ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เนื้อคู่ตุนาหงัน

ชื่อตอน : เนื้อคู่ตุนาหงัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2558 15:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เนื้อคู่ตุนาหงัน
แบบอักษร

 

 

 

        เฟยอวี่เดินออกจากตรอกซอยอย่างไม่รีบร้อนนัก ใบหน้างดงามตอนนี้ถูกบดบังด้วยหน้ากากสีเงิน สองเท้าก้าวเดินไปตามตลาดขายของอย่างสนใจ ดวงตาเรียวสวยมองไปที่ร้านขายหมั่นโถวที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนน้ำลาย แม้จะไม่มีความรู้สึกหิวทว่ากลิ่นหอมเย้ายวนนั่นก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะเดินไปซื้อ
       

         “สองอัน” เฟยอวี่บอกเสียงเรียบพร้อมยื่นเงินที่พกมาไว้ใช้จ่ายระหว่างทางให้คนขายสิบอีแปะตามที่บอก เขาไม่ได้พกเงินมามากเพราะเบี้ยมันหนักในถุงผ้าจึงมีไม่มากนัก ส่วนที่อกเสื้อเป็นตั๋วแลกเงิน ท่านพี่มีเงินมากจนใช้ไปตลอดชีวิตก็คงไม่หมด อีกทั้งคงไม่มีใครไปปีนเขาคุนหลุนเพื่อขโมยเงินเขาหรอกเพราะทางขึ้นมีทางเดียวคือมีวรยุทธสูงส่งเท่านั้น
        

          เฟยอวี่ซึ่งได้หมั่นโถวแล้วจึงเดินไปหาที่นั่งกิน ซึ่งก็ห่างไปไกลจากตลาดพอสมควรเขาเลือกหยุดพักใต้ร่มไม้ริมแม่น้ำ ทว่าขณะนั้นกลับมองเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นเหม่อลอยมองเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า เฟยอวี่ละความสนใจมานั่งกัดกินหมั่นโถวในมือ
        

          แค่กๆ
        

          เฟยอวี่สำลักหมั่นโถวที่กัดเข้าไปคำแรกทันทีพร้อมเบ้หน้ากับหมั่นโถวข้างทาง กลิ่นหอมหวานแต่รสชาติแย่มาก แต่มันคงจะดีสำหรับคนแถวนี้อาจเป็นเพราะเขาใช้ชีวิตสุขสบายเกินไปอยู่กินแต่อาหารดีๆ ในโรงแรมห้าดาวขึ้นไป อาหารข้างทางจึงทำให้ไม่ถูกปาก
         

          "ไม่อร่อยไยเจ้าถึงฝืนกิน" เสียงที่เอ่ยถามทำให้เฟยอวี่หันไปมองใบหน้าหล่อเหลาจนชวนให้หลงใหลทว่าน่าเสียดายที่คนคนนี้นั่งอยู่บนรถเข็น ครั้งแรกที่มองไม่ได้ใส่ใจนักรู้แค่ว่าเป็นชายหนุ่มเท่านั้น
         

           "ข้าแค่อยากลองกินดู" เฟยอวี่ตอบคำถามคนที่เข็นรถเข้ามาใกล้ ใบหน้าที่มองมาชวนให้อบอุ่นใจ
        

           "เจ้าคงไม่เคยกินของพวกนี้มาก่อน" คำถามและรอยยิ้มบางทำให้เขาพยักหน้ายอมรับความจริง
        

          "ว่าแต่เจ้าคือ..." เฟยอวี่เอ่ยถามชื่อตามมารยาท
         

           "ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท ข้ามีนามว่าเสวี่ยฟง ไม่ทราบเจ้ามีนามว่าอะไร" ดวงตาคมแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นมองมาทางเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มบาง
        

            "ข้าเฟยอวี่" เฟยอวี่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ทว่าคนฟังมีสีหน้าอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้ง
         

           "นับว่าข้ามีวาสนาที่ได้พบจ้าวยุทธภพเฟยอวี่"  น้ำเสียงยินดีและดวงตาประกายความดีใจ ทำให้เฟยอวี่เลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ เพราะฉายานั้นมีมานานมากแล้วไม่คิดว่าคนที่อายุราวยี่สิบห้าปีจะรู้จัก
         

           "ไม่คิดว่าเจ้าจะรู้จักข้า"
         

          "ชื่อเสียงของท่านขจรไกลไปทั่วหล้า และกระบี่หยกขาวของท่านยิ่งทำให้ข้ามั่นใจ เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ข้าเสียมารยาทกับท่าน ข้าขอเชิญท่านไปพักแรมที่บ้านข้าท่านจะให้เกียรติแก่ข้าได้หรือไม่" หลังจากเสวี่ยฟงรู้ว่าเขาเป็นใครคำพูดคำจากก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
         

          "ข้าตอบรับคำเชิญเจ้า แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องเรียกข้าเฟยอวี่ตกลงหรือไม่"
        

          "ข้าคงมิกล้า" น้ำเสียงจริงจังและแววตานับถือที่ส่งมาทำให้เฟยอวี่รู้สึกขัดใจ
        

          "หากเป็นเช่นนั้นข้าคงปฏิเสธ" เฟยอวี่ตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง มือเรียวขวางหมั่นโถวที่รสชาติแย่ๆ ทิ้งอย่างไม่ไยดี ในเมื่อเขาไม่ต้องดื่มกินยังอยู่ได้ แล้วรสชาติแย่ขนาดนี้เขาจะฝืนทนกินทำไม ร่างโปร่งบางลุกขึ้นยืนยิ่งทำให้เสวี่ยฟงกระวนกระวายมากขึ้น
        

           "ข้ายอมเรียกท่านแล้ว ท่านเฟยอวี่อย่าเพิ่งไปเลยนะขอรับ" เฟยอวี่หันไปมองคนที่ร้อนรน ใบหน้าซีดเผือดพร้อมหูแดงไปหมดอย่างนึกขำนี่กำลังอายเขาอยู่ใช่ไหม เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วเอียงคอนิดๆ เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
         

          "เจ้ากลัวข้าไปขนาดนั้นเชียวหรือ"
         

          "คือ...คือท่านเป็นจ้าวยุทธภพที่มีชื่อเสียงด้านคุณธรรม นับว่าพบเจอท่านข้าย่อมมีวาสนาหากปล่อยท่านไปโดยที่ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยข้าคงเสียใจไปตลอดชีวิต"
         

          "ถ้าเช่นนั้นก็บอกทางเถิด" เฟยอวี่เดินเข้ามาช่วยขยับรถเข็นและช่วยเข็นล้อไปยังทิศทางที่เจ้าตัวบอก ใบหน้าแดงก่ำบ่งบอกว่ากำลังเขินอายเขาที่มาช่วยเข็นรถให้ แต่สำหรับเขาแล้วแค่นี้เล็กน้อยหากเทียบกับการมีที่ซุกหัวนอนในคืนนี้ ความจริงเขาไม่คิดปฏิเสธจริงๆ หรอกแต่สีหน้าของเสวี่ยฟงน่าแกล้งจริงๆ
         

         “ระหว่างที่ข้าหายไปมีข่าวลือเกี่ยวกับข้าว่าเช่นไรบ้างหรือ” เฟยอวี่เอ่ยถามขณะเข็นรถไปตามทางเดินอย่างไม่รีบร้อนมากนัก
       

           “จ้าวยุทธภพเฟยอวี่ผู้ยึดมั่นคุณธรรม ผู้คนใฝ่ฝันจะได้พบเจอท่าน แต่ท่านหายไปนานกว่าห้าสิบปีจนใครต่างร่ำลือกันว่าท่านจากโลกไปแล้ว” คำบอกเล่าทำให้เฟยอวี่ยกยิ้มบางอย่างแปลกใจคิดว่าท่านพี่นั่งอยู่ในถ้ำน้ำแข็งยี่สิบปีเสียอีก ก่อนจะกล่าวตอบอย่างจริงจัง       
        

           “หากเป็นเช่นนั้นจ้าวยุทธภพผู้เปี่ยมคุณธรรมคงไม่มีอีกแล้ว เพราะต่อไปนี้จะมีแต่จ้าวยุทธภพเจ้าสำราญเท่านั้น” คำกล่าวของเฟยอวี่ทำให้เสวี่ยฟงเหลือบตาขึ้นมองอย่างแปลกใจ
        

          “ข้าไม่คิดว่าท่านจะชอบหญิงงามจนเปลี่ยนนามของตัวเองเช่นนั้น” คำพูดของเสวี่ยฟงทำให้เขายิ้มขำก่อนจะตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
         

          “ใครบอกว่าข้าชอบหญิงงาม ข้าชอบชายงามต่างหาก” คำตอบที่ได้รับทำให้เสวี่ยฟงหน้าแดงก่ำอย่างเก้อเขิน ไม่คิดว่าจะมีคนเปิดเผยความรู้สึกมากขนาดนี้
        

          เฟยอวี่มองคนอายอย่างนึกขำ ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ที่เหมือนจวนผู้ว่าเสียมากกว่า เพียงไม่นานคนรับใช้ในบ้านต่างก็ออกมาต้อนรับ ซึ่งทำให้เขารู้ว่าเสวี่ยฟงเป็นบุตรคนรองของบ้านนี้ที่ทำกิจการค้าขายด้านเครื่องประดับอัญมณี เสวี่ยฟงพาเข้าเดินลัดเลาะเข้าไปสวนไผ่ทางด้านหลังซึ่งมีตำหนักแยกออกมาซึ่งเป็นห้องพักของเสวี่ยฟงโดยเฉพาะ
        

           ทว่าเมื่อเปิดเข้าไปในห้องกลับได้แต่กลิ่นยาสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วห้องอีกทั้งมีสมุนไพรบางชนิดวางอยู่เป็นสัดส่วน แยกอีกทางหนึ่งกลับมีชั้นยาวางไว้อย่างสวยงามและเป็นระเบียบจนเขาคิดว่าที่นี่เป็นร้านขายยาเสียอีก เขาเดินดูรอบห้องอย่างไม่เกรงใจเจ้าของห้องแม้แต่น้อย ซึ่งเสวี่ยฟงก็เข็นรถไปยังโต๊ะเล็กรินน้ำชาเตรียมให้เขาโดยเฉพาะ
      

           “ชาดี” เฟยอวี่รับชามาจิบพร้อมกล่าวชม เดินอ้อมมานั่งฝั่งตรงข้ามเจ้าของห้องที่ยกยิ้มบาง
        

           “ห้องนี้มีแต่กลิ่นสมุนไพรท่านอาจไม่ชอบ” เสวี่ยกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเศร้าเล็กน้อย เขาส่งยิ้มบางไปให้แม้เขาจะไม่ค่อยสันทัดเรื่องสมุนไพรแต่ใช่ว่าจะรังเกียจกลิ่นมัน
         

          “ไม่หรอก สมุนไพรบางชนิดทำให้รู้สึกสบายใจ” คำตอบของเขาทำให้เสวี่ยฟงยิ้มบางขึ้นมาอีกครั้ง
        

           “ว่าแต่เจ้าเถิดไปทำอะไรมาถึงได้มานั่งรถเข็นตั้งแต่อายุเพียงแค่นี้” เฟยอวี่เอ่ยถามด้วยความใคร่รู้แม้จะรู้ว่าเป็นการเสียมารยาทแต่หากไม่เอ่ยถามเขาก็คงสงสัยไปอีกนาน ใบหน้าเศร้าๆ ของคนตรงหน้าทำให้เขาเม้มปากอย่างรู้สึกผิด
        

         “ข้าไปส่งของให้ท่านพ่อที่แคว้นเยว่ แต่ระหว่างทางข้าเจอโจรป่าเลยได้ปะทะกันสุดท้ายข้าก็พลัดตกหน้าผาเมื่อเจ็ดปีก่อน” คำตอบที่ได้รับทำให้เฟยอวี่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แต่เขาไม่ได้ส่งความรู้สึกสงสารไปให้เพราะบางครั้งการแสดงความสงสารออกไปยิ่งเหมือนตอกย้ำความรู้สึกของเสวี่ยฟง
        

        “อาหารมาแล้วขอรับ” เสียงของบ่าวดังขึ้นพร้อมอาหารมากหน้าหลายตาลำเลียงเข้ามาต้อนรับ เฟยอวี่มองอย่างแปลกใจเพราะเสวี่ยฟงเพิ่งสั่งได้ไม่นาน
        

         “หวังว่าจะถูกปากท่าน”  เฟยอวี่ยกยิ้มบางกับอาหารที่ถูกเสิร์ฟเข้าในเวลานี้เหมือนอาหารห้าดาวของโรงแรมไม่มีผิด
        

          “ความจริงข้าไม่ได้เรื่องมากหรอก ถึงข้าไม่กินข้าก็อยู่ได้” เสวี่ยฟงเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ
         

          “ท่านฝึกวิชาอันใดกันไม่กินถึงอยู่ได้ ขออภัยที่เสียมารยาท” เฟยอวี่มองคนที่มีสีหน้าสำนึกผิดที่รู้ตัวว่าเสียมารยาท ก่อนจะยิ้มบางเหมือนบอกไม่เป็นไร ความจริงเขาก็ไม่รู้หรอกแต่ว่าร่างนี้เพียงแค่นั่งเดินลมปราณหรือโคจรลมปราณตลอดเวลาก็ไม่หิวแล้ว
        

            “อาจเป็นเพราะข้าบำเพ็ญเพียรมานานกระมังถึงทำให้ไม่หิว” เฟยอวี่ตอบกลับอย่างใจดีมือเรียวถอดหน้ากากออกจากใบหน้าเพราะกินข้าวไม่ถนัด ก่อนจะรับตะเกียบคู่ที่ถูกยื่นให้ ทว่าเสวี่ยฟงกลับนิ่งค้างมองเขาอย่างตกตะลึง เขายกยิ้มบางเมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงหูแดงพร้อมหลบสายตาเขาอย่างเก้อเขิน
       

         “ไม่คิดว่าท่านจะดูเยาว์วัยเช่นนี้” เสียงพึมพำเบาๆ ทำให้ยิ้มบางเพราะหากคนที่รู้อายุจริงของร่างนี้กับใบหน้านี้มันต่างกันราวฟ้ากับเหว
        

         “วิชาย้อนวัยเจ้าอย่าสนใจเลย” เฟยอวี่บอกพร้อมคีบปลานึ่งมะนาว มาลองกินอาหารคำแรก ซึ่งรสชาติอร่อยไม่แพ้ในโรงแรมเลย
         

         “อร่อย” เงยหน้าบอกคนที่มองอยู่ เสวี่ยฟงยกยิ้มยินดีก่อนจะรินน้ำชาให้เขาเพิ่มอย่างเอาใจ
         

         “เจ้าก็กินบ้างสิ” เฟยอวี่คีบเป็ดอบน้ำผึ้งใส่ถ้วยให้เสวี่ยอย่างเอาใจ ซึ่งก็ทำให้เจ้าตัวหน้าแดงก่ำอย่างเก้อเขินอีกครั้ง อาหารมื้อนี้อร่อยกว่าที่คิดอาจเป็นเพราะมีคนตรงหน้าที่ทำตัวน่าแกล้ง ไม่คิดว่าคนสมัยนี้จะขี้อายแค่หยอกนิดหยอกหน่อยก็หน้าแดงหูแดงไปหมดแล้ว
       

          หลังจากอาหารมื้อเย็นจบลงเฟยอวี่ก็เดินย่อยอาหาร โดยมีเสวี่ยฟงพาเดินแนะนำในบริเวณบ้านที่ใหญ่มากเพราะมีบ้านเล็กๆ แยกออกไปหลายหลังเพราะบิดาของเสวี่ยฟงมีเมียหลายคนอีกทั้งลูกๆ ก็แยกบ้านกันอยู่คนละหลัง
        

          “ทำไมดูเงียบนักล่ะ ข้าคิดว่าจะเสียงดังกว่านี้เสียอีก พี่น้องตั้งสี่คนแต่กลับไม่เจอสักคน อีกทั้งแม่เล็กแม่ใหญ่นั่นอีก” เฟยอวี่หันไปถามคนพาเดินชมบ้านอย่างแปลกใจ
         

          “พี่ใหญ่กับน้องเล็กแล้วก็คนอื่นๆ ออกไปร่วมงานวันเกิดลูกชายของผู้ว่าที่จวน ซึ่งห่างจากที่นี่ราวสองลี้” เฟยอวี่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ และเข้าใจว่าทำไมเสวี่ยฟงไม่ไปร่วมงานด้วย เขาเข็นรถพากลับมาที่ห้องพักของเสวี่ยฟงอีกครั้ง
         

           “เสวี่ยฟง หมอได้บอกเจ้าหรือไม่ว่าขาจะมีโอกาสหายหรือไม่” เฟยอวี่เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าในใจนั้นกลับรู้สึกสงสารที่อายุเพียงแค่นี้กลับต้องมานั่งอยู่บนรถเข็นเช่นนี้
        

           “ไม่หรอก ข้าเป็นหมอเองยังรู้ว่าไม่โอกาสกลับมาเดินได้อีกครั้งแล้ว” คำตอบของเสวี่ยฟงทำให้เฟยอวี่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าเสวี่ยฟงจะเป็นหมอเองแบบนี้ เขาเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้าเสวี่ยฟงที่มองเขาเลิกลักก่อนจะเบิกตากว้างมากขึ้น มือหนาจับมือเขาไว้แน่นพร้อมเอ่ยถามเสียงสั่น
       

          “ท่าน...ท่านจะทำอะไร”
       

          “ข้าแค่อยากดูขาเจ้า อีกอย่างข้าอยากรู้ว่ามีความรู้สึกอีกไหม” เฟยอวี่เงยหน้าตอบด้วยใบหน้าใสซื่อทว่าตอนนี้เสวี่ยฟงหน้าแดงก่ำอย่างเก้อเขิน เพราะเขาเลิกขากางเกงอีกฝ่ายขึ้น และที่หยุดนิ่งเพราะมือหนากุมมือเขาแน่นขึ้น ก่อนจะชะงักงันไปเมื่อมองเห็นเส้นด้ายแดงของตัวเองที่พันอยู่รอบนิ้วของเสวี่ยฟง ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ นี่อย่าบอกนะว่าเนื้อคู่ตุนาหงันเขาจะเป็นคนพิการ
        

        “เสวี่ยฟงเจ้าเชื่อเรื่องเส้นด้ายผูกชะตาหรือเปล่า” คำถามของเขาทำให้อีกฝ่ายงงเล็กน้อยเพราะเปลี่ยนเรื่องคุยกระทันหัน แต่ก็พยักหน้ารับบอกว่าเชื่อ
         

        “อืม เชื่อ หรือว่าท่านเจอเนื้อคู่ตุนาหงันตัวเองหรือ” แม้จะเอ่ยถามเขาเช่นนั้นแต่มือหนาที่จับมือนั้นบีบแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แต่เขาก็ไม่ได้ดึงมือออก
         

         “จะว่าเช่นนั้นก็ได้ แต่หากคนหนึ่งคนมีเนื้อคู่หลายๆ คนเจ้าว่าพวกเขาจะตีกันตายไหม” คำถามของเขาทำให้เสวี่ยฟงนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบกลับมา
      

          “มันก็คงจะมีบ้าง”
        

         “คนคนเดียวแต่กลับมีเนื้อคู่หลายคน พวกเขาคงเจ็บปวดมาก” เฟยอวี่กล่าวเสียงแผ่วซึ่งก็ทำให้คนที่นั่งอยู่บนรถเข็นได้ยินอย่างชัดเจน ดวงตาคมมองคนที่มีใบหน้างดงามน่าหลงใหล ด้วยแววตาหวั่นไหว ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ
         

            “หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาคงทำบุญร่วมกันมา และต่างก็ยอมรับในสิ่งที่คนรักเป็นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามหากได้เลือกที่จะรักต่อให้เกิดอะไรขึ้นเขาก็ไม่ปล่อยไปหรอก” คำตอบที่จริงใจทำให้เฟยอวี่เงยหน้ามองอย่างแปลกใจ
         

           “แม้เจ้าจะต้องใช้ภรรยาร่วมกับผู้อื่นอย่างนั้นหรือ” คำถามของเขาทำให้เสวี่ยฟงเงียบไปอีกครั้งดวงตาคมมองเขาอย่างครุ่นคิดก่อนจะระบายยิ้มบาง
     

            “หากสิ่งใดที่ทำให้คนรักข้ามีความสุข ข้าก็คงยินดีในสิ่งที่เขาเลือก” คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เฟยอวี่อึ้งไปมากกว่า
         

           “เจ้านี่ใจดีจัง ข้าล่ะอิจฉาคนรักเจ้ายิ่งนัก” เฟยอวี่ตอบกลับด้วยใบหน้าแดงก่ำ ใช่เขากำลังเขินกับคำตอบที่โคตรพระเอกเลย หากเขาเป็นคนรักเสวี่ยฟงจริงๆ คงรักตายเลย แต่เนื้อคู่เขามีหลายคนเพราะฉะนั้นเพื่อตอบแทนความรักของพวกเขา เฟยอวี่คนนี้จะรักเท่ากันทุกๆ คนเลยจะได้ไม่มีการลำเอียง
        

        “ท่านไม่ต้องอิจฉาหรอกเพราะข้าเป็นเพียงคนพิการคนหนึ่งเท่านั้นแม้จะรักก็ใช่ว่าจะสมหวังในรัก” คำตอบเศร้าหมองและมือหนาที่บีบมือเขาแน่นขึ้นทำให้เขารู้สึกตัวอีกครั้งว่ากำลังโดนจับมือ ก่อนจะแปลกใจกับเส้นด้ายแดงอีกเส้นกระตุกไปมา หากเดาไม่ผิดเส้นนี้คงไปผูกติดกับเจ้าเด็กแก่แดดที่จูบเขาเมื่อกลางวันแน่ๆ
        

         “หากเจ้าหายดี เจ้าอยากทำอะไรเป็นสิ่งแรก” เฟยอวี่เอ่ยถามคนที่นั่งนิ่งบนรถเข็นและมองเขานิ่งเหมือนจะใช้ความคิด
     

         “ข้าคงพาท่านเดินรอบบ้านอีกครั้ง” คำตอบที่ได้รับทำให้เขาหัวเราะเบาๆ เพราะเมื่อครู่นี้เหมือนกับเขาพาเสวี่ยฟงเดินชมบ้านมากกว่าเพราะต้องเข็นรถเสวี่ยฟงตลอด
      

          “หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงให้เจ้านวดให้ข้าหลังจากเดินบ้านจบรอบสอง” คำหยอกล้อของเขาทำให้เจ้าตัวหน้าแดงหูแดงอีกครั้ง เฟยอวี่ดึงมือออกเบาๆ ซึ่งก็ทำให้เสวี่ยฟงสะดุ้งคงจะลืมไปแล้วกระมังว่าจับมือเขาไว้แน่นอยู่
        

          “ให้ข้าดูขาเจ้าหน่อยนะ” เฟยอวี่ช้อนตาขึ้นมองพร้อมขออนุญาต ใบหน้าแดงก่ำ ยิ่งดูเขายิ่งอยากแกล้ง แต่ไม่ใช่เวลานี้ แต่ไหนๆ ก็รู้ว่าเสวี่ยฟงเป็นเนื้อคู่ตุนาหงันอีกคน เขาก็ต้องหาทางให้อีกฝายมาเดินได้อีกครั้ง ไม่งั้นเสียชื่อฮาเร็มเขาหมดอีกอย่าง หากนั่งอยู่บนรถเข็นแบบนี้จะมีปัญญามากดเขาลงได้อย่างไร เขาไม่ได้หื่นนะ แค่หาความยุติธรรมให้กับเหล่าฮาเร็มเขาเท่านั้นเอง รักทุกคนก็ต้องได้ทุกคนสิ หุหุ จริงไหม
         

          เฟยอวี่เปิดผ้าดูขาขาวเนียนของอีกฝ่ายอย่างพิจารณา ตอนนี้เขาจัดการดึงกางเกงอีกฝ่ายขึ้นอย่างไม่รอคำตอบ ขาที่ดูแข็งแรงแม้ไม่ได้เดินมานานกว่าเจ็ดปีแต่ไม่ได้ลีบเล็กเหมือนที่คิดเอาไว้ ถึงแม้เขาไม่ได้มีความรู้เรื่องสมุนไพรมากนัก แต่เรื่องชีพจรในร่างกายแค่หลับตาก็รู้ว่าอยู่จุดไหนเพราะต้องฝึกอยู่ในห้วงจิตกับท่านพี่มานานหลายปีอีกทั้งความทรงจำเดิมของท่านพี่ก็มากเกินพอแล้ว นิ้วเรียวลองลูบไล้ต้นขาลงมาอย่างแผ่วเบา พร้อมช้อนตาขึ้นมองกิริยาของคนที่นั่งตัวแข็งทื่อ
       

         “หืม รู้สึกด้วยหรือ” เอ่ยถามอย่างแปลกใจ มองคนหน้าแดงหูแดงอย่างชอบใจ
       

         “ข้าเดินไม่ได้เฉยๆ ใช่ว่าความรู้สึกข้าจะหายไปด้วยซะหน่อย” เสวี่ยฟงตอบเสียงสั่นเบือนหน้าหนีอย่างเก้อเขิน เขาหัวเราะในลำคอเพราะเป็นเช่นนี้ย่อมง่ายกับการรักษาในแบบวิธีของเขา แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้เพราะเขายังไม่อยากให้ใครติดตาม แค่อยากปักธงไว้ที่นี่เฉยๆ แต่เพราะยังมีเส้นด้ายชะตาอีกมากหากไปเจอกันเขาไม่รู้ว่าจะยอมกันง่ายๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเป็นภรรยาที่ดีเฝ้าบ้านไปก่อนนะเสวี่ยฟง
       

          “ถ้าเจ้ายังมีความรู้สึกเพียงแค่ข้าลูบขาอย่างนี้ รับรองเจ้ามีภรรยาได้แน่นอน แต่เวลานอนร่วมเตียงภรรยาเจ้าต้องเป็นฝ่ายเริ่มนะ”
         

         “ท่าน...ท่านหน้าไม่อายใครเขาพูดเรื่องแบบนี้กันล่ะ” เสวี่ยฟงตอบกลับด้วยใบหน้าแดงหูแดงทว่าดวงตามองคนพูดไม่อายอย่างดุๆ เฟยอวี่มองตามอย่างขำๆ ก่อนจะดึงกางเกงลงกลับเหมือนเดิม
       

         “แหม ทำเป็นเขิน ข้าแค่พูดความจริง หรือว่าตอนนี้เจ้ามีความสามารถกดคนรักเจ้าลงล่ะ หืม...” ไม่ถามเปล่ายังยื่นใบหน้างดงามของตัวเองเข้าไปใกล้ใบหน้าหล่อคมคายอย่างยั่วๆ
       

          เสวี่ยฟงมองตามอย่างอึ้งๆ หัวใจเต้นแรงระรัวเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้ตัวว่าตกหลุมรักคนตรงหน้าตั้งแต่เห็นหน้าและรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แต่แรกพบ ใบหน้างดงามและรอยยิ้มที่ดูยั่วยวนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปจูบริมฝีปากแดงระเรื่อของอีกฝ่าย สองมือรั้งร่างโปร่งบางขึ้นมาด้วยความเร็ว ซึ่งก็ทำให้เฟยอวี่เบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน แม้เขาจะนั่งพิการอยู่บนรถแต่ใช่ว่าเขาจะไม่มีวรยุทธ และแค่ยกร่างโปร่งบางมานั่งบนตักแค่นี้สบายอยู่แล้ว
        

           “อื้อ เจ้า!” เมื่อริมฝีปากเป็นอิสระเฟยอวี่ถึงกับเรียกคนตรงหน้าไม่ถูก ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความอาย วันเดียวโดนขโมยจูบไปสองคน มันต้องเป็นเขาที่เริ่มก่อนไม่ใช่หรือไง รู้สึกว่าเสียแผนไปหน่อยแต่ก็ไม่อยากบอกเลยว่าเขาเขินจนร้อนผ่าวไปทั้งตัวอยู่แล้ว แต่เขาชอบที่จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนมากกว่าถึงจะรู้ว่าจุดจบจะเหมือนกันก็เถอะ

 

หลังจากต้นฉบับหายไปกับไวรัสจึงได้มาเริ่มเขียนใหม่อีกครั้ง ใจเย็นๆ รอกันไปก่อนเนอะ จุ๊บๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         

 

ความคิดเห็น