่ายรอดเข้าไปในช่องแล้วโผล่ขึ้นไปเหนือรางน้ำในขณะที่อีกฝ่ายก้าวยาวๆ มายืนตรงหน้า น่าแปลกทั้งที่อยู่ใกล้แต่ความกลัวและระวังที่เคยมีอยู่ๆ ก็หายไป

 

ดวงตาคู่นั้นมันเปี่ยมไปด้วยความหงุดหงิดและไม่พอใจแต่พอตั้งใจมองลึกลงไปกลับเห็นถึงความกังวลอบอวลอยู่อย่างชัดเจน พวกเรายังคงมองกันนิ่งๆ โดยไม่มีใครยอมพูดอะไรก่อน ในหัวผมกำลังประมวลคำพูดมากมายที่อยากจะเอื้อนเอ่ยแต่กลับทำได้เพียงขยับปากโดยไม่มีเสียงพูดเล็ดรอดออกมา

 

“อาหารที่เตรียมให้ทำไมไม่ยอมกิน ถ้าจะป่วยหรือเป็นอะไรก็บอกสิ ฉันให้หมอมาดูอาการแต่นายกลับหนีไปหลบแล้วไม่ยอมออกมาแบบนี้คิดจะทำอะไรฮะ!” เสียงทุ้มต่ำที่ไม่ได้ยินมาหลายอาทิตย์รู้สึกว่ามันน่าฟังอย่างบอกไม่ถูก แม้จะเป็นคำบ่นก็ตาม

 

“...ก็ไม่หิว” พอถูกถามด้วยเสียงจริงจังผมเลยจำต้องตอบกลับไป

 

“ไม่หิว? เงือกที่ว่ายมาขอข้าว 4 มื้อทุกวันเนี่ยนะไม่หิว ฉันคงเชื่อหรอก” โฟรชเสยเส้นผมสีดำของตัวเองไปด้านหลังคล้ายจะพยายามควบคุมอารมณ์ที่ใกล้ระเบิดของตัวเองเต็มที

 

“ไม่เห็นต้องห่วงผมนี่ ดีซะอีกที่ไม่กินจะได้ประหยัดเงินคุณไง อีกอย่างคุณก็ไม่ได้สนใจอะไรผมอยู่แล้วด้วย” อย่าคิดว่าผมจะยอมถูกบ่นอยู่ฝ่ายเดียวนะ

 

“ถ้าไม่ห่วงได้ก็ทำไปตั้งนานแล้ว! คิดจะประชดกันรึไง!”

 

“แล้วทีคุณล่ะ ไม่อยู่เป็นอาทิตย์พอเห็นผมไม่กินอะไรก็กลัวผมตายเลยมาหาไม่ใช่เหรอ!” ในเมื่ออีกฝ่ายเสียงดังมาผมเลยเสียงดังกลับไปให้รู้ว่าผมไม่ได้กลัวเขาหรอกนะ

 

“ฉันไปทำงาน คิดว่าฉันอยากปล่อยนายไว้ห่างสายตารึไงเล่า! เลิกพูดมากแล้วไปกินข้าวก่อนไป!” นอกจากจะไล่แล้วโฟรชยังชี้ไปยังถาดอาหารที่วางไว้บนก้อนหินก้อนเดิม

 

“ผมกินแน่! จะกินล้างผาญให้คุณจนเลย เอามาอีกเยอะๆ แค่นี้ผมไม่อิ่มหรอกนะ!” ผมว่ายไปตักอาหารเข้าปากคำโตจนข้าวผัดบนจานหายวับไปในพริบตา

 

“หึ แล้วก็มาทำเป็นบอกไม่หิว” โฟรชหัวเราะขึ้นจมูกเมื่อเห็นจานเปล่าที่ไม่เหลือแม้แต่ข้าวสักเม็ดในเวลาไม่กี่นาทีนับตั้งแต่ผมจับช้อน

 

“ก็ตอนนั้นมันไม่หิวจริงๆ นี่” ผมไม่ได้โกหกสักหน่อย

 

“แล้วจะบอกว่าตอนนี้หิวรึไงถึงได้กินหมด”

 

“ใช่ ผมหิว หิวมากด้วย...ขอเพิ่มอีก” ผมหยิบชามแล้วยื่นขึ้นไปให้อีกฝ่ายที่ก้มมองมา

 

“...ชิ” อีกฝ่ายไม่พูดอะไรแต่รับจานนั้นก่อนก้าวออกไปนอกห้องแล้วกลับเข้ามาพร้อมกับข้าวผัดพูนจาน

 

แทบไม่เชื่อตัวเองว่าผมจะซัดข้าวผัดได้ถึง 3 จานใหญ่ๆ พูนๆ ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ความอยากอาหารที่หายไปและติดลบตอนนี้กลับมาแล้ว รสชาติของอารเองก็เป็นรสที่คุ้นเคยและผมชอบมาก หากคิดถึงสาเหตุที่ผมไม่อยากอาหารคงไม่ใช่เพียงเพราะความสัมพันธ์ที่มีต่อโฟรชแต่รวมไปถึงการที่เขาไม่อยู่

 

นี่หรือว่าผมจะ...

 

“...เหงา” ผมหลุดพูดพยางค์สุดท้ายออกมาขณะมองอีกฝ่ายที่กลับเข้ามาหลังเอาถาดอาหารไปเก็บ

 

“...อะไร” เหมือนคำๆ เดียวของผมจะสร้างความสงสัยให้ทางนั้นจึงได้ถามกลับมา

 

“เปล่านี่” ใครจะพูดซ้ำอีกครั้งล่ะ

 

ไม่เอาด้วยหรอก

 

“ฟีแซลล์” ชื่อของผมที่ดังออกมาจากปากของโฟรชพานให้หัวใจบีบเกร็งไปวูบหนึ่ง

 

นี่ผมไม่ได้ถูกเรียกชื่อมานานแค่ไหนแล้วนะ

 

“...ผมบอกว่าผมเหงา เหงาที่คุณไม่อยู่” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมเงยขึ้นไปประสานกับดวงตาสีทาอ่อนของโฟรชระหว่างพูด

 

ทั้งไม่อยากอาหาร ทั้งไม่อยากทำอะไร ทั้งซึม หากมันไม่ใช่อาการป่วย...มันคงเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากคำว่า เหงา

 

“ไม่ใช่ว่าเกลียดฉันแล้วหรอกเหรอ” โฟรชเอ่ยเสียงเบา

 

“เกลียด?” เกลียดอะไร

 

“ฉัน”

 

เกลียดโฟรชน่ะเหรอ

 

เปล่าสักหน่อย

 

ใครเป็นคนบอกว่าผมเกลียดเขากัน หรือว่าเป็นการกระทำที่ผมแสดงออกตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาพานให้เขาคิดไปว่าผมเกลียด

 

“ผมไม่ได้เกลียด แค่กลัว” ผมบอกไปตามจริง

 

“กลัวฉัน?” อีกฝ่ายถามต่อ

 

“อืม” ผมพยักหน้ารับ

 

“ฟีแซลล์” เสียงเรียกมาพร้อมกับร่างของโฟรชที่ก้าวลงมาในน้ำโดยไม่สนว่ากางเกงขายาวที่ดูจะราคาแพงนั่นจะชุ่มไปด้วยน้ำทะเล

 

“...อย่าเข้ามา” ขาที่ก้าวเข้ามาใกล้ทำให้ผมต้องถอยไปตามสัญชาตญาณจนกระทั้งแผ่นหลังติดกับขอบสระไม่เหลือพื้นที่ให้สามารถหนีออกไปได้

 

“ไม่ต้องกลัว...ฉันไม่ได้จะทำร้าย”

 

“งั้นก็ถอยไป...อ๊ะ!” ผมถึงกับสะดุ้งตกใจยามถูกฝ่ามือของโฟรชเอื้อมมาสัมผัสใบหน้า ความร้อนจนแทบไหม้ที่เคยสัมทำให้ผมหลบตาแน่นด้วยความหวาดกลัวจากอดีตทว่าครั้งแม้ฝ่ามือนั้นจะร้อนแต่กลับไม่ได้ร้อนผ่าวเหมือนก่อนหน้านี้

 

“...ทำไม” ทำไมถึงไม่เหมือนเดิม

 

ทั้งที่เป็นมือของคนคนเดียวกันแต่บางอย่างกลับแตกต่างออกไป อุณหภูมิที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่างผ่านการสัมผัสไม่อาจใช้คำว่าร้อนได้อีกแล้ว มันไม่ใช่ความร้อน

 

“ขอโทษ” คำพูดแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยินเรียกให้ผมลืมตาขึ้นมองใบหน้าของอีกฝ่ายตรงๆ ขณะที่ใบหน้าผมกำลังถูกปลายนิ้วของโฟรชเกลี่ยไปมา

 

“...” ผมนิ่งเงียบไม่พูดอะไร

 

สมองในตอนนี้กำลังประมวลผลอย่างหนัก มีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ

 

โฟรชขอโทษผม?

 

ทำไมถึงขอโทษ

 

“ขอโทษที่ทำให้กลัวฟีแซลล์” น้ำเสียงและสายตาของโฟรชที่สื่อมาราวกับจะขอร้องให้ผมยกโทษให้

 

“...อืม” ผมส่งยิ้มบางๆ ขณะเอียงใบหน้าเพื่อซบฝ่ามือที่เกลี่ยแก้มผมไปให้แทนคำตอบว่าผมยกโทษให้เขาแล้ว

 

อุณหภูมิที่ร้อนจนแทบเผาไหม้บัดนี้กลับอบอุ่นจนแทบไม่อยากให้ละออก

.......................................................................

โฟรช...นายอารมณ์แปรปรวนไปนะ 555

แต่นี่แหละนิสัยของโฟรช กว่าจะหาตัวเจอ กว่าจะได้มาอยู่ในครอบครองแต่เจ้าตัวดันอยากกลับบ้านก็เลยมีหงุดหงิดบ้าง ความจริงภายใต้ความหงุดหงิดนั้นคือความกลัว...กลัวว่าฟีแซลล์จะจากไป แต่ถึงยังไงแต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการมาขอโทษอยู่ดี พอรู้ว่าฟีแซลล์กลัวก็รีบมาขอโทษเลยนะะ 

จะยกโทษให้ละกันนะ

ระหว่างที่แต่งเรื่องนี้รู้สึกอยากว่ายน้ำมาก สงสัยต้องหาเวลาไปว่ายน้ำซะแล้ว

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังพัฒนาขึ้นแต่อาจไม่เร็วนัก

รอติดตามกันในตอนต่อไปนะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น