ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 16

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.1k

ความคิดเห็น : 104

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ค. 2562 20:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 16

 

ข่าวลือเรื่องคุณชายใหญ่หวังคลอดบุตรชายโด่งดังไปทั่วเมืองเจียวฉืออยู่สักพักก่อนจะเงียบหายไป แม้ตระกูลหวังน่าอับอายปานใดสำหรับชาวบ้านซึ่งอยู่ในกรอบประเพณีดั้งเดิมแต่กิจการของตระกูลหวังหรือโรงน้ำลู่เฟินก็ไม่ได้ซบเซาแต่อย่างใด ไม่มีผู้ใดอยากเสียประโยชน์ของตนเองสำหรับเรื่องนี้ ใครให้น้ำชาของโรงน้ำชาลู่เฟินเลิศล้ำเล่า!

 

ชาวเมืองมากมายเริ่มเรียกหวังมู่เฟยว่าเป็นหม้าย แม้ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นบิดาหรือบิดาตกตายแล้วหรือยังก็ตาม ชาวบ้านต่างคาดการณ์ว่าคุณชายใหญ่หวังต่างรู้ดีแก่ใจ เรื่องราวนี้เป็นหัวข้อพูดคุยได้หลายเดือน มีมากมายที่แสนเสียดายรูปโฉมของหวังมู่เฟย แต่รูปโฉมอีกเช่นกันที่ทำให้สตรีและเกอมากมายอิจฉาริษยาจนต้องประโคมข่าวดูถูกต่างๆ นานๆ ในเรื่องนี้

 

หวังมู่เฟยไหนเลยจะใส่ใจ ขอเพียงไม่กระทบต่อกิจการโรงน้ำชาก็เพียงพอ และยามนี้กิจการสำนักคุ้มภัยหวังเฟยก็เป็นไปได้ด้วยดี เขาที่ต้องยุ่งวุ่นวายกับการเลี้ยงบุตรจึงลืมตาข้างหลับตาข้าง ในหัวของเขายามนี้มีเพียงเรื่องราวของหวังจิ่นติ้งก็เหนื่อยแทบตายแล้ว

 

“พี่ใหญ่จะพาหวังจิ่นติ้งไปที่โรงน้ำชาลู่เฟินด้วยจริงหรือเจ้าคะ” หวังเหมยกล่าวถามด้วยความกังวล แม้หลายชายขอนางจะอายุหกเดือนแล้วแต่ด้านนอกนั้นอากาศหนาวเย็นอย่างยิ่ง หากนางมิได้ไปร่วมงานวันเกิดของคุณหนูตระกูลเยี่ยคงตามไปช่วยดูแลหลานชายด้วยอีกแรง

 

“หากพี่ใหญ่ไม่ได้ดูแลเองพี่ใหญ่จะไม่สบายใจ วางใจเถิด เสี่ยวจิ่นติ้งแข็งแรงมาก” หวังมู่เฟยอยากจะกล่าวว่าหวังจิ่นติ้งเป็นถึงชนชั้นขั้นจู้จี้ อากาศหนาวเย็นแค่นี้จะไปทำร้ายเด็กนี่ได้อย่างไร แต่เรื่องราวของระดับลมปราณของหวังจิ่นติ้งควรจะเป็นความลับ ยามนี้ไม่เหมาะเปิดเผยนัก และหวังมู่เฟยไม่ต้องการให้น้องๆ เป็นกังวลและทราบเรื่องที่ยังไม่ถึงเวลา ไม่เช่นนั้นอาจเป็นภัยแก่น้องๆ ได้

 

“พี่สามวางใจ มีข้าอยู่ทั้งคน ข้าจะดูแลหลานเอง” หวังหยุนกล่าวขึ้นอย่างฮึกเหิมมั่นใจ เพียงแค่หลานชายคนเดียวเขาดูแลได้สบายมาก

 

“เจ้าดูแลตนเองให้ดีอย่าเป็นภาระของพี่ใหญ่ก็พอ” หวังเหมยเอ่ยสั่งสอนน้องชายอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหันไปพยักหน้าฝากฝังหวังหยุนให้หลิงเถาช่วยเป็นหูเป็นตาให้อีกแรง พี่ใหญ่ของนางซูบผอมไปมาก ไหนจะต้องดูแลหลานชายของนาง ไหนจะเรื่องกิจการของตระกูล หากเพิ่มหวังหยุนเข้าไปอีกพี่ใหญ่คงเหนื่อยตายเป็นแน่

 

“ข้าดูแลตนเองได้น่า” หวังหยุนไม่ยอมตกเป็นภาระขอพี่ใหญ่อีกแน่ ยามนี้เขามาถึงแล้วเลี่ยนชีระดับเจ็ด สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาเข็มสยบภพได้แล้ว เขาจะตั้งใจฝึกฝนให้ตัวเองเก่งขึ้นๆ แล้วดูแลหลานให้ดู จะปกป้องทุกคนด้วย!

 

“เก่งมากเสี่ยวหยุน” หวังมู่เฟยลูบศีรษะเล็กของน้องชายด้วยความเอ็นดู

 

“แอ้!” หวังจิ่นติ้งส่งเสียงแย่งความสนใจจนบทสนทนาของพี่น้องแซ่หวังทั้งสามเป็นอันต้องหยุดลง ในดวงตาสีดำสนิทของเด็กทารกจับจ้องมือของมารดาที่อยู่บนศีรษะน้าชายอย่างไม่วางตา

 

หวังมู่เฟยที่สังเกตเห็นรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อยก่อนจะก้มลงหอมแก้มบุตรชายที่อยู่ในอ้อมแขนไม่ให้งอแงไปมากกว่านี้ นิสัยเช่นนี้ไม่ใช่เขาแน่! แต่จะขัดใจบุตรชายก็ไม่ได้ เห็นแล้วปวดใจนักหากบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนงอแงมีน้ำตา

 

หวังหยุนผู้แสนดีไม่ทราบว่าตนโดนหมายหัวจากหลานชาย เจ้าตัวพยายามหยอกล้อโอ๋เอ๋เพื่อช่วยให้หลานรักอารมณ์ดีด้วยดวงหน้าเปื้อนยิ้มสดใส แม้จะถูกหลานชายเมินเฉยก็ยังร่าเริงต่อไปไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

ณ โรงน้ำชาลู่เฟิน

 

เมื่อหวังมู่เฟยผู้ผอมแห้งแต่ยังคงงดงามไม่คลายกำลังโอบอุ้มทารกตัวใหญ่โตจ้ำม่ำเข้ามาในโรงน้ำชาลู่เฟินก็กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนทันที เสียงพูดคุยจอแจหายไปในบัดดล ต่างคนต่างส่งสายตาสอดส่องอย่างอยากรู้อยากเห็น แม้จะอยากกล่าวคำแต่ชาวบ้านชาวเมืองก็ต้องสงบปากเอาไว้เมื่อคุณชายหวังหยุนเดินเข้ามาพร้อมกับบ่าวรับใช้ประจำตัวและผู้คุ้มภัยอีกสี่คน ซึ่งสำนักคุ้มภัยหวังเฟยระยะนี้เป็นที่กล่าวถึงอย่างแผ่หลายกับความเก่งกาจและระดับลมปราณที่ไม่ธรรมดา

 

สำนักคุ้มภัยหวังเฟยตั้งแต่ก่อตั้งมาเมื่อหกเดือนก่อนไม่เคยทำงานผิดพลาดมาก่อน ไม่ว่างานนั้นจะสาหัสยากเข็ญเพียงใดแต่ก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ชาวยุทธพเนจรบางคนเคยกล่าวไว้ว่าสำนักคุ้มภัยหวังเฟยนั้นอาจเทียบเคียงได้กับสำนักเล็กของยุทธภพในแคว้นจ้าวเลยทีเดียว เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านต่างสงบปากสงบคำอย่างเรียบๆ ร้อยๆ

 

ตระกูลหวังยามนี้แม้ไม่ได้มั่งคั่งเทียบเท่าคหบดีเก่าแก่ในเมืองเจียวฉือแต่ก็เริ่มเบียดเสียดเข้ามาเป็นขุมอำนาจอีกตระกูลของเมืองแล้วจากกำลังของสำนักคุ้มภัยหวังเฟย ในโลกนี้ความแข็งแกร่งถือเป็นที่สุด ผู้ใดให้ตระกูลหวังมีกองกำลังที่แข็งแกร่งอยู่ใต้ปกครองเล่า แม้มีจำนวนคนไม่เยอะมากมายอันใดแต่แต่ละคนกลับมีระดับลมปราณไม่ต่ำกว่าเลี่ยนชีระดับสี่ และยามนี้คุณชายรองหวังไม่ทราบมาถึงระดับใดแล้วเนื่องเพราะยามนี้ไม่มีผู้ใดหยั่งถึงระดับลมปราณของคนผู้นี้ได้เลย

 

..

 

เจ้าเมืองเจียวฉือได้แต่น้ำท่วมปากเมื่อเห็นว่าตระกูลหวังกำลังผงาดขึ้นมา เมื่อไม่กี่ปีก่อนเจ้าตัวยังไม่เห็นความสำคัญและความอันตรายของตระกูลหวัง มองเป็นเพียงแม่ไก่ตัวเล็กอีกตัวที่คอยออกไข่ให้ขูดรีดเท่านั้น ยามนี้เจ้าเมืองเจียวฉือหวั่นใจเป็นอย่างมาก หากปล่อยเอาไว้อีกไม่กี่ปีตระกูลหวังคงใช้ความแข็งแกร่งกว่าครองเมืองเจียวฉือเป็นแน่ และเมื่อยามนั้นมาถึงอำนาจของตนคงเสื่อมถอย เพียงแค่คิดภาพตนเองประจบประแจงตระกูลหวังและเกอหม้ายผู้นั้นใบหน้าเหี่ยวหย่นของเจ้าเมืองเจียวฉือก็บิดเบี้ยวเขียวคล้ำขึ้นมาทันที

 

หากจะรายงานใส่สีสาดโคลนกับราชสำนักตนเองคงติดร่างแหไม่อาจหลุดรอดไปอีกคนเนื่องจากมีหลักฐานรับสินบนมาจากตระกูลหวังที่ยังอยู่ในมือเกอหม้ายผู้นั้น เรื่องนี้คงต้องใส่สีตีไข่ไปยังสำนักต่างๆ เสียแล้ว ตระกูลหวังจู่ๆ สองสามปีมานี้ก็แข็งแกร่งขึ้นมาก ผู้คนฝึกฝนลมปราณได้อย่างรวดเร็ว เพียงบอกกล่าวกับสำนักต่างๆ ว่าตระกูลหวังมีของวิเศษหรือเคล็ดลับเฉพาะเพิ่มพูนลมปราณได้อย่างรวดเร็วเท่านี้ตระกูลหวังก็มาถึงแล้วจุดจบ หึหึ คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก!

 

แม้จะมีของวิเศษจริงหรือไม่ก็ช่างปะไร แต่หากมีของวิเศษขึ้นมาจริงๆ ตนเองคงได้รับผลประโยชน์จากสำนักเหล่านั้นมากมายเป็นแน่ แม้จะอยากครอบครองไว้เองแต่เจ้าเมืองเล็กๆ เช่นตนคงไม่มีปัญญา ของวิเศษคงเป็นได้เพียงเผือกร้อนเท่านั้น

 

..

 

ตง ตง เสียงระฆังสีทองอันวิจิตรงดงามใบเล็กซึ่งอยู่ในมือเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอายุไม่เกินสิบเจ็ดสิบแปดปีดังขึ้นสองคำรบ เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าเกลี้ยงเกลามองระฆังที่อยู่ในมืออย่างตื่นเต้นยินดีก่อนจะหันมาสบตากับเพื่อนร่วมทางที่มีอายุไม่ต่างกัน ทั้งสองเป็นสหายรู้ใจทั้งในตำหนักฝึกฝนทั้งนอกตำหนักฝึกฝน

 

หากมีผู้คนมาพบเห็นทั้งสองจะทราบได้ทันทีว่าทั้งคู่มีลักษณะร่างกายที่แตกต่างออกไป แม้จะอายุสิบเจ็ดสิบแปดแต่ทั้งสองกลับมีรูปร่างสูงใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปแต่มิได้ล่ำสันดั่งหมีป่า ส่วนสูงและขนาดตัวกลับลงตัวมองดูสมส่วน เป็นส่วนผสมที่ลงตัวซึ่งเทพผู้สร้างปั้นแต่งขึ้นตั้งแต่กำเนิดจักรวาลสามพันโลกแล้ว

 

“อา พวกเราและคนอื่นๆ เดินทางเข้าออกโลกใบเล็กนับสิบๆ ใบในหกเดือนมานี้ ผู้ใดจะทราบว่าจะเป็นพวกเราที่ค้นพบ อา! เป็นโชคของพวกเราแล้ว เป็นโชคของพวกเราแล้ว!” เด็กหนุ่มผู้ถือระฆังทองเอาไว้ตื่นเต้นดีใจกระโดดโลดเต้นไปมา

 

ผู้เป็นสหายแม้จะยังคงรักษาท่วงท่าสภาวะเอาไว้ได้แต่ใบหน้ายังฉาบไปด้วยความยินดี รางวัลการค้นพบนี้ใหญ่โตจนพวกเขาเองยังแทบคลุ้มคลั่ง! การได้เป็นศิษย์ในตำหนักสายตรงของท่านประมุขนั้นถือเป็นสิ่งที่ทุกผู้คนใฝ่ฝันถึง ไม่คาดฝันว่ายามนี้จะเป็นโอกาสของพวกเขาสองคน!

 

แต่แล้วใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้ถือระฆังเอาไว้ก็หุบยิ้มลงทันที ท่าทางยินดีตื่นเต้นหายไปอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยกล่าวถ้อยคำที่ทำให้สหายร่วมทางอีกคนแทบดึงลากเด็กหนุ่มออกเดินทางค้นหา’ ท่านผู้นั้น’ ไปโดยเร็ว

 

“ใยข้าต้องยินดีในเมื่อภารกิจยังไม่สำเร็จ? เร็ว! ไปเร็ว! หากมีสิ่งใดผิดพลาดมิใช่เราต้องรับผิดชอบหรือ”

 

เด็กหนุ่มทั้งสองไม่กล่าวคำยืดยาวหรือตื่นเต้นยินดีอีก ทั้งสองเร่งเดินทางตามระฆังใบเล็กที่ส่งสัญญาณเป็นระยะด้วยความเร็วสูงสุดที่โลกใบเล็กนี้จะอนุญาตผู้คนจากต่างโลกให้ใช้ได้ จากขั้นจินตันยามนี้ลดลงมาที่ขั้นจู้จีระดับหนึ่ง ทั้งสองทำได้เพียงสบถด่าทอความล่าช้านี้ไปตลอดเส้นทาง

 

..

 

สามวันต่อมา ภายในจวนตระกูลหวังยามนี้วุ่นวายไม่น้อยเมื่อภายในจวนกำลังจัดงานพิธีปักปิ่นของคุณหนูหวัง งานปักปิ่นนี้เป็นเพียงงานเล็กๆ เท่านั้น มีเพียงผู้คนในตระกูลและคนรู้จักเพียงไม่กี่คน แตกต่างกับพิธีสวมหมวกของคุณชายรองหวังลิบลับ แต่หวังเหมยไม่ได้น้อยใจอันใด นางทราบดียามนี้ตระกูลหวังกำลังยุ่งวุ่นวาย พี่ใหญ่ยังต้องคอยดูแลหลานชายจอมเอาแต่ใจที่ยังเล็ก พี่รองยามนี้กำลังเตรียมตัวไปยังเมืองหลวงเมื่อมีผู้ว่าจ้างสำนักคุ้มภัยหวังเฟยให้คุ้มครองสินค้าขบวนใหญ่โตไปยังเมืองหลวง มีเพียงหวังหยุนที่พอมีเวลาเมื่อการฝึกฝนเคล็ดวิชาและฝึกฝนหลอมโอสถในแต่ละวันเสร็จสิ้น

 

“ปิ่นนี้พี่ใหญ่ล่าอสรพิษสีชาดแล้วนำผลึกบนศีรษะสีแดงก่ำนำมาทำปิ่นให้กับเหมยเอ๋อร์โดยเฉพาะ” หวังจือซึ่งเป็นผู้ปักปิ่นให้กับผู้เป็นน้องสาวแย้มยิ้มกระอักกระอ่วม เขาเหลือบมองปิ่นที่ประดับผลึกสีชาดงดงามอีกสองชิ้นซึ่งอยู่ในกำมือหลานชายที่อยู่ในอ้อมแขนผู้เป็นพี่ใหญ่อย่างอ่อนอกอ่อนใจ

 

“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่ใหญ่ พี่รอง เหมยเอ๋อร์จะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี” หวังเหมยแย้มยิ้มด้วยความยินดี แม้จะเห็นว่าหลานชายตัวดีได้ครอบครองปิ่นลักษณะเดียวกันไปถึงสองชิ้นก็ตาม นางไม่เพียงไม่น้อยใจหรือริษยา ในจิตใจของนางมีเพียงความเอื้อเอ็นดูเท่านั้น

 

“ปิ่นไม้ชิ้นนี้ข้ามอบให้พี่สาม ข้านั่งแกะสลักกว่าสามวัน” หวังหยุนมอบปิ่นไม้ง่ายๆ ที่ตนเองทำขึ้นมาให้แก่พี่สาวด้วยความกระตือรือร้น

 

“ขอบใจเจ้าเช่นกัน” หวังเหมยแย้มยิ้มน้ำตาคลอ สองสามปีมานี้แม้ชีวิตของพวกนางจะดีขึ้น ความเป็นอยู่สุขสบาย เรื่องราวอดมื้อกินมื้อในตอนที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ในหมู่บ้านจิงแทบเหมือนกับความฝัน แต่จะอย่างไรพวกนางสี่พี่น้องก็ยังคงอยู่ร่วมกันช่วยเหลือรักใคร่ไม่แปรเปลี่ยน

 

พิธีปักปิ่นเป็นไปอย่างเรียบง่ายตั้งแต่ต้นจนจบ บรรยากาศสุขสงบอบอวลไปทั่วทั้งจวนตระกูลหวัง หยางหนิงเฉิงที่อีกไม่กี่ชั่วยามจะต้องตามหวังจือไปยังเมืองหลวงเพื่อคุ้มกันสินค้าขบวนใหญ่กำปิ่นแก้วผลึกในมือเอาไว้แน่น ใบหน้าของเด็กหนุ่มวัยสิยแปดปีแดงก่ำเนื่องจากความขัดเขิน เด็กหนุ่มหมายมั่นปั้นมือว่าต้องมอบปิ่นแก้วผลึกชิ้นนี้ให้แก่หวังเหมยให้จงได้ก่อนที่ตนเองจะเดินทางไปยังเมืองหลวง

 

..

 

วันคืนผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากพิธีปักปิ่นของหวังเหมย หวังจือและผู้คนของสำนักคุ้มภัยหวังเฟยกำลังคุ้มกันขบวนสินค้าขนาดเล็กกลับมายังเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเจียวฉือนัก ซึ่งหากงานนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อยพวกเขาก็จะกลับมายังเมืองเจียวฉือเพื่อรอรับงานอื่นต่อไป

 

สำนักคุ้มภัยหวังเฟยนั้นแยกสาขาย่อยเล็กๆ อยู่ในเมืองใกล้เคียงเมืองเจียวฉืออยู่หลายแห่ง ค่าจ้างถูกกว่าสำนักยุทธขนาดเล็กต่างๆ อยู่หนึ่งขั้นแต่ราคาปกติทั่วไปสำหรับสำนักคุ้มภัยที่มีอยู่ในแผ่นดินจ้าว ที่สำนักคุ้มภัยหวังเฟยเป็นที่รู้จักและผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะฝีมือและความแข็งแกร่งที่ไม่ด้อยไปกว่าสำนักยุทธขนาดเล็กในยุทธภพแม้แต่น้อย ค่าจ้างเองก็ราคาถูกกว่า ฝีมือเองก็สูงส่งกว่าสำนักคุ้มภัยธรรมดาอยู่ขั้นหนึ่ง

 

คหบดีที่ไม่ได้มีความลึกซึ้งเกี่ยวพันกับสำนักต่างๆ ในยุทธภพต่างใช้บริการจากสำนักคุ้มภัยหวังเฟยแทนเพื่อลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า สำนักเล็กในยุทธภพแม้รายได้จะลดลงไปบ้างแต่สำนักคุ้มภัยหวังเฟยมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในไม่กี่เมืองเล็กๆ เท่านั้น พวกมันซึ่งทำตัวสูงส่งเป็นถึงสำนักยุทธหนึ่งในยี่สิบแห่งในแคว้นจ้าวไหนเลยจะใส่ใจมดตัวเล็กตัวน้อย

 

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่กับสำนักกระบี่เหินซึ่งได้รับรายงานเรื่องของวิเศษตระกูลหวังมาจากเจ้าเมืองเจียวฉือ เจ้าเมืองเจียวฉือนั้นแม้จะเป็นเพียงเจ้าเมืองเมืองเล็กๆ แต่มีบุตรชายผู้หนึ่งเป็นศิษย์สำนักกระบี่เหิน ศิษย์ผู้นี้เมื่อปีก่อนตบแต่งกับหลานสาวผู้อาวุโสสำนักกระบี่เหินผู้หนึ่งนับว่าไม่อาจมองข้ามไปได้ และเรื่องของวิเศษตระกูลหวังซึ่งทำให้ลมปราณที่ฝึกฝนเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีและความละโมบ

 

เรื่องของวิเศษตระกูลหวังถูกปิดเป็นความลับจากสำนักอื่นๆ อย่างรวดเร็ว เจ้าสำนักกระบี่เหินส่งผู้อาวุโสห้าคนให้เดินทางไปนำของวิเศษกลับมายังสำนัก หากได้ครอบครองของวิเศษชิ้นนี้ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสำนักกระบี่เหินของพวกมันคงเป็นอีกสำนักที่ผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในสำนักยุทธขนาดใหญ่ แคว้นจ้าวจะกลับกลายเป็นมีสำนักยุทธขนาดใหญ่ถึงสี่สำนัก!

 

หวังมู่เฟยซึ่งกำลังดูแลบุตรชายจอมวายร้ายไม่ได้ทราบภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาแต่อย่างใด หรือหากทราบเจ้าตัวก็ไม่เกรงกลัว สำนักยุทธเล็กๆ นับเป็นอันใดได้ เพียงแต่หวังมู่เฟยไม่ต้องการให้ผู้อื่นมากมายจับตามองตระกูลหวังนักจึงไม่ได้เปิดเผยตัวและความแข็งแกร่งที่ตนเองมีอยู่

 

วันนี้เป็นอีกวันที่หิมะโปรยปรายปกคลุมไปทั่วบ้านเรือนและท้องถนน ยามจื่อ (23.00น.-24.59น.) ที่ทุกคนในเมืองเจียวฉือนอนหลับสนิทกันหมดในฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บกลับมีผู้คนนับสิบคนที่ยังคงเคลื่อนไหวในเงามืด พวกมันทั้งหมดเป็นผู้มีลมปราณไม่อ่อนด้อย มีอยู่ห้าคนที่มีลมปราณขั้นเลี่ยนชีระดับแปด พวกมันทั้งสิบคือคนของสำนักกระบี่เหินนั่นเอง

 

หวังมู่เฟยซึ่งค้นพบความเคลื่อนไหวห่างออกไปไม่ไกลจากจวนตระกูลหวังมากนักลืมตาขึ้นมาด้วยใบหน้าเย็นเยียบ หยางหนิงอันซึ่งเป็นชนชั้นเลี่ยนชีระดับเจ็ดรีบเร้นกายเข้ามาหาหวังมู่เฟยในห้องหับอย่างรวดเร็วเมื่อเจ้าตัวเองก็รับรู้ได้ถึงกลุ่มคนดังกล่าว

 

“คุณชายใหญ่…” ก่อนที่หยางหนิงอันจะได้กล่าวคำหวังมู่เฟยก็ยกนิ้วชี้เรียวยาวจรดริมฝีปากของตนเองให้หยางหนิงอันเงียบเสียงลงไป ใบหน้าหล่อเหลาซื่อสัตย์ที่เต็มไปด้วยความกังวลเหลือบมองคุณชายน้อยซึ่งกำลังนอนหลับอย่างสบายอกสบายใจอย่างทราบความนัย

 

ใบหน้างดงามอ่อนหวานของหวังมู่เฟยเย็นชาอย่างยิ่ง หากน้องรองผู้ซึ่งสำเร็จวิชาเข็มสยบภพขั้นที่หนึ่งและมีระดับลมปราณเลี่ยนชีระดับแปดอยู่ที่จวนคงจัดการผู้บุกรุกได้อย่างง่ายดายโดยที่เขาไม่ต้องลงมือเอง หากแต่ยามนี้หวังจือไม่อยู่ ผู้มาเองก็เป็นถึงเลี่ยนชีระดับแปดห้าคนและเลี่ยนชีระดับหกอีกห้าคน หากเขาไม่ลงมือเองตระกูลหวังคงเกิดความสูญเสียอย่างมากเป็นแน่ แต่แล้วผู้ใดจะดูแลหวังจิ่นติ้งเล่า แม้หยางหนิงอันจะซื่อสัตย์ไว้ใจได้ แต่หากมีหนึ่งในเลี่ยนชีระดับแปดหลุดรอดมาได้คงแย่แล้ว

 

เฮ้อ! หวังมู่เฟยคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุดและต้องไม่มีผู้ใดได้ใช้โอกาสเล่นไม่ซื่อ หยางหนิงอันเองก็คงปกป้องหวังจิ่นติ้งด้วยชีวิต แต่เรื่องนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เขาเป็นถึงชนชั้นจู้จี จะปล่อยให้มดปลวกเข้ามาวิ่งเล่นทำเช่นนั้นได้อย่างไร

 

“เจ้าปกป้องหวังจิ่นติ้งให้ดี ข้าจะออกไปจัดการเอง”

 

“แต่คุณชายใหญ่…ขอรับ!” หยางหนิงอันที่กำลังจะเอ่ยคัดค้านเพื่อตามอารักขาอยู่ใกล้ๆ ผู้เป็นนายเป็นอันต้องกลืนคำกล่าวพวกนั้นลงไปก่อนจะเอ่ยรับคำสั่งอย่างหนักแน่น ยามนี้แม้คุณชายใหญ่หวังจะผอมแห้งอิดโรยไปมากจากการเลี้ยงบุตรเองแต่รอบตัวกลับเต็มไปด้วยไอสังหารและความกดดันของลมปราณอันหนักหน่วงแทบจะหายใจไม่ออก ลมปราณของคุณชายใหญ่ช่างมากมายมหาศาลนัก แข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้เสียอีก!

 

 

*******************

 

 

วันนี้มาเร็วจ้าเพราะกำลังตกแต่งโปรไฟล์นิยายเรื่องใหม่อยู่ ฮา ฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ของอาร์ด้วยเด้อ เป็นแนวโอเมก้าเวิร์สครึ่งสัตว์โลกอนาคต ไม่มากไม่มายไม่เกินสิบตอนก็น่าจะจบ ชื่อเรื่อง>> Omegaverse โอเมก้าผู้มีชื่อเสียงที่สุดในทศวรรษนี้ (เป็นเรื่องสั้นคั่นเวลาก็ว่าได้55)

ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามนิยายเรื่องนี้อย่างเหนียวแน่นจ้า ถ้าคิดถึงเจอที่อีกเรื่องได้ (โปรโมทสุดๆ)

ปล. พระเอกยังไม่มาจ้า รออีกหน่อยเด้อ อีกไม่นานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน??

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว