facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ↘บทเริ่ม↙

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2562 12:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
↘บทเริ่ม↙
แบบอักษร

↘บทเริ่ม↙

 

 

ภายใต้ท้องทะเลอันมืดมิดและเงียบสงัดในยามรัตติกาลไม่ได้มีเพียงเหล่าสัตว์น้ำที่กำลังเคลื่อนไหวแหวกว่ายผ่านกระแสน้ำเท่านั้นแต่รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตที่หลายคนเรียกขานว่าเป็นตำนานซึ่งปรากฎอยู่ตามหนังสือ ภาพยนต์หรือแม้แต่การ์ตูนมากมาย...

 

เงือก

 

สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลที่ยังไม่มีการเปิดเผยถึงตัวตนที่ชัดเจน เหล่าผู้ที่ต้องการค้นหาความจริงไปจนถึงการศึกษาการมีอยู่ของเหล่าเงือกต่างจบลงด้วยความผิดหวังเพราะไม่มีหลักฐานใดมากพอจะประกาศต่อสาธารณะชนได้ว่าเงือกนั้นมีอยู่จริง ถึงจะไม่มีหลักฐานที่แน่นอนทว่าเรื่องของเงือกกลับมีสืบทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเรา

 

ใช่...พวกเราหรือเงือกมีอยู่จริง เพียงแต่จะไม่ปรากกฎตัวขึ้นมาเหนือผืนทะเลให้มนุษย์เจอตัวได้ง่ายๆ ในอดีตเมื่อหลายพันปีพวกเราเคยอยู่ร่วมกับมนุษย์แต่ผ่านไปไม่กี่ร้อยปีต่อมามนุษย์ที่พวกเราคิดว่าไว้ใจได้กลับเริ่มออกล่าเงือกเพราะคำพูดหลอกลวงอย่างเมื่อดื่มเลือดของเงือกจะทำให้เป็นอัมตะหรือกระทั่งกระดูกของเงือกสามารถรักษาได้ทุกโรงซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนไม่ใช่ความจริง

 

พวกเราที่รับรู้ถึงจิตใจด้านลบของมนุษย์ได้พากันย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยไปยังใต้ท้องทะเลลึกที่มนุษย์ไม่มีทางจะหาเจอได้ต่อให้ใช้เทคโนโลยีอย่างดาวเทียมหรือการจับรังศีความร้อนก็ตาม เพราะสถานที่ที่พวกเราอยู่นั้นคือใต้ท้องทะเลลึกหลายพันกิโลเมตรจากผิวน้ำทะเล

 

หากไม่มีหนึ่งในเงือกนำทางมาไม่มีทางที่ใครจะค้นพบหรือหาสถานที่นี้เจอ

 

เหล่าเงือกที่ย้ายถิ่นอาศัยได้มีการรวมตัวเพื่อคัดเลือกผู้ที่จะปกครองอาณาจักรของเงือกนี้ซึ่งเงือกที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในตอนนั้นคือทวดของทวดของทวดอีกหลายทวดของผม พูดง่ายๆ คือผมสืบสายเลือดของราชาผู้ปกครองอาณาจักรของเงือกนั่นเอง

 

ตัวผมเติบโตมาพร้อมกับการมีน้ำล้อมรอบและมีไข่มุกเม็ดใหญ่ที่ส่องสว่างอยู่ใต้พื้นสมุทร แสงสว่างสีแกมเงินให้ความรู้สึกสงบแต่ผมเคยได้ยินมาว่าด้านบนผิวน้ำมีสิ่งที่มอบแสงสว่าสีส้มแดงซึ่งนอกจากจะสว่างแล้วยังให้ความอบอุ่นอีก

 

เงือกอย่างพวกเราชินกับความเย็นใต้ผืนน้ำและไม่รู้สึกหนาวหรือเย็นจนเป็นน้ำแข็งแม้จะเข้าสู่ฤดูเหมันต์เนื่องจากบริเวณที่พวกเราอยู่นั้นลึกจนความหนาวเหน็บไม่สามารถแช่แข็งมาถึงได้

 

อาจเพราะอยู่กับสายน้ำและความเย็นของท้องทะเลมาตลอดพวกเราจึงอยากลองขึ้นไปเห็นและสัมผัสไออุ่นจากสิ่งที่อยู่เหนือผืนน้ำนั้นดูสักครั้งหนึ่ง เงือกที่ว่ายขึ้นไปสู่ผิวน้ำนั้นมีอยู่มากแต่น้อยคนนักที่จะกลับลงมาอีกซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

 

อาณาจักรเงือกในตอนนี้ถูกปกครองด้วยราชากูครอนและราชินีกรีลเย่ซึ่งเป็นท่านพ่อและท่านแม่ของผมนั่นเอง ท่านพ่อกับท่านแม่มักบอกเสมอว่าสิ่งที่อยู่ด้านบนล้วนอันตรายสำหรับพวกเราที่เป็นเงือก ถึงจะได้ยินอย่างงั้นพอผมเติบใหญ่จนอายุ 30 ปีก็ได้แอบทุกคนในอาณาจักรว่ายขึ้นไปสู่ผิวน้ำ

 

เกร็ดสีฟ้าอมเขียวลากยาวตั้งแต่ช่วงเอวผ่านสะโพกลงไปถึงส่วนหางสะบัดไปตามแรงของการเคลื่อนที่อยู่ใต้ท้องทะเลด้วยความเร็วที่มนุษย์ปกติไม่มีทางจะว่ายตามจับทัน เช่นเดียวกับสองมือที่แหวกว่ายกลืนไปกับเกลียวคลื่นแล้วใช้กระแสน้ำวนพัดพาร่างขึ้นไปด้านบนกระทั่งใบหน้าโผล่พ้นผิวน้ำ

 

กระแสลมที่พัดมาราวกับคมมีดเข้าจู่โจมผิวหน้าต่างจากตอนอยู่ในน้ำอย่างสิ้นเชิง แสงที่กำลังส่องสว่างในตอนนี้ไม่ใช่สีส้มแดงแต่เป็นสีเหลืองนวลแถมด้านบนยังมืดสนิทราวกับช่วงรัตติกาลของอาณาจักรเงือกไม่มีผิด

 

ผมเชิดปลายจมูกขึ้นพร้อมเริ่มสูดหายใจเข้าออก ความรู้สึกของอากาศเป็นแบบนี้เองเหรอ...เหมือนกับมีบางอย่างกำลังไหลผ่านจมูกเข้าไปในร่างกายไม่เหมือนในน้ำที่เพียงอ้าปากเล็กน้อยก็สามารถหายใจได้แล้ว

 

“นี่คือ...โลกมนุษย์?” ผมหันซ้ายขวามองรอบกายเพื่อหาสิ่งที่เรียกว่าผืนดินที่ได้ยินมาจากพี่ๆ ว่าโลกมนุษย์จะมีแผ่นดินที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ด้านบนแผ่นดินนั้น

 

แสงไฟระยิบระยับตรงหน้าราวกับกองอัญมณีในถ้ำที่ถึงจะรู้ว่าอันตรายแต่ก็ไม่อาจหยุดขาที่ก้าวเข้าไปหาได้ ผมเองก็เป็นเช่นนั้นดำลงไปใต้ผิวน้ำพร้อมใช้ส่วนหางในการเคลื่อนที่ไปยังด้านหน้าโดยมีจุดหมายอยู่ที่แสงไฟระยิบระยับนั่น

 

ผมว่าตรงนั้นต้องเป็นผืนดินแน่

 

ว่ายไปได้สักพักผมก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาด้วยความเร็วสูงจนผิวน้ำด้านบนถูกแยกออก ตัวผมที่อยู่ไม่ไกลถูกกระแสน้ำที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงดูดเข้าไปใกล้วัตถุขนาดใหญ่มีรูปร่างยาวและมีแสงไฟประดับอยู่ด้านบน

 

“...เรือ?” ผมพึมพำชื่อนั้นออกมาหลังจากใช้เวลาคิดอยู่นาน

 

ตรงหน้าผมต้องเป็นเรือแน่ เคยได้ยินมาว่ามนุษย์ไม่สามารถหายใจในน้ำหรือว่ายน้ำได้เป็นเวลานานจึงมีการสร้างสิ่งที่สามารถลอยอยู่บนน้ำเพื่อพาตัวเองออกไปสู่ทะเลนั่นคือเรือ

 

เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเลย

 

ใหญ่กว่าที่คิดมาก...ใหญ่ขนาดนี้คงมีมนุษย์อยู่เยอะแน่

 

ตู้ม!!

 

เสียงวงน้ำกระจายตัวดังขึ้นขณะผมกำลังมองภาพของเรืออย่างเพลิดเพลิน ฟังจากเสียงเหมือนจะไม่ไกลจากที่ผมอยู่นัก ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นอะไรแต่ผมก็เลือกที่จะมุดตัวกลับลงไปใต้น้ำพร้อมว่ายไปยังจุดที่ได้ยินเสียง

 

ไม่แน่ว่าอาจเป็นของที่มนุษย์ทำตกลงมา

 

สำหรับเงือกอย่างพวกเราของจากโลกมนุษย์ถือเป็นของหายากและมีค่ามาก อย่างวันก่อนมีเงือกคนหนึ่งเก็บสิ่งที่เรียกว่ารองเท้ามาได้ ผมยังเข้าไปขอดูอยู่เลยแม้เงือกอย่างพวกเราจะไม่มีเท้าสำหรับใส่ก็ตามที

 

ผมว่ายมาจนถึงจุดที่คาดว่าน่าจะใช่แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งของอะไรที่น่าจะตกลงมาจึงลองหันไปมองรอบๆ และก็เจอเข้ากับบางอย่างที่กำลังจมดิ่งสู่งก้นมหาสมุทรโดยไร้การขัดขืน ความมืดของยามดึกไม่เป็นปัญหาสำหรับพวกเราทำให้สามารถมองเห็นท่ามกลางแสงอันริบหรี่ได้นั่นทำให้ผมรีบดำลงไปก่อนจะคว้าสิ่งนั้นมา

 

ไออุ่นที่แผ่มาผ่านการสัมผัสทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนดวงตาสีฟ้าซึ่งเป็นสีเดียวกับท้องทะเลของผมจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในอ้อมกอดของตัวเองคือมนุษย์ กะจากสายตาคงยังแป็นด็กอายุประมาณ 10 ขวบได้

 

เมื่อรู้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตผมรีบพาร่างของอีกฝ่ายขึ้นเหนือน้ำเพื่อหายใจทว่ามนุษย์ที่น่าจะหายใจบนบกกลับแน่นิ่งไม่มีการขยับหรือแม้แต่เคลื่อนไหวใดๆ

 

“นี่...ตื่นสิ” ผมพยายามส่งเสียงเรียก แน่นอนว่าผลที่ตามมายังคงเป็นความเงียบ

 

ภายในหัวผมกำลังคิดหาทางออกกับสถานการณ์แบบนี้อย่างร้อนรน สิ่งเดียวที่คิดออกคือต้องพากลับไปยังผืนดินผมเลยตัดสินใจออกว่ายน้ำต่อโดยมีเด็กอยู่ในอ้อมแขนไปจนถึงฝั่งซึ่งใช้เวลาไม่นานนักร่างของเด็กชายก็ถูกวางลงบนโขนหิน บริเวณที่ผมพามาอยู่ห่างจากแสงไฟระยิบระยับไม่มาก

 

ตัวผมไม่กล้าพอที่จะไปโผล่ตรงแสงสีด้วยรูปลักษณ์แบบนี้หรอกนะ

 

“ตื่นเถอะ ถึงฝั่งแล้วนะ ไม่หายใจ...โอ้ย!” เส้นผมสีน้ำตาลออกส้มของผมถูกมือตัวเองทึ้งอย่างหมดทาง

 

ไม่รู้แล้วว่าต้องทำยังไง

 

เด็กคนนี้จะตายเหรอ

 

มนุษย์คนแรกที่ผมเจอจะตายลงแบบนี้น่ะนะ

 

มันต้องมีวิธีอะไรสักอย่างสิ

 

“จริงสิ...ผายปอด” เคยได้ยินมาว่าเป็นการต่อลมหายใจและปั๊มหัวใจให้กลับมาเต้นอีกครั้ง

 

ดวงตาสีฟ้าของผมมองร่างตรงหน้าอย่างชั่งใจแต่สุดท้ายก็พาร่างตัวเองขึ้นไปบนโขดหินเดียวกันก่อนจะก้มลงไปผายปอดในขณะที่ส่วนปลายหางแตะสัมผัสผิวน้ำอยู่ การผายปอดหากทฤษฎีผมพอจะรู้แต่ของจริงเพิ่งจะเคยลองก็ครั้งนี้...ได้แต่หวังว่าจะได้ผล

 

เพราะหากไม่ได้ผลผมคงไม่ทางช่วยแล้ว

 

“อึก...แค่ก! แค่ก!” เด็กที่นอนนิ่งไม่หายใจเด้งตัวขึ้นมาพร้อมไอและสำลักน้ำอย่างรุนแรง

 

“...” ผมเลือกที่จะเงียบและใช้ฝ่ามือลูบแผ่นหลังนั่นแทนการปลอบโยน

 

“...คุณเป็นใคร...” ดวงตาสีเทาอ่อนหันมาสบผมพร้อมกับเสียงพูดที่แผ่วลงเรื่อยๆ ยามดวงตาคู่นั้นเลื่อนลงไปมองส่วนที่เป็นหางปลาของผม

 

“...” ผมไม่ตอบแต่ส่งยิ้มบางๆ ไปให้ก่อนจะใช้นิ้วชี้แตะเบาๆ ยังริมฝีปากนั่นแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าให้เงียบเรื่องนี้ไว้

 

เสียงของเงือกไม่ใช่สิ่งที่จะให้มนุษย์ได้ยินง่ายๆ ท่านพ่อกับท่านแม่บอกเสมอว่าเสียงของพวกเรามีพลังในการดึงดูดผู้คนให้มาลุ่มหลงดังนั้นห้ามพูดให้มนุษย์ได้ยิน ยกเว้นแต่จะดัดเสียงแล้วค่อยพูด

 

“...เงือก มีจริงเหรอเนี่ย” เด็กตรงหน้าดูจะตกใจมาก

 

ก็ไม่แปลกล่ะนะ ตื่นขึ้นมาเจอคนที่มีส่วนล่างเป็นปลาถ้าไม่ตกใจคงจะน่าแปลกกว่า

 

“...” ครั้งนี้ผมชี้ไปยังแสงไฟระยิบระยับที่อยู่ด้านข้างก่อนจะอาศัยจังหวะที่ฝ่ายนั้นหันไปมองกลับลงไปในน้ำทะเลดังเดิม

 

“เดี๋ยวสิ!...ผมยังไม่ได้ขอบคุณเลย” อีกฝ่ายตะโกนรั้งแล้วก้มหน้าลงมา

 

“...อืม” ผมโผล่ส่วนหัวขึ้นมาพยักหน้ารับคำขอบคุณนั่นด้วยเสียงครางในลำคอ เสียงเบาๆ ที่แทบไม่ได้ยินนั่นเรียกดวงตาสีเทาอ่อนของเด็กตรงหน้าให้เบิกกว้างขึ้น

 

จากนั้นผมมุดร่างลงไปใต้ผืนน้ำใช้ปลายหางขยับเคลื่อนไหวกลืนหายไปกับมหาสมุทรอันมืดมิดกลับสู่อาณาจักรใต้ท้องทะเลอีกครั้ง

........................................................

จบกันไปแล้วกับบทนำ

ตอนนี้จะไม่ยาวนักเป็นแค่เกริ่นนำก่อนเข้าเรื่อง

ขอแจ้งไว้ก่อนนะคะ สำหรับเรื่องนี้เราจะอัพอาทิตย์ละตอนซึ่งน่าจะมาลงทุกวันอาทิตย์หากไม่มีอะไรผิดพลาด

หวังว่าทุกคนจะชอบเรื่องนี้น้า

ขอฝากตัวกับทุกคนอีกครั้ง

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น