ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เส้นด้ายผูกชะตา

ชื่อตอน : เส้นด้ายผูกชะตา

คำค้น : ชายรักชาย จีนโบราณ ฮาเร็ม มหาฮาเร็ม ไม่เหมาะสำหรับคนที่รักเดียวใจเดียว...

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2558 20:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เส้นด้ายผูกชะตา
แบบอักษร

 

 

          หลวนซานลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกหนาวสะท้าน ทว่ากลับต้องแปลกใจที่เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ทว่าเมื่อคนผู้นั้นหันมากลับเป็นเขาเองที่มองอย่างตกตะลึง งดงาม นั่นคือนิยามเดียวในเวลานี้ ร่างสูงโปร่งที่สูงพอๆ กับเขาเดินเข้ามาใกล้ทำให้หลวนซานมองตามอย่างหวาดระแวง
         

          “ไม่ต้องกลัวข้าหรอก เพราะต่อไปนี้ข้าคือเจ้า เจ้าคือข้า”
         

          “หมายความว่าไง” หลวนซานเอ่ยถามอย่างมึนงง เพราะกำลังสงสัยว่านี่เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่
       

          “ต่อไปนี้เจ้าคือเฟยอวี่ แปลว่า ทะยานสู่ห้วงเอกภพ ความทรงจำข้าคือความทรงจำเจ้า และข้าจะสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ามีแก่เจ้าก่อนที่จะลืมตาตื่นอีกครั้ง” ชายหนุ่มที่งดงามนั้นเอ่ยออกมาแต่ละอย่างที่ทำให้หลวนซานมึนงงไปไม่น้อย ก่อนจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อความทรงจำมากมายพุ่งเข้ามาในหัวของเขา สองมือกุมศีรษะตัวเองและล้มลงกลิ้งไปมาบนพื้นหิมะขาวโพลน ใบหน้ามีเหงื่อผุดขึ้นด้วยความเจ็บปวด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉายเข้ามาในความทรงจำเหมือนกาลเวลาที่ผ่านมามากกว่าหกสิบปี ทว่าร่างโปร่งบางผู้นี้กลับมีใบหน้าเยาว์วัยเพียงสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้น
        

             หลวนซานลุกขึ้นนั่งด้วยความเหนื่อยหอบหลังจากนอนกลิ้งบนหิมะจนหายเจ็บไปแล้ว ดวงตาคมมองร่างโปร่งบางที่มองเขานิ่งๆ เช่นกันทุกอย่างในความทรงจำเกี่ยวกับคนตรงหน้าทั้งสิ้น

         

          “คุณเป็นใครกันแน่” หลวนซานเอ่ยถามเสียงเครียดเพราะไม่รู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจากเขา ใบหน้างดงามส่งยิ้มมาให้ก่อนจะตอบกลับเสียงนุ่มทุ้ม
        

          “ข้าเฟยอวี่จ้าวยุทธภพ ข้ากับเจ้าเป็นเศษเสี้ยวของกันและกันและมันได้เวลาที่จะรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่เช่นนั้นดวงจิตของเราจะแตกสลาย” คำกล่าวของร่างโปร่งบางไม่ได้ทำให้หลวนซานเข้าใจแม้แต่น้อย สรุปแล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันหรือว่าความฝัน
         

         “หลวนซานนี่คือความจริง ร่างนั้นของเจ้าได้จากโลกนั้นไปแล้ว หากเจ้ายังจำได้เจ้าตายอยู่ใต้น้ำต่อหน้าสหายรักเจ้าเชียวนะ” คำบอกกล่าวของคนตรงหน้าทำให้หลวนซานซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางหิมะเบิกตากว้างภาพความทรงจำก่อนหน้านี้หลั่งไหลออกมาก่อนจะจะนึกขึ้นได้มีบางอย่างผิดปกติว่ามีเส้นด้ายสีแดงเส้นใหญ่พันตัวและขาเขาไว้แน่นจนไม่สามารถออกจากรถไปได้ จึงได้แต่ผลักไสจินลู่ออกไป
       

            “ฝีมือเจ้าสินะ” เอ่ยถามเสียงเข้มดวงตาคมมองร่างโปร่งบางเขม่ง
         

            “เปล่า เจ้าดูให้ดีๆ ว่าตอนนี้เชือกมันพันอยู่ไหนบ้าง” คำบอกกล่าวทำให้เขามองสำรวจตัวเองแม้ตอนแรกจะไม่เห็นทว่ากลับมาสะดุดกับเส้นด้ายแดงที่พันนิ้วนางข้างซ้ายไว้เป็นสิบเส้น ซึ่งคนตรงหน้าก็มีสภาพเดียวกับเขา
         

           “คู่ชีวิตเราอยู่ที่นี่แต่มีแค่ครึ่งจิตก็ไม่อาจเป็นไปได้ เราจึงต้องมารวมตัวกัน แต่เมื่อรวมกันเมื่อไหร่ข้าจะอยู่ได้เพียงในใจเจ้าเท่านั้น” คำพูดชวนปวดหัวทำให้หลวนซานมองตามอย่างมึนงง
         

           “เรื่องอื่นไว้ก่อนเถอะ แต่เชือกบ้าๆ นี่นะเหรอคู่ชีวิต แล้วนี่อะไรทำไมมันเยอะแยะอย่างนี้” หลวนซานบอกอย่างหงุดหงิดและเขาก็ชอบผู้ชายจะมีคู่ชีวิตผู้หญิงคงน่ากลัวพิลึก
        

            “ไม่มีผู้หญิงหรอก” เฟยอวี่บอกด้วยรอยยิ้มบาง ซึ่งมันทำให้เขาสบายใจมากขึ้นก่อนจะนึกได้ว่าเขายังไม่ได้พูดออกมาเลย
         

          “อย่าลืมสิ ว่าเราคือคนเดียวกัน” คำตอบที่ได้รับทำให้หลวนซานมองตามหากเป็นคนเดียวกันทำไมเขาไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคิดอะไร
         

         “เรื่องอื่นไว้ก่อนเถอะ ข้ามีเวลาไม่มากเจ้าต้องเรียนรู้ทุกอย่างในความทรงจำของข้าให้หมด ก่อนอื่นหัดเดินลมปราณก่อน”
       

           แม้หลวนซานจะไม่เข้าใจแต่ก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย ไม่ใช่เขาไม่ตื่นตระหนกเพียงแต่เขาเชื่อมั่นในตัวเฟยอวี่ และที่สำคัญหลวนซานได้ตายไปแล้วหากจมปรักอยู่กับอดีตที่ไม่มีทางไปแก้ไขจะมีประโยชน์อะไร
       

           ขั้นตอนแรกหลวนซานได้ฝึกลมปราณที่มีชื่อว่านภาอสูรและลมปราณพิษประจิมไม่รู้ว่าด้วยพรสวรรค์หรือความรู้ที่มีในความทรงจำของร่างโปร่งบางทำให้เขาฝึกสำเร็จได้อย่างง่ายดาย เขาทำคุ้นเคยได้ไม่นานก็ถูกสอนการใช้กระบี่การใช้ฝ่ามือและอีกมากมายตลอดอยู่ในแดนน้ำแข็งพร้อมพลังหลากหลายเพื่อให้ได้ใช้ตามความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์
       

            ระหว่างนั้นหลวนซานเริ่มซึมซับนิสัยและของอีกดวงจิตไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว ความคิดของทั้งคู่สื่อหากันจนในที่สุดก็ยอมรับเป็นเศษเสี้ยววิญญาณของกันและกัน กอปรกับเพื่อการเรียกชื่อที่ง่ายขึ้นหลวนซานจึงเรียกอีกร่างว่าท่านพี่และยอมใช้ชื่อเฟยอวี่ด้วยความยินดี ซึ่งท่านพี่เองก็เหมือนจะดีใจไม่น้อยที่เขาเรียกเช่นนั้น
        

           เฟยอวี่ไม่รู้ว่าตัวเองฝึกวิชาสารพัดของท่านพี่ไปนานเท่าไร รู้อีกทีคือหมดเวลาเสียแล้ว...
         

          “ถึงเวลาตื่นแล้วเฟยอวี้ และข้าจะอยู่ในใจเจ้าตลอดไป”
        

           “ทั้งๆ ที่เป็นร่างของท่านพี่ ทำไมต้องให้ข้าควบคุมร่างล่ะ” เฟยอวี่เอ่ยถามด้วยความสงสัย ทว่าความรู้สึกที่ส่งมาทำให้รู้ว่าไม่ว่าใครจะคุมร่างก็ยังเป็นคนเดียวกัน เฟยอวี่ซึมซับเอาอีกดวงจิตหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่งตามความรู้สึกที่สื่อออกมา แม้ตอนนี้จะไม่มีร่างของเฟยอวี่ร่างนั้นแล้วแต่ความรู้สึกบอกว่ายังอยู่ในใจเขาตลอดไป และไม่ต้องแปลกใจหากเขามีสองบุคลิกเพราะดวงจิตทั้งคู่ใช้ชีวิตคนละเวลาและสภาพแวดล้อมที่ต่างกันออกไป
         
          เฟยอวี่รวบรวมสมาธิเพื่อออกจากห้วงจิตตามคำแนะนำของท่านพี่ ดวงตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ลืมขึ้น ความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากพื้นที่โดยรอบไม่ได้สะดุ้งสะเทือนเขาแม้แต่น้อยเพราะอยู่ท่ามกลางหิมะในห้วงจิตของท่านพี่มาเป็นเวลานาน
       

          เฟยอวี่กวาดมองรอบกายด้วยความสนใจเพราะที่แห่งนี้เป็นถ้ำที่ปกคลุมไปด้วยไอน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ เขาสำรวจร่างตัวเองซึ่งอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ เขาขยับกายเล็กน้อย นึกว่าจะปวดเหมื่อยตามตัวแต่กลับรู้สึกสบายตัวเหมือนไม่ได้นั่งเป็นเวลานาน ตอนนี้ร่างเขาเป็นร่างเดียวกับที่ท่านพี่ใช้เมื่อก่อน ใบหน้างดงามชวนมองกลับเป็นของตัวเองจึงทำให้ความรู้สึกแปลกนิดๆ เพราะเมื่อก่อนเขาหล่อเหลาคมคายจนสาวต้องแล
       

           อาภรณ์สีทองยาวลากพื้นไปตามทางเดินขณะที่ก้าวเดิน เขาออกจากห้องที่อยู่แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อสะดุดตามากเป็นพิเศษคือทำไมเส้นผมเขาเป็นสีขาวโพลนทั้งหัวและยาวมากอย่างนี้หรือว่าท่านพี่นั่งสมาธินานจนแก่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงวาดกระจกวารีขึ้นมาส่องตัวเองดู ใบหน้างดงามชวนมองยังเหมือนเดิมแต่ทำไมเป็นผมขาว หรือว่าวิชาย้อนวัย
        

          เฟยอวี่ครุ่นคิดกับตัวเอง ก่อนจะพยายามไม่ใส่ใจ ร่างโปร่งบางเดินผ่านห้องต่างๆ ไปตามความรู้สึกของตัวเอง จนมาถึงปากทางออกทว่ามันไม่มีบันไดเลยสักนิด เมื่อมันเป็นปากถ้ำที่อยู่เหนือพื้นดินจนมองไปด้านล่างไม่เห็น ผู้ที่เขามาในนี้ได้คือผู้ที่มีวิชาล้ำเลิศเท่านั้น ดวงตาเรียวสวยเงยหน้ามองหุบเขาที่มีไอหมอกหนาตา ความทรงจำบอกว่าที่นี่คือหุบเขาของเขาคุนลุ้น
        

          ร่างโปร่งบางหันกายกลับไปยังถ้ำอีกครั้ง ในเมื่อมีทางออกทางเดียวไว้ให้อยากออกไปจริงๆ ก่อนค่อยออกไป เฟยอวี่เดินเข้าไปห้องหนึ่งซึ่งมีหนังสือมากมายจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบแต่ก็มีฝุ่นเกาะหนาตา ดวงตาเรียวสวยมองหนังสือที่มีแล้วทั้งหมดในความทรงจำ แต่ก็ยังหยิบจับมาเปิดดูด้วยตัวเองอีกครั้ง แต่เมื่อรู้ไม่ประโยชน์อะไรเพราะเขาจดจำได้หมดจึงวางลงไว้ที่เดิมอีกครั้ง
        

          น่าเบื่อ
         

          นั่นคือความคิดของเฟยอวี่ในเวลานี้เพราะทุกอย่างภายในนี้ล้วนจดจำได้หมดและไม่อะไรให้น่าสนใจนอกจากกว่าการนอน อีกทั้งน่าแปลกที่เขาไม่มีความหิวซึ่งสาเหตุน่าจะเป็นตามที่เขาเดินโคจรลมปราณตลอดเวลาโดยที่ไม่ต้องสั่งเพราะร่างนี้เหมือนถูกฝึกฝนจนหมุนเวียนเองอัตโนมัติและยังสามารถลบไอจนไม่รับรู้ว่ามีลมปราณ
         

         ในความทรงจำเขารู้ว่าท่านพี่เป็นเจ้ายุทธภพที่เร้นกายไปจากยุทธภพได้ยี่สิบปีแล้ว นั่นหมายความว่าท่านพี่นั่งเดินลมปราณรอเขามานานกว่ายี่สิบปี ซึ่งก็คงจะใช่เพราะเส้นผมเขายาวมากจนลากพื้นแต่ตอนนี้เขาได้ใช้กระบี่หยกขาวตัดไปให้เหลือกลางหลังตามปกติที่ท่านพี่เคยเป็น
         

          กระบี่หยกขาวเป็นอาวุธที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านพี่และมีฉายาว่า จ้าวยุทธภพเซียนกระบี่เฟยอวี่ ทว่ายามนั้นท่านพี่เส้นผมสีดำ หวังว่าหากเขาออกไปท่องยุทธภพจะไม่มีใครจำได้นะ หรือว่าเขาจะหาหน้ากากมาสวมใสดี เพราะหากใครจำได้ไม่ตื่นตระหนกกันหมดหรือที่เวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้วแต่ยังเป็นหนุ่มน้อยวัยสิบแปดปีอยู่เลย แต่จะว่าไปคนที่รู้จักกับท่านพี่จริงๆ คงแก่ตายกันหมดแล้วมั้ง
         

          ร่างโปร่งบางเดินลากชายผ้าที่ยาวกับพื้นออกมาหน้าปากทางเข้าอีกครั้ง เพราะที่แห่งนี้ไม่มีอะไรที่เขาต้องศึกษาเพราะเป็นฐานลับสำหรับฝึกวิชาเท่านั้น ดวงตาเรียวสวยมองเบื้องล่างอย่างอดเสี่ยวไส้ไม่ได้ แม้จะฝึกฝนมามากแต่ภาพตรงหน้าก็ทำให้หวาดหวั่นไม่น้อย ก่อนจะพยายามเรียกสติตัวเองกลับมารวบรวมลมปราณลงไปที่เท้าแล้วพุ่งทะยานลงไปตามเส้นทางที่มีในความทรงจำ ซึ่งดูเหมือนเขาจะทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ เข้าใช้วิชาตัวเบาพลิ้วไหวตามตรอกซอกหุบเขาจนออกมาจากหุบเขา เบื้องหน้ามีแม่น้ำไหลผ่าน เขาจึงมุ่งหน้าไปตามสายน้ำที่ไหล
         

           และการออกมาโลกภายนอกที่ไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเองก็อดที่จะตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ไม่ได้ เฟยอวี่ลงมาเดินเท้าตามธารน้ำจนกระทั่งเห็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับแม่น้ำ เขาจึงเดินเข้าไปด้วยความสนใจช่วงเวลานี้เป็นบ่ายแก่ๆ ซึ่งภายในหมู่บ้านที่ใหญ่โตไม่น้อยพากันจัดประดับโคมไฟมากมายอย่างน่าสนใจ ผู้คนต่างแต่งกายงดงามกันถ้วนหน้า ในความทรงจำบอกเขาว่านี่คือเทศกาลหยวนเซียว
         

          เฟยอวี่เดินเข้าไปในหมู่บ้านอย่างไม่รีบร้อนและมีบ้างที่มีผู้คนต่างหันมามองเขาอย่างสนใจ ผู้คนพลุกพล่านเดินหาซื้อข้าวของกันอย่างเพลิดเพลิน เฟยอวี่มองบรรยากาศสบายๆ ด้วยรอยยิ้มบาง เพราะบรรยากาศแบบนี้หายากในที่ที่เขาจากมา และเขาเป็นถึงเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ทำให้ทำอะไรตามใจชอบไม่ได้และยังต้องปกปิดความลับที่เขาเป็นเกย์ไว้อย่างมิดชิด แต่ที่แห่งนี้เขาไม่ต้องกลัวอะไรเพราะชีวิตเป็นอิสระไม่ต้องมีผู้ใดมาบงการและไม่ต้องดูลูกแลลูกน้องเหมือนดั่งในอดีต แค่คิดก็รู้สึกว่าอิสระที่โหยหามานานกำลังเป็นจริง

         

           “ขอบคุณนะท่านพี่” เฟยอวี่กล่าวพึมพำเพราะไม่เจอท่านพี่เขาคงไม่สามารถสัมผัสถึงบรรยากาศเช่นนี้และท่านที่เองก็ส่งความอบอุ่นมาสู่หัวใจบอกให้รู้ว่าจงใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการ
      

            “ต้องเป็นของข้า”
        

            “ต้องเป็นข้าสิ เจ้าอย่ามาแย่งนะ”

         

             เสียงร้องโวยวายและผู้กลุ่มผู้ชายที่ออกันอยู่เบื้องล่างของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดถนนที่สันจรไปมา ทำให้เฟยอวี่หันไปมอง ชายมากหน้าหลายตายืนออกันอยู่ตรงนั้นและยังเถียงกันไปมา เขาจึงเงยหน้าขึ้นไปยังบนโรงเตี๊ยมซึ่งมีหญิงสาวในชุดสีชมพูถือลูกบอลมองเบื้องหน้า ใบหน้าปกปิดด้วยผ้าผืนบางข้างกายน่าจะเป็นบิดามารดาของนางเอง เฟยอวี่จึงสรุปได้ว่านี่เป็นการเลือกคู่แต่งงานของคนในยุคนี้ จึงได้หลบออกมากอดอกอยู่ใต้ต้นไม้มองดูเบื้องหน้าด้วยความสนใจโดยไม่มีความคิดจะเข้าไปแย่งแม้แต่น้อย
         

            “นั่นพวกเขาทำอะไรกัน” เสียงที่เอ่ยถามข้างตัวทำให้เฟยอวี่หันไปมองอย่างแปลกใจเพราะเขาเพิ่งมายังโลกนี้ยังรู้จักเลยแล้วเจ้านี่ไปหลบอยู่ซอกไหนมาถึงไม่รู้จัก
       

             “พวกเขาเสี่ยงบอลเลือกคู่กัน” เสียงนุ่มทุ้มที่ตอบกลับมาทำให้คนที่เอ่ยถามอย่างแปลกใจก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ตอนแรกเอ่ยถามไม่ได้มองหน้าคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้สักนิด ทว่าตอนนี้เขากลับละสายตาออกจากใบหน้าที่งดงามนี้ไม่ได้ อีกทั้งเส้นผมสีขาวชวนสะดุดตาทำไมเขาถึงไม่ได้สังเกตตอนที่เดินมายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่แรก

         

            “เจ้าไม่ไปเลือกกับพวกเขาหรือ” เฟยอวี่เอ่ยถามเด็กน้อยข้างตัวซึ่งอายุราวสิบหกปีที่สูงกว่าเขาไปเกือบฝ่ามือ ร่างนี้สูงร้อยเจ็ดสิบเซ็นทำให้เขาไม่ได้ดูเตี้ยอย่างที่คิดเพราะเมื่อก่อนเขาก็สูงเท่านี้ ถึงแม้ในยุคนี้แต่งงานมีลูกเมียกันแล้วเขาเองก็ไม่ได้อคติกับพวกที่แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย          
         

            “เอ่อ ไม่ ข้าจะแต่งกับคนที่ข้ารักเท่านั้น” น้ำเสียงหนักแน่นที่ตอบกลับมาทำให้เฟยอวี่หันมามองเพราะจากความทรงจำที่มีส่วนมากก็แต่งงานตามที่ผู้ใหญ่จัดให้ทั้งนั้น หรือไม่ก็เลือกคู่อย่างที่เห็นในตอนนี้
       

            “เจ้าหนูเจ้าคิดว่าหนีจากการคลุมถุงชนได้หรือไง” เฟยอวี่เอ่ยถามอย่างขำขัน ซึ่งทำให้คนโดนเรียกเจ้าหนูหน้าแดงก่ำไม่รู้ว่าด้วยความโกรธหรือความอาย
        

            “ข้าชื่อเยี่ยนไห่ ข้าไม่ใช่เจ้าหนู ข้าอายุสิบหกปีแล้ว หากข้าแต่งงานก็มีเมียสามลูกสี่ได้แล้ว” เสียงที่ตอบกลับมานั้นหงุดหงิดเล็กน้อย เฟยอวี่ยกยิ้มอย่างไม่ได้ถือสาเพราะมันเป็นจริงดั่งที่เด็กหนุ่มพูดมา
       

            “หากเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ไปรับลูกบอลกับพวกเขาสิจะได้มีเมียสามลูกสี่ตามที่กล่าวมา” เฟยอวี่ตอบกลับอย่างขำๆ ซึ่งได้รับสายคมดุของเด็กหนุ่มตวัดมา
        

           “มันเรื่องของข้า ว่าแต่เจ้าไม่ไปรับลูกบอลกับเขาหรือไง” คำถามของเด็กหนุ่มนามว่าเยี่ยนไห่ทำให้เฟยอวี่ยกยิ้มบางแล้วตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
         

          “ไม่ พอดีข้าชอบชายหนุ่มรูปงามไม่ใช่หญิงร่างอ่อนแอเช่นนั้น” เฟยอวี่ยกยิ้มบางแล้วเดินหนีเด็กหนุ่มที่อ้าปากค้างตกใจกับคำตอบของเขา ท่าทางของเด็กหนุ่มน่าขบขันไม่น้อย
         

           “เดี๋ยวสิ ข้าบอกชื่อเจ้าแล้วแต่ข้ายังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลย” เยี่ยนไห่หลังจากได้สติก็วิ่งตามร่างโปร่งที่งดงามเกินหญิงด้วยความสนใจ เพราะเขาไม่เคยเจอใครที่เปิดเผยความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
        

           “เดี๋ยวก็จากกันแล้วจะจำชื่อให้ปวดหัวทำไม” เฟยอวี่เอ่ยตอบยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ เมื่อเห็นใบหน้ายุ่งของเด็กหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาไม่น้อย หากโตกว่านี้คงหล่อบาดใจ
        

             “ข้าไม่ปวดหัวกับเรื่องชื่อของเจ้าหรอก แต่เจ้าไม่บอกข้าต้องปวดหัวแน่ๆ” คำตอบที่ได้รับทำให้เฟยอวี่หันไปมองเด็กหนุ่มข้างกายอย่างแปลกใจ ว่าไม่รู้ชื่อเขาแล้วมันจะปวดหัวตรงไหน
       

            “เรียกข้าเฟยอวี่” เฟยอวี่บอกอย่างอ่อนใจเมื่อเห็นสายตาที่มองมา ทำอย่างไรได้ก็เขาแพ้ผู้ชายขี้อ้อนนี่
        

             “เฟยอวี่งั้นหรือทำไมข้ารู้สึกคุ้นชื่อเจ้าจัง” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิดสองเท้ายังเดินตามติดเขาไม่ห่าง เฟยอวี่ไม่ได้กล่าวตอบอะไรเดินดูร้านค้าข้างทางไปเรื่อย
       

            “ตามหาตัวให้เจอ” น้ำเสียงเข้มดังมาทางซ้ายมือ ทว่าเยี่ยนไห่กลับสะดุ้งหันซ้ายขวาอย่างตื่นตระหนกก่อนจะฉุดกระชากร่างโปร่งบางวิ่งหลบไปอีกทางด้วยความเร็ว
         

            เฟยอวี่ตอนแรกตกใจที่โดนฉุดลากเข้ามามุมอับ แต่จากเสียงที่ได้ยินคงจะเกี่ยวข้องกับเยี่ยนไห่ไม่มากก็น้อย ก็เลยปล่อยให้ถูกลากตามมาพวกเขามาหยุดอยู่ในช่องแคบๆ ในซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง เสียงหอบหายใจของเด็กหนุ่มทำให้เฟยอวี่เหลือบมองเล็กน้อยเพราะตอนนี้เข้าอยู่ใกล้ร่างเยี่ยนไห่จนตัวแทบติดกัน
       

            “เจ้าลากข้ามาทำไม” เอ่ยถามเสียงเรียบเงยหน้ามองเด็กหนุ่มที่สูงกว่าตนนิดหน่อย เยี่ยนไห่สะดุ้งหน้าแดงระเรื่ออย่างเก้อเขินเพราะตอนนี้ทั้งคู่แนบชิดกันอยู่อีกทั้งมือเขาจับมืออีกฝ่ายไว้แน่น
        

           “เอ่อ คือข้าหนีออกจากบ้านมาก็เลยยังไม่อยากกลับไปตอนนี้” เฟยอวี่พยักหน้ารับรู้ ยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ อย่างขบขันเมื่อเห็นหน้าและใบหูของเยี่ยนไห่แดงด้วยความอาย
        

           “แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า” เอ่ยถามแกล้งคนที่ลากเขามาเกี่ยวข้องด้วยน้ำเสียงจริงจัง
       

          “ข้า ข้าแค่อยากรู้จักเจ้า” เยี่ยนไห่ตอบกลับแต่เสหน้าหนีด้วยความอาย
       

             “อยากรู้จักข้า เจ้าก็ได้รู้จักชื่อข้าแล้วนี่” เฟยอวี่ตอบกลับแล้วถอยห่างออกมา เยี่ยนไห่มองตามด้วยความเสียดาย ดวงตาคมมองคนงามที่มีเส้นผมสีขาวโพลนที่ขับความงามนั้นให้โดดเด่นมากขึ้น ก่อนจะล้วงเข้าไปอกเสื้อหยิบหน้ากากสีเงินออกมาให้คนตรงหน้า
        

             “ข้าให้ เส้นผมสีขาวของเจ้ามันโดดเด่นอีกทั้งใบหน้าเจ้าที่งดงามจนสะดุดตา หากเดินทางไปที่อื่นอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมาร หรือไม่ก็เทพเซียนแต่ไม่ว่าทางไหนมันก็อันตรายสำหรับเจ้า” เยี่ยนไห่บอกอย่างเป็นห่วง เฟยอวี่รับหน้ากากสีเงินมาถือไว้แล้วพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
     

             “แล้วเจ้าไม่ว่าข้าเป็นมารบ้างหรือ” เฟยอวี่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มไม่ได้อาทรร้อนใจกับสิ่งที่เยี่ยนไห่ตักเตือนแม้แต่น้อย
     

              “เป็นสิ ในเมื่อเจ้าขโมยใจข้าไป” คำตอบที่ได้รับทำให้เฟยอวี่อึ้งไปอย่างคาดไม่ถึงดวงตาเรียวสวยกระพริบปริบๆ อย่างไม่แน่ใจว่าได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า

        

            “เจ้าว่าอะไรนะ ข้าว่าข้าฟังไม่ชัด” เฟยอวี่เอ่ยถามอีกครั้งทว่าเยี่ยนไห่กลับเสใบหน้าที่แดงระเรื่อหันไปทางอื่นโดยไม่คิดจะตอบคำถามอีกครั้ง
        

            “องค์ชายอยู่นั่น” เสียงร้องตะโกนพร้อมทหารที่กรูกันเข้ามาทำให้เฟยอวี่หันไปมองเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มซึ่งน่าจะเป็นคนสำคัญไม่น้อย
         

           “หมดเวลาเที่ยวเล่นของข้าแล้ว หน้ากากนั่นถือเป็นของหมั้นจากข้า หากข้าโตกว่านี้จะไปตามหาเจ้า ต่อให้เจ้ามีใครอื่นข้าก็จะต้องเป็นคนรักเจ้าให้ได้” เยี่ยนไห่บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมก้มลงมาจูบริมฝีปากเฟยอวี่เบาๆ เหมือนจะมัดจำไว้ก่อน
         

           เฟยอวี่มองคนที่จูบตัวเองอย่างอึ้งๆ นี่เขาโดนเด็กจีบอยู่ใช่ไหม ดวงตาเรียวสวยมองร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มซึ่งเดินจากไปพร้อมกลุ่มทหารแล้วหัวเราะขบขันออกมา ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ได้รับทำให้หัวใจพองโตไม่น้อย สงสัยงานนี้คงไปสืบดูแล้วว่าเยี่ยนไห่เป็นองค์ชายจากที่ใด

 

     ชอบก็เมนท์ รักก็ทักกันได้จ้า แต่ให้ดีชวนเพื่อนมาอ่านกันเยอะๆนะคะ อิอิ

และฝากเรื่อง เล่ห์รักเทวาสวรรค์ ไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ เรื่องนี้มี 2 เล่มจบ หากอยากได้สะสมไว้อ่านเก็บเงินไว้รอได้เลยจ้า ทางสนพ. วางจำหน่ายในราคาประมาณ800 บาทไม่เกินกว่านี้ จะจำหน่ายประมาณสิ้นปีนี้จ้า ฝากไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ ^^__^^

 

 

 

ความคิดเห็น