ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 17 Looking For You (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 17 Looking For You (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.1k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2558 14:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 17 Looking For You (100%)
แบบอักษร

 

 

 

ตอนที่ 17  looking for you

 

 

                      อากาศเย็นๆหมอกบางๆยามเช้าตรู่ใกล้แอ่งน้ำจืดขนาดใหญ่ทำให้ทุกสรรพสิ่งโดยรอบพากันแตกหน่อกิ่งใบเขียวชะอุ่ม ตอบแทนความเอื้ออาทรของความร่มเย็นที่แผ่รัศมีไปทั่วอาณาเขตกว้างขวาง..........

 

                      สายลมเอื่อยพัดผ่านพื้นน้ำวาวใสให้ไหวเห็นเป็นคลื่นเล็กบาง...........

 

                      หากแต่ความหนาวเย็นนั้นมันไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง........มันแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณอย่างเสมอภาคเท่าๆกัน ....ใครจะดีใจก็ช่าง...จะหนาวยังไงก็ช่าง มันไม่ได้สนใจ คล้ายกับว่าเป็นแค่บททดสอบเล็กๆบทหนึ่ง ให้รู้ถึงภูมิปัญญาของใครหรืออะไรที่จะจัดการปรับตัวกับความหนาวเย็นแบบมันยังไงก็เท่านั้นเอง.............

 

                     แน่นอนตลอดทั่วทั้งบริเวณที่ว่านั้นรวมไปถึงเคบินหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆริมฝั่งน้ำหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน.......

 

                    กิ่งสนต้นใหญ่ไหวน้อยๆตามแรงพัด พาเอาความเย็นเบาๆแทรกเข้ากรอบหน้าต่างที่แง้มไว้ครึ่งๆ แต่หากลมที่หลุดลอดเข้าไปเพียงน้อยนิดนั้นได้แตะต้องเบาๆกับลำแขนขาวเปล่าเปลือยของสิ่งมีชีวิตข้างใน

 

                   และถ้าความเยือกเย็นที่ว่ามันมีชีวิตหรือเป็นคนที่มีความรู้สึกนึกคิด มันก็คงคิดน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาเพราะดูเหมือนว่าสิ่งมีชีวิตข้างในไม่ได้ต้องการมันเลยแม้แต่นิดเดียว

 

                 “อืมม....” แขนเรียวขาวหดกลับแนบลำตัว คนตัวบางขยับตัวยุกยิกพลางกระเถิบถอยหลังเข้าหาความอบอุ่นอีกอย่างที่ดูเหมือนจะอุ่นกว่าผ้าห่มหนาผืนไหนๆและดูคล้ายกับว่าผ้าห่มดิ้นได้ผืนนี้จะยินดีตอบรับกิริยาน่ารักนั้นโดยอัตโนมัติ

 

                   เอวคอดถูกรั้งจนแผ่นหลังขาวเนียนสนิทแนบกับแผงกล้ามหนาอุ่นๆของคนตัวสูงที่ช้อนกอดจากด้านหลัง......

 

                   เมื่อรู้สึกอุ่นสบายได้ที่ เปลือกตาบอบบางที่ทำท่าจะปิดสนิทเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งเป็นอันต้องเบิกกว้าง เมื่อมืออุ่นใหญ่ของใครบางคนกลับไม่เฉยอย่างที่คิด

 

                  “พอแล้วครับ ขอนอนอีกนิดก่อน!..” เสียงหวานประท้วง อื้อ...ปากอิ่มบางเม้มแน่นพร้อมกับมือขาวไล่ตามทำสงครามยื้อยุดฉุดข้อมือครามไว้ให้อยู่นิ่งๆ

 

                  “ก็นอนสิใครว่าอะไร”

 

                  “ต แต่ อ๊ะ! อ่า....ท ทำแบบนี้ ใครจะหลับได้” ร่างขาวเสียวสะท้านเมื่อเอวบางคอดกิ่วถูกรั้งให้ก้นงอนแนบสนิทกับลำกายแข็งขึงที่ชี้ชันบอกความหมาย

       

                    แต่คนตัวสูงก็ทำคล้ายไม่ได้ยินเสียงปรามนั้น กลับดันหน้าขาแกร่งเบาๆจนเจ้าตัวดีที่กำลังร้อนผ่าวแทรกเข้าหว่างขาเนียนอย่างตั้งใจ

 

                  “ใช่ ใกล้กันขนาดนี้ใครจะมีใจหลับได้ลง นายว่าไหม หือ?” สองลำขานุ่มหรือก็ช่างใจร้าย ขยับดิ้นยุกยิกคล้ายกับปฏิเสธ แต่หารู้ไม่ว่าในกิริยาแบบนั้นมันได้ทำร้ายท่อนลำเนื้อแข็งขึงที่คาไว้อย่างไม่ตั้งใจจนคนที่ช้อนกอดจากด้านหลังกัดฟันคลางฮื้อขนลุกซู่ทั้งตัว

 

                   “ต ตอนนี้ เช้าแล้ว ถ้าเกิด ค ใครมาเรียก...” เจ้าของแผ่นหลังขาวเนียนเริ่มเสียงสั่น ไม่เพียงเท่านั้นกายบางยังเริ่มสั่นขึ้นทีละน้อยเพราะแรงสัมผัสลูบไล้ตรงนั้นตรงนี้จากมือกร้าน

 

                  “ไม่มีใครมีธุระต้องเข้ามาที่นี่!....”

 

                  “ต แต่ถ้าหากตอนนั้นเรากำลัง...?”

 

                   “ ชู่วว์ ไม่ต้องกังวล ไม่มีใครกล้าหรอกน่า หรือถ้ามีใครบังอาจรบกวนเราแต่เช้าขนาดนี้ ฉันจะหยุด ตกลงไหม!”  ร่างเล็กขาวดิ้นพล่านจมที่นอนนุ่ม ลำนิ้วเรียวจิกทึ้งผ้าปูที่นอนกลั้นเสียงครางเมื่อลำคอขาวถูกไชร้ซอนขบกัดจากปากจากลิ้นร้อนชื้นของคนตัวหนาที่กระชับแนบจากด้านหลัง

 

                     มืออุ่นเกี่ยวรั้งเอวบางไว้แน่นพร้อมกับที่พจน์กระดกหน้าขาบดเบียดเสียดไถก้นนุ่มขาวเข้ามาแนบแน่น

 

                    เสียงทุ้มครางลึกในลำคอเมื่อก้นขาวส่ายตอบรับการเสียดไถ ใบหน้าคมยิ้มร้าย มือครามละจากเอวบางวกเข้าลูบไล้หน้าท้องแบนราบเนียนมือก่อนจะเข้ากอบกุมลำเนื้ออ่อนบางสีสดด้านหน้า

 

                    ยิ่งได้เห็นร่างเล็กในอ้อมแขนดิ้นพล่าน คนได้เปรียบตัวโตยิ่งแลบลิ้นเลียปากอย่างกระหาย  มือครามอีกข้างล้วงเข้าลูบชักท่อนลำหนาของตนที่กำลังชี้ตั้งแข็งขึงขมึงเกรียวให้จดจ่อช่องทางสวรรค์ช้าๆ

 

                   พจน์นึกยินที่พาคนตัวขาวมาที่นี่แทนที่จะอยู่ที่บ้านไม้ใหญ่ เพราะแน่ใจว่าไม่มีใครกล้าเข้ามารบ.............

 

                   Rrrrrrrrr!!!!!!

             

                  กวน!!!

 

                  Rrrrrrrrrrr!!!!!

 

                  กำปั้นแข็งฟาดที่นอนนุ่มเสียงดังจนตะวันตกใจ แล้วร่างบางก็ได้สติก่อน รีบผลุงไปหาโทรศัพท์เจ้ากรรมที่กำลังแผดเสียงดังไม่เลือกเวล่ำเวลา

 

                 “คุณภีมครับ” ตะวันบอกแล้วส่งโทรศัพท์ให้พจน์ก่อนจะผละตัวเข้าห้องน้ำ ทำเป็นไม่เห็นตาคมที่มองตามมาอย่างเสียดาย

 

                 “ว่า?....”

 

                 (หวัดดีเฮีย ตื่นยัง?)

 

                 “นายมีธุระด่วนอะไรถึงได้โทรมาตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่แบบนี้?”

 

                 (ไก่ยังไม่โห่ที่ไหนนี่มันกี่โมงแล้ว อะไรกันเสียงแบบนั้น นี่ผมคงไม่ได้โทรไปกวนเฮียตอนกำลังจี๋จ๋ากับเลขาหน้าหวานอยู่นะ?)

 

                “ไม่ต้องพูดมาก มีอะไรว่ามา!

 

                (คร๊าบ คร๊าบ ขออภัยที่ข้าน้อยลืมไปว่าเวลาแบบนี้มันเป็นเวลาส่วนตั๊วส่วนตัว แค่จะบอกว่าสองสามวันนี้ผมเอ้าดอร์นะเฮีย ถ้าคุณธิดาเธอโทรปรึกษาเอกสารบางอย่างช่วยอนุมัติแทนผมด้วย)

 

                 “ทำไมนายไม่ทำเอง?”

 

                 (เอาน่า บางทีผมก็จะปิดโทรศัพท์เผื่อติดต่อไม่ได้บ้างสิ ถึงต้องวานเฮียให้ช่วยไง)

 

                  “แล้วตอนนี้นายอยู่ที่ไหน?”

 

                  (ทะเลครับเฮีย ทะเลกว้างๆ โอ๊ะ! แค่นี้นะ เป้าหมายผมเดินออกมาแล้ว บาย)

 

                  ภีมไม่สนใจเสียงของพี่ชายช่วงสุดท้ายที่ดังมาแว่วๆรีบกดปิดโทรศัพท์แล้วเสียบเข้ากระเป๋ากางเกง ตาคมมองเป้าหมายที่ตนอุตส่าห์ถ่อสังขารยอมขับรถคันเก่งมาจากกรุงเทพเพียงเพราะแค่อยากจัดการกับคนเกเรหน้าหวานคนนั้นเท่านั้นเอง

 

                  มือครามหยิบแว่นกันแดดแบรนด์เนมอันใหญ่ขึ้นบังใบหน้า ไหล่หนาอิงต้นมะพร้าวครึ่งๆมองไปยังเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปคนละฟากถนน

 

                  ภีมยิ้ม เสียงทุ้มรำพึงฝากลมไปหาอีกฝ่ายเบาๆ

 

                  “หวัดดีคนสวย”  

 

                  ภีมมองนิ่งไปที่ผมเปียยาวๆของใครบางคนที่ยืนอยู่หน้าซุ้มกาแฟเล็กๆฝั่งตรงข้าม ลูกผมเส้นเล็กๆระแก้มขาวทำให้ภีมรู้สึกหมั่นเขี้ยวจนอยากเดินเข้าไปหาแล้วดึงคนที่ว่าเข้ามาทำอะไรต่อมิอะไรอย่างที่ใจกำลังคิดอยู่ตอนนี้

 

                   แต่พอนึกถึงสุภาษิตที่ว่า อดเปรี้ยวไว้กินหวานทำให้ร่างสูงขยับตัวออกจากตำแหน่งที่ยืนอยู่เดินไปขึ้นพอร์ชเคย์แมนคันเก่งอีกคันที่จอดไว้ แต่ก็ไม่วายหันกลับไปส่งสายตาหมายมาดคาดโทษให้ร่างขาวโดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสรู้ตัวเลยแม้แต่นิด

 

                    มือหนาได้รูปบังคับสปอร์ตคันหรูสองประตูสีเทาที่นานๆจะเอาออกมาขับที ผิดกับเจ้าแลมโบคันเก่งที่ใช้ประจำอีกคัน

 

                    Rrrrrr!!!!!

 

                   ตาคมเหลือบมองชื่อที่โชว์หราบนหน้าจอก่อนที่นิ้วเรียวได้รูปจะกดรับแล้ววางเครื่องมือสื่อสารสมรรถนะสูงไว้บนตัก

 

                   “คอยเดี๋ยว กำลังไป”

 

                   “ครับท่าน ว่าแต่ว่าท่านจะรับของเช้าที่ห้องเลยไหมครับ ผมจะได้ให้พ่อครัวจัดเตรียม.....”

 

                   “กาแฟดำก็พอ จะอาบน้ำแล้วจะไปที่ท่าเรือเลย ทุกอย่างเตรียมหมดแล้วใช่ไหม?”

 

                    “ที่ท่านสั่งไว้เรียบร้อยทุกอย่างครับ”

 

                    “ดี อีกไม่กี่นาทีคงถึง เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

 

                     “ครับท่าน”

 

                    ภีมยิ้มอย่างนึกสนุกเมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนได้วางแผนไว้ ปลายนิ้วเรียวกดปิดการสนทนาแล้วโยนโทรศัพท์ไว้เบาะข้างๆ แต่แล้วก็ต้องเอื้อมมือหนาหยิบโทรศัพท์กลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

 

                    ทำไมนะเหรอ?

 

                    Rrrrrr!!!........

 

                   “ครับคุณพี่” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง ผิดกับเสียงทุ้มอีกเสียงของปลายสายที่ถามกลับมาเสียงนิ่ง

 

                    (อธิบายมา!)

 

                   “อธิบาย? อธิบายไรครับท่าน?” ภีมอมยิ้มถามกลับยียวน พลางเอื้อมมือหยิบเครื่องมือสื่อสารขนาดจิ๋วประสิทธิภาพเยี่ยมมาเสียบหูเพราะคิดว่าคงได้คุยกันยาวละแบบนี้

 

                    (ไม่ต้องมาเล่นลิ้น ยังดังไม่พอหรือไงถึงได้หาเรื่องลงหน้าหนึ่ง?)

 

                   “โธ่พี่ แค่เรื่องมันบังเอิ้ญบังเอิญก็แค่นั้น ผมไม่ได้ตั้งใจ” ภีมอธิบายกับปลายสายพร้อมกับที่ชะลอรถเพราะรถคันหน้าจอดสัญญาณไฟเหลือง

 

                    (ไม่ได้ตั้งใจของนาย กอดเอวนางแน่นขนาดนั้น เสียดายว่ะ นักข่าวไม่ถ่ายให้เห็นหน้าคนที่นายกอด อยากเห็นหน้าซะหน่อย คนเก่าหรือเปล่า?)

 

                    “ไม่ใช่คนนั้น คนนั้นเลิกกันไปตั้งนานแล้ว”

 

                     (อ่า? แล้วไปไงมาไงถึงสะเพร่าให้นักข่าวจับภาพนายในที่แบบนั้นได้วะ? ไม่พาไปที่ลับตาคนหน่อยแล้วค่อยนัวเนีย)

 

                    “ไม่ใช่นะ ภาพที่ลงข่าวน่ะมันไม่ใช่อย่างที่พี่คิด ผมโดนแกล้ง”

 

                    (อ่อ โดนแกล้งแบบไหนวะ นายกอดเอวเขาแน่นขนาดนั้น แถมไม่ได้มีภาพเดียวด้วย โอ้โฮเฮะ! )  ภีมกลอกตาพลางถอนใจเพราะเสียงพจน์พึมพำคุยกับใครบางคนซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นใคร

 

                     “นั่นแหละ ภาพที่เห็นมันไม่ใช่อย่างที่คิด”

 

                     (ก็คงยากนะถ้าไม่ให้คิด เพราะลักษณะของนายมันทั้งกอดเขา รูปนี้จูบ ดูมือแล้วรูปนี้คงกำลังลูบแน่ๆ และรูปเล็กๆตรงมุมนี้ก็คงจะเป็นคละ.....)

 

                     “พอ พอ พอ ไม่ต้องอธิบายก็ได้ ผมรู้แล้ว”

 

                     (เสียดายผมบังไว้เห็นไม่ชัด แต่คงจะสวยน่าดู)

 

                     “พี่รู้ได้ไง?” ภีมขมวดคิ้วพลางหมุนพวงมาลัยรถเข้าจอดตรงช่องจอดสำหรับ VIP

 

                     (เอ้า! ก็ลงขนาดนายลืมตัวกอดเขาไม่แคร์ชาวบ้านได้ขนาดนี้นะ คนนี้คงไม่ธรรมดา)

 

                    “ครับ ไม่ธรรมดา”  แถมยังแสบสะเด็ดเผ็ดลิ้นเล่นเอาทำตัวไม่ถูกเลยละ ประโยคหลังภีมไม่ได้บอกพจน์ แต่ทั้งสองก็คุยกันอีกหลายประโยคก่อนจะวางสายกัน

 

                     ร่างสูงสง่าในชุดลำลองง่ายๆยืนกอดอกพิงผนังลิฟท์ส่วนตัวไม่ถึงสิบวิก็ถึงห้องสวีทชุดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างดี สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เป็นห้องที่วิวสวยที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับพักยามว่างหรือมาพักยามที่ต้องมาดูตรวจงานสมกับตำแหน่งที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันง่ายๆว่า เจ้าของโรงแรมหรูริมทะเลแห่งนี้

 

 

                     ใบหน้าหล่อคมเงยขึ้นรับน้ำจากฝักบัว ในหัวพลันนึกถึงเรื่องราวที่พจน์พึ่งถามไป............

 

 

                     ..........เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

 

 

                     “ท่านค่ะ คนของรูมม์มาขอเข้าพบค่ะ เห็นว่ามีเรื่องสำคัญมากจะเรียนให้ทราบ” เสียงของคุณธิดาดังขึ้นปลุกคนที่นั่งจ้องปาร์กเกอร์ด้ามทองในมือนิ่งมาซักพักหลังจากที่ก่อนหน้านั้นก็อ่านและเซ็นต์เอกสารที่กองตรงหน้าจนมือหงิกตาลาย

 

                     “เชิญ” ปลายนิ้วเรียวละจากปุ่มอินเตอร์คอม หมุนเก้าอี้ตัวใหญ่หันหลังให้ประตู หูได้ยินเสียงสวบสาบเสื้อผ้าของผู้มาใหม่ใกล้เข้ามา แล้วเสียงนั้นก็มาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงาน  แต่ภีมก็รอให้คนที่มาขอพบเอ่ยวาจาก่อน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงเอ่ยไดๆอย่างที่คิด

 

                     1 นาทีผ่านไป ภีมยังนั่งนิ่ง ตาคมกวาดมองวิวมุมสูงผ่านกระจกใสที่กรุจนรอบด้านของชั้นอำนวยการแห่งนี้เฉย.....ผู้เข้ามาใหม่เองก็เงียบกริบ ต่างคนต่างก็รอให้อีกฝ่ายเป็นคนเริ่มก่อน

 

                     จวบจนหลายนาทีผ่านไป ไม่แน่ใจว่าห้าหรือสิบนาที แต่สุดท้ายร่างสูงก็หมุนเก้าอี้ทำงานบุหนังหนานุ่มตัวใหญ่ หวังแค่จะมองหน้าแขกที่มาขอพบเพียงเพราะอยากรู้ว่าเป็นใครถึงได้ทำให้ภีมคิ้วกระตุกได้แบบนี้

 

                    “สวัสดีครับท่าน” ทันทีที่ร่างหนาหันมาเสียงหวานของผู้มาใหม่ก็เอ่ยทักทันทีอย่างนอบน้อม หากแต่คนฟังกลับรู้สึกถึงน้ำเสียงที่แฝงด้วยความประชดประชันแนบมาเล็กๆ

 

                    “ทิวา” ใบหน้าคมยิ้มอย่างยินดี ผุดลุกขึ้นหมายจะเดินเข้ามาหาร่างบางที่ถวิลหาอยู่ทุกลมหายใจ แต่ร่างหนาก็เป็นอันต้องชะงักค้างเมื่อเสียงหวานเอ่ยประโยคต่อมา

 

                     “ผมต้องขอประทานโทษที่ไม่ได้นัดท่านไว้ล่วงหน้า ทำให้ท่านต้องเสียเวลางานมาคุยเรื่องไร้สาระกับผมในวันนี้!...

 

                    “นั่งก่อนสิ แล้วทำไมต้องพูดเป็นทางการขนาดนั้น?” คิ้วหนาขมวดมุ่นงุนงงกับท่าทีของร่างขาวตรงหน้า

 

                    “ไม่ได้หรอกครับ ผมกับท่านอยู่คนละระดับ จะให้พูดจาสนิทสนมเหมือนเพื่อนผมคงทำไม่ได้!..”

 

                     “แต่เราเป็นมากกว่าเพื่อนนายจำไม่ได้หรือไง?” ภีมยิ้มยียวนแถมยังทำหน้าเจ้าเล่ห์จนอีกคนแก้มเริ่มเห่อแดง เท่านั้นยังไม่พอ

 

                     “ไม่ได้เจอกันตั้งเกือบเดือนนายคงจะลืมไปสินะ ไปหาที่ทำงานทีไรก็ไม่เจอ โทรไปก็ไม่รับแถมยังตัดสายไปดื้อๆ ไปที่บ้านก็หลบหน้าหลบตา เห็นทีต้องรื้อฟื้นความทรงจำซะหน่อยท่าจะดี”

 

                     “หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามา!...” มือขาวยกขึ้นราวยังกับปางห้ามญาติ แถมยังถอยไม่เป็นกระบวนเมื่อร่างสูงทำท่าจะลุกขึ้นเดินเข้ามาหาคนตัวบางอย่างที่พูด

 

                     “ทำไม?” คนตัวหนาชะงักค้างอย่างนั้นจนน่าขำแต่ทิวาไม่ขำด้วย

 

                     “ยังจะมาถามอีกว่าทำไม วันนี้ผมมาทำงานนะครับ ไม่ได้มาด้วยเรื่องส่วนตัว”

 

                     “แล้วมันต่างกันตรงไหน นายจะมาเรื่องงานหรือจะมาด้วยเรื่องส่วนตัวยังไงก็คนๆเดียวกัน คุยทั้งสองอย่างพร้อมกันเลยก็ได้”

 

                    “ไม่ได้ครับ วันนี้ผมมาในนามของบริษัท ไม่ได้มาคุยเรื่องไร้สาระแบบนั้น”

 

                   “ไร้สาระงั้นเหรอ?...” ร่างสูงพึมพำเบาๆ ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้แล้วเอนหลังลงพิงพนักช้าๆประสานมือไว้ที่หน้าตัก ตาคมกริบเพียรมองสบตาหวานที่เอาแต่เสหลบ ผมเปียยาวยุ่งน้อยๆเพราะคงใส่หมวกกันน็อคมา ในมือหอบม้วนกระดาษม้วนใหญ่หลายม้วนไว้ในอ้อมแขน เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนพับแขนขึ้น ชายเสื้อสอดเข้าในกางเกงยีนส์สีจางขาดๆพับชายขึ้นจนเห็นถุงเท้ากับรองเท้าผ้าใบสีสะอาด

 

                    “ถ้าจะคุยเรื่องงานก็ไม่นั่งซะก่อนล่ะ” ปลายนิ้วเรียวสวยอย่างคนที่เคยจับแต่ปากกาผายเชิญ แต่หน้าขาวกลับส่ายตอบทันทีทันได

 

                     “ไม่เป็นไรครับไม่ต้องนั่งก็ได้ ผมคุยไม่นานแล้วก็จะไป”

 

                     “เอางั้นก็ได้ ตามใจนาย งั้นว่ามาจะคุยเรื่องอะไร?” มือหนากลับมาประสานไว้บนหน้าตักอีกครั้ง แถมคนที่นั่งฟังยังยกขาขึ้นไขว่ห้างเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ทิ้งสายตาคมกวาดมองคนตัวบางอย่างมีความหมายตั้งแต่หัวจรดเท้า ผิดกับอีกคนที่ถูกจ้องลมหายใจสะดุดพลางกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคออย่างฝืด

 

                     “ที่ผมมาวันนี้แค่จะมาแนะนำให้ท่านเปลี่ยนบริษัทออกแบบเรือนแก้วใหม่ดีกว่าไหมครับ ผมมีรายชื่อบริษัทรับออกแบบและตกแต่งที่มีบุคลากรที่มีความสามารถไม่แพ้ที่รูมม์เลย บางบริษัทถึงจะเป็นบริษัทที่พึ่งเปิดตัวใหม่ ท่านอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักดีนัก แต่มันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะดูแล้วตั้งแต่รูมม์ออกแบบเรือนแก้วให้กับท่าน ท่านคงไม่ชอบสไตล์ของรูมม์ เดี๋ยวแก้ตรงนั้น เปลี่ยนตรงนี้อยู่เรื่อย...” ปฏิกิริยาของร่างสูงทำเอาทิวานิ่งอยู่ชั่วครู่จึง

 

                     “ทางรูมม์จึงเห็นว่าท่านอาจจะยังไปค่อยพอใจการทำงานหรือสไตล์การออกแบบของรูมม์นัก เพราะฉะนั้นเปลี่ยนบริษัทออกแบบเรือนแก้วใหม่เถอะครับ บางที...”

 

                     “ยังยืนยันเจตนาเดิม!..” จู่ๆเสียงทุ้มก็ขัดขึ้นกลางปล้องทำเอาทิวาถามกลับเสียงดัง

 

                      “ครับ!?” ทิวาเริ่มงง  “ท ท่านจะไม่ลองเปลี่ยนบริษัทใหม่หน่อยเหรอครับ...อาจจะถูกใจ”

 

                     “ทำอย่างที่บอก ไม่เปลี่ยนบริษัท และยังยืนยันว่าเป็นรูมม์เหมือนเดิม” ภีมบอกแล้วเลิกคิ้วกวนๆ มองแก้มเนียนที่เริ่มแดงน้อยอย่างนึกสนุก

 

                     “ถ้ายังยืนยันที่จะให้รูมม์ออกแบบให้ แต่พอออกแบบให้แล้วตกแต่งให้แล้ว กลับไม่พอใจอยู่นั่นละให้แก้ใหม่อยู่นั่นละ ทำไม เดี๋ยวเปลี่ยนนั่น เดี๋ยวเปลี่ยนนี่ล่ะเพราะอะไร?”

 

                     “แต่งหลายๆแบบสิสนุกดี” เสียงทุ้มบอกออกมาง่ายๆแต่หารู้ไม่ว่าเล่นเอาคนฟังเดือดปุดๆ

 

                     “อะไรนะ สนุกงั้นเหรอ? แล้วไอ้ที่แสดงความจำนงไป สีนั้นก็ไม่ชอบ สีนี้ไม่ถูกโฉลก แบบนี้ก็ไม่เอา แบบนั้นก็ไม่ได้ให้แก้ใหม่หมดหมายความว่าแค่สนุกๆงั้นเหรอ?”

 

                     “อือฮึ! ได้เห็นเรือนแก้วแต่งหลายๆแบบ และจะให้แต่งอย่างงี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้แบบที่ถูกใจจริงๆ” ภีมยิ้มหวานให้คนตัวบาง แล้วก็ยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นปากอิ่มเม้มแน่นอย่างขัดใจ

 

                     “ขอโทษทีเถอะครับคุณชาย ถึงท่านจะมีเงินถุงเงินถังเป็นร้อยล้านพันล้าน อยากจะผลาญเงินเล่นเป็นงานอดิเรกก็เชิญท่านไปคนเดียวเถอะครับ แต่พวกผมยังต้องกระเสือกกระสนทำงานหัวไม่ได้วางหางไม่ได้เว้น งานล้นมือแต่ละวันแทบไม่มีเวลาหายใจ แล้วผมอยากจะบอกอะไรให้อย่างนะครับคุณชาย ถ้าอยากตกแต่งเรือนแก้วแบบที่ถูกใจนักละก็ ผมขอเสนอแนะว่าต้องแบบนี้เลย.....”

 

                     สิ้นเสียงหวานเท่านั้นม้วนกระดาษหลายม้วนที่หอบไว้เต็มอ้อมแขนก็ถูกทุ่มโครมลงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ บางส่วนหล่นลงบนพื้นพรมหนานุ่ม แต่ที่แน่ๆม้วนกระดาษหลายม้วนมันได้ระเห็จขึ้นไปกองบนหน้าตักของคนที่นั่งเอกเขนกสบายอารมณ์อย่างเต็มที่ เรียกได้ว่ารดหัวลงมาเลยทีเดียว

 

                     “เชิญทำเองตกแต่งเองชื่นชมเอาเองเลยครับท่าน จะได้ถูกใจซะที ไม่ต้องมาเดือดร้อนชาวบ้าน!” ทิวาเดือดซะยิ่งกว่าเดือดเพราะไม่เคยเจอคนที่ไร้สาระเท่านี้มาก่อน ว่าแล้วหน้าหวานก็สะบัดหนี ร่างบางจ้ำพรวดๆเกือบเป็นวิ่งหมายจะออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด หวังแค่จะไปให้พ้นจากคนใจร้ายเท่านั้น

 

                      แต่ก็น่าเจ็บใจที่ขาสั้นนัก มันสั้นกว่าอีกคนที่แค่ลุกพรวดจากโต๊ะทำงานก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ทันคว้าหางเปียยาวๆไว้ได้ก่อนที่มือบางจะทันเอื้อมเปิดประตู

 

                     “โอ๊ย!?....” หน้าหวานแหงนหงายพร้อมกับมือบางยกขึ้นกุมหัวตัวเองไว้แน่นเมื่อหนังศีรษะถูกกระตุกแรงจนเกือบหงายหลัง อารมณ์เดือดที่มีอยู่ก่อนหน้าบวกอารมณ์โมโหที่โดนกระตุกหางเปียสุดที่รัก ทำให้คนตัวบางกำหมัดแน่นหันขวับไปหมายจะเสยเอาหน้าหล่อๆให้หายแค้นที่บังอาจมาดึงผมตน

 

                     “โอ๊ย!...” กำปั้นเล็กถูกสกัดไว้ด้วยมือที่ใหญ่กว่าก่อนจะโดนอีกฝ่ายใช้แรงที่เหนือกว่าพับแขนเล็กไปข้างหลังจนร่างบางตัวแอ่น

 

                     “ปล่อย!...” ร่างขาวดิ้นอย่างโมโห ก่อนจะตาโตเมื่อกระเป๋าที่สะพายไหล่ไว้ถูกมือหนาดึงออกพร้อมกับที่มือบางอีกข้างก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก

 

                     “ปล่อยนะ เจ็บ....อื๊ออ!!?.....”  เสียงหวานที่กำลังจะเอ่ยวาจาเป็นอันต้องเงียบกริบเมื่อถูกปิดสนิทด้วยริมฝีปากร้อนผ่าว แผ่นหลังบางแนบไปกับประตูทางออก ข้อมือบางถูกมือที่หนากว่าจับไพล้หลังไว้ทั้งสองข้าง ลำขาเรียวถ่างออกกว้างเพราะแรงเบียดจากคนตัวหนาที่โถมเข้ากกกอดจนร่างบางทรงตัวไม่อยู่

 

                     ริมฝีปากหนาบดเบียดจนปากบางทนไม่ไหวต้องเผยอให้อีกฝ่ายที่เอาแต่ใจกว่าแทรกปลายลิ้นอุ่นเข้าคลุกเคล้าล้อเล่นก่อนที่คนตัวบางจะหลับตาปี๋เมื่อจูบที่คนตัวหนามอบให้คราวนี้ดูดดื่มราวจะสูบวิญญาณออกจากร่างกระนั้น

 

                    “นายยังไม่รู้ใช่ไหมว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร!....” ภีมพูดพร้อมกับกระตุกเน็กไทด์ออกจากคอทำเอาทิวาตาโตพร้อมกับดิ้นเต็มแรง

 

                      “ปล่อยนะ อย่าทำแบบนี้!.....” มือบางทั้งสองข้างพยายามดึงออกช่วยตัวเอง แต่ดูเหมือนจะยากเย็นเหลือเกินเพราะกำลังของอีกฝ่ายที่เหนือกว่าเห็นๆ ก่อนที่คนตัวเล็กกว่าจะร้องเสียงหลงเมื่อเห็นร่างสูงย่อตัวลง

 

                      “ไอ้บ้า จะทำอะไร ปล่อยเดี๋ยวนี้นะโว๊ย!..”

 

                      “พูดไม่เพราะแบบนี้มันน่าเอาบู่ล้างปาก” ภีมบอกพร้อมกับเดินไปที่อินเตอร์คอมอย่างไม่เดือดร้อนทั้งๆที่มีคนตัวบางถีบแข้งถีบขาดิ้นกระแด่วอยู่บนบ่ากว้าง

 

                    “คุณธิดา ช่วยเลื่อนนัดของวันนี้ทั้งหมดเป็นพรุ่งนี้บ่าย แล้วอย่าพึ่งให้ใครเข้ามาจนกว่าผมจะอนุญาต”

 

                    “ได้ค่ะท่าน”

 

                     “อีกอย่างผมมีเรื่องต้องปรึกษากับคนของรูมม์ยาวอยู่สักหน่อย ถ้าถึงเวลาเลิกงานแล้วยังไม่เห็นผมออกไปเชิญคุณธิดาเลยนะครับ ไม่ต้องห่วงผมจะอยู่โยงทางนี้เอง”

 

                      “รับทราบค่ะท่าน” แต่ละประโยคสนทนาทำเอาทิวาอ้าปากค้าง

 

                      “ปล่อย ปล่อย ปล่อย” เสียงหวานโวยวายลั่นเมื่อร่างสูงแบกตนเดินตรงไปยังประตูที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับทางขาเข้ามาเมื่อครู่ แต่ภีมกลับไม่ตอบ ยื่นนิ้วกดปุ่มอะไรบางอย่างจนประตูที่ทิวาสงสัยอยู่แต่แรกได้คำตอบในคราวนี้

 

                      “ปล่อย โอ๊ยไอ้บ้า จะพาไปไหน?” คราวนี้ทิวาตะโกนลั่นเมื่อเห็นประตูที่ว่าเป็นอะไร พยายามที่จะถีบขาแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลเมื่อภีมรวบขาเรียวแนบไว้กับอกแน่น ทำได้แต่หัวฟัดหัวเหวี่ยงจนผมเปียห้อยโตงเตง

 

                      ติ๋งงงง......

 

                     ทิวาขนลุกซู่เมื่อได้ยินเสียงลิฟท์ แต่ยังไม่ทันจะได้คิดว่ามันมาตั้งอยู่ตรงนี้ได้ยังไงหรือคิดหาทางออก ให้กับตัวเอง ยังไม่ทันได้เหลียวมองว่ามันเป็นห้องอะไรด้วยซ้ำ ก็ต้องหลับตาปี๋เมื่อรู้สึกว่าถูกเหวี่ยงลงจากที่สูงจนแผ่นหลังบางสัมผัสกับอะไรนุ่มๆ จนวินาทีต่อมาก็รับรู้ได้ว่ามันคืออะไรคนตัวบางพยายามถีบตัวหนีให้เร็วที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ แต่ข้อเท้าเล็กซึ่งก็ไม่รู้ว่ารองเท้าได้หลุดไปตอนไหนถูกมือหนาคว้าไว้แล้วลากกลับเข้ามานอนแอ้งแม้งอยู่กลางเตียงนุ่มอีกครั้ง

 

                     ตาหวานเบิกกว้างตะลึงมองร่างสูงถอดเสื้อสูทราคาแพงเหวี่ยงทิ้งลงข้างเตียงอย่างไม่ใยดี ยังนึกเจ็บใจตัวเองที่มัวแต่อ้าปากค้างไม่หาทางเอาตัวรอดจนเมื่ออีกฝ่ายปลดดุมข้อมือแล้วถลกแขนเสื้อขึ้นลวกๆแล้วก้มหน้าหล่อลงมาใกล้แล้วนั่นแหละจึงได้รู้สึกตัวว่าโง่มาก

 

                    “นี่สำหรับที่พูดไม่เพราะเมื่อกี้!....”

 

 

                      อื๊ออ!!?....” กรามเล็กถูกมือหนาล็อคไว้มั่น เรียวปากนุ่มที่หมายจะเอ่ยวาจาเชือดเฉือนเผยออ้าขึ้นนั้นมันช่างพอเหมาะพอดีกับริมฝีปากอุ่นที่ตามประกบแนบลงหาอย่างหนักหน่วง ลิ้นร้อนชื้นแทรกเข้าเกี่ยวกระหวัดควานหาปลายลิ้นนุ่มสั่นระริก ทั้งดูดทั้งเม้ม ทั้งรัดรึง ขบกัด บดจูบแรงๆจนศีรษะเล็กจมที่นอนนุ่ม

 

                       ทิวาหลับตาปี๋ บิดหน้าให้หลุดจากมือแข็งๆนั้นเต็มแรงก่อนจะโกยลมหายใจเข้าปอดอย่างกระหาย

 

                      “อย่าให้หลุดไปได้นะ จะแก้แค้นให้สาสมเลยไอ้โรคจิตเสียงหวานลอดไรฟันออกมา ปากบางๆบวมเจ่อเพราะแรงบดเบียดเมื่อครู่พร้อมกับจ้องหน้าเจ้าเล่ห์ของคนที่คล่อมอยู่อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

 

                     “ได้เลย ฉันยินดีให้นายมัดมือฉันไว้แล้วจูบแก้แค้นได้ตามใจชอบเลย ให้ตายภีมบอกยิ้มๆแต่ทำเอาคนฟังอ้าปากค้าง

 

 

                    “ไอ้บ้า ใครเขาหมายความว่าอย่างนั้นกัน แก้มัดเดี๋ยวนี้เลย!...

 

                    “เสียใจ อ้อยเข้าปากช้างแล้วเรื่องอะไรจะยอมคายง่ายๆ อย่างน้อยก็ขอชื่นใจซักนิดก่อน

 

 

                    “ฝันไปเถอะ ใครเขาจะยอ อ๊ะ!”  ไอร้อนรินรดข้างแก้มขาว ทิวาหลับตาเบือนหน้าหนีหน้าหล่อที่อยู่ชิด และพยายามกระเถิบตัวหนี แต่คนได้เปรียบกว่ากลับไม่เดือดร้อนค่อยๆคลานตามร่างบางมาเรื่อยๆช้าๆจนในที่สุดศีรษะเล็กๆก็ตกขอบเตียง

 

 

                    “อย่าา!!!...เสียงหวานตะโกนลั่นเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวกดหนักๆบนแก้มใสแล้วนิ่งไว้อย่างนั้น ทำเอาคนที่หลับตาปี๋ใจเต้นตุ่มๆต่อมๆนอนตัวเกร็ง ก่อนที่ตาโตจะเบิกกว้างเมื่อริมฝีปากร้อนๆค่อยและเล็มเข้าหาลำคอขาวที่อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก

 

                   “อ๊า!...ทิวาครางออกมาอย่างลืมตัวก่อนจะกัดปากบางไว้แน่น เมื่อปลายลิ้นร้อนค่อยๆปาดเลียชิมคางเล็กๆราวกับกำลังลิ้มไอศครีมเนื้อนุ่ม  พ พอแล้ว อ๊ะ!...ร่างขาวคอย่นขนลุกไปทั้งตัวก่อนจะดิ้นขลุกขลักเมื่อติ่งหูเล็กถูกฟันคมขบเม้มอย่างมันเขี้ยว

 

 

                   “ภีม อย่าเสียงหวานที่เปร่งออกมานั้นอ่อนแรงเต็มทีแต่มันก็มีผลทำให้ร่างหนาชะงัก ค่อยๆถอนจมูกกับปากออกจากซอกคออุ่น แล้วมองนิ่งไปทั่วหน้าเนียนโดยเฉพาะตาหวานที่เอาแต่เสหลบ จนเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยถาม

 

                   “ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ภีมถามแล้วรอฟัง แต่ทิวากลับหลบตากัดปากบางแน่น เป็นนานก็ไม่มีคำตอบให้จนคนรอฟังชักโมโห 

 

 

                   “ตอบ!!...คราวนี้ภีมก้มลงตวาดใส่หน้าหวานแถมมือหนายังจับไหล่บางกระแทกที่นอน ทำเอาทิวาอ้าปากค้าง มันไม่ได้เจ็บอะไรเลยเพราะที่นอนมันทั้งนุ่มสบายทั้งเด้งดึ๋งดั๋งจนอยากขโมยกลับบ้านดีแท้  แต่พอนึกขึ้นได้ก็ตะโกนใส่หน้าหล่อที่โน้มอยู่ใกล้ๆอย่างโมโหพอกัน

 

                   “ก็เพราะไม่อยากรับไง!

 

                   “ทำไมถึงไม่อยากรับ?” เสียงลอดไรฟันบอกได้ชัดเลยว่าคนพูดโมโหแค่ไหน

 

                   “ก็แล้วทำไมจะต้องคอยรับโทรศัพท์ล่ะ ไม่ได้มีธุระอะไรจะต้องคุยกันแล้วนี่

 

 

                   “ไม่มีอะไรจะต้องคุยกันงั้นเหรอ?” ตาคมฉายแววบอกบางอย่างจนทิวาเห็นแล้วเสียวสันหลังวาบ  “ในเมื่อนายคิดว่าไม่มีอะไรต้องคุย งั้นก็ไม่ต้องคุย...”   ภีมกระซิบบอก คราวนี้ทั้งจมูกทั้งปากกดลงแก้มขาวหนักๆแล้วไถลซุกไซร้ลำคอระหง ปลายนิ้วไต่หากระดุมเม็ดแรกแล้วปลดมันออกก่อนจะตามมาด้วยเม็ดที่สองที่สาม แล้วฝ่ามืออุ่นก็แทรกเข้าปัดผ่านหยุดคลึงเบาๆบนยอดอกที่กำลังชูชันแข็งเป็นไต

 

 

                    “ไม่นะ อย่าทิวาตะโกนลั่น ร่างเล็กดิ้นเต็มแรง พยายามดึงมือที่โดนมัดไพล้หลังออกแต่ก็ไม่เป็นผล ซ้ำร้ายลำขาเรียวที่พยายามจะยกขึ้นถีบกลับโดนปัดทิ้งแล้วขาที่ทั้งหนักทั้งใหญ่กว่าก็กดลงมาทับไว้จนกระดิกแทบไม่ได้

 

                    “ปล่อยย อ๊ะ! ไม่เอาแบบนี้นะ ภีม อย่าทำแบบนี้!ฟันคมขบเม้มปลายคางเรียวแล้วไถลลงหาลานหน้าอกขาวนวลช้าๆ

 

                    “ไม่มีทางเสียงทุ้มตัดบทเสียงอู้อี้ ปลายลิ้นร้อนชื้นปาดเลียดูดชิมจนเกิดรอยชมพูจางไปทั่วบริเวณที่ริมฝีปากอุ่นปัดผ่าน มือหนาสองข้างเลื่อนลงช้าๆ จนเมื่อได้ยินเสียงกริ๊กดังเข้าหูพร้อมกับความโล่งบางอย่างเข้ามาแทนที่ทำเอาทิวาส่ายหน้าตะโกนลั่น

 

                   “ไม่ ไม่ ไม่ ไม่เอานะภีม อย่าทำแบบนี้เลยนะ!ร่างขาวบิดเอวบิดตัวหนีเพื่อช่วยเหลือตัวเอง แต่คนที่ได้เปรียบกว่ากลับแนบลำตัวหนาหนักเข้ากกกอดจนกระชับ พร้อมสอดฝ่ามืออุ่นทั้งสองข้างช้อนต้นคอเรียวแล้วล็อคแก้มนุ่มไว้ไม่ให้เบือนหนี ก่อนที่ใบหน้าคมจะโน้มลงมาใกล้

 

 

                   ใกล้ซะจนหน้าผากแตะกัน.......

 

                   ใกล้จนปลายจมูกรั้นชนกับปลายจมูกโด่งของใบหน้าคมอย่างจงใจ...........

 

                   แล้วคิดว่าจะเหลืออะไร ถ้าริมปากอิ่มใสที่เจ้าของขบไว้อย่างดื้อดึงจะไม่ถูกปลายลิ้นร้อนชื้นปาดเลียเบาๆ ก่อนที่คนตัวใหญ่จะทนไม่ไหว ประกบทาบเรียวปากบางที่อยู่ใกล้แค่ลมหายใจกั้นนั้นหนักๆ ทั้งขบเม้มบนล่างก่อนจะแทรกปลายลิ้นหนาเข้าเกี่ยวพันดูดลิ้นนุ่มนิ่มอย่างเอาแต่ใจ

 

                    “อื๊ออ ออ่า!...เสียงหวานอู้อี้ห้าม ดวงหน้าหวานพยายามพลิกหนีแต่ก็ทำไม่ได้เมื่อฝ่ามือหนาล็อคไว้แน่น จึงทำได้แค่หลับตาสะท้านไปทั้งกายขาวเมื่อจูบที่คนตัวหนามอบให้ในครานี้ทั้งดูดดื่ม หนักหน่วง กลืนกินราวกับจะสูบวิญญาณให้ออกจากร่างกระนั้น

 

                     หัวเข่าเล็กทั้งสองข้างชันขึ้นหวังจะใช้เท้ายันกายหนาหนักของคนข้างบนให้ออกห่าง แต่กลับกลายเป็นว่าร่างสูงใช้จังหวะนั้นแทรกลำขาแกร่งเข้าเกี่ยวพันจนตอนนี้ไม่รู้ขาใครเป็นขาใคร

 

                    เสียงครางกระเส่าพร่าของใครบางคนดังขึ้นเบาๆ เอวเล็กบางถูกลำแขนหนาสอดเข้ากอดช้าๆ จนเมื่อเวลาผ่านไปสักพักทิวาก็รู้สึกว่าข้อมือทั้งสองข้างค่อยๆคลายความแน่นลงจึงได้ดึงมือออกมาได้ในที่สุด

 

                    “พอแล้ว!!คนตัวเล็กบอกพร้อมกับยกมือเรียวยึดคางสากๆแล้วยันไว้แต่ก็หามีผลอะไรไม่ เมื่อคนตัวใหญ่เองก็มีตั้งสองมือ จับข้อมือเล็กกดแนบกับที่นอนนุ่มพร้อมประสานฝ่ามือหนายึดไว้มั่น เท่านั้นก็เป็นอันเรียบร้อย

 

                    “ยัง!

 

                    “ต แต่ ต้องกลับไปทำงาน อื๊อ!....หน้าหวานเอียงหลบริมฝีปากอุ่นที่ตามพรมจุมพิตไปทั่วแก้มนุ่ม ปลายคางมน ลำคอขาวแล้วคราวนี้ลิ้นร้อนชื้นดูเหมือนจะมีเป้าหมายใหม่ที่อยู่ไม่ไกลนัก

 

                    “ภีม อย่า...ฝ่ามือเล็กพยายามดึงและหาโอกาสบิดให้หลุดจากฝ่ามือหนาแต่ก็ดูเหมือนว่าจะเหนื่อยเปล่าเพราะคนที่กำลังมัวเมาอยู่กับปลายยอดอกสีกุหลาบกับเนื้อขาวไม่มีทีท่าว่าจะเผลอให้เล่นงานเลยแม้แต่น้อย  ร่างขาวซะอีกที่ดูเหมือนจะอ่อนแรงลงทุกวินาทีที่ริมฝีปากร้อนผ่าวปัดผ่านไปทั่วอย่างตั้งใจ

 

                    ปากบางอิ่มเผยออ้าอย่างลืมตัวก่อนที่เจ้าของจะขบไว้แน่นเพื่อกลั้นเสียงครางที่คอยจะหลุดออกมาให้ได้อายอยู่เรื่อย ลมหายใจที่เคยปกติดีคราวนี้มันสะดุดขาดเป็นห้วง บวกกับก้อนเนื้อน้อยด้านซ้ายที่ทำท่าจะเต้นผิดปกติตามไปด้วย

 

                    “อ๊า!..พ พอแล้ว อย่า...ลำตัวขาวบิดหนีจนหน้าหงาย เข่าสองข้างชันขึ้นเมื่อลิ้นร้อนปาดไปทั่วแอ่งสะดือเล็กแล้วเม้มหนักๆ เสียงหวานเอ่ยห้ามเสียงขาดกระท่อนกระแท่นแต่ร่างสูงก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอยู่แค่นั้น นึกชอบจะอีกที่ลำขาเรียวยกขึ้นถูไถเสียดสีลำตัวหนาหนักของตน เดี๋ยวแอ่นเข้าหาเดี๋ยวก็ถอยหนี เดี๋ยวลำขาเรียวก็ยกขึ้นพาดเอวแกร่งของคนที่อยู่ด้านบนอย่างที่ไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้

 

                     มือหนาละจากนิ้วเรียวที่ประสานไว้ไปดึงเชิ้ตสีอ่อนออกจากไหล่เนียนลงมาในชั่วพริบตา แถมกางเกงยีนส์หลวมๆก็ถูกกระตุกออกจากสะโพกและลำขาขาวอย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วย เล่นเอาเจ้าของเสื้อโมโหตัวเองที่มัวแต่ตะลึงอ้าปากค้างจนคว้าอะไรไว้ไม่ทันซักอย่าง

 

                    ภีมดึงหมอนนุ่มที่คนตัวเล็กเหวี่ยงมาเป็นอันดับแรกทิ้ง จากนั้นหมอนใบที่สองก็ถูกประเคนลงทั้งบนหัวทั้งใบหน้าคมจนดังป๊าบๆ แต่ก็หาได้มีผลต่อร่างสูงไม่เพราะความนุ่มที่ไม่อาจใช้เป็นอาวุธได้นั่นเอง

 

 

                   หลังจากที่ฝ่ายหนึ่งเอาแต่ปัดป้องและอีกฝ่ายหนึ่งระบายอารมณ์โกรธออกมาพอหอมปากหอมคอ ข้อเท้าเล็กก็ถูกมือกร้านกระตุกดึงจนร่างขาวเสียหลักหงายหลัง แล้วในพริบตาเดียวนั้นเองก็กลับเข้าไปอยู่ใต้ร่างหนาอีกครั้ง ผิดกันก็แต่คราวนี้คนที่เสียเปรียบนอนหงายตาโตซะยิ่งกว่าไข่ห่าน เพราะนอกจากจะรู้สึกตัวว่าร่างทั้งร่างตอนนี้มีแค่กางเกงในสีขาวแค่ตัวเดียวแล้ว ตาหวานยังประจักษ์ชัดอีกว่าคนที่คล่อมอยู่ด้านบนนั้นก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก

 

                     “หมดเวลา....

 

                     “เวลงเวลาอะไรเล่า ปล่อยสิ...ปล่อย.....มือขาวยกขึ้นดันแผงอกหนาเปล่าเปลือยที่แนบลงมา บวกกับยังต้องเอียงหน้าหลบทั้งปากทั้งจมูกโด่งที่แนบลงแก้มขาวทางซ้ายทีทางขวาที ช่างเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาสวัสดิภาพตัวเองที่ทุลักทุเลสิ้นดี

 

                      “บอกให้ปล่อยก็ปล่อยซิ มากักไว้อย่างนี้มันผิดนะรู้ไหม คนนะไม่ใช่หมาไม่ใช่แมวจะได้อยากกอดก็กอดอยากจูบก็ลากมาจูบได้ง่ายๆ!

 

                      “น่านะ นิดเดียวเอง ไม่คิดถึงกันเลยเหรอ?”

 

                      “ใครจะไปคิดถึง!...หน้าขาวผงกขึ้นบอกเสียงดังก่อนจะหงายหลังลงไปใหม่เพราะขยับได้แค่นั้น

 

                      “ว้า เห็นมาหาไอ้เราก็หลงดีใจว่าเขาคิดถึงซะอีก.....”  ภีมบอกพร้อมกับโน้มตัวลงจนใกล้แล้วกระซิบเสียงเบาแต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรามารื้อฟื้นความหลังกัน คราวนี้จะทำให้นายคิดถึงมันจนลืมไม่ลงเลยละ!...”

 

                      “ไม่เอานะ” กำปั้นขาวทุบปั๊กๆทั้งดันทั้งผลักแต่ไหล่หนาก็ไม่มีทีท่าว่าจะสะทกสะท้านหรือถอยห่างเลยแม้แต่น้อย หนักเข้าคนเสียเปรียบที่นอนหงายก็ชักโมโห ผงกศีรษะขึ้นซบไหล่แข็งแล้วงับเอาจนเต็มเขี้ยว

 

                     “อ๊ากกกก!?....” เสียงที่ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดดังลั่นคงไม่ต้องบอกว่าของใคร ฝ่ามือหนายันที่นอนเพื่อจะผละออก แต่คราวนี้ทิวาซะอีกที่เป็นฝ่ายไม่ยอม แขนขาวคล้องต้นคอหนาแถมลำขาเรียวทั้งสองข้างยังยกขึ้นเกี่ยวสะโพกแกร่งแล้วขัดข้อเท้าล็อคไว้แน่นชนิดที่กาวตราช้างยังอาย

 

                     เขี้ยวเล็กๆที่งับไหล่หนาไว้คายออกเมื่อได้กลิ้นคาวเลือด แต่แล้วร่างสูงก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเป็นครั้งที่สองเพราะไหล่อีกข้างถูกฟันคมงับเข้าอีกครั้งเต็มแรงเพราะไม่ทันระวังว่าตนจะถูกเล่นงานเอาแบบนี้

 

                      มือหนาผละจากที่ใช้ทรงตัวยกขึ้นยันหน้าผากแล้วกดลงแนบที่นอนนุ่มเต็มแรงนั่นแหละ ไหล่หนาจึงได้เป็นอิสระจากฟันคมๆของอีกฝ่ายได้

 

                      คราวนี้ต่างฝ่ายต่างก็เห็นสภาพของกันและกันชัด.............

 

                      คนข้างใต้หน้าแดงปากแดงนอนหงายหายใจหอบมองสบตาคมอย่างโกรธๆ พอๆกับคนที่คล่อมอยู่ด้านบนก็หายใจหอบและคงจะโมโหมากพอๆกัน

 

 

                      ข้อมือเล็กทั้งสองข้างถูกมือหนายึดไว้แน่นอีกครั้ง............

 

                      ต่างก็มองกันไปมองกันมาอย่างไร้คำพูดอยู่หลายวินาที............

 

                     แต่แล้วตาโตต้องเบิกกว้างเมื่อร่างสูงยิ้มให้ ไม่มีทีท่าว่าจะโกรธเลยซักนิดและยังไม่ทันที่จะเข้าใจความหมายของยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งมานั้น ร่างบางก็ถูกมือหนาจับพลิกให้นอนคว่ำและพริบตาเดียวกันนั้นเองลำตัวหนักๆก็แนบตามลงกอดไว้กระชับ ผิดกันก็แต่คราวนี้คนตัวบางไม่มีโอกาสทำร้ายหรือเล่นงานอีกฝ่ายได้เลย อย่าว่าแต่ถีบเลยแค่ผลักยังทำได้แค่คิด

 

                      “ปล่อย!....”

 

 

                       “จะรีบไปไหน...อยู่ด้วยกันก่อน” ริมฝีปากกับลมหายใจร้อนๆอู้อี้กับต้นคอนุ่มแถมยังเผื่อแผ่ขบเม้มติ่งหูเล็กๆที่อยู่ไม่ห่างเล่นเอาคอขาวๆย่นหนีพัลวัน

 

                       “ธุระไม่ใช่ ปล่อยเดี๋ยวนี้!...”

 

                       “อย่าใจร้ายนักสิ ไม่เจอกันตั้งนาน มาแค่นี้ยังไม่หายคิดถึงเลย...”

 

                      “นั่นมันเรื่องของนาย ฉันไม่เกี่ยว”

 

 

                       ไม่เกี่ยวยังไง นายน่ะตัวต้นเหตุเลยละ” ภีมบอกพร้อมกับเพียรหากำไรกับลำคอขาว แก้มหอมนุ่ม ติ่งหูเล็ก พอๆกับท่อนล่างที่บดเบียดก้นงอนจนคนข้างใต้ตาเบิกกว้างรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่แนบตามมาด้วย

 

                       “ไม่เอาแบบนี้นะภีม อย่า!...” ทิวาดิ้นขลุกขลักแถมแก้มเนียนยังร้อนวูบวาบ เมื่อสมองนึกไปไกลถึงเหตุการณ์หวามที่ต่างก็ลืมตัวด้วยกันแล้วทั้งคู่นั้น

 

                       “ขอเถอะนะทิวา คิดถึงนายจะลงแดงตายอยู่แล้ว...” ภีมกระซิบเสียงพร่าทำเอาคนฟังตัวสั่น ก่อนจะกัดปากบางแน่นเมื่อรับรู้ถึงมือหนาที่ล้วงลูบเข้าขอบกางเกงในตัวเล็กผ่านหน้าท้องแบนราบลงช้าๆ

 

                      นิ้วเรียวขาวพยายามยื้อข้อมือหนาแต่ก็หาได้หยุดแรงมือที่เหนือกว่าไว้ได้ไม่ จากที่ดิ้นหนีสุดท้ายก็อ่อนแรงไปทั้งตัวเมื่อฝ่ามือกร้านไม่ปราณี ทั้งลูบทั้งหมุนคลึง บิดน้อยๆทำเอาเจ้าของร่างบางหลังแอ่น

 

 

                     “ภ ภีม! พอ อื้อ!....”  นิ้วเรียวจิกผ้าปูเนื้อนุ่มจนแทบขาด เมื่อสะโพกเล็กถูกรั้งให้นั่งทับหน้าตักกว้างพร้อมกับลำแขนหนากอดเอวเล็กไว้แน่น ริมฝีปากร้อนผ่าวทาบเม้มไปทั่วแผ่นหลังขาวอย่างมัวเมาในรสเสน่หา ณ.เวลานี้ต่อให้ไฟไหม้ตึกหรือใครเอาช้างมาฉุด ก็ไม่อาจหยุดร่างสูงไว้ได้อีกต่อไป

 

                     “อ่า ทิวา...ขอเถอะนะ...”

 

                     “อ๊าา!....” เสียงครางสั่นๆหลุดออกมาเมื่อช่องทางสีชมพูรับรู้ถึงความรู้สึกเหนียวๆเย็นๆก่อนที่มันจะขมิบตอดรัดปลายนิ้วแข็งที่แทรกผ่านรอยจีบนุ่มเข้าไปช้าๆทีละนิ้ว

 

 

                      ทิวาพยายามเอี้ยวตัวดึงขาหนี มือบางป้ายเปะปะมาข้างหลังหวังเพื่อที่จะจับข้อมือหนาดึงออก แต่ต้องเปลี่ยนมายันแผงอกหนาไว้แทน เพราะนิ้วที่สองค่อยๆผ่านช่องทางเข้าไปช้าๆ สุดท้ายร่างบางก็ต้องหอบหายใจสะท้านซุกหน้าลงที่นอนนุ่มอย่างอ่อนแรงเมื่อนิ้วทั้งสามบิดคว้านอยู่ข้างใน

 

                      “อ๊า!...อื้ออออ..”  นิ้วทั้งสิบจิกทึ้งผ้าปูราวกับกะจะให้มันขาดติดมือออกมา หัวเข่าสองข้างคุกลงจนก้นขาวแอ่นขึ้นตามแรงรั้งของฝ่ามือหนาบวกกับแขนแข็งๆที่ล็อกเกี่ยวเอวเล็กไว้แน่น ใบหน้าหวานซุกที่นอนเนื้อนุ่มเพื่อกลั้นเสียงครางไว้ ไม่มีโอกาสได้เห็นว่าเจ้าของใบหน้าหล่อแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกระหาย เมื่อเห็นช่องทางสีชมพูกำลังขมิบตอดนิ้วแกร่งทั้งสามหนุบหนับ

 

                        แล้วถ้าเปลี่ยนจากนิ้วเป็น.............

 

                       ไอ้หน้าหล่อยิ้มร้าย เมื่อเห็นแก้มใสที่กำลังถูไถที่นอนแดงกล่ำ ปากบางอิ่มเดี๋ยวก็กัดเดี๋ยวก็เผยอเผลอครางออกมาอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้  แผ่นหลังขาวบางที่แอ่นอยู่ตรงหน้านี่ก็ช่างขาวเนียนยั่วน้ำลายจนฝ่ายที่มองทนไม่ไหว ก้มหน้าป้ายลิ้นเลียชิมจนเกิดรอยจนถ้วนทั่วเลยไปถึงไหล่บาง ต้นคอขาว มือหนาจับพลิกใบหน้าหวานให้ผินมาก่อนที่คนตัวใหญ่กว่าจะประกบทาบทับริมฝีปากนุ่ม ดูดกลืนขบเม้มเรียวปากอิ่มทั้งบนทั้งล่าง บดขยี้แรงๆแล้วแทรกปลายลิ้นหนาเข้าโพรงปากนุ่มควานหาลิ้นเล็กที่กำลังสั่นระริกเข้ามาเกี่ยวพันอย่างหนักหน่วง

 

                       “อืมม...” เสียงใครบางคนครางออกมาเบาๆอย่างพอใจ ก่อนจะเกิดความโล่งขึ้นกะทันหันจนร่างขาวเกือบล้มพับหมดแรงถ้าไม่มีลำแขนหนาเกี่ยวรั้งเข้ามากอดแนบอกซะก่อน

 

                       เข่าสองข้างของทิวายังถ่างกว้างคุกอยู่กับที่นอน ร่างขาวตกอยู่ในอ้อมกอดของภีมที่คุกเข่าช้อนกอดมาจากด้านหลัง ฝ่ามือหนาลูบไล้สำรวจความนุ่มไปทั่วแผ่นอกบอบบาง หน้าท้องแบนราบขาวเนียนและไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่ความเสียวซ่านบี้คลึงให้กับยอดอกสีกุหลาบทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียมกันทำเอาคนตัวบางบิดเป็นเกรียวดิ้นพล่าน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหลุดไปจากอ้อมแขนแกร่งที่กกกอดนี้ไปได้

 

                      แล้วสุดท้ายร่างสูงก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหว ผลักเบาๆให้คนตัวขาวคุกเข่าลงแล้วแนบร่างหนาเข้าประชิด ปลายหัวใหญ่ป้านที่ทั้งแข็งขึงและร้อนผ่าวมันกำลังผงกหัวหงึกๆจดจ่อช่องทางสีหวาน มือหนาจับมันเกลี่ยปากทางเบาๆแล้วเบียดหน้าขาเข้าหาเป้าหมายช้าๆ

 

                     “อ๊ะ...” สองฝ่ามือหนาประกบบีบก้นนุ่มที่กำลังจะดิ้นหนีไว้แน่น แล้วค่อยๆกระดกหน้าขาให้ปลายป้านผลุบเข้าช่องทางแล้วดึงออก ก่อนที่ภีมจะกระแทกเบาๆให้ลำเนื้อร้อนเข้าไปจนเกือบครึ่งแล้วดึงออกอีกครั้ง

 

                       ทุกจังหวะเบียดแทรกของบางอย่างทำเอาคนตัวบางใจจะขาด

 

 

                       “อ๊า ....อ๊า .....”

 

 

                        วงแหวนนุ่มๆที่กำลังตอดรัดลำเนื้อร้อนผ่าวหนุบหนับทำให้ภีมกัดฟันกระดกหน้าขาอีกครั้งจนมิดด้าม

 

                        “อ๊าาา...”

 

                        “ซี๊ดด....

 

 

 

                        “ท่านครับ กาแฟที่ท่านสั่งไว้ ท่านจะรับที่นี่หรือจะเป็นที่ห้องอาหารดีครับ?”

 

                        ภีมกระพริบตาปริบๆ เห็นร่างสูงๆของผู้จัดการโรงแรมในสูทสีเทากำลังยืนเอามือกุมกันไว้อย่างนอบน้อมก้มลงถามอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

 

 

                       ร่างสูงในชุดปิยาม่าหันซ้ายหันขวาพลางทิ้งหลังลงพิงพนักโซฟาราคาแพงเต็มแรง ก่อนจะเอามือลูบหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

                       บ้าเอ้ย!!!

 

                       ฝัน!.....

                       

                       นี่คิดถึงเขาจนฝันเห็นเหตุการณ์เมื่อตอนเจอกันครั้งหลังสุดเป็นตุเป็นตะขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ยเรา?........

 

                         ชักไม่เข้าท่าแล้วละ เห็นทีต้องตามใครคนนั้นให้รีบมาช่วยแก้ความฝันกันโดยด่วน ต้องแก้ก่อนที่มันจะอาการหนักไปมากกว่านี้

 

                         ภีมคิดพร้อมกับลุกจากโซฟาตัวใหญ่ที่กำลังเอนอยู่ ตาคมมองเมินเบคอนกับไข่ดาวที่จัดไว้อย่างน่ากินบนจานหรูพลางยกกาแฟดำที่คณะผู้จัดการกับพ่อครัวตบเท้านำขึ้นมาเสิร์ฟให้เมื่อครู่ขึ้นจิบ มือหนาเลื่อนประตูกระจกใสเปิดแล้วเดินผ่านออกไปหยุดมองสระว่ายน้ำส่วนตัวหรูหราราคาแพงลิบ เดินเลยไปอีกหน่อยก็จะเป็นเก้าอี้หลายแบบไว้สำหรับพักผ่อน ทั้งแบบเอนและเป็นโต๊ะแบบนั่งสามารถพาครอบครัวหรือใครมาสังสรรค์ได้เป็นสิบๆคน แต่ที่ผ่านมาก็จะมีเพียงพจน์เท่านั้นที่มีสิทธิขึ้นมานั่งคุยกันหรือมาพัก ณ.ชั้นบนสุดของโรงแรมสุดหรูแห่งนี้ได้

 

                       ตาคมกวาดมองไปทั่วอาณาบริเวณของเวิ้งน้ำทะเลกว้างใหญ่ที่เห็นอยู่ลิบๆด้านล่าง เรือยอร์ชหลายลำจอดนิ่งเรียงเป็นแพ บ้างก็ทิ้งสมอลอยลำอยู่กลางทะเลลำใหญ่บ้างลำเล็กบ้าง เพราะนั่นเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ตนกับพจน์ต่อยอดให้มันโตขึ้นอีกหลังจากที่พ่อกับแม่ยกทุกอย่างออกเดินทางท่องเที่ยวกันสองคน ทิ้งให้เด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบบริหารกันเอง แถมยังฝากข้อความสั้นๆไว้อีกว่า

 

                    ‘บริหารดีก็เจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าบริหารไม่ดีพ่อกับแม่เอาให้สิบแล้วปล่อยให้มันมีแค่สิบไปเรื่อยๆมันก็จะมีแค่สิบนะลูก อีกหน่อยมันก็เหลือเก้าเหลือแปดลดลงมา แต่ถ้ามีสิบแล้วทำให้มันเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านให้มันเพิ่มพูนขึ้น คราวนี้ไม่ว่าจะใช้ยังไงก็ไม่หมดเพราะรู้จักที่จะต่อยอดให้มันโต คอยรดน้ำพรวนดินให้มันงอกงามไม่ปล่อยให้ธุรกิจที่พ่อกับแม่ตั้งใจให้ไว้แห้งตายไปตามยถากรรม.....

 

                   สั้นๆแค่นั้นที่ทั้งสองได้บอกเอาไว้ก่อนที่จะเที่ยวทั่วแบบไม่ห่วงลูกห่วงเต้า ทิ้งเด็กสองคนให้อยู่กับป้าพร ลุงหวินกับคนใช้ในคฤหาสน์ บางทีก็โดนอาวิใช้ไฟล์บังคับให้ไปเที่ยวด้วยกัน แต่ก็อย่าให้เล่าเลย ทริปเที่ยวแต่ละทริปของเธอถ้าไม่สุดโต่งจริงๆอย่าได้ไปเรียกเธอว่าวิชิตาเชียว

 

                   ภีมชะงักกาแฟที่กำลังจิบ รู้สึกขนลุกซู่ทันทีเมื่อนึกถึงวีรกรรมเสียวใส้ที่เคยผ่านมา.......ก่อนจะปัดมันออกไปจากหัวอย่างรวดเร็วเพราะไม่ได้จะมารื้อฟื้นความหลังหรือมาเคร้าโศกกับชีวิต เพราะมันไม่ได้รันทดขนาดนั้น และพ่อกับแม่ก็ยังไม่ตายซะหน่อย เพียงแค่.....

 

                   ‘ถ้าคิดถึงก็บินมาหาพ่อกับแม่สิจ๊ะลูกจ๋า แต่ตอนนี้แม่ปลีกตัวไปหาไม่ได้นะจ๊ะ งานแม่ยุ้งยุ่ง

 

 

                   นั่นแหละเสียงหวานๆของแม่ตอนคุยกัน ที่รำพันมาซะยืดยาวนี่ไม่ใช่ว่าเพราะคิดถึงพ่อกับแม่หรอกนะ แต่ที่มาที่นี่วันนี้เหตุเพราะคนตัวบางคนนั้นตั่งหาก..........

 

                   หลังจากวันนั้น............

 

                  วันที่ภีมกักขังหน่วงเหนี่ยวคนผมยาวไว้ชั้นบนกับตนจนเกือบย่ำค่ำ ก็ได้บังคับแกมขู่เข็ญว่าจะไปส่งจนถึงบ้าน แถมยังไปนั่งปั้นจิ้มปั่นเจ่อเสนอหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้คุยถูกคอกับคุณอุมารินทร์ ซ้ำยังแต่งเรื่องใส่ไข่ไปอีกว่าขับรถมาเจอทิวามอไซค์เสียกลางทางพอดีเลยรับมาส่งให้ ทั้งๆที่ตนนั่นแหละเป็นคนยึดกุญแจแล้วทิ้งมันไว้ที่ลานจอดรถไต้ตึกอำนวยการแท้ๆ แต่พอคุณอุมารินทร์ได้ยินดังนั้นก็ตาโตยกมือขึ้นทาบอกก่อนจะขอบอกขอบใจเป็นการใหญ่  และเพื่อเป็นการขอบคุณภีมก็ตอบรับทานข้าวเย็นที่นั่นโดยแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ตาหวานที่ฉายแววอาฆาตตวัดแลมาให้เลยแม้แต่น้อย.....

 

                  หลังจากเย็นวันนั้นภีมก็กลับบ้าน ยุ่งอยู่กับงานจนแทบไม่มีเวลาโทรหาหวานใจ(?)

 

 

                 ผ่านมาอีกวันภีมโดนเสียงเรียกร้องจากเพื่อนนักธุรกิจชาวต่างชาติให้พาเที่ยวเพื่อเป็นการไถ่โทษที่จู่ๆก็ให้คุณธิดายกเลิกนัดกะทันหัน แล้วที่ไหนมันจะถูกใจหนุ่มกลัดมันทั้งหลายถ้าไม่ใช่สถานที่ที่มีแต่สาวคัพซีเดินนวยนาดเบียดหน้าเบียดหลังคลอเคลียเต็มไปหมด

 

                  จริงๆแล้วรสนิยมภีมไม่ค่อยชอบเข้าสถานที่เสียงดังแบบนี้นัก แต่นานๆมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ไม่เลว ตาคมกวาดมองไปทั่วคลับขนาดใหญ่นั้นอย่างระเอียด นั่งบนชั้นลอยสำหรับแขกวีไอพีแบบนี้ทำให้เห็นแสงวิบวับของไฟสารพัดสีกับเวทีเล็กๆที่ตั้งอยู่ด้านล่าง ดนตรีที่กำลังเปิดอยู่ก็ดังพอประมาณแต่ก็สามารถทะลุเข้าไปเขย่าทั้งตับไตใส้พุงให้สะดุ้งตาม หรือบางทีอาจจะเป็นแผนการตลาดของเจ้าของคลับที่ทำให้ทั้งลูกค้าทั้งพนักงานเวลาคุยกันต้องอิงแอบแนบชิดชนิดชิดข้างหูไซร้ซอกคอกันเลยก็เป็นได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจไฟสลัวกับเสียงที่ดังนั้นนักในเมื่อทั่วทั้งคลับมีน้องๆหุ่นอวบอั๋นนุ่งน้อยห่มน้อยให้เป็นอาหารตาเดินถือถาดเสิร์ฟน้ำเมาแถมน้องหนูทั้งหลายยังยอมให้ลูกค้าคลอเคลียแต๊ะอั๋งอย่างเต็มใจโดยแลกกับทิปงามๆเป็นที่ถูกใจป๋าประเป๋าหนักทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง

 

                  ภีมยกยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนที่พามาพอใจได้อีหนูขาวๆอิงแอบป้อนน้ำเมาขนาบข้างกันคนละคนสองคน ชนิดที่เรียกกินเหล้าเคล้านารีของแท้เลยละแบบนี้ แล้วก็ต้องหันขวับเมื่อรู้สึกว่าโซฟาข้างตัวยวบลง

 

                 “นั่งด้วยได้ไหมคะ?” 

 

 

                  “ได้ครับ เชิญ” ร่างสูงขยับที่ให้สร้างความแปลกใจให้ผู้มาให้จนต้องขมวดคิ้ว

 

                  “คุณสุภาพจังค่ะ ทำไมไม่ให้น้องๆมาช่วยชงเหล้าเติมน้ำแข็งให้เหมือนคนอื่นๆละคะ?”คนถามไม่ถามเปล่า ปลายเล็บเรียวยาวที่เคลือบสีสวยไว้ยังไล้เบาๆไปทั่วหัวเข่าของภีมอย่างบอกเจตนา

 

                   ตาคมหลุบลงมองแล้วยิ้มให้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่ต้องให้ถามหร๊อกขอบอก แค่มองตาก็ไฟติดพรึบเหมือนเชื้อเพลิงชั้นดี แต่ช่วงนี้ไม่รู้ทำไมถึงไม่มีอารมณ์อย่างว่าเลยให้ตาย ใช่ว่าภีมตายด้านหรอกนะ อาจจะเป็นเพราะในหัวตอนนี้มันมีแต่หน้าขาวๆปากบางๆของใครบางคนลอยไปลอยมาอยู่ทุกขณะจิตถึงขนาดที่ว่ามองไปทางไหนก็รู้สึกเหมือนจะเห็นแต่หน้าหวานๆนั้นอยู่ทั่วทุกหนแห่งเลยตั่งหาก

 

 

                   โอย!พอคิดถึงตอนนี้ทีไรไอ้สมองบ้านี่ก็พาลคิดไปถึงฉากเร่าร้อนที่นัวเนียอย่างถึงพริกถึงขิงเมื่อวันก่อน ทั้งหน้ากระจก ขอบอ่าง ผนังห้องน้ำ จนมาจบที่ขอบเตียงอย่างหนักหน่วง

 

 

                    “พ พอแล้ว พอแล้ว ภีม อื๊ออ!....”

 

                     นี่ถ้าไม่โดนกำปั้นขาวทุบเอาอย่างโมโหเพราะแรงถึกบวกกับความหื่นที่เกินลิมิตของตนแล้วละก็ รับรองว่ามีต่อ มีต่อแน่ๆ แถมตอนขับรถไปส่งที่บ้านยังไม่วายแอบค้ากำไรเกินควรจนเจ้าของแก้มขาวหน้างอแล้วงออีก

 

 

                     “วันนี้เห็นจะไม่ละครับขอบคุณ”

 

                     “ทำไมละคะ คุณเข้ามาที่นี่เพื่อหาความสำราญไม่ใช่หรือไง?”

 

                     “ถ้างั้นก็ช่วยเทคแคร์เพื่อนผมให้ดีกว่าครับ”

 

                     “งั้นก็ได้ค่ะ ถ้าต้องการอะไรเพิ่มอีกก็เรียกได้นะคะ หรือถ้าต้องการ.....” ปลายเล็บสีสดบรรจงกรีดเบาๆตามความยาวของไทสีสวยที่ภีมใส่ไว้ “อะไรที่พิเศษกว่านั้นก็บอกได้ค่ะ....” เสียงสุดท้ายบอกโดยไม่ลืมทิ้งหางตาพร้อมสะบัดสะโพกไดนาไมท์เดินห่างไปอย่างเสียดาย

 

                      ตาคมมองตามหลังชุดรัดรูปที่เปิดเผยแผ่นหลังขาวเปล่าเปลือย แต่ไอ้สมองบ้านี่กลับพาลนึกไปถึงแผ่นหลังเนียนๆของใครบางคนอีกจนได้คิดถึงตอนที่ผมดำยาวที่ตนชอบแกะหนังยางออกให้มันยุ่งระเลื้อยทั่วแผ่นหลังบางที่ไร้ไฝฝ้าให้รำคาญตาด้วยแล้ว อ่า ให้อารมณ์คลั่งไคล้จนอยากซุกไซร้กอดรัดไม่ยอมห่างเลยละ

 

                      ภีมสะบัดศีรษะแรงๆพลางยกมือขึ้นคลึงขมับ อีกแล้ว....เอาอีกแล้ว เป็นเอามากแฮะ จะบ้าตาย ไม่เป็นอันกินอันนอนเลยกู ทำอย่างกับเด็กหนุ่มพึ่งหัดมีความรักงั้นแหละ หนุ่มหล่อยิ้มเยอะตัวเอง ก่อนจะยกน้ำสีอำพันขึ้นจิบแล้วเหลียวมองบรรยากาศรอบๆอีกครั้ง

 

                      จะว่าไปพักหลังๆมานี่ก็ไม่ค่อยได้มาเซอร์เวย์แถวนี้เท่าไหร่ เพราะงานรัดตัวหรืออาจจะเพราะภีมไม่ค่อยเข้าสถานที่ที่ทั้งเสียงดัง ทั้งควันบุหรี่ แสงสีวับๆแวมๆแสบตา หึๆ บั่นทอนธาตุทั้งห้าอย่างเห็นได้ชัดเพราะส่วนมากภีมจะชอบแบบเงียบๆเป็นส่วนตัวเพลงเบาๆฟังสบายหูมากกว่า

 

                       หือ?.......

 

                      ไอ้หน้าหล่อที่ใครบางคนแอบค่อนขอดลับหลังชะงักมือที่กำลังจะยกน้ำเมาขึ้นจิบเมื่อตามันบังเอิญไปสะดุดกับใครบางคนเข้าโดยบังเอิญ

 

 

                      เด็กเสิร์ฟเหรอ?.....

 

                     น่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ ถึงชุดที่ใส่จะต่างจากเด็กเสิร์ฟคนอื่นนิดหน่อยตรงที่ เอื๊อกก!......

 

 

                     ภีมกลืนน้ำลาย เมื่อมองไปถึงชุดที่ใส่มันจะ น่าน่าอะไรดีวะ? น่ารัก อืม ก็น่ารักดี เซ็กซี่ เออ ก็ใช่ แล้วอะไรอีกที่จะบอกนิยามของร่างเพรียวบางที่มีหน้ากากขนนกสีขาวปิดไว้จนเกือบครึ่งหน้าเห็นผมดำมัดเป็นพวงยาวลงมาปิดปีกนางฟ้าเล็กๆข้างหลัง กับปากบางๆทาลิปกลอสชมพูวาวๆใสๆ ยั่วน้ำลายให้ทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มแถวนี้สอได้

 

                    ตาคมแอบเหลือบมองไล่เรื่อยลงมายังผ้ารัดช่วงอกเล็กๆที่แต่งด้วยผ้าลูกไม้โปร่งและซับในสีขาว ใต้ฐานอกลงไปก็โป้โชว์สะดือบุ๋มให้เห็นแผ่นหน้าท้องขาวเรียบเนียน มีร่องนิดๆบอกให้รู้ว่าฟิตและเฟิร์มแค่ไหน แล้วไหนจะกางเกงผ้าลุกไม้ผืนเล็กที่ข้างหลังมีขนนกเพียงกะผีกมือแปะปิดก้นโชว์สะโพกเพรียวกับต้นขาขาวเนียนเรียวๆลงมาจนถึงบูทส้นเข็มสีขาวที่ยาวขึ้นมาจนเกือบปิดเข่า

 

                    เอื๊อกก!........ขาวโว๊ย! ขาวไปหมด ขาวเนียนทั้งตัว ทั้งแขนทั้งขาเรียวกลมกลึงจนภีมกลืนน้ำลาย บอกไห้ก็ได้ว่าจุดอ่อนก็แพ้ความขาวเอามากๆนี่แหละ ถึงแม้ว่าแสงไฟมันจะวับๆแวมๆมองไม่ค่อยชัดก็เถอะแต่โดยรวมแล้วเด็กคนนี้เซ็กซี่ใช้ได้

 

                    แต่ไม่ทันที่ภีมจะทันแก้ข้อสงสัยของตนว่าทำไมไอ้ท่าเดินกับร่างขาวๆแขนขาเรียวยาวนั้นมันช่างคุ้นตาเสียนี่กระไร ก็ต้องหันขวับไปทางเวทีเล็กๆด้านล่างที่เปิดไฟราวกับจะเรียกความสนใจของคนทั้งคลับแทนเสียงโฆษกยังไงอย่างงั้น

 

                    และแล้วดนตรีก็เปลี่ยนเป็นคึกคักขึ้นเร็วขึ้นอีกจนหลายคนลุกจากเก้าอี้โยกย้ายตามจังหวะอย่างลืมตัว แสงสีวิบวับแสบตาแต่แรกหยุดไป แต่กลับกลายเป็นแสงสว่างโฟกัสแค่กลางเวทีกลมๆด้านล่างแทน

 

 

                     ภีมหันไปวางแก้วที่บรรจุน้ำเมาในมือแล้วหันไปให้ความสนใจกับเสาเล็กๆที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมากลางเวทีพร้อมๆกับร่างบางของคนที่ภีมเผลอจ้องตาแทบไม่กระพริบเมื่อครู่

 

                     อื้อหือ?! ลงทุนน่าดู

 

                    เสียงเฮเสียงปรบมืออย่างชอบใจของแขกที่ทั้งยืนและนั่งดังแข่งกับเสียงดนตรีที่กำลังตื่นเต้นเร้าใจ ให้จังหวะกับร่างบางๆที่กำลังเกาะเสายักย้ายส่ายสะโพกราวกับยั่วอย่างเซ็กซี่ แขกบางคนที่นั่งอยู่ถึงกับลุกจากเก้าอี้เดินมาเกาะราวกั้นเตี้ยๆของบริเวณชั้นลอยเพื่อจะได้ชมการแสดงที่ทางคลับอภินันทนาการพิเศษกับบรรดาแขกที่เข้ามาเที่ยวในค่ำคืนนี้ราวกับเป็นอาหารตา

 

                    “เอาละเว้ย!มาลุ้นสิว่าวันนี้แองเจิ้ลจะเดินเข้าไปหาใคร?”

 

 

                    “แองเจิ้ล?เดินเข้าไปหา ยังไงวะ?”

 

                     “เอ้า! มึงไม่รู้อะไร ที่กูมาที่นี่บ่อยๆเพราะกูมาลุ้นเกมส์ลักกี้พีเพิ้ลเว้ย ไม่บ่อยที่แองเจิ้ลจะเดินลงไปหาลูกค้า และถ้าแองเจิ้ลเดินเข้าไปหาใครรับรองว่าฟลุ๊กสุดๆเลยนะมึง ไม่ว่ามึงจะสั่งอะไรมากินหรือว่ามึงจ่ายตังค์ไปเท่าไหร่ทางคลับเขาจะคืนให้มึงหมด หลังจากนั้นก็ฟรีทุกอย่าง

 

                     “โห! โชคดีขนาดนั้นเลยเหรอวะ น่าสนว่ะ แล้วมึงเคยหรือยัง?”

 

                     “กูก็ลุ้นอยู่เนี่ย แต่ก็คงยากว่ะเพราะนานๆทีถึงจะมีคนเข้าตากรรมการ” เสียงคุยที่ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ภีมผินหน้าไปมองก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจโพลแดนซ์ด้านล่างอีกครั้ง เห็นเอวบางๆขาวๆกำลังโยกย้ายเข้าจังหวะเพลงอย่างเซ็กซี่ราวกับยั่วเรียกเสียงฮือฮาจากแขกด้านล่างได้อื้ออึง

 

                     ภีมหันมองรอบๆตัวแล้วยกยิ้มพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุกเพราะหนุ่มและไม่หนุ่มหลายคนแถวนี้เริ่มขยับตัวจัดผมจัดเสื้อผ้าให้ดูดี โดยที่มัวแต่มองคนนั้นทีคนนี้ทีสลับกับหันไปมองเวทีที่มีร่างเพรียวยักย้ายร่างขาวบางอยู่อย่างมืออาชีพเลยไม่ได้สังเกตุว่าใบหน้าเรียวที่มีหน้ากากขนนกปิดไว้ให้เห็นแต่ปากนั้นหันมาทางนี้บ่อยครั้ง

 

 

                     ‘แองเจิ้ลนางฟ้าน้อยที่โชว์ลีลาโพลแดนซ์ได้อย่างเซ็กซี่ และน่ารักเรียกเสียงฮือจากแขกได้ตลอดเวลา

 

 

                     และแล้วเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เพลงมันส์ยังคงถูกเปิดอย่างต่อเนื่อง แต่แองเจิ้ลผู้ที่สามารถดึงความสนใจจากคนทั้งคลับได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงด้วยกันเองกลับค่อยๆนวยนาดลงบันไดช้าๆเดินวนรอบโต๊ะด้านล่างและล้อเล่นกับแขกอย่างเป็นกันเอง บ้างก็โดนแขกบางคนฉุดแขนให้นั่งลงด้วยกันแต่ดูเหมือนว่าร่างขาวจะปฏิเสธทุกโต๊ะและไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย

 

 

                     จนเมื่อบูทสีขาวยกขึ้นก้าวแตะบันไดขั้นแรกซึ่งหมายถึงว่ากำลังจะเดินขึ้นมาบนชั้นลอย เรียกเสียงโห่อย่างเสียดายแก่บรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ด้านล่าง แต่เสียงโห่ร้องอย่างดีใจที่ดังกว่ากลับเป็นเสียงของคนที่นั่งอยู่บนชั้นลอยแห่งนี้

 

                     ภีมมองเกมส์ที่กำลังดำเนินไปอย่างสนุก มุมปากหยักยกยิ้มเมื่อเห็นแขกบางคนตบเข่าอย่างเสียดาย หรือแม้กระทั่งเด็กเสิร์ฟเองก็พากันหยุดยืนลุ้นจ้องร่างเพรียวบางที่กำลังเดินทักทายลูกค้าทีละโต๊ะก่อนจะหันไปซุบซิบแล้วหัวเราะกันคิกคัก

 

 

                     แต่แล้วคิ้วเข้มต้องขมวดมุ่น เมื่อตาดีจนมันไปเห็นใครคนนึงเข้าโดยบังเอิญและจำได้ทันที เพราะไอ้หมอนี่คือปาปารัซซี่ที่เคยทำข่าวพจน์เมื่อหลายปีก่อนแถมยังชอบใส่ใข่จนเคยฉะกันมาแล้วหลายครั้ง

 

                      มันมาที่นี่ทำไม?คงไม่ได้กะจะมาหาข่าวใครแถวนี้หรอกนะเพราะตั้งแต่เข้ามาเท่าที่ดูก็มีแค่ลูกนักการเมืองที่มากับกลุ่มเพื่อน แล้วก็มีอาเสี่ยชื่อดังกับอีกกลุ่มเป็นดาราใหม่ที่ยังไม่ค่อยดังเท่าไหร่ นอกนั้นก็เป็นกลุ่มคนที่ภีมไม่รู้จักและคงเข้ามาเที่ยวผับเข้าบาตามปกติ อีกอย่างในมือหมอนั่นก็ไม่เห็นมีอุปกรณ์อะไรที่จะสื่อว่ามาหาข่าวเลยแม้แต่น้อย

 

                      ภีมคลายสงสัยเลิกสนใจแล้วหันกลับมามองเกมส์เด็กๆที่ทางคลับจัดขึ้นล่อลูกค้าอีกครั้ง

 

                       มันน่าลุ้นขนาดนั้นเลยเหรอ?

 

                       ภีมไม่คิดจะสนเหตุผลเพียงแค่ได้กินของฟรี เพราะการจ่ายเงินเพียงแค่นี้มันไม่สะเทือนแม้แต่ปลายขนหน้าแข้ง

 

                       ไอ้หน้าหล่อยกเหล้าในมือขึ้นจิบ แค่แตะปลายลิ้นจริงๆเพราะภีมไม่คิดจะดื่มจนเมา อีกเดี๋ยวเหล่าเพื่อนพวกนี้คงได้ที่และแยกย้ายกันกลับในที่สุด ใครจะหิ้วอีหนูติดมือไปด้วยภีมก็ไม่สนใจเพราะในหัวตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะแอบไปราตรีสวัสดิคนผมยาวยังไงดีมากกว่า

 

                       คิดมาถึงตรงนี้ก็ชักอยากจะเหาะไปหาคนสวยขึ้นมาทันได หันไปมองเพื่อนต่างชาติก็กำลังคุยโม้ได้ที่ คงไม่เป็นไรถ้าจะทิ้งไว้ที่นี่เพราะโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วคงกลับกันเองได้ เป็นยังไงพรุ่งนี้ค่อยคุยกันอีกทีแล้วกัน

 

                       ร่างสูงขยับตัวลุกขึ้นทำเอาคนทั้งกลุ่มหันมาพรึบ แล้วก็พากันพยักหน้ารับรู้ราวกับนัดเมื่อภีมทำมือเป็นสัญญาณให้รู้ว่าตนจะกลับแล้ว

 

                      เสียงโห่อย่างสนุกสนานยังคงดำเนินต่อไปแต่มันกลับไม่สามารถเข้ามาในโสตประสาทของภีมอีกต่อไปในเมื่อตอนนี้ใจมันได้โบยบินไปรอตนอยู่ที่หน้าบ้านของคนตัวบางคนนั้นแล้ว

 

                      ร่างสูงชะงักเมื่อเห็นว่านางฟ้าชุดขาวกำลังจะเดินตรงมาทางนี้ เพราะความที่เป็นบุรุษโดยมีคำว่าสุภาพนำหน้าเป็นนิจทำให้ภีมหยุดเดินแล้วเบี่ยงตัวให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเดินสวนไปก่อน

 

 

                     แต่แล้วคิ้วเข้มก็ต้องขมวดมุ่นเมื่อได้กลิ่นกายคุ้นจมูกโชยมาบางเบาเพราะมันช่างขัดกับสถานที่และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแอลกอฮอล์และควันบุหรี่ในคลับแห่งนี้ชนิดหน้ามือกับหลังเท้า

 

                      ไวเท่าความคิดที่ตาคมยังแอบเหลือบมองคนที่กำลังจะเดินผ่านหน้าอย่างสงสัยเพราะบางอย่างมันสะดุดใจและภาวนาขออย่าให้มันเป็นอย่างที่คิด เพราะภีมค่อนข้างเชื่อในสัญชาติญาณของตนมากพอดู

 

                       ความสูงที่สูงกว่ากันไปนิดหน่อย ถ้าตัดเรื่องส้นสูงแหลมๆนั่นออกก็คงระดับปลายคางของภีมพอดี อีกทั้งยังมีพวงผมดำยาวคุ้นตาที่ถูกมัดเป็นพวง พอมองใกล้ๆแบบนี้ยิ่งรู้สึกว่าคล้ายมาก

 

                       หน้ากากขนนกประดับเพชรปิดถึงครึ่งหน้า แม้จะไม่ชัด แต่เมื่อพิศปลายคางมนกับลักษณะปากบางๆนั้นมันช่างคล้ายและคุ้นตาเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

                      ก็แล้วทำไมจะต้องมาคล้ายทั้งร่างบางที่ยิ่งพิศดูใกล้ๆยิ่งทำให้ภีมกลืนน้ำลายเอื๊อก คล้ายทั้งผมดำยาวเงาระยับนั่น คล้ายทั้งรูปปากบางที่เคลือบลิปสติกสีชมพูใสไว้ คล้ายทั้งลำแขนลำขากลมกลึงขาวเนียนนั่นด้วย

 

                      เอาแล้วไง?

 

                     ใช่ไหมวะ?

 

                     ไม่น่าจะใช่น่า!

 

                    ภีมยืนนิ่งอยู่กับที่ ในหัวกำลังคิดสับสน เพราะคนที่ตนกำลังจะไปหาทำไมจะมาอยู่ในที่แบบนี้ได้เล่า?

 

                   ขออย่าให้ใช่! ขออย่าให้เป็นอย่างที่กำลังสงสัย!  ขอให้สัญชาติญาณของตนในคราวนี้เพี้ยนไปทีเถอะ

 

                   ภีมคิดพร้อมกับสาวเท้าก้าวเข้าไปใกล้ร่างขาวบางที่กำลังหันหลังให้ มือหนาคว้าต้นแขนกลมกลึงแล้วดึงร่างนางฟ้าเข้ามาในอ้อมแขนเต็มแรง

 

                   “ทิวา!?”

 

                       

 

                                                   

ความคิดเห็น