facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “I”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “I”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มิ.ย. 2562 12:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “I”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ I ”

 

 

“...ต่อไปเตรียมพบกับการประมูลอย่างสุดท้ายที่หลายท่านกำลังรอคอยอยู่ สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำ...มีรูปร่างอันแสนงดงาม ท่อนบนเป็นมนุษย์และท่อนล่างเป็นปลา พวกเราต่างรู้จักกันดีในชื่อของเงือก!” เสียงดำเนินรายการดังขึ้นพร้อมกับโหลแก้วขนาดใหญ่ถูกเคลื่อนที่ออกไปตามราง

 

จากพื้นที่มืดมิดซึ่งถูกกักขังกลายมาเป็นแสงสว่างจ้ายามโหลแก้วหยุดลงยังหน้าเวที เสียงซุบซิบรอบบริเวณดังขึ้นในขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังร่างผมในโหลแก้วขนาดเล็ก ด้วยพื้นที่ที่มีจำกัดทำให้ผมแทบจะขยับตัวไม่ได้...ส่วนหางม้วนอยู่ด้านล่างโดยมีสะโพกทับไว้ ดวงตาสีฟ้าของผมมองไปรอบๆ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังเผชิญ

 

นี่ผมกำลังถูกจับขึ้นประมูล?!

 

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันผมยังว่ายน้ำเล่นอยู่ในทะเลอยู่เลย นานๆ ครั้งผมจะแอบหนีจากอาณาจักรว่ายขึ้นมาหาความอบอุ่นจากแสงของพระอาทิตย์และจะว่ายกลับลงไปในช่วงค่ำ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่...ขณะกำลังว่ายอยู่ๆ ก็มีตาข่ายของเรือประมงที่ทอดลงมาจับปลาแต่กลับพันธนาการร่างผมจนขยับไม่สะดวก

 

วิธีที่จะหลุดออกจากตาข่ายผมมีแต่ยังไม่ทันได้ทำก็ถูกลากไปกับเรือแล้วส่วนหัวดันไปกระแทกเข้ากับเนินหินจนสลบไป พอตื่นขึ้นมาก็ถูกจับใส่โหลแก้วนี่โดยมือทั้งสองข้างถูกมัดไว้เช่นเดียวกับลำคอที่ถูกบังคับให้โผล่พ้นน้ำออกมา หากคอไม่ถูกรั้งผมคงมุดไปอยู่ใต้น้ำเพื่อจะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงของมนุษย์เหล่านี้

 

สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการจับบรรยากาศโดยรอบที่แผ่ออกมาได้ ผมซึ่งมีส่วนที่เป็นสัตว์อยู่ครึ่งหนึ่งก็สามารถรับรู้ถึงอันตรายที่เหล่ามนุษย์ตรงหน้ากำลังคิดยามเห็นตัวผม

 

“เงือกเพศผู้หรือเมอร์แมน เป็นสิ่งที่หายากมาก และหลายท่านคงคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันหรือจินตนาการทว่าวันนี้ ตรงหน้าพวกท่านก็ได้เห็นแล้วว่าเงือกมีอยู่จริง ว่ากันว่าเสียงของเงือกนั้นไพรเราะและดึงดูดผู้คนให้หลงใหลเข้าไปหาทว่าตั้งแต่ทางเราได้ตัวเขามาก็ยังไม่ได้ยินเสียงเลย แม้จะเป็นตัวผู้แต่ด้วยรูปลักษณ์อันงดงามนี้คงมีหลายท่านที่ถูกดึงดูดจนอดใจไม่อยู่ ดังนั้นผู้ที่อยากครอบครองเชิญประมูลได้ ราคาเริ่มต้นที่ 5 พันล้าน!" ราคาเปิดประมูลทำเอาผมถึงกับเลิกคิ้วขึ้น

 

ก็รู้ว่าเงือกเป็นสิ่งที่หายากและน้อยคนนักที่รู้ถึงการมีอยู่หรือตัวตนของพวกเราแต่ไม่คิดว่าแค่ราคาเปิดจะสูงได้ขนาดนี้

 

นับจากครั้งแรกที่ว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำก็มานับสิบปี เรื่องราวของโลกมนุษย์ผมรู้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ทั้งหมด ใครจะคิดล่ะว่าได้มีโอกาสได้เห็นมนุษย์มากมายในสภาพที่พิลึกแบบนี้

 

“หมายเลข 16 6 พันล้าน หมายเลข 49 เพิ่มเป็น 6 พันห้าร้อยล้าน หมายเลข 3 เพิ่มอีก...” ราคาประมูลตัวผมยังคงพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องจนเลย 9 พันล้านไปแล้วก็ยังไม่หยุด

 

ผมอยากหนีแต่การหนีท่ามกลางสายตาผู้คนขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ ยังไงผู้ที่ประมูลผมได้คงเป็นเศรษฐีที่ไหนสักไหน สถานที่ที่จะให้ผมอยู่ไม่ง่ายเลยที่จะสร้างเสร็จในวันเดียว...ตู้ปลาธรรมดาเล็กเกินกว่าจะให้ผมอยู่ ดังนั้นเขาอาจฝากผมพร้อมกับคนดูแลในสถานที่ที่มีน้ำหรือติดทะเล...ถึงตอนนั้นคงมีช่องว่างให้หนีได้บ้าง

 

ไม่มีเงือกคนไหนอยากถูกเลี้ยงอยู่ในตู้กระจกเหมือนปลาโชว์หรอกนะ

 

บรรยากาศที่พวกเขากำลังแผ่ออกมาบอกตรงๆ ว่านั่นทำให้ผมกลัว จำนวนเงินประมูลตอนนี้เหมือนจะเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าของก่อนหน้านี้รวมกันซะอีก

 

“หมายเลข 144 ให้ราคาที่1 หมื่นห้าพันล้าน มีใครจะเพิ่มอีกไหมครับ 1 หมื่นห้าพันล้านครั้งที่1...1หมื่นห้าพันล้านครั้งที่2...”

 

“2 หมื่นล้าน” คำพูดนี้ดังขึ้นจาด้านบนทางฝั่งขวาของผม ด้านบนนั้นมีห้องกระจกที่ยื่นออกมาทางลานประมูลอยู่หลายสิบห้อง ดูจากกำแผงสีทองด้านในก็พอจะเดาได้ว่าคนเป็นแขกพิเศษ ชายที่ให้ราคาผมคนล่าสุดคาบบุหรี่อยู่มุมปากพร้อมร้อยยิ้มที่ดูอันตรายจนผมถึงกับขนลุกตั้งชัน

 

ไม่ชอบคนคนนั้น

 

ใครจะซื้อผมก็ช่างขอแค่อย่าเป็นคนคนนั้นเลย...ขอร้องล่ะ

 

“ท่านเกรดี้ให้เพิ่มที่ 2หมื่นล้าน มีใครจะเพิ่มอีกไหมครับ 2 หมื่นล้านครั้งที่1... 2หมื่นล้านครั้งที่2...2หมื่นล้านครั้งที่...”

 

“4 หมื่นล้าน” เสียงทุ้มต่ำจากที่นั่งทางด้านบนซึ่งเป็นห้องกระจกใสแผ่นบางเช่นเดียวกับคนก่อนหน้าดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงในชุดสูดสีดำสนิทก้าวมายืนตรงหน้ากระจก

 

มองจากไกลๆ ผมไม่สามารถมองหน้าอีกฝ่ายได้ชัดนัก ที่รู้จากรูปร่างและน้ำเสียงคงยังหนุ่มอยู่ ทั้งที่ยังหนุ่มแต่เหมือนจะมีอิทธิพลและเป็นที่เกรงขามของใครหลายๆ คนเพราะทันทีที่เขาเอ่ยความเงียบก็เข้าปกคลุมทั้งห้องประมูลคล้ายไม่มีใครกล้าที่จะยื้อราคาแข่งกับคนคนนั้น ชายคนอีกคนที่ประมูลตัวผมก่อนหน้านี้ชักสีหน้าพลางเหล่มองไปทางด้านข้างด้วยสายตาที่ไม่พอใจนัก

 

จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวคงไม่ง่ายที่จะมีใครกล้าให้เพิ่มมากไปกว่านี้

 

เอาเถอะ...แค่ไม่ใช่ผู้ชายก่อนหน้านี้ผมก็เบาใจแล้ว

 

“ท่านโฟรเช่ให้ราคาที่ 4 หมื่นล้าน...4หมื่นล้านครั้งที่1...4หมื่นล้านครั้งที่2...4หมื่นล้านครั้งที่3 ปิดการประมูลที่4หมื่นล้านครับ!” และแล้วการประมูลอันยาวนานก็จบลงพร้อมกับโหลแก้วที่ใส่ร่างผมไว้เคลื่อนกลับเข้าไปด้านใน

 

หลังจากนั้นโหลแก้วที่ผมถูกจับยัดใส่ไว้ก็โดนชายร่างยักษ์ประมาณ 6 คนช่วยกันยกขึ้นในรถบรรทุกขนย้าย ยานพาหนะเป็นเรื่องเล่าที่โด่งดังมากในอาณาจักรเงือก...ว่ากันว่าสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วโดยที่ตัวมนุษย์ไม่ต้องออกแรงมากมายเหมือนอย่างพวกเราที่ต้องเกร็งหางระหว่างว่ายน้ำ

 

อาจเพราะความสนใจที่มีต่อยาพาหนะผมจึงลืมไปว่านี่เป็นโอกาสหนี กว่าจะรู้ตัวรถที่แล่นก็หยุดพร้อมกับประตูตรงหน้าผมนั้นเปิดออกกว้าง กลุ่มชายร่างกำยำกลุ่มเดิมช่วยกันยกโหลแก้วลงไปบนพื้น...ทัศนียภาพตรงหน้าคือบ้านเดี่ยวชั้นเดียวขนาดค่อนข้างกว้าง สองข้างขนาดด้วยสวนโล่งๆ

ผมถูกเข็นเข้าไปด้านในด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ดูจากจำนวนเงินที่ใช้ในการประมูลตัวผมคนคนนี้น่าจะมีฐานะเทียบชั้นกับมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ แล้วทำไมบ้านถึงเป็นชั้นเดียวกันล่ะ

 

เคยได้ยินมาว่าคนรวยจะมีบ้านหลังใหญ่หลายชั้นนี่นา...หรือว่าผมจะได้ยินมาผิดกันนะ

 

“นี่คุณเงือก” เสียงของหนึ่งในคนที่กำลังเข็นผมเข้าไปด้านในดังขึ้น

 

“...” หากหวังจะได้รับการตอบรับจากผมละก็คิดผิดแล้ว นอกจากไม่ตอบผมยังทำเป็นเมินราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกนั้นอีก

 

“พูดอะไรหน่อยสิ พวกเราอยากได้ยินเสียงเงือกกันสักครั้ง เห็นว่ากันว่าไพรเราะมากจริงรึเปล่า” อีกฝ่ายยังคงพูดต่อแถมยังชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องผงะไปด้านหลัง

 

“...” จริง

 

ผมตอบพวกเขาในใจ

 

ยิ่งอยากจะได้ยินผมยิ่งจะปิดปากเงียบ

 

“ไม่ยอมพูดเลยวะ” พวกคนหนึ่งหันไปขอความเห็นจากเพื่อนด้านข้าง

 

“เฮ้ย! เป็นแค่เงือกอย่าเล่นตัวนักสิวะ” คำพูดหยาบคายตะโกนดังลั่นจนผมอยากจะมุดตัวลงไปใต้น้ำซะจริงๆ

 

“...” ทางนั้นก็เป็นแค่มนุษย์คิดว่าผมจะยอมทำตามรึไง!

 

ผมตะโกนกลับไปในใจอีกรอบ

 

“เหมือนจะอยากเจอดีสินะ” ดูเหมือนความเงียบของผมจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจนักเขาหยุดรถที่กำลังเข็นแล้วเอื้อมมือหมายจะมาจับตัวผมซึ่งนั้นทำให้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมเบิกกว้างพยายามดิ้นรนหนีสัมผัสที่ใกล้เข้ามา

 

แน่นอนว่าด้วยมือที่ถูกขึงไว้เช่นเดียวกับลำคอทำให้ไม่สามารถขยับเขยื้อนใดๆ ได้ ผมได้แต่ขืนสุดตัวทว่าในจังหวะที่มือนั่นกำลังจะโดนร่างผมก็มีมืออีกข้างเข้ามาช่วย ไม่เพียงแค่จับมือนั่นไม่ให้เข้ามาใกล้มากกว่านี้แต่ยังบิดพร้อมออกแรง...ไม่กี่วินาทีร่างกำยำนั้นก็ทรุดลงไปกองกับพื้นพร้อมเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

 

“คิดจะทำอะไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมด้วยความสงบนิ่งที่แสนอันตรายดังตามมา

 

“ขะ...ขออภัยครับท่านโฟรเช่” ชายที่ทรุดลงไปกองบนพื้นรีบเอ่ยขอโทษด้วยใบหน้าเจ็บปวดเนื่องจากมือข้างที่เอื้อมมาหาผมนั้นยังคงถูกบิด

 

“คนที่ประมูลได้คือใคร” อำนาจของน้ำเสียงที่ได้ยินทำเอาคนฟังไม่อาจขัดขืน

 

“...ท่านโฟรเช่ครับ”

 

“ใช่ งั้นคนที่มีสิทธิ์ในเงือกคือใคร” เขาถามเสียงแข็งพลางใช้สายตาคมกริบไล่มองไปยังกลุ่มคนโดยรอบ

 

“ทะ...ท่านโฟรเช่ครับ” ทั้งกลุ่มพร้อมใจกันตอบ

 

“ก็รู้นี่ แล้วยังกล้าที่จะแตะ?”

 

“พวกเราจะไม่ทำอีกแล้วครับ”

 

“ขออภัยด้วยท่านโฟรเช่” น้ำเสียงของพวกเขาดูเหมือนกำลังหวาดกลัวเอามากๆ ชายคนที่ประมูลผมได้คงไม่ได้แค่มีเงินหรืออิทธิพล...น่าจะบวกคำว่าอำนาจไปด้วย

 

“คงรู้นะว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกจะเป็นยังไง”

 

“ครับ” ใบหน้าของชายกำยำในตอนนี้ราวกับกระต่ายที่กำลังสั่นระริกยามโดนราชสีห์ต้อนจนมุม ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็หมดทางหนีโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ทำได้คงมีแต่ยอมรับความตายซะล่ะมั้ง

 

ผ่านเหตุการณ์นั้นมาผมก็ถูกพามาจนถึงด้านหลังของตัวบ้านที่เชื่อมต่อกับทะเล สีของน้ำทะเลในยามเย็นถูกย้อมเป็นสีส้มคล้ายกับสีผมของผม เพียงแค่เห็นทะเลผมก็อยากจะกระโจนออกไปจากโหลแคบๆ นี่ซะเดี๋ยวนี้เลย กลิ่นไอออกเค็มประสานกับแรงลมที่พัดเข้าปะทะยังใบหน้าพาให้ผมเผลอขยับตัวเข้าไปใกล้น้ำทะเลนั่นโดยไม่รู้ตัว

 

ไม่คิดว่าด้านหลังบ้านจะเป็นทะเลทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตาแบบนี้

 

“พวกเรานำของประมูลมาส่งถึงที่แล้ว...พวกเราขอตัวกลับก่อนนะครับท่านโฟรเช่” ทุกคนต่างเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมสุดชีวิต

 

“อืม” ทันทีที่ได้รับอนุญาติเหล่าชายร่างกำยำรีบก้าวยาวๆ เดินจากไปอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อรอบๆ นี่เหลือเพียงผมและเขาความเงียบก็เกิดขึ้น ตัวผมไม่ได้ชอบความเงียบนักแต่เพราะไม่อยากส่งเสียงให้ได้ยินจึงทำได้เพียงเม้มปากตัวเองไว้แน่นไม่ให้เผลอเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา แต่กลับอีกฝ่ายแค่มองใบหน้าตึงๆ กับคิ้วขวางๆ ราวกับโกรธใครมาสักสิบชาตินั่นผมก็เดาได้ว่าทางนั้นไม่ใช่คนชอบพูดอย่างแน่นอน

 

เงือกที่ไม่ยอมพูดมาอยู่รวมกับมนุษย์ที่ไม่ชอบพูด

 

ผลที่ได้คือความเงียบสงัดอันน่าอึดอัดนี่ไง!

 

“...” จะให้ผมนั่งอยู่ในโหลดูทะเลที่อยู่ตรงหน้าไปถึงเมื่อไหร่

 

หรือนี่คือการทรมานของมนุษย์?

 

ช่างโหดร้ายนักให้เงือกมาอยู่หน้าทะเลแต่ไม่อาจลงไปว่ายได้

 

ความคิดหลากหลายในหัวทำเอาผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นจึงหันไปมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ เป็นครั้งแรก ด้วยระยะที่ใกล้กว่าตอนอยู่ในสถานที่ประมูลมากทำให้ผมเห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายชัดขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาบวกกับดวงตาสีเทาอ่อนเข้ากับเส้นผมสีดำที่ซอยระต้นคอให้ความรู้สึกเหมือนนักธุรกิจเจ้าเสน่ห์ที่ไม่ต้องพูดอะไรมากก็สามารถทำข้อตกลงกับคนอื่นๆ ได้แล้ว

 

มนุษย์นี่ก็หน้าตาดีเหมือนกันแฮะ

 

“มองทำไม” ทั้งที่สายตากำลังทอดยาวมองไปยังพระอาทิตย์ที่กำลังตกดินแต่ไม่รู้ทำไมถึงเห็นว่าผมมองเขาอยู่

 

“...” แน่นอนว่าผมเงียบ นอกจากเงียบแล้วยังหันกลับไปมองวิวพระอาทิตย์ตกต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มีอิทธิผลหรือแม้แต่อำนาจมากแค่ไหน ต่อให้รู้ผลลัพธ์คงไม่เปลี่ยน ยังไงผมก็ไม่คิดจะส่งเสียงหรือพูดอะไรให้มนุษย์ได้ยินอยู่แล้ว

 

อาจเพราะถูกผมเมินหรืออะไรก็ไม่รู้แหละอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้จนผมต้องรีบขยับตัวหนีแม้จะทำได้ยากก็ตาม ผมหลับตาแน่นยามเห็นฝ่ายนั้นเอื้อมมือเข้ามาใกล้ ไอความร้อนจากร่างกายของมนุษย์ผมสัมผัสได้ว่าเขากำลังปัดเส้นผมสีตาลอมส้มที่ยาวสยายกลางหลังไปด้านข้างก่อนจะทำอะไรบางอย่างบริเวณด้านหลังลำคอผม

แกร็ก!

 

เสียงปลอกคอที่ล๊อคผมไว้แน่นล่วงจมลงไปอยู่ใต้น้ำ ก่อนจะตามมาด้วยที่ล๊อคบริเวณข้อมือทั้งสองข้าง คนตรงหน้าปลดพันธนาทั้งหมดออกโดยปราศจากคำพูดใดๆ

 

ด้วยความที่กำลังงงบวกกับในสมองกำลังประมวลสถานการณ์ผมจึงยังไม่ขยับตัว ผ่านไปสักพักก็เหมือนถูกจับจ้องมาพอหันไปมองก็พบกับดวงตาเรียวคมคู่เดิมที่ประสานมาราวกับจะสื่ออะไรบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจ คงเพราะแบบนั้นละมั้งคิ้วที่ขวางอยู่แล้วจึงขวางขึ้นไปอีกเท่าตัว

 

“คิดจะนั่งแช่อยู่ในโหลแคบๆ ไปตลอดชีวิตรึไง”

 

“...?” ครั้งนี้เป็นผมบ้างที่ขมวดคิ้วตอบ

 

นี่ผมกำลังถูกว่า?

 

“เงือกนี่หัวช้ากันหมดสินะ”

 

“...” ผมอ้าปากพะงาบๆ อยากสวนกลับแต่ก็ทำได้เพียงขบฟันแน่นเพื่อระบายความหงุดหงิด

 

ว่าผมมาสองครั้งแล้วนะ!

 

“ยังจะนิ่งอยู่อีก หรือต้องอุ้มลงน้ำเหมือนเจ้าหญิงล่ะ” อีกฝ่ายพูดต่อ แม้จะเป็นคำพูดที่ชวนหงุดหงิดแต่ก็ทำให้ผมคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

“...” เขากำลังบอกให้ผมลงไปในทะเลเหรอ?!

 

ทำไมล่ะ

 

ปล่อยเงือกลงทะเลก็ไม่ต่างกับปล่อยปลากลับบ้านหรอกนะ

 

เขาเสียเงินมาตั้งเยอะเพื่อจะมาปล่อยผมกลับทะเล?

 

“กระโดดลงไปสิ” แม้จะมีหลายอย่างที่ยังสงสัยแต่พออีกฝ่ายเอื้อมมาหมายจะแตะต้องผมก็รีบกระโดดออกจากโหลลงไปยังทะเลเบื้องหน้าตามสัญชาตญาณ

 

ร่างกายที่ขดอยู่ในโหลแก้วบัดนี้ถูกยืดออกจนสุดตั้งแต่ส่วนแขนที่ยืดยาวออกไปด้านหน้าไปจนถึงส่วนหางอันรายล้อมไปด้วยเกร็ดสีฟ้าอมเขียวที่ขยับเคลื่อนไหวพาทั้งร่างดำลงไปใต้ผืนน้ำ ว่ายวนเพื่อให้ร่างกายหายเกร็งได้สักพักจึงโผล่ขึ้นไปมองยังจุดเดิมที่กระโดดลงมาทว่าร่างของชายที่น่าจะยืนอยู่กลับหายไปซะแล้ว

 

นี่ปล่อยผมไปจริงๆ น่ะเหรอ

 

งั้นผมไปจริงๆ นะ

 

มันไม่ใช่ความผิดผมที่หนีไปนะ ก็เขาปล่อยผมมาเอง

 

ปกติไม่มีทางที่จะคิดว่าไม่หนีอยู่แล้วนี่นา อย่างตอนปล่อยปลาคงไม่มีใครหวังให้ปลาที่ปล่อยว่ายกลับมาหาหรอกใช่ไหม ร้อยทั้งร้อยปลานั่นก็ต้องว่ายไปหาอิสระภาพอยู่แล้ว...ตัวผมเองก็เป็นครึ่งปลาเพราะงั้นจึงคิดไม่ต่างกัน

 

ในเมื่อได้โอกาสหนีจะปล่อยไปได้ยังไงล่ะ

 

เมื่อตัดสินใจได้ผมไม่รอช้ามุดลงไปใต้น้ำ สะบัดครีบบริเวณปลายหางเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนตัว บริเวณนี้ถูกขนาบข้างด้วยโขดหินสูง ทางจะออกไปสู่ท้องทะเลจึงมีเพียงทางเดียวคือตรงออกไปให้พ้นแนวหินนี่ ทว่าในจังหวะที่พุ่งตัวออกไปร่างผมกลับกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างอย่างจัง

 

โป๊ก!

 

“โอ๊ย!...” ผมถึงกับอุทานออกมาใต้น้ำ มือทั้งสองข้างยกขึ้นมากุมส่วนหัวที่ชนอะไรบางอย่างด้วยความเจ็บปวด  ก่อนหน้าโดนจับมาก็กระแทกโดนหัวไปทีนึงแล้ว ยิ่งโดนมาซ้ำก็ยิ่งรู้สึกเจ็บ

 

ผมคงไม่กลายเป็นเงือกคนแรกที่สมองเสื่อมหรอกใช่ไหม

 

ลูบหัวระงับความเจ็บอยู่สักพักใหญ่ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นผมจึงดึงสติกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบันอันน่าฉงน ตรงหน้าผมไม่ได้โขดหินหรือกำแพงอะไรกันอยู่ มองจากตรงนี้สามารถเห็นภาพของท้องทะเลเบื้องหน้าได้แต่พอลองเอื้อมมืออกไปกลับสัมผัสถูกของแข็งขวางกั้นไว้

 

ให้เดาคงเป็นกระจก แล้วไม่ใช่กระจกธรรมดาแต่เป็นกระจกหนาที่ขวางยาวตั้งแต่โขดหินสูงฝั่งขวาไปจนถึงโขดหินฝั่งซ้าย ไม่มีจุดใดให้หนีออกไปได้กระทั่งด้านบนที่ถึงจะเปิดโล่งแต่หากมองดีๆ จะเห็นได้ว่ากระจกใสนั่นอยู่สูงขึ้นไปราวกับได้คำนวณไว้แล้วว่าด้วยแรงดีดตัวของเงือกไม่สามารถกระโดดผ่านไปได้

 

ตอนแรกนึกว่าจะถูกปล่อยแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

 

นี่มันการกักขังชัดๆ

 

คนคนนั้นไม่คิดจะปล่อยผมหนีไปตั้งแต่แรก เขาเลยไม่สนใจว่าผมจะว่ายออกไปไกลแค่ไหนเพราะรู้ดีว่ายังไงก็ไม่อาจว่ายกลับไปสู่ทะเลได้

 

ถึงจะมีช่องว่างเล็กๆ ให้น้ำไหลผ่านได้แต่ขนาดของมันแค่ยื่นมือออกไปได้ก็นับว่าเก่งแล้ว

 

ผมได้แต่ว่ายวนไปวนมาอยู่หน้ากระจกหนาตรงหน้าสักพักใหญ่ก่อนจะตัดใจเรื่องที่จะหนี ในเมื่อถูกกันทางไว้ขนาดนี้คงจะหนีไม่ได้ง่ายๆ แต่ยังไงผมก็ยังว่าตัวเองโชคดีอยู่ที่อย่างน้อยก็ได้มีพื้นที่ให้ว่ายน้ำอยู่ค่อนข้างกว้าง กะจากสายตาก็หลายร้อยเมตรได้...

 

“โอ๊ะ! นั่นอะไร” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมหรี่ลงยามมองเห็นแสงบางอย่างที่สะท้อนมาจากด้านใต้น้ำซึ่งไม่น่าจะมีอะไรอยู่นอกจากโขดหินใต้บ้านเดี่ยวชั้นเดียวด้านบนนั่น

 

ด้วยความมอยากรู้อยากเห็นปนสงสัยทำให้ผมลองว่ายเข้าไปใกล้ก่อนจะต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงกลับภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า ผมกล้าบอกเลยว่าหากผมไม่ได้เป็นเงือกคงสำลักน้ำไปแล้ว

 

นี่มันอะไรกันเนี่ย?!

 

อยากจะตะโกนประโยคนั้นให้ดังก้องไปทั้งทะเลซะเหลือเกิน เพียงแค่กำแพงกระจกที่ขวางกั้นผมกับทะเลไว้ก็มากพอจะทำให้ผมอึ้งกับวิวัฒนาการเทคโนโลยีของมนุษย์ได้แล้วแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของผมนี่มันเกินกว่าจะเอ่ยคำใดๆ ออกมาได้

 

ไม่อยากเชื่อว่าด้านใต้ของตัวบ้านจะถูกทำเป็นชั้นใต้ดินขนาดใหญ่หลายชั้น โดยมองจากฝั่งที่ผมกำลังว่ายทั้งชั้นและห้องเหล่านั้นถูกกั้นด้วยกระจกแผ่นยักษ์ซึ่งสามารถมองเห็นข้าวของด้านในได้แทบทุกอย่างในห้องที่อยู่ติดกับกำแพงกระจก อย่างห้องที่ผมกำลังเข้าไปมองใกล้ๆ ด้วยความสนใจเหมือนจะเป็นห้องนอนเพราะมีเตียงขนาดใหญ่หันข้างตั้งอยู่ติดกับกระจก

 

แค่มีชั้นใต้ดินอยู่ใต้ทะเลยังไม่น่าตกใจเท่าช่องทางทรงกระบอกที่เป็นเหมือนหลอดแก้วขนาดพอจะให้ผมว่ายเข้าไปด้านในได้แต่เพราะห้องนั่นปิดไฟอยู่ผมจึงไม่เสี่ยงที่จะเข้าไป

 

ช่องนี่คืออะไร

 

จะบอกว่าผมที่พวกขี้ระแวงก็คงใช่

 

การจะทำให้ผมเชื่อใจได้นั้นไม่ง่ายเลย

 

ระหว่างกำลังคิดหลายๆ อยู่ในหัวไฟจากด้านล่างของห้องนอนลงไปอีกชั้นก็ถูกเปิด แสงสว่างนั้นเรียกผมให้ดำลงไปมองว่าเกิดอะไรขึ้นซึ่งสิ่งแรกที่ผมเห็นคือร่างของชายที่ประมูลตัวผมมายืนอยู่หน้ากระจกโดยดวงตาสีเทาอ่อนนั่นเงยขึ้นมามองผมที่กำลังว่ายลงไป

 

คงเป็นเพราะไฟในห้องสว่างผมจึงสามารถเห็นภาพรวมทุกอย่างภายในห้องได้ ในห้องนี้ก็มีช่องทรงกระบอกทอดยาวเข้าไปด้านในเหมือนกับห้องนอนเมื่อครู่...ช่องทางนั้นลากยาวตั้งแต่ตรงที่ผมกำลังอยู่เชื่อมต่อไปจนถึงใจกลางห้องโดยเป็นทางคล้ายรางน้ำ จุดสิ้นสุดหรือบริเวณปลายทางนั้นถูกสร้างเป็นสระทรงกลมมีก้อนหินสี่เหลี่ยมวางอยู่ตรงกลาง

 

ทั้งกำแพงกระจกกั้นไม่ให้ออกทะเล ทั้งทางน้ำในทุกห้องคล้ายจะถูกสร้างมาเพื่อให้เงือกว่ายผ่านเข้าไปในแต่ละห้องได้ตามใจ ทุกอย่างที่ได้เห็นต่างพาไปยังข้อสรุปเดียว...

 

ผมไม่อยากจะคิดแบบนี้หรอกนะแต่มันไม่สามารถคิดเป็นอย่างอื่นได้แล้ว

 

ที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผม!

 

เพื่อสิ่งมีใต้น้ำอย่างพวกเรา

 

ราวกับอีกฝ่ายรู้ว่าวันหนึ่งผมจะต้องมาอยู่ในนี้

 

“...” ภายในใจมีความสงสัยอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด แม้จะอยากถามเพื่อไขข้อข้องใจแต่ผมเลือกที่จะเงียบก่อนว่ายเข้าไปหาและประสานดวงตากับอีกฝ่ายตรงๆ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ไม่ได้หลบสายตาแต่อย่างใด

 

ชายคนนี้แผ่บรรยายกาศอันตรายออกมาแต่ผมกลับรู้สึกว่าภายใต้บรรยากาศไม่เป็นมิตรนั่นมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แน่นอนว่าอะไรบางอย่างนั้นผมไม่รู้ว่าคืออะไร ผมอาจอ่านบรรยากาศได้แต่ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่อยู่ลึกไปกว่านั้นได้

 

อีกอย่างเจอกันยังไม่ถึงวันจะให้เข้าใจตัวตนของเขาก็คงไม่ใช่

 

ดวงตาของพวกเราประสานกันอยู่นานมาก...นานจนผมต้องเป็นฝ่ายเบนสายตาหนีก่อนความรู้สึกแปลกๆ ในอกนี่จะรุนแรงขึ้น

 

พอผมละสายตาอีกฝ่ายก็เปลี่ยนท่าที ร่างที่ยืนนิ่งหันหลังกลับแล้วเดินออกจากห้องไปปล่อยผมทิ้งไว้ตามลำพังพร้อมกับไฟในห้องที่เปิดสว่างไว้

 

คำพูดแรกที่ผุดเข้ามาในหัวผมคือ...

 

‘มนุษย์คนนี้มันอะไรกันเนี่ย!’

 

พูดก็ไม่พูด เอาแต่มอง แถมมองเสร็จก็เดินออกไปอีก!

 

“...ชักหิวแล้วสิ” ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมาใช้หัวระดมความคิดอย่างหนักมาตลอดก็เป็นเรื่องปกติที่เมื่อใช้สมองเยอะๆ ก็ส่งผลต่อความหิวในกระเพราะ

 

นี่เขาคงไม่คิดว่าเงือกเป็นสัตว์ที่อยู่ได้ด้วยการกินแพงต้อนที่ลอยมากับน้ำทะเลหรอกนะ

 

ผมจะได้กินใช่ไหม...อาหารน่ะ

 

ตลอดหลายวันที่โดนจับมาผมไม่ได้กินอะไรลงท้องเลย

 

บ่นไปก็เท่านั้นในเมื่อเจ้าของบ้านไม่อยู่ฟัง ถึงจะอยู่เขาคงได้ยินคำบ่นในใจของผมหรอก...ทั้งที่คิดว่าจะหาโอกาสลองชิมอาหารของมนุษย์หน่อยแท้ๆ แต่ตอนนี้จะอะไรก็ได้ขอแค่กินได้และกิ่มท้องก็พอ

 

จะสาหร่ายหรือปลาผมกินหมดแหละวินาทีนี้

 

ว่ายวนไปมาอย่างกระสับกระส่ายเพราะท้องหิวสักพักประตูห้องก็เปิดอ้าออกพร้อมร่างของชายคนเดิม เพิ่มเติมคือในมือนั้นมีถาดที่ด้านบนมีชามและแก้วน้ำอยู่ หากไม่ติดว่าตรงนี้มีกระจกขั้นผมจะกระโดดตัวลอยใช้หางตบหน้าอีกฝ่ายสุดแรงข้อหามากินยั่วให้เงือกที่กำลังหิวโซเห็น!

 

จะไปกินก็ไปกินที่อื่นสิ!

 

จะมากินให้ผมเห็นเพื่ออะไร!

 

ผมส่งสายตาเคืองๆ ปนหงุดหงิดผสมความไม่พอใจไปให้คนที่อยู่อีกฝากของกำแพง แต่แล้วคนคนนั้นกลับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งคล้ายจะสื่อมาว่าทำหน้าประหลาดอะไรก่อนถอดรองเท้าลงมาในรางน้ำบริเวณที่เป็นทรงกลมวางถอดอาหารบนก้อนหินทรงสี่เหลี่ยมแล้วกลับขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง

 

การกระทำนั้นราวกับจะบอกว่าอาหารบนถาดเป็นของผม ถึงจะท้องหิวแต่ผมยังคงไม่ลดความระแวงที่มีอยู่...อาหารนั้นอาจใส่อะไรแปลกๆ ลงไปก็ได้หรืออาจจะแค่หลอกผม ไม่แน่ว่าชามนั้นอาจเป็นชามเปล่า

 

ผมระแวงและคิดมากไปใช่ไหม

 

ตอบเองเลยว่า ใช่!

 

ด้วยความที่ผมมีนิสัยขี้ระแวงอยู่เป็นทุนเดิม พอต้องมาเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นชินอย่างถูกจับเข้าประมูล เจอมนุษย์รวมไปถึงถูกขังให้อยู่ที่นี่ยิ่งพานให้ระดังความระแวดระวังทยานสูงขึ้นไปอีกหลายเท่า ระแวงก็ส่วนหนึ่งหิวก็ส่วนหนึ่ง...พอสองความรู้สึกเริ่มผสมปนเปกันก็ยิ่งรู้สึกหิวขึ้นไปอีก

 

จะยอมเชื่อดูสักครั้งก็ได้มนุษย์

 

ผมคิดพลางขยับตัวว่ายเข้ามาในช่องทรงกระบอกผ่านทางน้ำยาวที่ไร้ซึ่งกระจกกั้นยามเข้ามาด้านในว่ายยาวไปจนถึงตรงกลางที่เป็นสระทรงกลม มีก้อนหินตั้งอยู่ตรงกลาง เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มของผมค่อยๆ โผล่พ้นเหนือน้ำตามมาด้วยดวงตาและริมฝีปากตามลำดับ

 

ทุกการกระทำของผมเต็มไปด้วยความระแวดระวังอย่างตอนโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำสิ่งแรกที่มองคือชายคนนั้นที่ยืนถัดไปอีกไม่ไกลนักกำลังมองมาทางนี้อยู่ ผมใช้ก้อนหินตรงกลางเป็นเกราะกำบังขณะมองดูของในชามที่เป็นเส้นสีเหลืองนวลขดไปมาแล้วมีน้ำสีสาวกับเนื้ออะไรสักอย่างราดอยู่ด้านบน

 

กลิ่นหอมละมุลที่อบอวนอยู่ในชามพานให้เผลอสูดดมไปพักใหญ่ก่อนจะเริ่มลงมือกิน ส้อมที่อยู่ด้านข้างถูกผมหยิบขึ้นมาใช้ตักเส้นนั่นหมายจะตักเข้าปากแต่เส้นนั้นกลับลื่นไหลลงไปอยู่ในชามตามเดิมซึ่งผมไม่ยอมแพ้พยายามตักครั้งแล้วครั้งเล่าแต่เส้นก็ล่วงตกลงไปในชามตลอด

 

“หึ...” เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง

 

“...” ผมถึงกับเม้มปากแน่นด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะความอับอาย

 

ผมกำลังถูกทรมานชัดๆ

 

นี่ต้องเป็นแผนการอันแยบยลที่เอาอาหารมาให้แต่ไม่ยอมให้ผมได้กิน!

 

ถ้าเป็นแบบนี้ผมคงต้องไม่ทางเลือกนอกจากยกชามกับใช้มือแล้ว

 

ยังไงก็ต้องได้กิน ผมไม่ยอมหน้าแตกหรืออับอายอีกแน่!

 

“ม้วนเส้นก่อนยกขึ้นสิ” คำพูดของอีกฝ่ายดังขึ้นก่อนผมจะเลิกใช้ส้อมแล้วใช้มือกินแทน ที่อาณาจักรผมก็มีทั้งส้อมและช้อนแต่ไม่มีอาหารที่เป็นเส้นแบบนี้เลยไม่รู้วิธีกิน

 

ม้วน?

 

ผมก้มลงมองเส้นในชามก่อนจะใช้ส้อมปักลงไปแล้วม้วนตามที่อีกฝ่ายบอก พอม้วนแล้วยกขึ้นน่าตกใจมากที่เส้นกลับติดส้อมขึ้นมา อยากจะส่งเสียงชัยโยแต่ก็ต้องกลั้นไว้แล้วอ้าปากเอาอาหารมนุษย์คำแรกเข้าปาก

 

รสหวานอ่อนๆ อมเค็มนิดๆ กับความละมุลที่มาพร้อมกับความกรึบของเส้นทำเอาผมถึงกับตาลุกวาวด้วยความตกตะลึงในรสชาติอันแสนอร่อยภายในปากนี้

 

“อร่อยจัง...อุ๊บ!” ผมแทบจะตะครุบปากตัวเองเอาไว้ไม่ทันเมื่อเผลอหลุดปากพูดออกไป

 

เสียงของเงือกนั้นไพรเราะและดึงดูดมนุษย์ให้เข้ามาหาซึ่งอาจนำมาซึ่งอันตรายดังนั้นห้ามให้มนุษย์ได้ยินเสียงเป็นอันขาด

 

คำพูดของท่านพ่อลอยเข้ามาในหัวพร้อมกับคำขอโทษมากมายจากผมที่ลอยตามสายน้ำไป

 

เพราะความอร่อยของอาหารนี่แท้ๆ ผมเลยหลุดพูดออกไปเลยเห็นไหม

 

ทำไมต้องอร่อยด้วยเนี่ย!

 

ในเมื่อไม่รู้จะไปลงหรือระบายกับใคร ความรู้สึกทุกอย่างจึงไปลงกับชามอาหารตรงหน้า แม้จะบ่นไปขนาดไหนมือผมก็ยังไม่หยุดม้วนเส้นเข้าปากไปเรื่อยๆ

 

เคยได้ยินมาว่ามนุษย์ได้ยินเสียงของเงือกจะพากันเดินเข้ามาหาด้วยความหลงใหลแต่เหมือนชายคนนี้จะไม่เป็นแบบนั้น นอกจากยืนมองนิ่งๆ อยู่ท่าเดิมแล้วก็มีเพียงรอยยิ้มมุมปากบางๆ ที่หากไม่มองดีๆ คงไม่เห็นแค่นั้นเอง

 

หรือว่าเรื่องเสียงจะไม่จริง

 

นั่นแปลว่าผมสามารถพูดได้เหรอ

 

ไม่สิ อย่าเพิ่งด่วนตันสินใจไปมันอาจมีอะไรที่มากกว่านั้น

 

ใช้เวลาไม่กี่นาทีอาหารในชามก็หมดเกลี้ยงชนิดที่ว่าไม่ต้องล้างน้ำสามารถเอาชามเข้าตู้เก็บได้เลย ผมไม่เคยกินอะไรที่มีรสชาติแบบนี้มาก่อน อาหารในอาณาจักรผมส่วนมากจะมีรสจืดไม่ก็รสชาติคงเดิมของวัตถุดิบนั้นๆ อย่างพวกปลาหรือสาหร่าย ไม่มีที่รสชาติแบบนี้

 

อร่อย...อร่อยมาก

 

อยากกินอีกจัง

 

อย่าโลภมากสิตัวผม

 

กึก!

 

เสียงก้าวเดินที่ตรงเข้ามาหาทำให้ผมรีบมุดร่างลงไปใต้น้ำอย่างรวดเร็ว ผมมองอีกฝ่ายก้าวลงมาหยิบถาดแล้วกลับขึ้นไปด้านบนด้วยความรู้สึกไม่สู้ดีนัก ทั้งที่เขาเอาอาหารแสนอร่อยมาให้แต่นอกจากจะไม่ขอบคุณแล้วยังว่ายหนีอีกต่างหาก

 

ทั้งมารยาท ทั้งกาลเทศะ ได้คะแนนติดลบเต็มๆ แถมยังมีความรู้สึกผิดตามมาอีก

 

จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้

 

“นะ...นี่” ผมโผล่หน้าขึ้นไปเหนือน้ำพร้อมส่งเสียงเรียกคนที่กำลังจะเปิดประตูออกไป ร่างของอีกฝ่ายชะงักก่อนจะหันกลับมามองผมคล้ายไม่เชื่อสายตาตัวเอง

 

เขาคงไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงผมอีกละมั้ง

 

“อะไร” อีกฝ่ายถามกลับ

 

“...ขอบคุณนะ” แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่ผมก็มั่นใจว่าเขาน่าจะรับรู้ได้

 

ดวงตาสีเทาอ่อนของเขาประสานมายังดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมนิ่งๆ ก่อนนัยตานั้นจะสั่นระริกและทอประกายด้วยความรู้สึกที่ผมไม่อาจเข้าใจ

 

ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ผมก็รู้สึกราวกับเคยสบดวงตาคู่นี้มาก่อน

..................................................

สวัสดีค่ะ

มาต่อกันกับตอนแรก

คิดว่าคงมีหลายคนที่ชอบแนวเงือกไม่น้อย

เราวางเรื่องให้เป็นแฟนตาซีในยุคปัจจุบัน

พระเอกของเรานั้นทุกคนคงเดาได้ว่าเป็นเด็กในตอนนั้นแต่เหมือนนายเอกเราจะแค่คุ้นๆ เท่านั้นเอง 555

ก็ผ่านมานับสิบปีเลยนี่นะ

เราชอบความที่พระเอกทุ่มทุนออกแบบสร้างบ้านเพื่อรอรับนายเอกมาอยู่ด้วยที่สุด

นี่คือการสร้างบ้านเพื่อกักขังกันชัดๆ

หวังว่าทุกคนเองก็จะชอบนะคะ

ขอฝากผลงานใหม่ของเราด้วย

ขอแจ้งอีกครั้งว่าเราจะอัพเรื่องนี้อาทิตย์ละครั้งนะคะ เนื่องจากแต่งตุนไว้ไม่มากกลัวลงเยอะๆ แล้วจะแต่งไม่ทัน

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น