ขอบคุณมากๆนะคะที่ให้การสนับสนุน กราบบบงามๆ

คนแปลกหน้าผู้สูงศักดิ์

ชื่อตอน : คนแปลกหน้าผู้สูงศักดิ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2562 23:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนแปลกหน้าผู้สูงศักดิ์
แบบอักษร

 

 

 

คนแปลกหน้าผู้สูงศักดิ์

 

 

 

 

 

โลกนี้เต็มไปด้วยผู้ชาย!

ถามว่าแล้วประชากรผู้หญิงล่ะหายไปไหน?

และนั่น…เป็นคำตอบที่ผมอยากจะรู้เหมือนกัน!

ในเย็นวันนั้นผมจ่ายค่าที่พักรวมทั้งอาหารด้วยแววตาเหม่อลอย พอลองมองหน้าอกป้าคนนั้นอีกครั้งจะดูอย่างไรมันก็แบนราบซึ่งผิดกับใบหน้าเหมือนผู้หญิงทั้งยังผูกผมไว้ด้านหลังยิ่งทำให้เหมือนป้าคนหนึ่ง…

“คุณลุงขอรับแล้วที่นี่ไม่มีผู้หญิงเลยเหรอ?”

“ตายแล้ว! อย่าเรียกข้าว่าลุงนะ ข้ายังสาวยังสวยจะให้มาเรียกลุงแบบนี้ได้ยังไงกันแล้วผู้หญิงที่เจ้าว่าน่ะใครเหรอจ๊ะ?”

“หา! คุณลุง เอ๊ย คุณป้าเป็นผู้ชายก็ต้องเรียกลุงไม่ใช่เหรอขอรับ!”

“พูดแบบนี้ไม่สุภาพเอาเลยนะจ๊ะ นั่นน่ะไว้ใช้เรียกกับสามีของข้านะ!”

เช้าของอีกวันผมลงมาทานอาหารเช้าก่อนจะเอ่ยปากถามแต่กลับโดนอีกป้าคนนั้นทำงอนๆใส่จนกระทั่งทำให้ผมรู้มาว่าโลกแห่งนี้มันตาลปัตรไปกันหมดแล้ว

คำเรียกอย่าง พ่อ แม่ ป้า ลุง ยาย ปู่ ย่า ตา อะไรแบบนี้ยังคงอยู่ พวกเขาจะเรียกตามสถานะของแต่ละฝ่ายอย่างเช่น ป้าคนนี้แต่งงานแล้วมีสามี ทำไมถึงเรียกว่าป้าล่ะ? นั่นเป็นเพราะป้าคนนี้ดูเหมือนผู้หญิงทั้งร่างกายและจิตใจแต่ต่างกับตรงที่เพศแล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง…

ป้าแกกระซิบใส่อีกด้วยว่าเมื่อโตขึ้นผู้ชายอย่างเราจะต้องเลือกว่าจะเป็นฝ่ายบนหรือฝ่ายล่าง…

ฝ่ายบนหรือฝ่ายล่างก็อย่างที่รู้ๆกันคือรุกกับรับ

ถ้าเป็นภาษาบ้านเกิดหรือโลกเก่าจะเรียกว่าเกย์

โลกเวทมนตร์แห่งนี้ก็คือโลกแห่งผู้ชายนั่นเอง! อ๊ากกกกก!

ใครเป็นฝ่ายรับหรือมีหน้าตาร่างกายเหมือนผู้หญิงหน่อยก็จะถูกจัดอยู่ในหมวดของคำเรียกชื่อของผู้หญิงเช่น ป้า แม่ ย่า ยาย เพียงแต่เป็นเพศ…ชายเท่านั้นเอง

และเรื่องสุดท้ายที่ป้าแกกระซิบมา…บอกว่าถ้าหากเราจะแต่งงานเมื่อไหร่จะต้องไปยืนยันกับทางการเพื่อแสดงสถานะการเป็นฝ่ายบนและล่างให้ชัดเจนเพื่อจะได้ใช้คำเรียกได้อย่างถูกต้อง

ในเช้านั้นผมทานอาหารเสร็จก่อนจะรีบออกไปหาร้านขายเครื่องเขียนตามที่ป้าคนนั้นแนะนำ ผมต้องหากระดาษปากกาขนนกและหมึกเพื่อวางแผนในอนาคตแต่ร้านดูเล็กมาก คุณภาพของกระดาษหมึกนั้นเรียกได้ว่าไม่ดีเท่าที่คิด ก็นะนี่มันเป็นแค่หมู่บ้านจะหากระดาษกับหมึกดีๆคงยาก

เพราะฉะนั้นผมต้องเข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้อหาของที่ดีกว่านี้รวมถึงเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นอีกด้วย ผมเดินสำรวจรอบๆพบว่าหมู่บ้านฮาร์ทคนต่างถิ่นไม่เยอะเท่าไหร่แม้จะเคยดูการ์ตูนของญี่ปุ่นที่มีพวกสัตว์แฟนตาซีแต่พอได้เห็นด้วยตาของตัวเองแล้วมันเกินความคาดหมายจริงๆ

เจ้ารากบัวได้สอนถึงการมีตัวตนของแต่ละชนเผ่าแต่ไม่คิดว่าจะมีลูกครึ่งผสมอย่างมนุษย์และมนุษย์หมาป่าดังนั้นบางคนจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์แต่มีหูหับหางเป็นหมาป่าแทนและที่แปลกที่สุดก็คงจะเป็นลูกครึ่งของเผ่าเงือกที่มีสีผมสดใสและใบหน้างดงามมากเป็นพิเศษ

อาณาจักรโรเซียร์ไม่ได้มีกฎห้ามข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่างเผ่าต่างๆส่วนเรื่องลูกนั้นจะได้ส่วนผสมทั้งหมดมาจากพ่อแม่และไม่สามารถบังคับได้ว่าพวกเขาจะมีหน้าตาและลักษณะเป็นอย่างไร

ในช่วงสองวันแรกผมได้ทำการตีสนิทโดยการหยอดมุขเลี่ยนๆที่เคยลักจำมาจากโลกเดิมใส่…เพราะผมรู้อย่างไรเล่าแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพศชายแต่จิตใจเป็นผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์!

อีกทั้งพวกเขาไม่เคยเจอมุขเสี่ยวๆต่อให้ได้ยินยังไงก็ต้องอ่อนไหวกันบ้างเหละน่า!

หลังจากนั้นป้าแกก็เริ่มเล่าว่าการจะมีลูกนั้นต้องเป็นคู่สามีภรรยากันอย่างถูกต้องหากพวกเขาแอบมีลูกกันโดยพลการทางดยุคหรือพวกตำแหน่งขุนนางสูงไปจนระดับต่ำจะเป็นคนจัดการลงโทษพวกเขาตามกฏหมายแต่ว่ากลับไม่ใช่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เพราะต้นไม้นั้นแค่เพียงหยดเลือดของทั้งสองคนบนต้นไม้แล้วเลือกดอกไม้สักดอกบนต้นนั้นก่อนจะอธิฐานเพียงเท่านี้ก็ได้ลูกมาเลี้ยงแล้วล่ะ

ส่วนตัวผมคิดว่ากฏหมายนั้นทำถูกต้อง

หนึ่ง เพื่อเป็นการลดประชากรโดยไม่จำเป็น

สอง ถ้าหากมีลูกเพราะความใคร่หรือคึกขึ้นมาแต่ไม่มีปัญญาหรือเงินเลี้ยงดูก็จะทำให้พวกเขาอดตายไปตามๆกัน

สาม หากพวกเขามีจำนวนมากขึ้นก็จะเกิดการว่างงานเพราะคนเก่าไปคนใหม่มาทำให้ไม่มีงานทำและอาจจะทำให้เกิดปัญหา ขอทาน ขึ้นมาและเพราะเหตุนี้พวกเขาจึงแก้ไขโดยการเพิ่มจำนวนคนต่างถิ่นและให้ที่อยู่อาศัยแก่พวกเขาก็ต่อเมื่อแต่งงานและย้ายถิ่นฐานในเขตแดนของพวกเขาเท่านั้น

ซึ่งข้อสามนี้จะไม่ทำให้คนว่างงานทั้งยังสามารถทำงานในถิ่นตัวเองและต่างถิ่นได้ ถามว่าทำไมทำงานต่างถิ่นแล้วพวกทางการจะได้เงินหรือเปล่า?

แน่นอนว่าย่อมได้ซึ่งมาจากภาษีที่พวกเขาต้องจ่ายเป็นประจำของแต่ละปีส่วนเงินที่ทำงานต่างถิ่นนั้นในเมื่อพวกเขาลงนามตั้งรกรากอยู่ที่เขตแดนของพวกเขาแล้วอย่างไรเงินที่จับจ่ายใช้สอยก็ต้องเป็นของพวกเขาอยู่ดีไม่ใช่เหรอ

ทั้งหมดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการค้าขายและกฎหมายระหว่างหลายอาณาจักรได้เซ็นสัญญาไว้ล่ะนะ

พอช่วงบ่ายวันนี้ผมรีบเดินหาซื้อเสบียงและของกินเล็กน้อยตามแถวแผงลอยที่พวกเขามักจะเดินซื้อของกันแม้ว่าจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆแต่อย่างไรพวกเขาก็ต้องทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกันอยู่ดี พอช่วงเย็นผมรีบทานอาหารก่อนจะอาบน้ำที่ป้าคนนั้นเตรียมไว้ให้ในห้องแล้วเริ่มร่างแผนในอนาคตของตัวเอง

ผมวาดแผนที่ของอาณาจักรโรเซียร์ตามที่เจ้ารากบัวเคยบอกมา ถ้าจะมุ่งสู่ในเมืองก็คงจะต้องเดินทางอีกหลายวันทั้งยังต้องผ่านป่าเรดวูดโดยที่มีเมืองเซนนาร์ดตั้งอยู่ระหว่างทาง หมายความว่าผมจะต้องหาพาหนะติดสอยห้อยไปกับคนที่จะเข้าไปในเมืองแต่เมื่อสอบถามป้าเจ้าของที่พักแล้วปรากฏว่าพวกที่ขนส่งของหมู่บ้านเพื่อไปขายต่อในเมืองหลวงเพิ่งจะออกเดินทางไปเมื่อไม่กี่วันก่อนและต้องรออีกเดือนหนึ่งกว่าพวกนั้นจะกลับมา

ฉะนั้นผมจะต้องเดินทางไปด้วยตัวของผมเอง ผมจึงร่างแผนที่ชั่วคราวว่าควรจะเดินกี่ชั่วโมงต่อวันและควรจะพักจุดไหนในตอนกลางคืนส่วนเรื่องพอเข้าสู่เมืองหลวงแล้วจะไปไหนต่อเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกทีเพราะยังไงตอนนี้ก็ขอให้ถึงเมืองเซนนาร์ดได้อย่างปลอดภัยก่อน

 

 

 

 

 

 

เริ่มเข้าสู่เช้าวันที่สามของหมู่บ้านฮาร์ท ผมใช้สกิลเด็กแอบไล่ๆถามชาวบ้านอยู่หลายอย่างและผมก็ขอแลกเปลี่ยนเงินเป็นรองเท้าเพื่อใส่ออกเดินทางอีกด้วย ในขณะที่ผมกำลังมีสนุกกับบรรดาผู้คนแปลกตาในหมู่บ้านจู่ๆก็มีกองทหารเข้ามาแจ้งอะไรบางอย่างก่อนจะติดกระดาษลงบนป้ายประกาศของหมู่บ้าน

ผมชะเง้อมองเห็นชายแก่คนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านฮาร์ทเข้าไปต้อนรับพวกทหารขุนนาง พวกชาวบ้านต่างมุงดูป้ายประกาศก่อนจะเกิดเสียงฮือฮาทำให้ผมต้องแทรกตัวเข้าไปดู

ในใบประกาศเป็นของทางการมีตราประทับจากกษัตริย์ ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องด่วนซึ่งถ้าหากไม่เดือดร้อนตราประทับของกษัตริย์ก็ไม่ใช่ที่จะเอามาประกาศเล่นได้แต่ทว่า…ข้อความในประกาศกำลังตามหาเจ้าชายที่หายสาบสูญไปหลายปีก่อนซึ่งอาจจะปรากฏอยู่ในบริเวณแถวชายฝั่งที่ติดกับมหาสมุทรและหากใครสามารหาเบาะแสหรือนำตัวเจ้าชายที่หายไปให้แก่ราชสำนักของอาณาจักรโรเซียร์ได้พวกเขาก็จะตอบแทนด้วยการเลื่อนยศเป็นชนชั้นขุนนางในทันทีพร้อมทั้งกลายเป็นผู้มีพระคุณของราชวงศ์โรเซียร์

นี่มันบ้าไปแล้ว!

ผมมั่นใจว่าจะต้องเป็นตัวของผมอย่างแน่นอนแต่การใช้คำว่าเจ้าชายมาอ้างก็ทำให้คนอื่นๆต่างหันมาสนใจทั้งยังเริ่มที่จะตามล่าผมอีกด้วยเพราะพวกเขาดันบอกลักษณะส่วนสูงและสีผมของผมได้ถูกต้องอย่างแม่นยำ

ไม่แปลกหรอกหากพวกเขาจะจดจำสีผมได้เพราะในเวลานั้นผมและเจ้ากัสต่างพยายามหลบหนีพวกเขากันอย่างเฉียดฉิวและไม่ได้ใส่ผ้าคลุมไว้เพื่อปิดบังตัวเองแต่ไม่คิดเลยว่าท่ามกลางความมืดจะสามารถคาดเดาสีผมได้อย่างถูกต้อง

หรืออาจจะเป็นเพราะเจ้าชายคาโรลนั่น!

เขาและทหารของเขาต่างก็เห็นใบหน้าและสีผมไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะส่งข้อมูลนี้ให้แต่ละอาณาจักร

ดังนั้นผมจะต้องรีบออกไปจากหมู่บ้านนี้ให้โดยเร็วที่สุดเพราะพวกเขาอาจจะยังคิดว่าตัวผมยังคงอยู่แถวๆบริเวณชายฝั่งและนี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะหลบหนีไปไหนที่ที่พวกเขาไม่อาจจะคิดถึง

“อ้าว จะออกเดินทางแล้วเหรอจ๊ะ แน่ใจเหรอว่าไปเองได้น่ะ?” ป้าคนนั้นเอ่ยถามในขณะที่ผมกำลังลงมาจากชั้นบน

เข้าสู่เช้าของวันที่สี่ ผมทานอาหารเสร็จและต้องรีบออกเดินทางก่อนที่จะมีใครสังเกตเห็นหรืออาจจะจับพิรุธของผมได้

“ขอบคุณคุณป้ามากเลยนะขอรับ”

“โอ๊ย จะมาขอบคุณอะไรข้าล่ะ แล้วเจ้ามีญาติอยู่ในเมืองบ้างหรือเปล่า?”

ผมส่ายหัว

“โธ่! แล้วก็บอกไม่ตั้งแต่ทีแรก ข้าเองก็ทนเห็นเด็กตัวเล็กๆอย่างเจ้าให้ไปลำบากในเมืองไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าเมื่อเจ้าเข้าไปในเมืองหลวงแล้วตามหาคนชื่อบิลในร้านรองเท้าฟรองเทียร์ฝากบอกว่ามาร์ทาต้องการไหว้วานให้เขาช่วยข้าเรื่องหนึ่ง”

“ขอรับ!” ผมกล่าวขอบคุณป้าที่คาดว่าน่าจะชื่อมาร์ทาอีกครั้งก่อนจะออกเดินทาง

หมู่บ้านนี้ยังคงมีทหารเดินเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมดดังนั้นผมจึงหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักแล้วหันไปใช้เส้นทางเล็กๆที่ไม่ค่อยมีคนผ่านแทน เพียงเวลาแค่ชั่วโมงกว่าผมก็ออกจากตัวหมู่บ้านฮาร์ทได้สำเร็จโดยที่ไม่มีใครสงสัย!

เยี่ยม! คิดแล้วรู้สึกเหมือนเป็นการผจญภัยเล็กๆของผมเลยแฮะ

เอาล่ะ ก่อนอื่นผมจะต้องรีบออกเดินทางไปยังจุดแรกที่ผมได้ทำเครื่องหมายไว้คือที่พักคืนแรกของผม การที่ผมสามารถกะระยะทางได้อย่างแม่นยำนั่นก็เพราะผมรู้ภูมิศาสตร์ เมืองและป่าของอาณาจักรโรเซียร์ทั้งหมด ป่าเรดวูดจะมีอยู่สามจุดที่จะต้องหลีกเลี่ยงเพราะมีสัตว์ป่าและสัตว์เวทอยู่กันอย่างชุกชุมถ้าหากผมไม่ทำเครื่องหมายออกมาไม่แน่ว่าผมอาจจะเผลอไปพักอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งของพวกสัตว์ต่างๆก็เป็นได้

สัตว์เวทบนผืนแผ่นดินใหญ่ผมไม่รู้ว่าจะเหมือนหรือต่างกันในหุบเขาหรือเปล่าแต่ก็ไม่ควรประมาทดังนั้นการหลีกเลี่ยงการปะทะกันจงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ระหว่างเดินทางไม่มีรถม้า เกวียนหรือแม้แต่คนอื่นเดินผ่านทั้งๆที่มีเส้นทางเดินกำกับให้อย่างชัดเจน ไม่มีโจรเข้ามาดักปล้นหรือสัตว์เวทออกมาเดินเพ่นพ่านเลยสักนิด อาจจะดูแปลกๆหน่อยแต่สำหรับผมขอแค่เดินทางได้อย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคก็เพียงพอแล้ว

ช่วงกลางวันผมเดินเลี้ยวเข้าป่าเพื่อหาที่พักใต้ร่มต้นไม้ขนาดใหญ่ก่อนจะนั่งดินอาหารและน้ำที่เตรียมมาในสัมภาระของตัวเอง ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปเดินเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงทำให้ตัวผมถึงกับเหงื่อชุ่มเต็มตัวไปหมดทั้งยังหอบหน้ามืดจนเกือบจะเป็นลม ถ้าหากผมไม่พักฟื้นหนึ่งหรือสองชั่วโมงเกรงว่าผมคงไม่ไปถึงจุดที่พักในคืนนี้แน่นอน ดูอย่างไรก็เหมือนกับร่างกายของผู้หญิงชัดๆเลย

พอพระอาทิตย์ตกดิน ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวเริ่มปรากฏออกมาบ่งบอกว่าถึงเวลายามค่ำคืน ผมไม่เสี่ยงที่จะก่อไฟเพราะการก่อไฟแม้จะช่วยไล่สัตว์ไม่ให้เข้าใกล้ตัวได้แต่ก็กลายเป็นจุดเด่นให้สัตว์ตัวอื่นๆได้เหมือนกัน อีกทั้งผมเดินทางคนเดียวหากต้องนอนอย่างระมัดระวังหลับๆตื่นๆอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าวันพรุ่งนี้เช้าคงไม่มีแรงเดินทางต่อ ผมเลยหาต้นไม้ที่มีขนาดไม่หนามากและใช้ทักษะของพวกสัตว์ในหุบเขาที่เคยสอนผมค่อยๆปีนขึ้นไปแล้วเอาผ้าเก่าๆออกมาพันระหว่างกลางลำต้นและกิ่งไม้ด้านบนก่อนจะเริ่มทำเป็นเปลผ้าอย่างง่ายเพื่อจะนอนได้อย่างไม่ต้องคอยหวาดระแวงมากนัก

ผมทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งเข้าสู่วันที่สามของการเดินทางในเวลาบ่าย ประตูเมืองเซนนาร์ดตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า กำแพงที่ทำจากหินสูงขึ้นล้อมรอบไปด้วยม่านพลังเวทมนตร์สีฟ้าใส ทหารและผู้คุมประตูหนึ่งคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงจุดขอบประตูด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายจนกระทั่งพวกเขารีบลุกขึ้นเมื่อผมเดินใกล้เข้ามา

“เฮ้ เจ้าหนุ่ม เดินทางมาคนเดียวรึ” ลุงตัวอ้วนๆคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้คุมประตูเอ่ยปากถาม

“ขอรับ ข้าต้องการเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อสมัครเป็นทหารน่ะ”

“โอ้ ใจกล้าไม่เบานี่ ส่งบัตรพลเมืองของเจ้าให้ข้าตรวจสอบด้วย”

“เอ่อ…ข้าเป็นคนต่างถิ่นน่ะขอรับ พอได้ข่าวมาว่าทหารของโรเซียร์แกร่งกล้ายิ่งกว่าอาณาจักรอื่นเพราะฉะนั้นข้าจึงอยากจะเป็นทหารแบบพวกเขาบ้าง!”

“คนหนุ่มนี่ไฟแรงดีกันจริงๆ เจ้าพูดถูกแล้ว! อาณาจักรโรเซียร์มีกองทัพแข็งแกร่งอย่างไม่น้อยหน้าใคร!”

นั่นปะไร คิดแล้วไม่มีผิด ตอนผมคิดว่าพวกเขาจะสงสัยซะอีกนะเนี่ย

“เฮ้ๆ เจ้าก็ให้เจ้าหนุ่มนี้เข้าเมืองเถอะ มีคนหนุ่มๆเข้ามาจะได้ช่วยเบาแรงพวกเราไปอีกเยอะ” ทหารเฝ้าประตูเดินมาตบไหล่ลุงอ้วนๆคนนั้น

“รู้แล้วน่า! แต่ว่ากฎยังไงก็ต้องเป็นกฎ ในเมื่อเจ้าหนุ่มนี่ไม่มีบัตรพลเมืองก็ต้องเสียค่าเข้าสองเหรียญทอง”

ผมสังเกตพวกเขาอีกครั้ง ใบหน้าและท่าทีพูดคุยไม่ได้มีความเจ้าเล่ห์หรือคิดจะโกงเงินเลยสักนิด สองเหรียญทองถือว่าแพงนะสำหรับผมแม้ว่าอันที่จริงในสัมภาระจะมีของทองคำที่ทำให้ผมอยู่ได้อย่างสบายๆก็เถอะแต่การประหยัดไว้ก่อนก็เป็นเรื่องที่ดีกว่าเพราะอาจจะต้องได้ใช้เงินอีกมากในอนาคต

“แล้วทำยังไงถึงจะได้บัตรพลเมืองเหรอขอรับ?” ผมยื่นสองเหรียญทองให้พวกเขา ก่อนจะทำท่ามือไม้สั่นพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

“เจ้าหนุ่ม เหรียญทองนี่…”

“มันเป็นของพ่อข้า เป็นสิ่งเงินก้อนสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้เพื่อให้ข้ามาสมัครเป็นทหารให้ได้…” ยิ่งผมทำเสียงสะอื้น พวกเขาทั้งสามเริ่มกระวนกระวายทันที

“เจ้าแน่ใจแล้วเหรอ? ไหนจะค่าสมัครทหารอีกแล้วเจ้าจะไปหามาจากที่ไหน”

“หากข้าได้เข้าเมืองแล้วก็ยังพอหางานทำได้”

“แต่อย่าลืมไปทำบัตรพลเมืองที่สมาคมเซนนาร์ดล่ะ”

“ขอบคุณมาก!”

พวกเขาค่อยๆเปิดประตูให้เผยให้เห็นถึงบ้านที่อยู่รอบๆเต็มไปหมด ทางเดินที่ปูด้วยหิน ผมคิดว่าโลกแห่งเวทมนตร์จะดูล้าสมัยกว่านี้แต่ไม่ใช่เลยเพราะบริเวณรอบทางจะมีตะเกียงเวทมนตร์ไว้ส่องสว่างในยามค่ำคืน

ผู้คนที่นี่ส่วนมากที่ผมเห็นดูเหมือนจะเป็นเผ่าปีศาจที่มีสีผิวเข้ม รูปร่างสูงและมีหางลักษณะแปลกๆโผล่ออกมาจากบั้นท้าย มีเผ่าอื่นปะปนอยู่ด้วยแต่น้อยมาก สองข้างทางที่ผมเดินเข้าไปได้ไม่ไกลคือแผงลอยต่างๆและมีร้านเล็กๆหลายร้านเปิดอยู่ไม่น้อย ผมเริ่มเดินสำรวจเพื่อมองหาที่พักในคืนนี้แต่พอสอบถามคนดูแลเรื่องราคาซึ่งตกอยู่ประมาณหกเหรียญเงิน เมื่อผมได้ยินราคาแทบจะรีบหันหลังกลับไม่ทันเพราะเจ็ดเหรียญต่อคืนถือว่าแพงมากสำหรับผม

การหาที่พักทำให้ผมเสียเวลาอยู่ราวๆสองชั่วโมงก่อนจะเห็นตัวบ้านที่มีสามชั้น ด้านบนมีหน้าต่างอยู่หลายบาน สภาพดูเก่าเล็กน้อยแต่ให้บรรยากาศของความอบอุ่น ผมตัดสินใจเดินเข้าไปก่อนจะพบชายร่างสูงผิวคล้ำ ดวงตาสีเขียว ผมสีแดงยืนใช้เวทเผา…ร่างของใครบางคนที่อยู่กับพื้นอยู่

“เอ่อ…ขอโทษที่เข้ามารบกวนขอรับ ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้เหละ!” ผมรีบหันหลังควับเตรียมจะเดินออกไปแต่กลับโดนเวทไฟของอีกฝ่ายสกัดไว้อยู่ตรงหน้า

“เฮ้ยๆๆ หนุ่มน้อย เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้น! รอข้าสะสางกับไอปลาเน่านี่ก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกัน!”

“คะคุยอะไรเหรอขอรับ…” ผมเหงื่อตกค่อยๆหมุนตัวไปเผชิญหน้า ในใจรู้สึกเหมือนความซวยกำลังจะมาซึ่งผิดกับของตกแต่งที่ดูเรียบร้อย อบอุ่นและออกจะ...เอ่อ หวานแหววอยู่สักหน่อย

“เฮ้ย! ตกลงจะจ่ายไม่จ่ายวะ ไอปลาเน่า! ค้างมาจะสามเดือน ข้าจะทนไม่ไหวแล้วนะโว้ย!” ชายผมสีแดงสั้นกระชากคอเสื้อของคนที่เขาเรียกว่าปลาเน่าขึ้นมาในขณะที่ไฟลุกท่วมอยู่

“เฮือกก! แอ่กกกกก กะก็ถ้าเจ้าไม่ดับไฟเวท ข้าจะไม่มีจ่ายให้เจ้านะ!”

“อย่ามาอ้าง! ครั้งนี้ข้าจะไม่ทน!”

“ลาก่อนสหาย! เงินของเจ้ามันกำลังจะปลิวไปกับความตายของข้า ข้า ข้า…” อีกฝ่ายดูเหมือนทำท่าสลบจากความร้อนที่แผดเผาแต่น้ำเสียงกลับดูไม่เหมือนคนกำลังจะตาย

นี่พวกเขากำลังเล่นอะไรกันอยู่หรือเปล่า?

ผมรีบถอยหลังหวังจะค่อยๆย่องออกไปแต่ทันใดนั้น

ปัง!

ประตูกลับปิดลงเองโดยเจ้าปลาเน่าที่นอนทำท่าตายอยู่ส่งยิ้มให้ผมในขณะที่ตัวเขากำลังโดนไฟเวทเผาร่างอยู่

“นี่ข้ากำลังช่วยเจ้าไม่ให้แขกวิ่งหนีเพราะความน่ากลัวของเจ้าเลยนะ!”

“หุบปาก! หากข้าไม่ฆ่าเจ้าก็อย่าหวัง…”

“เงินไง! นานทีปีหนจะมีแขกมา! เจ้าสมควรจะต้อนรับนะ…เงินน่ะเงินอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว!” ปลาเน่าชี้มาทางผม

ผมอ้าปากค้าง นี่กะจะโบ้ยให้กันอย่างนี้เลยเรอะ!

แต่ได้ผลเพราะคนหัวแดงกลับหยุดชะงักก่อนจะทำสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่งแล้วปล่อยคอเสื้อของอีกฝ่าย ไฟเวทที่ครอบตัวของปลาเน่าค่อยๆหยุดลง

“ถ้าหากไม่ใช่เพราะหนุ่มน้อยคนนี้เจ้าไม่ตายดีแน่!”

“ขอรับๆๆข้าน้อยเข้าใจแล้ว” ชายหัวแดงหันหน้าเดินเข้ามาหาผมแต่ไอเจ้าปลาเน่ากลับส่งยิ้มพร้อมทั้งยกนิ้วให้ผมอีก!

ยังจะมายิ้ม! ดูก็รู้เจ้าหมอนี่มันสกิลหนีการเอาตัวรอดเป็นที่หนึ่ง!

“เจ้าเป็นคนต่างถิ่นเหรอ?” เขาพยายามสำรวจผมก่อนจะทำเสียงจิ๊จ๊ะใส่เพราะมองไม่เห็นใบหน้าของผมได้อย่างชัดเจน

คนพวกนี้เปลี่ยนอารมณ์ไวไปหน่อยไหมเนี่ย!

“เอ่อ…ใช่ขอรับ” ผมกำมือแน่นรู้สึกกล้าๆกลัวๆอยู่นิดหน่อย

“สี่เหรียญเงินต่อหนึ่งคืนไม่รวมอาหารเช้า”

“ตกลงขอรับ!”

“หา นี่เจ้าจะไม่คิดหน่อยสักเหรอ” ปลาเน่าตะโกนถามผมแต่กลับโดนชายหัวแดงตีหัวเขาเสียงดังป้าบ ทั้งสองเริ่มมีปากเสียงกันอีกครั้งจนกระทั่งผมพูดบางอย่างออกไปทำให้พวกเขาหยุดชะงัก

“ข้าชอบที่นี่ ดูอบอุ่น การตกแต่งแม้จะไม่หรูแต่เรียบง่ายสะอาดให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลยขอรับ” ผมทำท่าเกาท้ายทอย

“หนุ่มน้อย เจ้าตาถึงจริงๆ! นี่น่ะเป็นข้าออกแบบทั้งหมด มาสิ ข้าจะพาเจ้าเดินดูชั้นบน!”

อารมณ์ของชายหัวแดงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนผมแทบจะตามไม่ติดส่วนไอปลาเน่ากลับยกนิ้วโป้งให้ราวกับบอกว่าเวรี่กู๊ด นายทำดีมาก! จนผมอยากจะเข้าไปตีหัวเขาสักป้าบ

“ข้า เบลซ ส่วนเจ้าปลาเน่านั่น โนแลน แล้วเจ้าล่ะ?” เบลซคือชายหัวแดงพาผมขึ้นไปดูห้องชั้นสองและสามซึ่งการตกแต่งดูอบอุ่นและหวานแหววมาก ไม่น่าล่ะถึงไม่ค่อยเห็นแขกคนอื่นๆ

“ข้า…เอ่อ…ไวท์”

“ถ้าเจ้านี่มันโมโหอะไรไม่ต้องไปสนใจมันนะ โรคบ้ากำเริบน่ะ” จู่ๆโนแลนที่เดิมตามหลังเข้ามากระซิบใส่หูของผม

“เฮ้! ไอปลาเน่า อย่าคิดว่าข้าไม่ได้ยินนะ!”

“เปล่า! ข้าแค่บอกเขาว่าห้องสวยๆแบบนี้จะหาจากที่อื่นไม่ได้แล้ว”

ทั้งคู่ยังคงตีฝีปากข้ามหัวผมกันไม่เลิก ผมลองมาสังเกตดูดีๆแล้ว โนแลนเป็นชายร่างสูงผมสีเขียวประกาย ใบหูเป็นครีบของปลา ใบหน้าคมสันส่วนปากนั้นดูยิ้มอยู่ตลอดเวลาซึ่งต่างจากเบลซที่ใบหน้าหล่อเข้มแต่แสดงสีหน้าบึ้งตึงราวกับไปโมโหใครมา

ชั้นบนสุดมองเห็นวิวด้านนอกได้อย่างปลอดโปร่ง ผมตกลงจ่ายให้พวกเขาสิบสองเหรียญเงินต่อสามคืนและเพิ่มอีกหนึ่งเหรียญเป็นค่าอาหารเช้า พอตกลงกันเรียบร้อยสีหน้าของเบลซดูดีขึ้นแต่ยังคงกัดกันไม่เลิกกับโนแลน

พวกเขาปล่อยให้ผมเลือกห้องก่อนจะเดินออกไป ผมล็อคประตูก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่งจัดกระสัมภาระแล้วเปิดผ้าคลุมและเสื้อผ้าออกเพื่อจะอาบน้ำเพราะตลอดทางผมไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว

โลกแห่งนี้พวกเขาสามารถร่ายเวทมนตร์เสกธาตุประจำตัวเองได้เช่น หากใครมีธาตุน้ำก็สามารถเสกน้ำออกมาได้แต่หากไม่มีธาตุไฟพวกเขาก็ไม่สามารถร่ายเปลวไฟออกมาได้เช่นกัน ดังนั้นการใช้ห้องน้ำของที่นี่ถือว่าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด พวกเขามีเหล็กคล้ายกับวาล์วน้ำเอาไว้เพื่อหมุนแหล่งน้ำจากที่พักของพวกเขาไว้ใช้สำหรับคนที่ไม่มีธาตุน้ำ

เมื่อผมอาบน้ำเสร็จจึงเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า จนกระทั่งเสียงเอะอะโวยวายจากชั้นล่างปลุกให้ผมตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน อาจจะเป็นเสียงของเบลซที่กำลังบ่นใส่โนแลนอยู่ก็ได้ทว่าท้องของผมเริ่มหิว

ผมสวมผ้าคลุมแล้วค่อยๆเดินออกจากห้องและยิ่งเข้าใกล้พวกเขามากเท่าไหร่กลับได้ยินเสียงหลายคนกำลังพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ข้าอุตส่าห์หาคนพาเข้าร้านเชียวนะ! นี่น่ะคือท่าน…”

“ไอปลาเน่า! ครั้งก่อนเห็นบอกเป็นคนดีแต่ที่ได้ไหนเก็บลูกหนี้มาหลบในร้านหากข้าไม่ช่วยเจ้าปกปิดแก่ไอพวกอันธพาลแล้วล่ะก็บ้านของข้าคงโดนพวกมันทำลายไปตั้งนานแล้ว!”

“เอาน่าๆ เจ้าอย่าเพิ่งโวยวายสิ อย่างน้อยก็ยังได้ค่าตอบแทนไม่ใช่เหรอ”

“ค่าตอบแทนแต่ต้องแลกกับเรื่องเสี่ยงๆข้าไม่เอาหรอกนะโว้ย!”

“แต่ท่านผู้นี้จะยอมจ่ายให้อย่างหนักเลย!”

ทันใดนั้นเบลซก็ชะงักก่อนจะหันไปมองพวกเขาทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะมองตามก่อนจะพบว่ามีอยู่เกือบสิบคนในร้านและพวกเขาทั้งหมดสวมผ้าคลุมแต่ไม่ปิดช่วงศีรษะเอาไว้ ถ้าผมลองดูตามสถานการณ์คาดว่าไม่น่าจะใช่พวกอันธพาล

“บาดเจ็บกันห้าคน สาหัสสองคน ถ้าจะให้ออกไปหาหมอในเวลานี้คงจะเป็นที่สะดุดตาอีกทั้งพวกเราหาผู้ใช้เวทย์ธาตุแสงไม่ได้เลยสักคน” หนึ่งในชายสวมชุดคลุมพยายามห้ามเลือดบนหน้าท้องของคนที่นอนเจ็บอยู่

ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาอย่างกะทันหันก่อนจะเปิดผ้าที่คลุมศีรษะออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูงดงามของอีกฝ่าย

เคร้ง!

เขาโยนถุงเหรียญให้กับเบลซ ถุงนั้นตกกระจายเป็นเหรียญทองหลายสิบเหรียญ ใบหน้างามราวเทพบุตรนั้นมีสีหน้าเป็นกังวลต่อพวกเขาเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าจะจ่ายเพิ่มให้อีกแต่อย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครได้รู้ ทอม เจ้าไปร่ายเวทกางอาณาเขตซะส่วนพวกเจ้าอีกสามคนไปสังเกตการณ์รอบๆหากมีอะไรผิดปกติให้รีบแจ้งแก่ข้า!” เขาออกคำสั่งอย่างเฉียบพลันพลอยทำให้ผมและเบลซสะดุ้งตาม

“ขอรับ!”

“ที่นี่มีแขกที่เป็นหมอหรือมีพลังธาตุแสงไหม?” เขาเอ่ยถามแต่ในขณะที่เบลซกำลังจะอ้าปากโวยวาย โนแลนรีบเข้ามากระซิบใส่ข้างหูทำให้ดวงตาของคนที่ถูกซิบนั้นเบิกกว้าง

“มะไม่มี มะมะไม่มีเลยขอรับ!” เบลซที่เปลี่ยนท่าทีอย่างเห็นได้ชัดเจนรีบเก็บเหรียญทองที่ตกลงอยู่บนพื้นก่อนจะสังเกตเห็นผมที่ยืนอยู่ขั้นบันได

“ไวท์! ลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” เสียงเขาลุกลี้ลุกลนเล็กน้อยทำให้โนแลนและคนอื่นๆต่างรีบหันขวับมาทางผมเป็นจุดเดียว

“เอ่อ…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะลงมาหรอกนะ…เชิญตามสบาย คะคิดว่าข้าไม่อยู่ที่นี่ก็แล้วกัน” ขณะที่ผมกำลังจะหันหลังกลับท้องของผมก็ร้องโครกครากและนั่นยิ่งทำให้ผมเป็นจุดสนใจของพวกเขามากเลยทีเดียว

“เอ่อ…”

“อ้อ ข้าลืมบอกไป เขาเป็นแขกคนเดียวของที่นี่น่ะขอรับ” โนแลนหันไปบอกกับชายร่างสูงผมยาวสีอเมทิสดูซีดจาง ใบหน้าที่ดูเหมือนจะอบอุ่นแต่กลับขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวล

“เจ้าเป็นหมอหรือผู้ใช้เวทธาตุแสง?”

“เอ่อ ไม่ใช่ขอรับ เขายังเด็ก…ไวท์หรือเจ้ามีเวทธาตุแสง?” เบลซหันมาถาม

“ขอโทษนะข้ามีแต่…ธาตุน้ำน่ะ”

“นายท่าน! หากชักช้าพวกเราจะตายเพราะบาดแผลสาหัสมากไป” หนึ่งในชายชุดคลุมเอ่ยออกมาทำให้คนที่เหลือต่างร้อนรน

“ข้าจะลองเสี่ยงตามคนรู้จักที่เป็นหมอให้ส่วนค่าตอบแทนหวังว่าจะคุ้มค่ากับคนของท่านนะ” เบลซพูดจบรีบสวมชุดคลุมที่อยู่ริมประตูด้านหลังก่อนจะออกไปอย่างรวดเร็ว

“ขอโทษนะไวท์ สถานการณ์แบบนี้คงจะทำใจลำบากแย่เลยใช่ไหม? เจ้าหิวนี่ มาสิข้าจะหาอะไรให้กิน”

สถานการณ์ที่มีคนเลือดอาบทั่วตัวแบบนี้และสีหน้าของโนแลนที่กำลังยิ้มให้แต่ดวงตาของเขากลับมีความร้อนรนทำให้ความหิวของผมลดลงไปครึ่งหนึ่ง ผมส่ายหัวปฏิเสธก่อนจะพูดในสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจอีกครั้ง

“เอ่อ ข้าคิดว่าข้าพอจะช่วยพวกเขาได้นะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

------------------------------------------------

กลับมาแล้วค่ะ แฮร่

ตอนหน้าจะติดกุญแจไหมไม่แน่ใจน้อ

ขอบพระคุณมากค่ะ

 

 

 

 

ความคิดเห็น