facebook-icon

เมื่อโลกแห่งมายาไม่ได้สวยหรูเหมือนที่ทุกคนเห็น แต่กลับดำมืดไร้ที่สิ้นสุด... ใครกันที่จะยื่นมือมาช่วยเขาให้พ้นจากความมืดมนนี้

ชื่อตอน : บทที่ 3-1 Traumatic

คำค้น : นิยายเกาหลี นิยายวาย Yaoi ความรักของซูเปอร์สตาร์

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2562 15:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3-1 Traumatic
แบบอักษร

 

“เจอเด็กนั่นแล้วเหรอ” 

เจซเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะยกแขนข้างหนึ่งของยอนโฮขึ้น แล้วพับแขนเสื้อให้อย่างชำนาญ จากนั้นจึกปักเข็มขนาดใหญ่ลงบนเส้นเลือดที่โผล่พ้นแขนเสื้อมา 

เจซมองยอนโฮทำหน้านิ่ว จากนั้นจึงถามขึ้น 

“ยังเจ็บอยู่อีกเหรอ ดูทำหน้าเข้าสิ” 

“...” 

“สิบปีได้แล้วมั้ง ที่ช่วยเด็กนั่นจากไฟไหม้...” 

“นานขนาดนั้นแล้วเหรอ” 

“น่าแปลก ทั้งที่นายก็ช่วยคนไว้ตั้งมาก แต่ดูเหมือนจะมีแค่เด็กนั่นเท่านั้นที่ลืมไม่ได้” 

เจซดึงเข็มฉีดยาที่ตอนนี้ว่างเปล่าออกมาแล้ววางไว้บนโต๊ะ เขาดึงแขนเสื้อที่ถูกพับขึ้นลงมาให้เรียบร้อย ก่อนประทับริมฝีปากลงบนแก้มของยอนโฮ เขามองยอนโฮที่มีท่าทีตกใจกับการจู่โจมกะทันหันนี้ 

“เรื่องแค่นี้ ให้ไม่ได้หรือไง” 

เจซหัวเราะพลางพูดกับยอนโฮ 

“ฉันไม่ใช่...” 

ยอนโฮลุกขึ้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกก่อนจะเช็ดแก้มตรงที่โดนเจซยื่นริมฝีปากมาประทับไปเมื่อครู่ 

จูบกับคนที่มีเพศชายเหมือนกัน 

ตาของยอนโฮสบเข้ากับตาของเจซที่กำลังมองมาด้วยสายตาจริงจัง วันนั้นก็เช่นกัน แววตาแบบนี้เหมือนกับวันนั้นที่ได้เจอกับเจซเป็นครั้งแรกบนเรือ 

‘ให้ช่วยไหม’ 

เจซเอ่ยกับยอนโฮที่ยืนมองมือที่ยื่นไปทางเขาอย่างงุนงง 

‘ฉันตกหลุมรักนายตั้งแต่แรกพบ” 

เจซ ชายหนุ่มที่มีความสูงเกินหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร กล้ามเนื้อเป็นมัด ไหนจะนัยน์ตาเย็นชาสีขี้เถ้านั้นอีก เป็นสเป็กที่ผู้หญิงตกหลุมรัก  

แต่เขาที่เป็นที่นิยมชมชอบของทั้งหญิงและชายกลับประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์ และถึงจะบอกความในใจของตัวเองให้ยอนโฮฟังหลายต่อหลายครั้ง แต่ยอนโฮก็ยังทำตัวเหมือนเดิม 

“ฉันไม่ใช่สเป็กนายงั้นเหรอ” 

เพียงแต่โชคดีว่าสายตาที่ปฏิเสธเขาของยอนโฮ มันไม่ใช่สายตาของความดูถูกดูแคลน 

“จะไปไหนอีก มีเหตุผลที่มาหาในรอบหนึ่งเดือนแล้วอยู่ไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำไหม วันนี้ช่วยอยู่กับฉันหน่อยไม่ได้เหรอ” 

“มีงานต้องทำ” 

“งานเหรอ ไม่เกรงกลัวอะไรเหมือนเดิมเลยนะ ระวังด้วยล่ะ ถ้าพวกเขารู้ว่านายคือผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากการทดลอง H-DIS พวกเขาไม่ปล่อยไว้แน่” 

แล้วยอนโฮก็ฉีกยิ้มออกมาเมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของเจซที่นั่งอยู่บนเตียง 

“ผู้ชายอะไรขี้กังวล ไม่สมกับเป็นนายเลย” 

“ไม่สมกับเป็นฉัน” 

เจซคิดทบทวนคำพูดของยอนโฮ 

เจซคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ยอนโฮไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้งที่รู้ว่าเขาถูกหมายหัวและตามล่าจากรัฐบาลเกาหลี แต่เจซก็ช่วยปกปิดให้ ตอนที่เข้าไปอังกฤษเกิดเรื่องขึ้นมากมาย แต่ทุกครั้งเขาก็แสดงความฉลาดหลักแหลมออกมาและช่วยปกป้องยอนโฮเอาไว้ 

เป็นเสน่ห์ร้อนแรงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนโยน 

เจซูผู้มีอำนาจและเครือข่ายชนิดที่ว่าสามารถตัดสินชะตาชีวิตของประเทศใดประเทศหนึ่งได้ แต่เจซกลับเผยด้านอ่อนแอต่อหน้ายอนโฮเสมอ 

“แต่ฉันก็เชื่อใจนาย ขอให้รอดชีวิตกลับมาก็พอ” 

เจซพูดกับยอนโฮที่หันหลังให้ 

จองยอนโฮ 

ชื่อจริงคือลีจองอู 

พอได้รู้จักก็เริ่มตรวจสอบเรื่องราวของเขา สมัยที่เขาเป็นนายทหารระดับสูงของหน่วยรบพิเศษ เขาได้สร้างผลงานเอาไว้มากมาย แต่เพราะความริกษยาจึงถูกคนกลุ่มหนึ่งหลอกให้มาเป็นเป้าหมายการทดลองลับสุดยอดของประเทศในตอนนั้น เป็นการทดลองที่มีจุดประสงค์จะสร้างคนให้กลายเป็นอาวุธเหมือนกับหุ่นยนต์จึงมีการระดมทหารสามสิบนาย ในบรรดานั้นมีทั้งคนที่เคยสร้างปัญหามากมายให้กองทัพ และมีผู้ป่วยทางจิตรวมอยู่ด้วย และเพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์อันไม่คาดฝัน ข้อมูลหรือการมีตัวตนของพวกเขาจึงถูกลบจนหมด พวกเขาถูกเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวว่าตายระหว่างการฝึก ทำให้คนบนโลกนี้ลืมเลือนพวกเขาไป ทว่าความเป็นจริงกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง พวกเขาที่ถูกกักขังอยู่ที่ชั้นใต้ดินของกองทัพนั้น สุดท้ายก็เสียชีวิตลงทั้งหมดเพราะผลข้างเคียงจากการฉีดยา 

แต่มีเพียงแค่คนเดียว 

ยอนโฮคือข้อยกเว้น 

“วันที่เจอนายครั้งแรก” 

เจซพูดขึ้นกับยอนโฮ 

เขาถูกขังอยู่ในห้องทดลองชั้นใต้ดินถูกลากออกมาก่อนจะถูกฉีดยาเป็นลำดับสุดท้าย ยอนโฮเห็นผู้รับการทดลองเสียชีวิตลงตรงหน้าจึงปฏิเสธการฉีดยา จากนั้นจึงล้มทหารสองนายก่อนจะหนีรอดออกมาได้ ที่การหลบหนีเป็นไปได้ไม่ยากนักเป็นเพราะแผนผังอาคารที่ได้รับมาจากคนคนหนึ่งที่รู้สึกเห็นใจในสภาพของเขาจึงช่วยเหลือได้ช่วยเหลือเอาไว้ ยอนโฮเล่นซ่อนหากับคนกลุ่มนั้นอยู่ถึงสิบสองชั่วโมง จนหลบหนีมายังทางชายหาดและขึ้นเรือที่กำลังจะออกพอดี ที่แห่งนั้นเองที่ยอนโฮได้พบกับเจซ 

ผู้ชายที่ยืนตัวสั่นอยู่ตรงมุมหนึ่งของเรือ 

ร่างนั้นเปียกโชกตั้งแต่หัวจรดเท้า วินาทีที่สบตากับดวงตาคู่นั้น สติสัมปชัญญะของเจซเหมือนจะหยุดลอยไป  

ความรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วตัว เสียงหัวใจที่เต้นแรง เขาตกหลุมรักสายตาคู่นั้น  

ส่วนสูงเกินมาตรฐานชาวตะวันออก ผมสีดำเข้ม ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ใบหน้าราวกับแกะสลัก ส่งให้เห็นความงามใบแบบผู้ชายออกมาชัดเจน ใบหน้าหล่อเหลาที่พบเห็นได้ยากในแถบนี้ 

‘เจอแล้ว’ 

เจสตะโกนคำนั้นอยู่ในใจ ในวินาทีที่เจอยอนโฮเป็นครั้งแรก เคนในความฝันของเขาที่เขาเฝ้าจินตนาการถึงมาเนิ่นนานปรากฏตัวขึ้นจริงแล้วต่อหน้าเขาแล้ว 

“ฉันไม่เคยลืมเลย” 

เจซหวนคิดถึงตอนนั้น 

‘นายชื่ออะไรเหรอ ดูเหมือนฉันจะช่วยนายได้นะ’ 

กว่าอีกฝ่ายจะคลายความหวาดระแวงลง ก็เมื่อเรือแล่นออกไปไกลจากฝั่งมากแล้ว 

‘...จอง...อู’ 

จู่ๆ ร่างกายของยอนโฮที่ก่อนหน้านี้สั่นเกร็งก็ไม่มีแรงแล้วหมดสติล้มลง วินาทีนั้นเจซมองพวกผู้ชายที่เข้าไปใกล้เขา แต่เจซไม่ใส่ใจ เพราะหากตนเองไม่อนุญาต ไม่ว่าใครหน้าไหนก็จะมาพายอนโฮไปไม่ได้ เพราะเขาคือผู้ถือครองตราประทับอัลเบร์โต อันเป็นเครือข่ายมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพียงหนึ่งเดียว 

หลังลงจากเรือข้ามมาที่ประเทศอังกฤษ เขารวบรวมเงินที่มีจำนวนมากเพื่อคิดค้นยาที่ใช้รักษายอนโฮ ใช้เวลากว่าครึ่งปีเลยทีเดียว 

แต่สรรพคุณของยากลับใช้ได้แค่หนึ่งเดือน 

และหากไม่ได้รับยาต่อเนื่องก็อาจตายได้ ยอนโฮจึงต้องมาหาเขาทุกเดือนเดือนละครั้งแบบนี้เพื่อรับยา 

“ไว้เจอกันใหม่นะ” 

ยอนโฮมองมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกผิดกับอีกคนที่ร้อนใจ จากนั้นก็หยิบหน้ากากมาสวม และหยิบเสื้อโค้ทมาถือเอาไว้ แล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็วชนิดที่ว่าไม่รู้ว่าเกิดเรื่องด่วนอะไรขึ้น 

*** 

สี่ชั่วโมงก่อน 

รถที่วิ่งมาได้สักพักหยุดอยู่กับที่สักราวๆ สิบนาทีได้แล้ว หากอยากไปถึงให้ทันเวลาถ่ายทำต้องเร่งความเร็วขึ้นอีก ผู้กำกับถึงกับลงทุนเช่าคฤหาสถ์ใหญ่โตที่โร้ดสถาปนิกมือหนึ่งระดับโลกออกแบบให้เพื่อการถ่ายทำครั้งนี้ คฤหาสถ์ที่ใช้เงินส่วนตัวจำนวนมหาศาลสร้างขึ้นมานี้โอ้อวดความหรูหราใหญ่โตสมกับที่เป็นโร้ดซึ่งนิยมชมชอบสิ่งของที่ดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นบรรยากาศโดยรอบที่สวยงามช่างเพียงพอที่จะช่วยส่งเสริมให้การถ่ายทำสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น แต่ว่าการเลือกใช้สถานที่แห่งนี้มีอุปสรรค์มากมาย คือต้องกำหนดวันเวลาของทั้งทีมงานและนักแสดงให้ตรงกับวันและเวลาที่เจ้าของที่พักต้องการ และเวลาที่เขาให้ถ่ายทำได้มีทั้งหมดแค่หกชั่วโมง 

‘แย่แล้ว... ถ้าเป็นแบบนี้ไปถ่ายสายแน่’ 

ผู้จัดการมองดูนาฬิกาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน 

ผู้กำกับขอร้องหลายครั้งให้รักษาเวลาในการมาถ่ายทำครั้งนี้ เขาจึงเอาแต่กระวนกระวาย 

‘เกิดอะไรขึ้น’ 

ชินที่หลับตาอยู่ลืมตาขึ้นมาถาม 

‘ไม่รู้สิ อาจจะมีอุบัติเหตุ ตำรวจขวางรถอยู่รถเลยขยับไปต่อไม่ได้ แล้วก็ดูคนที่มุงอยู่ตรงนั้นสิ น่าจะเกิดเรื่อง ทำไมต้องมาเกิดเรื่องตอนนี้ด้วย...’ 

ชินเบนสายตาไปทางหน้าต่างที่ติดฟิล์มกันแดดสีเข้ม ตรงถนนฝั่งตรงข้ามมีคนมารวมตัวกันเป็นสิบ เหมือนว่าพวกเขากำลังมุงดูชายคนหนึ่งที่สลบอยู่ 

‘ขอลงไปดูหน่อยนะ’ 

ผู้จัดการหงุดหงิดที่รถเคลื่อนตัวออกไปไหนไม่ได้จึงเปิดประตูวิ่งลงไปทางที่คนมุงกันอยู่ ผู้คนที่ไม่สามารถเดินทางต่อได้เพราะสภาพถนนติดขัดพากันนึกสงสัยถึงสาเหตุ จึงเริ่มพากันเปิดประตูรถลงมา ชินมองผู้จัดการที่หายตัวไปท่ามกลางฝูงชน แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง  

พวกคนที่มารวมตัวกัน 

ขณะมองดูคนพวกนั้นคิ้วก็ขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว 

เขานึกถึงตอนที่ยืนอยู่บนเวทีเพื่อโปรโมตเสื้อผ้าของบริษัทที่เขาเคยถ่ายโฆษณาให้ วันนั้นผู้คนเยอะแยะเหมือนกับตอนนี้ ขณะที่จะก้าวขึ้นบันไดไปบนเวทีตามเสียงเรียกของพิธีกร แฟนคลับคนหนึ่งที่พยายามวิ่งตรงมาที่เขาก็ถูกคว้าต้นคอไว้ 

‘คิมชิน!’ 

เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น ชินที่เซไปมาพยายามทรงตัว ก่อนจะหันไปมองผู้ชายคนนั้นด้วยความตกใจ ผู้ชายอายุราวๆ สี่สิบปีเห็นจะได้ 

           และอาจจะเป็นเขาคนนั้นเพราะไม่ได้โกนหนวดมาหลายวัน ใต้คางจึงเต็มไปด้วยหนวดเคราะเขียวครึ้ม เขาพยายามพูดอะไรบางอย่างกับชิน แต่เพราะเสียงตะโกนของผู้คนทำให้ไม่ได้ยินเสียงของเขา ตอนที่ผู้เกี่ยวข้องในงานมาลากตัวพาออกไปในเวลาต่อมา ทั้งคู่ก็ได้สบตากัน 

ชายคนนั้นกำลังยิ้ม พอนึกถึงใบหน้าของผู้ชายคนนั้นที่มองมาทางตัวเองด้วยสายตาคลุมเครือแล้วแสยะยิ้ม เขาก็รู้สึกเสียววาบขึ้นมา 

ชินหันหน้ากลับมาพลางพิงศีรษะลงไปบนพนักเก้าอี้ตามเดิม อาจจะเป็นเพราะยังไม่หายเหนื่อยตาถึงได้เอาแต่จะปิดลงท่าเดียว เขาเอนตัวลงนอนจนแทบจะจมลงไปในเบาะแล้วพยายามจะหลับตาทั้งสองข้าง แต่เหมือนมีบางอย่างผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็ว ชินขยับตัวอย่างตกใจ  

ผู้ชายคนนั้น 

วันนั้นเมื่อสิบปีก่อน 

ผู้ชายคนที่วิ่งเข้ามาตามหาเขาซึ่งถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวภายในอาคารที่เต็มไปด้วยเปลวไฟ และเป็นผู้ชายคนเดียวกันกับที่ช่วยชีวิตเขาอีกครั้งจากฆาตกรชุดกันฝนเมื่อคืน 

คนที่ใส่เสื้อผ้าสีดำและสวมหน้ากาก... 

ตอนนี้เขาคนนั้นกำลังวิ่งผ่านหน้ารถคันที่ชินนั่งอยู่ 

ชินรีบเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว 

ไม่มีแม้แต่เวลาให้ได้คิด ตอนที่เขาคนนั้นวิ่งผ่านรถไป มือของเขาก็เอื้อมไปที่ประตูรถเองราวกับมีอะไรบางอย่างดลใจ 

ท่ามกลางผู้คนที่รวมตัวกันอยู่มีชายคนหนึ่งวิ่งออกมาจากอาคารแล้วตะโกนขึ้น 

‘คนร้ายอยู่ในตึก!’ 

พวกตำรวจต่างพากันวิ่งกรูเข้าไปในอาคารนั้นทันที และผู้คนก็ยิ่งส่งเสียเซ็งแซ่กันมากกว่าเดิม คงจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ๆ 

 ‘นั่น ผู้ชายคนนั้นจับคนร้ายได้แล้ว’ 

ตอนนั้นเองมีใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นมา พร้อมกับชี้ไปยังชายสวมหน้ากาก บรรดานักข่าวพอมองเห็นชายสวมหน้ากากจากที่ไกลๆ จึงเริ่มวิ่งถือกล้องตามมา 

พอถึงสามแยกชายสวมหน้ากากก็หยุดวิ่ง คงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปทางไหน ด้านหน้าเหมือนจะเป็นทางตัน อีกทางก็มีกองทัพนักข่าว ส่วนอีกทางก็มีพวกตำรวจ ตอนที่ชายสวมหน้ากากล้มเลิกความคิดที่จะไปต่อแล้วหันหลังกลับ ชินคว้าแขนเขาเอาไว้ 

‘มาครับ รถของผมอยู่ด้านหลัง’ 

ชินพูดขึ้น ไม่มีเวลาให้มาลังเลใจแล้ว กองทัพนักข่าวกำลังวิ่งมาทางเขาและเสียงไซเรนรถตำรวจก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ 

*** 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว