อ่านฟรี แต่ก็สามารถสนับสนุนดาว กุญแจ เหรียญได้นะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่สิบหก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 644

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ค. 2562 10:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่สิบหก
แบบอักษร

จอมภพลืมตาขึ้นอย่างลำบากยากเย็นที่สุดในชีวิตเขา มันพร่าและมัวไปหมด จนเมื่อเขากะพริบตาถี่ๆภาพที่เห็นจึงชัดเจนมากยิ่งขึ้น รอบด้านยังคงเป็นความมืดมิดนอกจากนั้นยังเหมือนมีหมอกหรือควันประหลาดปกคลุมทุกที่ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ตายไปแล้วและอยู่ในโลกของวิญญาณหรือเปล่า แต่พอเขาลองขยับตัว ความเจ็บปวดก็แล่นพล่านทั้งร่างกาย ทุกส่วนเต็มไปด้วยความขัดยอก จอมภพเผลอครางออกมาเบาๆ ชายหนุ่มประหลาดใจที่เขายังคงรอดชีวิตอยู่ได้ ภาพของเจ้าพลายมรณะยังติดตา เขาพยายามลุกขึ้นนั่งอย่างช้า มันทรมานจนตัวของเขาสั่นระริก ไม่มีวี่แววของช้างฝูงนั้น อีกทั้งรอบด้านก็มองแทบไม่เห็น

               หลังจากนั่งได้ชั่วครู่ เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาล่องลอยมาในอากาศ เสียงหัวเราะที่ทำให้ทุกรูขุมขนของเขาลุกชัน จอมภพกวาดตามองโดยรอบ ครั้งนี้เหมือนจะมืดสนิทยิ่งกว่าตอนที่เขาลืมตา มืดมิดราวกับก้นของเหวนรก เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกเหมือนใกล้กว่าเดิม เขามองตามเสียงแล้วจึงเห็นภาพสยองขวัญสั่นประสาท

               เงาดำยืนสงบนิ่งก้มหัวเล็กน้อย มันกำลังมองร่างชายอีกคนที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าประหนึ่งยอมจำนน คนทั้งคู่มองเห็นได้อย่างชัดเจนในสายตาของเขาประดุจร่างทั้งสองเรืองแสงสลัวได้ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงแหบแห้งดังขึ้น เงาดำกำลังพูด

               “นับต่อจากนี้ไป เจ้าจงกลายเป็นทาสผู้ภักดีแห่งข้า จงทำตามคำสั่งแห่งข้า ชีวิตของเจ้ากลายเป็นของข้า”

               “ครับนายท่าน” ชายคนนั้นตอบรับ ให้ตายเถอะ จอมภพจำได้ว่านั่นคือเสียงของชัชวาล “ผมจะทำตามคำสั่งของนายท่านทุกประการ”

               “ดีมาก เจ้าจงกลับไปแล้วนำตัวนางคนทรยศมาหาข้า หญิงชั่วผู้นั้นจะปลดปล่อยข้าได้”

               “ครับนายท่าน”

               เงาดำชี้นิ้วไปที่ชัชวาล ลูกน้องของเขาก้มตัวลงต่ำอย่างลนลาน

               “อย่าคิดทรยศข้า ถึงข้าจะออกจากสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ แต่วิญญาณเสี้ยวหนึ่งของข้าจะติดตามเจ้าไป”

               “ผมไม่กล้าทรยศนายท่าน ผมจะรับใช้นายท่านอย่างเต็มความสามารถ”

               เงาดำหัวเราะอย่างพอใจ

               “แล้วข้าจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าปรารถนา”

               มันหยุดพูดแล้วหันขวับมองมาทางเขา จอมภพหน้าซีดเผือด เขาพยายามลากสังขารหลบหนี ความกล้าหาญแทบไม่เหลือในตัวของเขาอีกแล้ว พี่ชายของจอมขวัญคลานอย่างเชื่องช้า

               “เจ้าไม่มีวันหนีข้าพ้น ไม่มีวัน”

               ประโยคท้ายมันตะโกนก้องแล้วแผดเสียงโหยหวน เงาดำนั้นบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว เสียงนั้นดังสนั่นจนจอมภพยกมืออุดหูเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น เขาเองก็ร้องลั่น น้ำตาไหลพราก เขากำลังจะตาย ตายจากเสียงนรก ความรู้สึกของเขาเลือนลางลงจนดับวูบอีกครั้ง

 

               กลิ่นควันไฟและเสียงปะทุของฟืนปลุกสติของจอมภพให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ทันทีที่ลืมตาเขาก็ดึงตัวเองลุกขึ้นนั่ง อาการปวดตามส่วนของร่างกายยังพอมีหลงเหลือโดยเฉพาะบริเวณหลังและต้นคอ เขาลูบหน้าตัวเอง ขณะนี้ความมืดปกคลุมไปทั่ว เขามองไปยังกองไฟซึ่งกำลังลุกโพลง แสงไฟลอดออกมาเพียงเล็กน้อยเนื่องจากถูกบดบังจากร่างอันคุ้นตาซึ่งนั่งหันหลังให้เขาอยู่ ชัชวาล คนสนิทและคู่หูของเขา ชัชวาลไม่ได้หันมาสนใจหรือรู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขาคืนสติแล้ว จอมภพเปลี่ยนเป็นนั่งกอดเข่า ชายหนุ่มกำลังพยายามทบทวนความทรงจำที่ผ่านมา ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือเขาเองถูกช้างพลายตัวหนึ่งจับเหวี่ยงกระเด็นแล้วความรู้สึกทั้งมวลก็วูบลง เขาอดไม่ได้ที่ลอบมองเงาหลังของลูกน้อง ชัชวาลเองก็พบกับชะตากรรมเดียวกับเขา แต่น่าแปลกที่ทั้งคู่ยังคงรอดชีวิตอยู่ได้

               จอมภพสะบัดหัวไล่ความมึนงง เขาร้องเรียกชัชวาลเบาๆ ใบหน้านั้นหันกลับมาครึ่งซีกแต่ก็ทำให้เขาตัวแข็ง ดวงตาของชัชวาลลุกโพลงเจิดจ้า มันสว่างยิ่งกว่าแสงของกองไฟเสียอีก แต่เพียงครู่เดียวใบหน้านั้นก็กลายเป็นปกติ จอมภพอยากจะเชื่อว่าแสงไฟและความเหนื่อยล้าทำให้เขาเห็นภาพลวงตา

               “เราอยู่ที่ไหนชัช” เขาถามเสียงแหบแห้ง ชัชวาลยกบางอย่างลงจากกองไฟ กลิ่นหอมตลบอบอวล ท้องของจอมภพลั่นโครกคราก

               “ห่างจากจุดที่เราปะทะกับฝูงช้างประมาณสามกิโลเมตรครับนาย เราอยู่บนสันเขาตอนหนึ่ง”

               “เรายังไม่ตายเหรอชัช”

               “นั่นถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจครับนาย ผมรู้สึกเหมือนตายไปแล้วตั้งแต่โดนช้างตัวนั้นเหวี่ยงไปกลางฝูงของมัน แต่เหมือนโชคยังเป็นของผม ผมหล่นลงไปในพุ่มไม้หนาทึบจึงรอดมาได้ นายล่ะครับ ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”

               “ปวดทั้งตัว แต่ฉันจำไม่ได้ว่ารอดตายมาได้ยังไงชัช”

               “ดวงของเรายังไม่ถึงที่ตายครับนาย ผมพบนายนอนสลบอยู่เลยพานายมาหลบที่นี่เอง แต่เห็นทีพรุ่งนี้เราคงต้องรีบออกจากป่าครับนาย ทั้งปืนทั้งเสบียงหายไปหมดแล้ว ขืนอยู่ต่อเราอันตรายแน่ครับ”

               จอมภพผงกหัวรับ

               “แน่นอนชัช พรุ่งนี้เราจะออกจากที่นี่ ฉันชักจะเริ่มกลัวป่าแห่งนี้แล้ว”

               ลูกน้องของเขาหัวเราะเสียงประหลาด มันฟังเย้ยหยันและหมิ่นแคลนอย่างบอกไม่ถูก

               “ผมเตือนนายแล้วว่าป่านี้มันอันตรายแต่นายก็ไม่ฟังผม ไม่เป็นไรครับนาย ตอนนี้นายคงหิว ผมจับไก่ป่าได้ตัวหนึ่งเลยย่างไว้รอนาย”

               ชัชวาลตัดแบ่งไก่ชิ้นใหญ่แล้วยื่นส่งให้เขา พี่ชายของจอมขวัญรับมาแล้วกินอย่างหิวโหย เมื่อกระเพาะเต็มไปด้วยอาหาร เขาจึงสดชื่นขึ้น

               “นายนอนพักเถอะครับ อีกนานกว่าจะเช้า ผมเฝ้ายามให้เอง พรุ่งนี้เราต้องเดินกันหนัก ผมว่าจะเดินรวดเดียวให้ออกจากป่านี้เลยเพื่อความปลอดภัย”

               มีคำถามมากมายยังค้างคาอยู่ในหัวใจของชายหนุ่ม จอมภพอยากจะนั่งคุยเพื่อคลายปมปริศนาต่างๆ แต่ทันทีที่ชัชวาลพูดจบประโยค ความง่วงหาวก็เข้าจู่โจมเขา จอมภพแปลกใจที่อยู่ดีๆก็รู้สึกง่วงนอนมากขนาดนี้ เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยถามแต่สายตาทั้งคู่กลับปิดสนิท ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนโดยไม่ได้ยินเสียงที่กำลังพูดอยู่ข้างหูของเขาเลย

               “เจ้าไม่มีวันหนีข้าพ้น ไม่มีวัน”

               เขาหลับไปแล้ว หลับราวกับโดนสะกด

               วันรุ่งขึ้นทั้งคู่ตื่นเช้าตรู่ หลังจากกินอาหารเช้าซึ่งเป็นไก่ย่างตามเคย ชัชวาลก็พาเจ้านายของเขาออกเดินทาง จอมภพอดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดพละกำลังและร่างกายของเขาจึงเป็นปกติอย่างรวดเร็ว พอเหลือบมองดูชัชวาลเองก็ไม่ต่างกัน พวกเขาเดินตัวปลิว ชัชวาลนำทางเขาเดินลัดตัดป่า ราวหกโมงเย็นทั้งคู่ก็ออกจากแนวไม้แน่นทึบกลับเข้าสู่อาณาเขตของไร่ตระกูลจอมได้อย่างปลอดภัย

 

               ข่าวลือเรื่องเสือโคร่งอาละวาดค่อยจางหายไปจากความรู้สึกของคนอำเภอหนองเสือร้องเนื่องจากไม่มีใครพบเจ้าเสือร้ายเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว สัตว์เลี้ยงของชาวบ้านก็อยู่กันอย่างเป็นปกติสุข หลายคนเชื่อว่ามันได้หลบหนีย้ายถิ่นเข้าสู่เขตป่าลึกใจกลางอุทยานแห่งชาติแล้ว แม้ว่าจะยังมีบางคนยังคงหวาดกลัวอยู่บ้างแต่บรรยากาศในยามค่ำคืนของตัวอำเภอหนองเสือร้องก็กลับมาคึกคัก

               พะเยาว์เป็นลูกสาวคนเล็กของลุงย้อย เจ้าของร้านบัวลอยเจ้าประจำที่ชานนท์ชอบไปนั่งกินบ่อยๆ หลังจากเลิกงานขายบัวลอยกับบิดา เด็กสาวก็ขออนุญาตลุงย้อยไปเที่ยวเล่นบ้านเพื่อนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของหล่อนมากนัก พะเยาว์คุยกับเพื่อนสาวคนสนิทจนเลยเวลากลับบ้าน พอรู้ตัวอีกครั้งก็เกือบจะสี่ทุ่มครึ่งแล้ว ลุงย้อยโทรมาตามด้วยความโมโห หล่อนจึงรีบเผ่นออกจากบ้านเพื่อนแล้วตรงดิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

               ถนนเส้นหลักตัดผ่านกลางอำเภอถึงแม้จะมีไฟแสงสว่างก็ยังดูเปลี่ยววังเวง ที่นี่เป็นอำเภอเล็กอิงแอบขุนเขา ตอนดึกขนาดนี้ชาวบ้านจึงมักจะหลบตัวอยู่ในที่พักอาศัยของตัวเองเท่านั้น ไม่ค่อยจะมีใครออกมาเดินเพ่นพ่านมากนัก ยิ่งช่วงนี้อากาศหนาวจับใจจึงทำให้ไม่มีใครหนักเข้าไปอีก ลมพัดแรงวูบหนึ่ง หอบเอาความเย็นมาสัมผัสผิวหนังจนหล่อนอดสยิวตัวไม่ได้ พะเยาว์เร่งฝีเท้าขึ้น นอกจากลมหนาวแล้วเด็กสาวยังรู้สึกถึงกลิ่นสาบสางประหลาด มันเหมือนกับกลิ่นของซากสัตว์ที่ตายมานานแล้ว

               พะเยาว์กำลังรู้สึกหวาดหวั่นพลันสายตาก็มองเห็นว่าไกลออกไปประมาณร้อยเมตร ร่างของผู้ชายคนหนึ่งกลังเดินอยู่อย่างช้าๆ ในที่สุดก็มีเพื่อนแล้ว เด็กสาวคิดในใจ เส้นทางที่ชายคนนั้นมุ่งหน้าไปพอดีเป็นทางกลับบ้านของหล่อน พะเยาว์เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกจนเกือบจะกลายเป็นวิ่งเหยาะ ในอำเภอเล็กแบบนี้แทบทุกคนรู้จักกันหมด หล่อนมั่นใจว่าต้องรู้จักบุคคลตรงหน้าเนื่องเพราะรู้สึกคุ้นตากับลักษณะของเขา

               แล้วหล่อนก็รู้จักเขาจริงๆ ชานนท์ ผู้ช่วยอุทยานนั่นเอง เขากำลังเดินเรื่อยๆคล้ายทอดอารมณ์ เหมือนความหนาวเย็นของอากาศจะไม่มีผลกับเขา

               “คุณผู้ช่วยรอด้วยค่ะ”

               พะเยาว์ตะโกนบอกออกไป หล่อนหอบเล็กน้อยเนื่องจากวิ่งมาค่อนข้างไกล ชานนท์หันหน้ากลับมาแล้วยิ้มเมื่อเห้นว่าเป็นใคร

               “ลูกลุงย้อยนั่นเอง จะไปไหนล่ะน้องสาว”

               “หนูกำลังจะกลับบ้านค่ะ พอดีมาคุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อยเลยกลับดึก แล้วพี่ผู้ช่วยจะไปไหนค่ะ”

               “ผมหิวน่ะเลยว่าจะออกมาหาอะไรกินซะหน่อย”

               “แล้วกินอะไรค่ะ ดึกแบบนี้ร้านอาหารปิดหมดแล้ว”

               “ตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ตอนนี้รู้แล้วล่ะ”

               เด็กสาวมองอย่างสงสัย วันนี้สายตาของชายหนุ่มที่มองหล่อนดูแปลกๆ มันแข็งและกระด้างจนบอกไม่ถูก แล้วชานนท์ก็หัวเราะเบาๆ

               “มีร้านบะหมี่เปิดอยู่ข้างหน้านั่นไงไม่เห็นเหรอ”

               เขาชี้มือ หล่อนมองตามแล้วก็ต้องแปลกใจ มีแสงไฟจากรถขายบะหมี่ปรากฎขึ้นทั้งที่ตอนแรกบริเวณนั้นมืดสนิท

               “ร้านใหม่เหรอค่ะ ทำไมหนูไม่เคยเห็น”

               เขาพยักหน้า

               “ใช่แล้วล่ะ แต่เดี๋ยวผมไปส่งหนูก่อนแล้วค่อยกลับมากินก็ได้”

               “ไม่เป็นไรค่ะ หนูกลับเองได้”

               “ไม่ได้ ดึกแล้วอันตราย เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว”

               พะเยาว์ยิ้มให้เขา ชายหนุ่มยิ้มตอบซึ่งก็ดูแปลกสำหรับหล่อนอีกเหมือนกัน ปกติชานนท์เป็นคนยิ้มกว้างแต่คราวนี้เขากลับยิ้มคล้ายแสยะยิ้มมากกว่า ฟันของเขาดูแหลมคมน่ากลัวจนหล่อนอดใจเต้นไม่ได้ ช่วงหนึ่งทั้งคู่เดินผ่านบริเวณถนนมืดๆเนื่องจากหลอดไฟเสีย ชานนท์ก็พูดขึ้น

               “กลับดึกๆไม่กลัวเสือเหรอ”

               “เสือมันหนีเข้าป่าไปแล้วนี่ค่ะ เห็นเขว่ากันว่าอย่างนั้น”

               ชายหนุ่มหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะที่สร้างความขนหัวลุกได้ดีทีเดียว เด็กสาวจ้ำเร็วขึ้น กลิ่นสาบสางแปลกๆลอยมากระทบจมูกอีกครั้ง หล่อนก้าวเดินล้ำหน้าชานนท์ไปเล็กน้อยจึงหันกลับมามองดูเขา แต่เบื้องหลังของหล่อนกลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของผู้ช่วยหนุ่ม เด็กสาวขนลุกเกลียว พยายามสอดส่ายสายตามองหาแต่ก็ไม่มี จะว่าชานนท์หลบเพื่อแกล้งหล่อนก็เป็นไปไม่ได้ ถนนสายนั้นโล่งจนมองไปเห็นแสงไฟและอาคารบ้านเรือน ลมพัดมาวูบหนึ่ง เด็กสาวตัวสั่นสะท้าน หล่อนหันหลังหมายที่จะวิ่งกลับบ้านแต่ภาพเบื้องหน้ากลับสะกดให้หล่อนยืนตัวแข็ง

               เสือตัวใหญ่ก้าวอย่างเชื่องช้าตรงมาที่หล่อน มันอยู่ห่างออกไปเพียงสิบเมตรเท่านั้น ร่างของมันถูกแสงไฟจากปลายอีกด้านของถนนส่องอย่างชัดเจน ตลอดเวลามันคำรามต่ำ ความรู้สึกของพะเยาว์สั่งให้หันกลับแล้ววิ่งหนีให้เร็วที่สุดแต่ร่างกายของหล่อนกลับไม่ตอบสนองคำสั่งนั้น เหมือนกับถูกสะกด ยิ่งเพ็งมองดวงตาเหลืองแกมแดงก็ยิ่งขยับตัวไม่ได้ แล้ววาระสุดท้ายของเด็กสาวก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เสือร้ายกระโจนพรวดเดียวถึงตัวหล่อน มันกัดกระชากเข้าที่บริเวณคอหอยของพะเยาว์ เลือดแดงเข้มไหลทะลักตามซอกฟันแหลมคม หล่อนพยายามกรีดร้องแต่มีเพียงเสียงคล้ายคนสำลักน้ำ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านก่อนที่ดวงตาทั้งคู่จะมืดสนิท เสียงสุดท้ายที่เด็กสาวได้ยินคือเสียงลมหายใจขาดห้วงของตัวเอง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว