email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Please 7

คำค้น : Please nanaกะหอยทาก คุณหมอ หมอ แพทย์ น่ารัก อบอุ่นละมุน ใส่ใจ หวาน ฟินจิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มิ.ย. 2562 01:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Please 7
แบบอักษร

 Please 7 

 

 

               “ก็เป็นแฟนกัน คบกันอยู่ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะทำให้พี่สาวเราเสียใจเพราะพี่คงไม่มีทางทำให้เจ้าของหัวใจตัวเองเจ็บ” หลังประโยคนั้นของพี่วันทุกคนเอาแต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม มองฉันกับพี่วันแปลกๆไม่ใช่แค่พนักงานที่ร้านดอกไม้นะ ที่ร้านกาแฟของพี่วันก็เหมือนกันพวกเขาเอาแต่ยิ้มแซวฉันไม่หยุดเวลาที่เข้าไปร้านพี่วัน

                “พรุ่งนี้พี่ทำงานไหมคะ” หลังจากทานมื้อเที่ยงแต่พวกเราทานบ่ายแก่ๆพี่วันก็ถูกฉันบังคับให้กลับไปที่บ้านตัวเอง ฉันเองก็เกรงใจเขาที่มาอยู่ช่วยตั้งแต่เช้าวันนี้เขาหยุดฉันก็อยากให้เขาได้นอนพักบ้าง

                “ไม่ครับ หยุดสองวัน”

                “พี่ไปพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวตอนเย็นหนูจะไปเรียก”

                “ไม่ไปกับพี่เหรอ”

                “ไม่ค่ะ หนูต้องดูร้าน พี่ไปพักก่อนนะเดี๋ยวหนูไปเรียกนะคะ”

                “ก็ได้ครับ” พี่วันยกมือลูบผมเบาๆก่อนจะกดริมฝีปากลงบนหน้าผากแช่ทิ้งไว้

                “ไปพักได้แล้ว” ฉันว่าอายๆ เล่นจูบหน้าร้านขนาดนี้ไม่ให้อายได้ยังไงกันล่ะ ฉันมองตามร่างสูงก่อนจะเดินกลับเข้ามาทำงานในร้านต่อและแน่นอนว่าคนฝั่งฉันก็ยังแซวให้ได้เขินทุกสิบนาที เราใช้ช่วงเวลาหลังจากทานข้าวเสร็จไปจนถึงช่วงเย็นในการดูแลลูกค้าที่ทยอยเข้าร้านอย่างไม่ขาดสาย หนึ่งทุ่มพี่โพสออกไปซื้อของมาทำชาบูเราเริ่มทยอยปิดร้านดาวและเฟื่องเตรียมอุปกรณ์ส่วนฉันน่ะเหรอ

                “เดี๋ยวพี่มานะ ไปตามหมอวันก่อน”

                “แหม อย่าตามนานนะคะ ชาบูหมดไม่รู้ด้วยนะ”

                “ดาว แซวทั้งวันแล้วเหนื่อยเขิน พอ” ฉันว่าพรางยกมือกุมหน้าตัวเองที่ร้านผ่าวนี่ด้วย

                “ฮาๆๆ พี่วิวน่ารักอ่า” ดาวบอกเพ้อๆ

                “ตลกแล้ว เตรียมของไปก่อนนะเดี๋ยวรีบกลับมาช่วย”

                “ค่า”

                ร้านกาแฟของพี่วันยังเปิดให้บริการเมื่อเปิดประตูร้านเข้าไปพนักงานก็หันมามองเป็นตาเดียว มาบ่อยก็ใช่ว่าฉันจะชินเสียหน่อย

                “สวัสดีครับพี่วิว คุณหมออยู่ข้างบนนะครับ” รอยยิ้มกรุ้มกริ่มนั้นทำให้ฉันรีบพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินเข้าไปยังหลังร้านแล้วเดินขึ้นบันไดที่มีป้ายส่วนบุคคลแขวนไว้ ชั้นสองของร้านจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของหมอวันซึ่งไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไป ชั้นสองตกแต่งด้วยสีดำสลับขาวผนังสีขาวโซฟาและเฟอร์นิเจอร์ล้วนเป็นสีดำฉันเดินตามทางเดินไปยังประตูห้องนอนของพี่วัน เคาะสองทีก็แล้ว สามทีก็แล้วความเงียบที่สัมผัสได้ทำให้ค่อยๆเปิดประตูเข้าไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ห้องที่มืดเกือบสนิทมีแสงไฟสลับจากห้องน้ำส่องให้เห็นทางเดิน ร่างสูงนอนอยู่บนเตียงเครื่องปรับอากาศก็ยังทำงานทำให้ภายในห้องนอนนี้เย็นสบาย

                “พี่วัน พี่คะ”

                “หือ?” ร่างสูงครางรับอย่างงัวเงีย ตาคมหรี่มองเมื่อเห็นว่าเป็นฉันแขนยาวก็รั้งให้ฉันล้มตัวนอนบนเตียงของเขาทันที

                “พี่คะ”

                “ครับ”

                “ไปทานมื้อเย็นกัน จะสองทุ่มแล้วนะ” ฉันเอ่ยชวนคนที่เพิ่งตื่นนอน แต่ร่างสูงยังคงงัวเงียมึนๆ ท่อนแขนที่กอดฉันก็กระชับรัดแน่นขึ้น

                “พี่ง่วง” เกือบห้านาทีพี่วันถึงได้เอ่ยบอก ลมหายใจร้อนๆที่เป่ารดซอกคอยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆในช่องท้อง พี่วันกดริมฝีปากร้อนลงบนท้ายทอยย้ำๆก่อนจะผละออกห่าง

                “นอนนิ่งเลย” พี่วันว่าขำๆ ฉันเองก็เพิ่งนึกได้ว่าทำตัวไม่น่ารักโดยนอนนิ่งๆให้พี่วันจูบอย่างง่ายดาย

                “ปล่อยเลยค่ะ จะลงไปทานข้าวแล้ว” ฉันดันท่อนแขนที่โอบตัวเองอยู่ออก

                “ไม่งอนน่า เดี๋ยวรอไปพร้อมกัน พี่ขอล้างหน้าก่อน” พี่วันจูบลงบนแก้มเบาๆหนึ่งทีแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ฉันเองก็เลือกที่จะขยับนั่งบนเตียงแล้วเดินดูของในห้องพี่วันรอ หนังสือเกี่ยวกับการรักษาคนไข้ถูกวางเรียงไว้ในตู้อย่างเป็นระเบียบ ข้างๆกันนั้นยังมีรูปครอบครัวพี่วันแขวนอยู่รวมถึงรูปฉัน อ่า พอเจอแบบนี้กับตัวเองก็เขินเหมือนกันแฮะ มันจะมีสักกี่คนล่ะที่เอารูปแฟนมาแขวนไว้ในห้อง ไหนจะด้านนอกที่แบ่งเป็นส่วนของห้องครัวและห้องนั่งเล่นก็ยังมีรูปคู่เราวางอยู่

                “เสร็จแล้วครับ” พี่วันเดินออกจากห้องน้ำผ้าเช็ดตัวผืนเล็กที่ถูกนำมาซับหน้าถูกโยนลงตะกร้าผ้าอย่างไม่ใยดี เสื้อยืดสีเข้มถูกถอดออกผ่านทางศีรษะและที่สำคัญเขากำลังถอดเสื้อต่อหน้าฉันนะ อายกันบ้างสิ!

                “หน้าแดงอีกแล้ว” พี่วันกระเซ้าเสียงหวาน แต่ก็ไม่ได้เข้ามาวอแวอะไรมากนักเพราะเขาเองก็รู้ว่าฉันขี้เขินมากขนาดไหน

                “วิว มานี่หน่อยครับ” พี่วันกวักมือเรียกให้เดินเข้าไปหา ลังเลใจอยู่นานกว่าจะตัดสินใจเดินเข้าใกล้ร่างสูงที่กำลังจ้องฉันด้วยสายตาเอ็นดู

                “สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะครับ” เมื่อเข้าไปใกล้ท่อนแขนยาวก็ยกโอบกอดฉันไว้โยกตัวไปมาเบาๆมือหนาเอื้อมมาจับมือฉันไว้พรางบีบเบาๆ

                “อ๊ะ” ฉันร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อจู่ๆก็รู้สึกถึงโลหะเย็นที่นิ้วมือ

                “หึหึ น่ารักอีกแล้วนะ” พี่วันกระซิบเสียงเบาก่อนจะกดริมฝีปากลงบนหน้าผากฉันแล้วแช่ไว้นานร่วมนาที

                “ปะ ไปทานมื้อเย็นกัน” พี่วันประคองฉันที่เดินลงจากชั้นสองของร้านเขา แหวนใช่ไหม เมื่อกี้เขาสวมแหวนให้ฉันใช่ไหม ฉันถามตัวเองวนเวียนอยู่ในใจจนเผลอทำหน้าเอ๋อให้อีกฝ่ายได้หัวเราะ

                “มันคือแหวนครับ ขอจองไว้ก่อนนะขอเก็บตังค์ก่อนแล้วจะขอแต่งงานนะครับ” พี่วันยกมือลูบผมฉันอีกครั้ง ฮื่อ!! ทำไมต้องมองฉันด้วยสายตาเอ็นดูขนาดนั้นด้วยฉันเองก็เขินเหมือนกันนะ

                “พี่วิว! เสร็จแล้วนะทานชาบูกัน”

                “อ๋อ อื้อ ทานเลยๆ” ฉันทิ้งเรื่องแหวนไว้ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาดาว เฟื่องแล้วก็พี่โพสที่กำลังจัดเตรียมวัตถุดิบชาบูอยู่ในห้องทานข้าวของร้าน

                “คุณหมอนั่งเลยนะคะ”

                “มีอะไรให้หมอช่วยไหมครับ” พี่วันถามกลับ

                “ไม่มีค่ะ คุณหมอนั่งรอเลยเดี๋ยวไปเอาแก้วน้ำก่อนนะคะ” พี่วันพยักหน้ารับก่อนจะยิ้มบางๆส่งให้ดาวก่อนจะหันกลับมาวอแวกับฉันต่อ มือร้อนยังกุมมือฉันไว้สลับกับวางที่ต้นขาฉันอย่างที่เขาชอบทำเวลาที่หวงฉันตอนใส่ชุดสั้น

                “วันนี้นอนไหน”

                “นอนที่บ้านหนูไงคะ” ฉันตอบกลับอย่างใสซื่อ พี่วันยิ้มขำอีกแล้วล่ะ ทำไมล่ะฉันก็นอนบ้านฉันไงมันก็ถูกแล้วนี่

                “ก็ได้ๆ บ้านหนูนะครับ”

 

                Wan Talk

                แต่ละวันของผมกับน้องผ่านไปอย่างเรียบง่ายผมมาทำงานน้องก็ทำงานอยู่ร้านถ้ามีเวรบ่ายเสร็จแล้วผมก็รีบกลับเพื่อที่จะได้ไปนอนเป็นเพื่อนน้อง แต่วันไหนที่มันจำเป็นผมก็จะบังคับน้องให้มานอนด้วยกันแต่คนดื้อก็ยังเป็นคนดื้อชอบบอกว่านอนหลับโดยที่ไม่ฝันแน่นอนแต่พอเอาเข้าจริงก็ยังเป็นเหมือนเดิม ตอนนี้ผมกับน้องคบกันมาสักพักใหญ่ๆแล้วนะก็ปีนิดๆแล้วล่ะแต่ชวนไปบ้านน้องก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมไปพอได้เจอกับเพื่อนน้องก็เลยรู้ว่าน้องทั้งกลัวทั้งกังวลผมเลยไม่อยากบังคับน้องค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า

                “เป็นอะไรนั่งทำหน้าเครียด” เสียงยียวนกวนประสาทลอยมาจากหมอปราบเพื่อนสนิทในกลุ่มผม ตอนนี้เกือบบ่ายสองแล้วล่ะเป็นช่วงเวลาพักเที่ยงของเราเหล่าคุณหมอแต่ตั้งแต่ที่พักมาผมส่งไลน์หาน้องเป็นสิบๆข้อความแต่น้องก็ยังเงียบไม่เคยตอบ ตั้งแต่คบกันมาน้องตอบไลน์ผมไม่ถึงสองครั้งโซเชียลอื่นๆนี่ไม่ต้องพูดถึงผมส่องทุกวันแต่ก็ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวนอกจากรูปที่เพื่อนหรือน้องในร้านแท็กมา จะให้เจ้าตัวโพสเองเหรอไม่มีทางเชื่อผมสิ ต้องถามว่าน้องโพสสเตตัสในเฟซบุ๊คเป็นหรือยังถึงจะถูก

                “น้องไม่ตอบไลน์เลยว่ะ โทรหาก็ไม่รับ” ผมรู้ว่าน้องคงจะยุ่งๆกับงานที่ร้านแต่แวะมารับโทรศัพท์ให้ผมได้ชื่นใจบ้างสิ

                “น้องยุ่งอยู่ไหมล่ะ”

                “น่าจะใช่”

                “แล้วน้องเป็นยังไงบ้างช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอเลย”

                “ก็เหมือนเดิม นอนกับเพื่อนหลับแล้วก็ฝันแต่เวลานอนด้วยกันน้องไม่ฝันหลับสนิท...”

                “เคยเจอน้องก่อนหน้านี้ไหม” เคยเจอไหมเหรอ?

                “อือ เจอตอนเป็นอินเทิร์นน้องประสบอุบัติเหตุวันนั้นกูเดินผ่านเห็นน้องร้องไห้คนเดียวเลยเข้าไปนั่งเป็นเพื่อนจนเขาหลับ”

                “อือ เขาเลยจดจำมึงไง มึงอาจจะเป็นที่พึ่งเขาในวันที่เขาไม่มีใครวันที่เขาร้องไห้จนนอนไม่หลับมึงเข้าไปเป็นตัวกระตุ้นให้เขาหลับ เขาเลยจดจำมึงพอเป็นมึงเขาถึงนอนหลับโดยที่ไม่ฝัน”

                “อ่า งั้นเหรอ ทำไมดีใจจัง” ผมยิ้มกว้าง ไม่รู้สิผมรู้สึกว่าผมเป็นคนสำคัญของน้อง

                “แล้วกับน้องถึงไหนแล้ว เห็นแอบตามตั้งหลายปีคบแล้วเมื่อไหร่จะแต่ง”

                “รอน้องพร้อม น้องยังกลัวที่จะไปเจอพ่อกับแม่อยู่เลย” ผมเริ่มเล่าให้เพื่อนฟัง

                “รู้ไหม เขากลัวการสูญเสียนะ เขาพยายามไม่ผูกพันกับใครเพราะคนที่ผ่านการสูญเสียมาและกลัวการที่ต้องสูญเสียไปอีกครั้ง”

                “ขอบคุณนะ”

                “ไม่เป็นไร น้องเหมือนน้องสาวกูที่เสียเลยรักน้องเหมือนน้องแท้ๆกูเลยว่างๆพาน้องมาด้วยนะอยากเลี้ยงขนม”

                “อย่าตามใจน้องเยอะนะบอกเลย ดุก็ไม่หยุดเรื่องขนมหวาน” ผมเริ่มบ่น แต่ก็ยังยิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงใบหน้าหวานดวงตาวาวของน้องตอนที่กินขนมหวาน

                “ฮาๆๆๆ ทำไมบ่นเก่งจังวะ เอางี้พรุ่งนี้ดีไหมหยุดกันหมดนี่ไอ้สิญก็หยุดนัดน้องไปทานข้าวไหม”

                “ขอถามน้องก่อนนะ แต่ก่อนอื่น ให้น้องรับสายกูก่อนเถอะเงียบเหลือเกิน” ปราบหัวเราะอย่างขบขันก่อนจะก้มหน้าทานข้าวตรงหน้า

                “เดี๋ยวก็เลิกงานแล้ว เดี๋ยวค่อยไป”

                “ก็อยากคุยด้วยไง รู้ไหมน้องน่ะแทบจะไม่จับโทรศัพท์เลยระหว่างวัน”

                “คนอื่นเขาเครียดแฟนติดโทรศัพท์เกินไปแต่นี่ไรมาเครียดเพราะน้องไม่เล่นโทรศัพท์” สิญว่าอย่างไม่เข้าใจพร้อมกับส่ายหน้าไปมา

                ผมนั่งจ้องโทรศัพท์สลับกับทานข้าวไปจนเสร็จ ผมเดินไปยังห้องตรวจแต่ก็ต้องหยุดเท้าที่กำลังก้าวเข้าห้องตรวจไปเมื่อมีพยาบาลเดินเร็วๆเข้ามาใกล้พร้อมกับเอ่ยเป็นนัย

                “คุณหมอจะไปห้องฉุกเฉินหน่อยไหมคะ” แม้จะสงสัยแต่ก็ตอบรับแล้วเดินตามพยาบาลคนนั้นไปจนถึงห้องฉุกเฉิน

                “คุณหมอ!” เสียงพนักงานที่ร้านของน้องดังขึ้นหันไปมองก็เจอร่างของดาวและโพสวิ่งเข้ามาหาใบหน้าซีดเซียวของทั้งสองทำเอาผมใจหายสายตาส่องหาน้องทันที

                “พี่วิว พี่วิวฮึก” ดาวร้องไห้สะอื้นตัวโยน แต่ใจผมร้อนรนอย่างกังวล

                “วิวอยู่ไหน”

                “วิวอยู่ในห้องฉุกเฉินครับ วิวโดนรถชน”

ความคิดเห็น