ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ลูกเลี้ยง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ค. 2562 01:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ลูกเลี้ยง
แบบอักษร

ท่ามกลางตึกสูงมากมายในเมืองหลวง ผู้คนต่างทำงานกันมือเป็นระวิงเพราะต้องเตรียมงานสำหรับค่ำคืนนี้เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ของเครือKNN ซึ่งเป็นของตระกูลอภิมหาเศรษฐีอย่างกาญจนนิธินนท์ ซึ่งตัวหลักในการจัดงานนี้อย่าง ติณเวชย์ โภคิณ ที่มีดีกรีถึงรองผู้บริหารในเครือของตระกูลกาญจนนิธินนท์ อีกทั้งยังเป็นลูกเลี้ยงสุดรักของคุณหญิงสุภางค์และคุณณรงค์ เจ้าของบริษัทKNN

 

"เป็นไงบ้างเพียว งานถึงไหนแล้ว เหลืออีกเยอะมั้ย?" คุณณรงค์ถามผู้ที่เขารักเสมือนลูกชายแท้ๆตรงหน้า

 

"ไม่เยอะแล้วครับคุณพ่อ...เหลือเตรียมในส่วนของด้านการแสดงอีกนิดหน่อยก็ไม่มีอะไรแล้วครับ" ติณเวชย์หรือเพียวตอบผู้เป็นพ่อด้วยรอยยิ้มแววตาไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย

 

"อืม...ดีๆ...นี่แม่เขาอยากเจอน่ะไปหาแม่เขาหน่อยไป" 

 

"ครับพ่อ" เพียวขานรับก่อนจะเดินไปหาคุณหญิงสุภางค์ที่ห้องรับรอง 

 

ก๊อกๆ

 

"ขออนุญาตครับ" เพียวเคาะประตูห้องเพื่อเป็นมารยาทก่อนจะเดินไปหานางสุภางค์ด้านในห้อง

 

"คุณพ่อบอกว่าคุณแม่อยากพบผมเหรอครับ?" 

 

"ใช่ลูก มานั่งข้างแม่นี่เร็ว แม่มีอะไรจะให้" คุณหญิงสุภางค์บอกคนที่รักปานลูกชายตรงหน้าให้มานั่งข้างๆตน ก่อนจะหยิบกล่องของขวัญส่งยื่นมาให้

 

"อะไรเหรอครับ?" เพียวถามด้วยใบหน้าสงสัย

 

"ลองแกะดูสิลูก" 

 

เพียวมองกล่องของขวัญตรงหน้ากับผู้เป็นมารดาสลับกัน ก่อนจะเปิดกล่องหรูนั้นออก ก่อนจะเบิกตากลมโตกว้าง เมื่อเห็นนาฬิกาเรือนหรูในกล่อง

 

"ชอบมั้ยลูก?" นางสุภางค์ถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

"เอ่อ...คือ...มันดูแพงเกินไปมั้ยครับ" เพียวตอบอย่างเกรงใจเพราะดูจากนาฬิกาดูแล้วคงแพงไม่หยอก

 

"ไม่หรอกลูก เพียวน่ะช่วยทั้งงานที่บ้านทั้งงานที่บริษัท ของแค่นี้แม่ว่ามันไม่แพงหรอก"

 

"แต่ว่าผมเกรงใจครับ...แม่เอากลับไปเถอะครับ" เพียวบอกพลางยื่นนาฬิกากลับส่งให้นางสุภางค์

 

"ไม่...ถ้าเพียวไม่รับแม่จะงอน...ฮึ!" คุณหญิงสุภางค์ว่าพลางทำกอดอกเชิดหน้าแสดงว่าตนนั้นงอนลูกชายตรงหน้า

 

"โถ่...คุณแม่ใช้มุขนี้อีกแล้วนะครับ...โอเคครับผมรับนาฬิกาไว้ก็ได้ ขอบคุณมากนะครับคุณแม่" เพียวบอกพลางยกมือไหว้แนบอกนางสุภางค์ ทำให้นางสุภางค์ยิ้มออกแล้วดึงเพียวเข้ามากอด 

 

"แม่รักเพียวนะ" 

 

"เพียวก็รักคุณแม่ครับ" เพียวบอกพร้อมกับกอดตอบ เขามีความสุขในอ้อมกอดนี้ อ้อมกอดที่เขาไม่เคยได้รับจากคนที่เป็นพ่อหรือแม่แท้ๆ

 

.

 

.

 

.

 

สนามบินสุวรรณภูมิ

 

เครื่องบินไฟลต์จากอิตาลีค่อยๆร่อนลงสู่รันเวย์ของท่าอากาศยาน เมื่อเครื่องร่อนลงอย่างสงบผู้คนก็ต่างเดินหลั่งไหลเข้ามามากมาย ไม่เว้นแม้แต่ สีหราห์ กาญจนนิธินนท์ ที่เดินลงจากเครื่องเพื่อรอรับกระเป๋าสัมภาระ เขาเดินลากกระเป๋ายี่ห้อหรูเดินออกมาจากช่องทางที่คนเดินกันแออัด ก่อนจะถอดแว่นสีชาเข้มออกจากกรอบหน้าคม จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาคมที่ดูเจ้าเล่ห์และลึกลับมองป้ายบอกทาง เขากดโทรศัพท์โทรหาใครบางคน ก่อนจะเดินไปยังจุดนัดหมาย แล้วมองหาคนที่มารับ

 

"นายน้อยสีหราห์ใช่มั้ยครับ" เจ้าของชื่อหันมองตามเสียง ก่อนจะเห็นชายใส่สูทดำผูกเนคไทด์

 

"ใช่" เสียงทุ้มเข้มตอบเพียงสั้นๆ 

 

"ท่านณรงค์ให้ผมมารับนายน้อยไปที่บ้านเพื่อเปลี่ยนชุดไปงานที่บริษัทเย็นนี้ครับ" ชายชุดสูทที่ดูมีอายุห่างจากเขาไม่มากนักบอกขึ้น สีหราห์ หรือต้นไผ่ ลูกชายแท้ๆของนายณรงค์และคุณหญิงสุภางค์ ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายและทำหน้าเอือม

 

"เรียกให้ฉันกลับมาเพื่อที่จะมาดูงานที่ลูกเลี้ยงสุดรักจัดอย่างนั้นเหรอ...ฮึ!" 

 

ต้นไผ่เบะปากอย่างเหยียดๆก่อนจะตรงไปขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางก็คิดถึงพี่ชายต่างสายเลือดที่เขาไม่เคยคิดว่าเป็นพี่ชายเลยสักนิด

 

"ไม่ได้เจอกันนาน...จะขี้แยเหมือนเดิมรึเปล่านะ" ต้นไผ่คิดแล้วยกยิ้มร้าย คืนนี้เขาคงต้องหาเรื่องป่วนสักหน่อย

 

.

 

.

 

.

 

บริษัทในเครือKNN

 

"...และก็สำหรับงานในค่ำคืนนี้นะครับคงจะดำเนินไปได้ด้วยเช่นนี้ไม่ได้ถ้าหากขาดคนคนนี้ คนคนนั้นก็คือติณเวชย์ ลูกชายของผมครับ..." 

 

เสียงของท่านประธานบริษัทกล่าวถึงเพียว ก่อนที่เพียวจะลุกขึ้นทำความเคารพคนในงานอย่างนอบน้อม พร้อมกับเสียงปรบมือของแขกเหรื่อในงาน แสงรัวชัตเตอร์สาดส่องเพียวที่ยืนอยู่ข้างท่านประธานบริษัทอย่างนายณรงค์ด้วยรอยยิ้มหวาน

 

"ก็แค่ลูกเลี้ยง...ให้ความสำคัญจังเลยนะครับ!!" เสียงปริศนาดังขึ้นกลางงานก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินออกมาหน้าเวที

 

"เจ้าไผ่!" คุณณรงค์ทำเสียงและหน้าดุใส่ลูกชายที่มาพูดจาแบบนี้ในงาน จนตอนนี้แขกเหรื่อในงานต่างพากันซุบซิบ

 

"แกพูดอะไรของแกเจ้าไผ่ แล้วทำไมไม่ไปนั่งกับแม่แก ห้ะ!" 

 

นายณรงค์พูดกับลูกชายก่อนจะมองแขกที่ยังพากันนินทาเรื่องของเพียวว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆของเขา ต้นไผ่ได้ยินก็หัวเราะยิ้มชอบใจ ก่อนจะมองหน้าพี่ชายต่างสายเลือดของตนเอง

 

"ว่าไงครับพี่ชาย...ไม่เจอกันนาน...คิดถึงน้องชายคนนี้รึเปล่า" ต้นไผ่ถามเพียวก่อนจะขึ้นไปยืนข้างๆ แล้วกอดไหล่ของเพียว

 

"นายจะทำอะไร นี่มันงานเปิดตัวสินค้าของบริษัทนะ" เพียวจ้องตาต้นไผ่ที่ทำเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร อีกทั้งยังยิ้มชอบใจ ก่อนจะกระซิบข้างหูของเขา

 

"ก็ทำให้นายไม่มีความสุขไง...งานถนัดของฉัน" ต้นไผ่ว่าพลางจ้องตาของเพียวพร้อมกับแสยะยิ้ม

 

"เชิญทุกท่านตามสบายนะครับ" 

 

ต้นไผ่หันไปพูดกับแขกเหรื่อในงานพร้อมกับกอดคอของเพียวถ่ายรูปคู่กับนักข่าว เพียวรู้สึกอึดอัดไม่น้อยแต่ก็ต้องฝืนยิ้มตอนอยู่ต่อหน้ากล้อง ต้นไผ่กลับมา ชีวิตเขาคงหาความสงบสุขไม่ได้

 

.

 

.

 

.

 

"แกทำบ้าอะไรของแก ห้ะ! เจ้าไผ่!" นายณรงค์ถามลูกชายเมื่อกลับมาถึงบ้าน แต่ลูกชายตัวดีกลับเอามือล้วงกระเป๋าทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

 

"ช่างมันเถอะคุณ ตาไผ่พึ่งกลับมาเหนื่อยๆ ให้ตาไผ่ไปพักเถอะค่ะ" คุณหญิงสุภางค์บอกสามี 

 

"ไปพักเถอะไผ่ เดี๋ยวแม่ไปส่งที่ห้อง" คุณหญิงสุภางค์บอกลูกชาย แต่สายตาของต้นไผ่เห็นว่าเพียวกำลังเดินเข้ามาในบ้านจึงพูดกับแม่ของตนแต่แกล้งให้เสียงมันดัง

 

"ไม่เป็นไรครับแม่...พอดีว่า..ผมอยากให้พี่ชายของผมเนี่ยไปส่งผมที่ห้องมากกว่า" ต้นไผ่ว่าพลางจ้องตาของเพียวที่เข้ามาได้ยินพอดี

 

"อย่างแกเนี่ยนะอยากให้เพียวไปส่งห้องจริงๆ กะจะแกล้งพี่เขาล่ะสิ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ!" นายณรงค์ว่าอย่างรู้ทันลูกชาย

 

"โถ่....แม่ครับดูพ่อสิครับ...ผมก็แค่คิดถึงพี่เพียวเอง...ไม่ได้เจอกันตั้งนานก็อยากพูดคุยบ้างแค่นั้นเอง" 

 

"เอาน่าคุณ...ลูกน่ะโตแล้วนะ...คงไม่แกล้งเพียวเหมือนตอนเด็กแล้วล่ะ...เพียว...แม่ฝากน้องหน่อยนะลูก" คุณหญิงสุภางค์หันไปขอร้องลูกชายคนโต

 

"ครับคุณแม่" เพียวตอบรับทั้งที่ความจริงไม่ได้อยากเข้าใกล้ต้นไผ่เท่าไหร่นัก

 

"ไป...ฉัน...เอ่อ...ผมมีเรื่องอยากคุยกับพี่ตั้งเยอะ" ต้นไผ่เดินเข้าไปคว้าข้อมือของเพียวแล้วเดินขึ้นไปที่ห้อง

 

"นี่ปล่อยได้แล้ว" เพียวบอกต้นไผ่ที่จับข้อมือของตนไว้

 

"ก็ไม่ได้อยากจับนักหรอก" ต้นไผ่เปลี่ยนท่าทีไปราวกับคนละคน ดูเหยียดขึ้น ถือตัวมากขึ้น

 

"มีอะไรก็รีบพูดมา" เพียวเร่งอีกฝ่ายก่อนจะโดนอีกฝ่ายกวนโอ๊ย

 

"ก็ไม่มีอะไรมากหรอก...ก็แค่อยากให้นายจัดห้องให้หน่อย" ต้นไผ่พูดพลางหรี่ตามองเพียวที่มองเขา

 

"แม่บ้านก็จัดให้แล้วหนิ" เพียวว่า ก่อนที่ต้นไผ่จะจิ๊ปากขัดใจ

 

"ก็เข้าไปจัดเสื้อผ้าให้หน่อยฉันไม่อยากทำเอง แล้วก็ไม่อยากให้คนอื่นทำด้วย" ต้นไผ่ว่าก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไป เพียวลอบถอนหายใจ ก่อนจะเดินตามเข้าไปอย่างจำยอม

 

"ไหนล่ะเสื้อผ้า?"

 

"บนเตียง" 

 

ต้นไผ่ว่าเพียวมองตามก่อนจะเดินมาเปิดกระเป๋าเดินทางของต้นไผ่ออกเพื่อจัดเสื้อผ้าเข้าตู้เสื้อผ้า ต้นไผ่เผลอมองบั้นท้ายกลมกลึงของเพียวอย่างเพลินตาพลางเลียริมฝีปากตัวเอง 

 

"ไม่เจอกันตั้ง 5 ปี นายก็ดูดีกว่าเดิมนะ...พ่อกับแม่ฉันคงจะบำรุงนายดีสิท่า" ต้นไผ่เอ่ยบอก แต่เพียวก็ได้แต่ฟังแล้วส่ายหัว พร้อมกับเสื้อผ้าชุดสุดท้ายที่ถูกเก็บเข้าตู้

 

"เสร็จแล้ว"

 

"ทำไมเร็วจริง...อุตส่าห์ได้เข้ามาอยู่ห้องฉัน" คำพูดของต้นไผ่ทำให้เพียวมองแรงไม่น้อยแต่ก็ไม่อยากต่อปากต่อคำเท่าไรนัก

 

"ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ขอตัว" เพียวบอกก่อนจะเดินผ่านหน้าเขาไป

 

"จะไปไหน...รีบไปเลียแข้งเลียขาพ่อกับแม่ฉันให้ยกสมบัติให้รึไง" 

 

"พี่ไม่เคยคิดแบบนั้น...พี่สำนึกถึงบุญคุณของท่านทั้งสองเสมอ พี่ไม่เคยคิดอยากได้ของที่ไม่ใช่ของพี่" เพียวบอกเมื่อต้นไผ่ว่าเขาแบบนั้น

 

"เหรอ...ถ้าไม่หวังสมบัติ...ก็คง...หวังตัวฉันล่ะสิ...หึ!...เพี๊ยะ!!" 

 

"ในหัวของนายคงจะมีแต่เรื่องต่ำๆสินะ...ถึงคิดได้แต่เรื่องต่ำๆ" เพียวว่าพลางจ้องหน้าของต้นไผ่ด้วยสายตาแดงกล่ำหลังจากที่เขาตบแก้มน้องชายต่างสายเลือด

 

"ทำไม!...จะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงเหรอ...นายน่ะหลงรักฉัน...รักจนถอนตัวไม่ขึ้น...แต่จะบอกอะไรให้นะ...คนอย่างฉันไม่มีทางรักคนไร้ค่าอย่างนายหรอก!!"

 

ผลั่ก!! ต้นไผ่ผลักเพียวล้มก้นกระแทกพื้นหลังจากพูดจาแผดเผาจิตใจของเพียว 

 

"หึ!! น่าสมเพช" ต้นไผ่ยิ้มเย้ยก่อนจะเดินผ่านเพียวที่ยังคงนั่งนิ่งพร้อมกับน้ำใสๆคลอเบ้าตา 

 

"ถ้าวันหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าได้ทดแทนบุญคุณของท่านทั้งสองคุ้มแล้ว ฉันจะไป...ฮึก...ไม่ให้นายต้องมาสมเพชฉันอีก...ต้นไผ่" เพียวลุกขึ้นก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องของต้นไผ่

 

++++++++++++++++++++++++++++++++

มาประเดิมตอนแรกแล้วจ้า ฝากติดตามด้วยนร้าา

ความคิดเห็น