ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 11 เริ่มต้นใหม่

ชื่อตอน : บทที่ 11 เริ่มต้นใหม่

คำค้น : omegaverse , yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2562 20:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11 เริ่มต้นใหม่
แบบอักษร

บทที่ 11

เริ่มต้นใหม่

ผมนอนกลิ้งอยู่บนเตียงแข็ง ๆ ในโรงพยาบาลอยู่สองวันถึงได้รับการปล่อยตัวให้กลับไปซุกตัวบนเตียงนุ่ม ๆ ที่บ้านได้สักที สีผ้าคนแสบผิวไปหมดแล้วครับ

ไม่ได้ตอแหลทำตัวหัวสูงนะ ถ้าเป็นร่างเบต้าของผมผ้าแค่นี้สบาย แต่พอมาเป็นร่างโอเมก้านี่...อะไรนิดอะไรหน่อยก็เป็นรอยแล้ว บอบบางมาก

“กลับบ้านกันนะครับ”พี่ชัชท์พูดกับผมด้วยเสียงที่อบอุ่น ตลอดสองวันมานี้พี่เขาอยู่กับผมตลอดเลย กินก็กินด้วยกัน นอนก็นอนในห้องเดียวกัน เรียกได้ว่าพวกเราอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงเลยล่ะครับ

ผมยิ้มให้คนที่คอยดูแลผมมา ทำเหมือนผมเป็นเจ้าหญิงที่สูงค่า สร้างนิสัยเสีย ๆ ให้ผมเคยตัวอีกต่างหาก

“ไปกันครับ”ผมยื่นมือไปวางลงบนมือของพี่ชัชท์ ให้พี่เขาจูงผมเดินออกไปขึ้นรถ ผมมองแผ่นหลังกว้างที่จะมาเป็นที่คุ้มกันภัยให้กับผมด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แต่หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ผมรู้สึกดีใจนะครับที่พี่เขาเอาใจใส่ผมขนาดนี้ แต่มันก็ยังมีความรู้สึกไม่เชื่อมั่นอยู่ลึก ๆ ในใจอยู่ดี...

ก็ใครใช้ให้ผมถูกซื้อมาจับคู่กับพี่เขากันล่ะ มันก็แบบนี้แหละ ยิ่งพี่ท่านไปจิ๊จ๊ะกับคนอื่นตอนที่เรายังไม่ได้จับคู่กับจริง ๆ ด้วย มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่น ๆ ว่าตอนนี้มันเป็นช่วงโปรโมชั่นของพี่เขาหรือเปล่า ถ้าอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ แล้ว จะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนไหม แม้ว่าพี่เขาจะบอกว่ารักพี่เขาเป็นของผมก็เถอะ

รักเป็นของผม แล้วหัวใจเป็นของใคร

ระหว่างทางกลับบ้านพี่ชัชท์ก็แวะพาผมไปนั่งกิน MK ที่ห้าง ก่อนจะเดินไปซื้อผ้าอนามัยมาไว้ใส่เพราะผมยังมีเลือดซึม ๆ อยู่ ผมแอบได้ยินพี่เขาพึมพำอย่างหงุดหงิดใจด้วยเรื่องที่ผมจะใส่กางเกงในไร้คุณธรรมไปไม่ได้อีกพักใหญ่ นี่ผมควรดีใจหรือเปล่านะ แต่ตอนนี้ทำไมผมมีลางสังหรณ์แปลก ๆ ขึ้นมาก็ไม่รู้

หลังจากที่ช็อปของในห้างกันเสร็จแล้วผมก็ได้กลับบ้านจริง ๆ สักที ตั้งใจจะไปซื้อผ้าอนามัยอย่างเดียวนะครับ แต่ทำไมผมได้ขนมมาเพียบเลยก็ไม่รู้ หยิบตอนไหนก็นึกไม่ออก รู้ตัวอีกทีก็ตอนจ่ายเงินไปแล้ว

บ้าชะมัด

“เอ๋?!”ผมมองสภาพในบ้านที่เปลี่ยนไปด้วยความตกใจ นี้ผมไปนอนโรงพยาบาลแค่สองสามวันทำไมบ้านศิริภัทรกิจถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้กันล่ะเนี่ย

พื้นหินอ่อนเย็นเจี๊ยบที่ผมใฝ่ฝันอยากลงไปนอนกลิ้งเล่นถูกปูด้วยพรมนุ่มสีเทาไปทั่วทั้งบ้านทั้งห้องโถงกลางห้องรับแขกรวมไปถึงห้องครัวด้วย ส่วนบันไดนี่เหมือนทางเดินเมืองคานส์ปูพรมแดงให้เดินเป็นแคทวอล์คเลย

“ตกแต่งบ้านใหม่ ถูกใจไหมครับ”พี่ชัชท์โอบเอวผมจากทางด้านหลังหลวม ๆ “เหยียบลงไปนุ่มนิ่มเท้า เวลาเดินไม่ลื่นด้วยนะ”

“ผมทำให้ทุกคนเป็นห่วงกันมาเลยสินะครับ”ผมถามออกไปด้วยความรู้สึกผิด ผมทำให้คุณน้าเสียเงินมาปูพรมพวกนี้ใช่ไหม

“มันเป็นความหวังดีของพ่อกับแม่พี่ เพราะอย่างนั้นตะวันไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกนะครับ”ผมก็ไม่ได้อยากคิดมากนักหรอก แต่ว่าผมก็อดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้นี่น่า “ไม่เอาไม่เครียดนะ พี่บอกข่าวดีให้ตะวันรู้หน่อยดีกว่า”

“ข่าวดีเหรอครับ?”ผมเอียงหัวมองคนที่กำลังยิ้มหวาน แอบไม่ไว้วางใจหน่อย ๆ นะเนี่ย

“ข่าวดีสิครับ เพราะพี่ ๆ ของตะวันจะได้นอนยาวในคุกแน่ ๆ แล้ว”หืม? แค่สองวันเนี่ยนะมีความคืบหน้าของคดีแล้ว เวอร์ไปไหมพี่ “เพื่อนพี่จัดการให้น่ะ”

“พ่อเส้นใหญ่”ผมยื่นมือไปหยิกแก้มคนที่ยิ้มกว้างอยู่อย่างหมั่นไส้ “จะได้โทษสูงสุดไหมครับ”

“ศาลจะพิจารณาอีกครั้ง แต่ก็นะ”ยิ้มมุมปากแบบนี้เป็นอันรู้กันล่ะครับ อำนาจของเงินบันดาลได้เกือบทุกสิ่งอยู่แล้ว

“หนูตะวันของป้ากลับมาแล้ว”ป้าน้อยเดินมากอดผมเอาไว้แน่น “ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูก เพี้ยง ๆ”

“อื้ออ ป้าน้อย ตะวันคิดถึงจังเลย”ขออ้อนหน่อยนะครับ เนื้อนิ่ม ๆ หอม ๆ ของผู้ใหญ่ใจดีที่คอยดูแลผมมาตั้งแต่ผมเข้ามาอยู่ในบ้านนี่กอดกี่ครั้งผมก็รู้สึกดี๊ดี

“อ้าว แล้วไม่คิดถึงน้าบ้างเหรอตะวัน”น้าวษากับน้าฌอณเดินออกมาจากห้องนั่งเล่น เดินธรรมดาไม่ได้ต้องหยอกผมสักหน่อยถึงจะสบายใจสินะครับคุณน้า แหม่ “ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหมเราน่ะ เลือดยังออกอยู่ไหม”

“เลือดยังมีซึมออกมานิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรแล้วครับ”ผมตอบกลับไปด้วยท่าทีซึม ๆ พูดถึงลูกทีไรผมก็อดจะเศร้าไม่ได้นี่น่า

“คุณวษาคะ”ป้าน้อยลงสายตาพิฆาตให้กับคุณน้าที่เผลอสะกิดแผลใจผม “โอ๋ ๆ ไม่เป็นอะไรนะคะหนูตะวัน มามะ ป้าทำอะไรให้กินดีไหม”

“ผมยังไม่หิวเลย เดี๋ยวรอกินพร้อมทุกคนก็ได้ครับ”ผมยิ้มให้กับคนที่กางปีกปกป้องผมจากคำพูดของเจ้านายตัวเอง “ผมเสียใจก็จริง แต่ไม่เป็นอะไรหรอกนะครับ”

“รักษาตัวให้ดี ๆ ที่ผ่านไปแล้วก็อย่าไปคิดมากล่ะ”น้าฌอนเดินเข้ามาลูบหัวผมเบา ๆ “น้าสองคนเป็นห่วงเรานะ”

“ผมรู้ครับ”คราวนี้ผมหันไปส่งยิ้มให้กับน้าวษาที่ยิ้มเจื่อน ๆ สงสัยว่าทุกคนคงตกลงกันว่าจะไม่พูดถึงเรื่องที่ผมเสียลูกไปกันแน่ ๆ เลย “ผมรู้ว่าคุณน้าเป็นห่วง จะพูดถึงเขาก็ได้ครับไม่เป็นอะไรหรอก ยังไงเขาก็เป็นคนในครอบครัว... ใช่ไหมครับ”

“ใช่ เด็กคนนั้นเป็นคนในครอบครัวของเรา”คุณน้าเธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พักฟื้นร่างกายให้หายดีก่อนนะ ถ้าพร้อมแล้วค่อยมีใหม่ก็ได้ทุกคนไม่ได้รีบอะไร”

“ครับ”ประโยคนี้เหมือนน้าวษาไม่ได้พูดกับผมเลยแหะ น่าจะไปข่มคนที่น้าเขามองอยู่อย่างพี่ชัชท์มากกว่า ดีครับดี พูดอีก ๆ

“ไป ๆ ขึ้นไปนอนพักผ่อน เดี๋ยวถึงเวลาอาการจะให้เด็กไปตาม”คุยจบก็ไล่ผมเลยนะ ใจร้ายจัง “ป้าน้อย เราไปดูของในครัวกันดีกว่านะคะ”

“ก็เป็นซะแบบนี้ล่ะนะ”น้าฌอณที่ยืนยิ้มเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ไปพักเถอะ น้าจะไปดูต้นมะม่วงสักหน่อย”

“เหมือนทุกคนพร้อมใจกันลืมพี่ยังไงก็ไม่รู้สิ”ผมหัวเราะให้กับคำพูดของพี่ชัชท์ที่พูดออกมาหลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไป

“ผมไม่ลืมพี่แล้วกันน่า ไม่ต้องน้อยใจไป”ผมจับมือพี่ชัชท์เดินขึ้นไปที่ห้องนอนเจ้าพรมนุ่มนี่ก็ตามผมไปทั้งบ้านเลย ไม่ได้มีแค่ชั้นแรกชั้นเดียว ชั้นสองของบ้านก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ผมอยากลงไปนอนกลิ้งชะมัดเลย อา... มุมโต๊ะก็ถูกหุ้มด้วยซิลิโคนด้วยแหะ

“พี่ชัชท์”ผมทำหน้ายู่ใส่ประตูที่หายไป เมื่อก่อนเปิดไว้ตอนนี้ถอดออกไปเลย พีคเกินไปแล้วนะครับ! มีการเอาผ้าม่านบาง ๆ มาติดไว้แทนให้ด้วย

“สวยใช่ไหมครับ”ดูพี่จะภาคภูมิใจในผลงานชิ้นนี้เกินไปหน่อยนะครับ “เราจะได้เดินหากันง่าย ๆ ไม่ต้องคอยยันประตูเอาไว้แล้ว”

“เอาที่พี่สบายใจแล้วกัน”ผมหมดคำพูด ความจริงมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหรอกครับ จะมีประตูหรือไม่มีประตูมันก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากประตูนักหนาอยู่แล้วตั้งแต่พี่ชัชท์กลับมา “เสียไปเยอะไหมครับ”

ดูจากคุณภาพของที่ใช้แล้วมันน่าจะไม่ใช่ถูกเลย...

“ไม่หรอกครับ”ผมเหล่มองคนพูด อ้อ ผมลืมไป เงินแค่นี้มันไม่ได้ทำให้พวกเขากระเทือนนักหรอก “ของพวกนี้มีค่าไม่เท่าตะวันหรอกนะครับ”

“งั้นเหรอครับ”ผมยิ้มออกมานิด ๆ ก่อนจะก้าวไปที่เตียงนุ่มนิ่มของตัวเองแล้วทิ้งตัวลงนอน นุ่มจังเลยยย “เปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ด้วยเหรอพี่ชัชท์”

“พี่สั่งให้เขาทำมาสักพักแล้วเพิ่งได้มาไม่นาน”ร่างสูงเดินเข้ามานั่งที่ปลายเตียง “พี่เลือกผ้าที่นุ่มลื่นที่สุดมาให้ เวลานอนจะได้สบายตัว”

“ขอบคุณครับ”มันสบายสุด ๆ ไปเลยล่ะ ถู ๆ ไถ ๆ ได้ไม่เสียดสีจนแสบผิว ของดีครับ ของดี “คุณริชกับคุณเรแกนติดต่อมาบ้างไหมครับ”

“เรแกนบอกว่าถึงอเมริกาแล้ว ไม่ต้องห่วง”นึกถึงหน้าคนที่กลับไปพร้อมพี่ชายแล้วผมก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ ถึงจะบ่นจะด่ายังไงสุดท้ายก็ยอมกลับไปง่าย ๆ ล่ะน้า “อีกสองสามเดือนริชก็จะเข้าผ่าตัดแล้วล่ะ”

“คุณริชเป็นอะไรเหรอครับ”ผมถามกลับไปด้วยความตกใจ ผ่าตัดเหรอ คุณริชก็ดูสุขภาพแข็งแรงดีนี่น่า

“ปลูกถ่ายมดลูกน่ะ”ตะลึงครับ ผมอ้าปากค้างเลยเมื่อได้ยินอย่างนั้น เดี๋ยวนะ ปลูกถ่ายมดลูกอย่างนั้นเหรอ อัลฟ่าอย่างคุณริชเนี่ยนะ “หมอนั่นคงรอไม่ไหวแล้วถึงตัดสินใจแบบนี้”

จุดนี่ผมเหมือนปลาทองขาดน้ำ ย่อยข้อมูลที่ได้รับมาไม่ทันเลยครับ หมอนั่นนี่หมายถึงคุณเรแกนใช่ไหม พวกเขาเป็นพี่น้องกันไม่ใช่เหรอ อะไร ยังไง ตะวันงง

“เป็นเรื่องของพวกเขาพี่พูดอะไรมากคงไม่ดี”เหี้ยแล้ว มาบอกให้อยากแล้วจากไปอย่างเลือดเย็นชัด ๆ เลยแบบนี้ ไม่เอาน่า อย่าทำกับผมแบบนี้ดิ “เดี๋ยวเราค่อยไปเยี่ยมริชกันหลังเขาผ่าตัดเนอะ”

“บอกไม่ได้เลยเหรอครับ”ผมทำหน้างอ มันค้างอ่ะ มันอยากรู้ไง

“รอให้ถึงเวลาที่สมควรนะครับ”ฮึก ขอซื้อได้ไหมประโยคนี้ มันไม่ดีต่อใจคนที่ใส่ใจเพื่อน ๆ อย่างผมเลยสักกะติ๊ด “ไม่นานเกินรอหรอก”

“ครับ...”ขานรับคำไปทั้งที่ใจกรีดร้องโวยวายแล้วล่ะครับ แหม่ ไม่นานเกินรอนี่ไม่ได้หมายถึงวันสุดท้ายของชีวิตผมถึงจะได้รู้ใช่ไหม

ไม่เป็นไร! ไว้ผมไปถามคุณริชเองก็ได้ ไม่ง้อหรอก

ที่นอนอันคุ้นเคย หมอนเน่าที่คุ้นหัวมันชวนให้หลับดีนะครับ เอ... ตอนนี้ผมยังถือเป็นคนป่วยอยู่ก็ไม่ควรจะฝืนตาไว้จริงไหม

งั้นนอนดีกว่า มามะ มานอนกันนะครับ

ในความฝันผมเดินอยู่บนเส้นทางที่มืดสลัว มองซ้ายไม่มีคน มองขวาไม่มีใคร หันหลังไม่มีทาง ได้แต่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่สิ้นสุด ผมเดิน เดิน และเดิน เดินจนหยุดยืนเพราะไม่รู้จะไปทางไหน

ผมรู้ว่านี่คือความฝันเพราะผมหยิกตัวเองแรง ๆ แล้วไม่มีความรู้สึกที่ผิวหนัง แต่ความรู้สึกโหวงเหวงในใจนี่คืออะไรกัน ทำไมความฝันของผมถึงไม่มีใครเลย มันทั้งโดดเดี่ยวและอ้างว้าง ขาดแค่หนาวเหน็บไม่งั้นผมจะคิดว่าผมซี้แหงแก๋ไปแล้วแน่นอน

“แอ๊”ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแว่วเข้ามาในหูจากที่ไกล ๆ มันทำให้ผมรีบสาวเท้าเดินตามเสียงนั้นไปโดยลืมคิดไปเลยว่าปกติเขาไม่ให้เดินตามเสียงเรียกในฝัน

“เอ๊ะ?”ผมมองหาต้นตอของเสียงในความมืด แต่ก็ไม่เห็นอะไรที่จะเป็นต้นกำเนิดของเสียงได้เลย ในฝันนี่หูแว่วได้ด้วยเหรอ... แต่แล้วก็มีแสงสว่างสามส่องขึ้นจากสองทาง

ตรงหน้าผมตอนนี้เป็นทางแยกสองทางที่ขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ผมได้ยินมาว่าถ้าหลงทางในเขาวงกตให้ไปซ้ายเข้าไว้ทฤษฎีนี้เอามาใช้ร่วมกับเหตุการณ์ในตอนนี้ได้ไหมนะ เอาเถอะ เลือกไปสักทางแล้วกัน

ในขณะที่ผมกำลังก้าวเท้าเดินไปฝั่งซ้ายอย่างที่ตัดสินใจเลือกแล้วนั้นก็มีแรงดึงรั้งจากทางด้านหลังให้ผมต้องหันไปมอง เด็กทารกตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเกลียดน่าชังคนนึงกำลังกำขากางเกงผมเอาไว้ แก้มยุ้ย ๆ ผมสีน้ำตาลเข้ม ๆ ตาสีฟ้าอมเทานั้นจับจ้องผมอยู่

“แอ๊”เด็กน้อยชี้มือไปยังฝั่งที่ผมไม่ได้เลือก จะให้ผมเดินไปฝั่งนั้นเหรอ ผมลองฝืนจะเดินไปในเส้นทางที่ผมเลือก แรงดึงนั้นก็คอยฉุดรั้งตัวผมเอาไว้ ดวงตาของเด็กน้อยเริ่มมีน้ำตาคลอ “แอ๊ แอ๊ ไอ้ แอ๊”

“จะให้พี่ไปทางนั้นเหรอครับ”ผมนั่งยอง ๆ ลงไปคุยกับเด็กที่ยิ่งมองยิ้งรู้สึกคุ้มหน้าคุ้นตา แต่ผมว่าผมไม่เคยรู้จักมักจี่เด็กทารกมาก่อนนะครับ ยิ่งเด็กที่ฉลาดขนาดนี้ยิ่งไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

“อือ อือ”เหมือนเขาจะฟังผมรู้เรื่องด้วยแหะ อะ ๆ อยากให้ผมไปทางโน้นก็ไป ผมยื่นมือไปจะอุ้มเด็กคนนี้ไปด้วย แต่เขาขืนตัวคลานหนีผมไป “ไอ้ ไอ้ แอ๊”

ผมมองเด็กคนนั้นอย่างงุนงงเขาก็มองผมกลับมา ดวงหน้ากลมนั้นยิ้มออกมาให้ผมมือไม้ก็โบกให้ผมเดินไปในขณะที่เขานั่งแปะลงกับพื้นให้ผมดู

“งั้น... พี่ไปนะ”ผมก้าวไปลูบแก้มนุ่ม ๆ ของเด็กเบบี๋ก่อนจะเดินไปตามทางที่เด็กคนนี้ต้องการให้ผมไปทั้งที่ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันจะนำพาผมไปพบอะไร

“แม่ฮะ”ผมที่กำลังก้าวเข้าไปในแสงสว่างถึงกับหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกขาน “แล้วเจอกันใหม่นะฮะ”

ผมเหลียวหลังกลับไปมองยังที่ที่เด็กทารกคนที่บอกทางผมนั่งอยู่ ตอนนี้ที่ตรงนั้นมีเด็กในช่วงวัยอนุบาลคนหนึ่งยืนอยู่แทน เขายิ้มและโบกมือให้ผมอย่างร่าเริง ผมอยากจะวิ่งกลับไปกอดเขาเอาไว้แต่แสงสว่างข้างหลังผมนั้นดูดตัวผมเอาไว้ให้เข้าไปภายในของมัน

“ลูก!!!”ผมร้องเรียกเด็กที่ผมรู้สึกคุ้นเคยดังลั่น

“ตะวัน ตะวันครับ”ผมลืมตามมองคนที่เรียกชื่อผมอย่างร้อนรน “ตะวันเป็นอะไรหรือเปล่า”

พี่ชัชท์ช้อนตัวผมไปกอดเอาไว้แน่นจนผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอย่างรัวเร็วของพี่เขา อา... นี่ผมตื่นจากความฝันแล้วอย่างนั้นเหรอ

“พี่ครับ”ผมสัมผัสได้ถึงเสียงที่สั่นเครือของตัวเอง “ผมฝัน...”

“ฝันถึงลูกของเราเหรอครับ”ผมเงยหน้ามองคนที่คาดเดาออกมาได้ถูกเป๊ะ พี่เป็นอับดุลเหรอ “พี่ได้ยินเสียงตะวันละเมอขึ้นมาดังมากเลย”

“ผมเห็นเขา...”เคยเป็นกันไหมครับ เมื่อตื่นมาแล้วจำความฝันของตัวเองไม่ได้ ตอนนี้ผมกำลังเป็นอย่างนั้นเลย... ผมเสียใจจัง “ผมจำได้แต่เขาบอกผมว่าแล้วเจอกันใหม่”

“เพราะอย่างนั้นตะวันจะต้องรีบรักษาตัวให้แข็งแรงนะครับ จะได้ให้เขามาอยู่กับพวกเราเร็ว ๆ”มืออุ่น ๆ นั้นลูบหัวผมเบา ๆ “ถ้าตะวันไม่รีบหายเขาก็ต้องรอไปอีกนานเลยนะ”

“...”นี่พี่กำลังกล่อมเด็กอยู่ใช่ไหมครับคุณพี่ชัชท์ แต่ถึงผมจะแอบแซะพี่เขาในใจยังไงผมก็ชอบฟังคำที่เขากำลังปลอบผมอยู่นี่นะ มันทำให้ผมรู้สึกดีมาก

“อย่ายิ้มเศร้า ๆ แบบนั้นสิครับตะวัน”หืม? ยิ้มเศร้าอย่างนั้นเหรอ ผมไม่รู้ตัวเลยนะว่าผมกำลังยิ้มเศร้า ๆ ออกมา “อืม... ตะวันไปอาบน้ำก่อนนะครับ เดี๋ยวพี่มีอะไรจะให้ดูเป็นการปลอบใจเด็กดื้อที่นอนฝันร้ายเนอะ”

“ผมไม่ใช่เด็กดื้อนะ!”ผมทำหน้าบึ้งให้คนที่ชอบเรียกผมว่าเด็กดื้อ แต่ก็ยอมลุกไปอาบน้ำโดยดีนะครับ ก็มันใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วนี่น่า ป้าน้อยจะทำอะไรให้ผมกินกันน้า อยากรู้จักเลย

ผมเปิดน้ำใส่อ่างด้วยระดับน้ำแรงสุดจะได้ถึงระดับที่แช่ได้ไว ๆ ผงอาบน้ำ... ไม่ใส่ดีกว่า แต่เป็ดเหลืองต้องเอาไปลอยนะครับไม่งั้นจะรู้สึกขาดอะไรไป ไม่ฟิน

อ่าห์ อ่างอาบน้ำจ๋า ตะวันมาแล้ววว ไม่ได้เจอกันตั้งสองสามวันคิดถึงกันไหมครับคนดี

อันที่จริงผมไม่ได้แช่น้ำบ่อย ๆ หรอกครับมันเปลืองน้ำ แต่วันนี้เปิดน้ำแช่เพราะไม่ได้ลงอาบน้ำจริงจังมาตั้งสองวันเต็มแน่ะ ผมก็อยากแช่น้ำอุ่น ๆ ขัดขี้ไคลออกให้สบายตัวบ้าง พยาบาลเช็ดตัวให้ไม่สะใจเอาซะเลย พอได้แช่น้ำแล้วก็สบายตัวดีจังเลยนะครับ เนอะ น้องเป็ดเนอะ

เฮ้อ... ถ้าเด็กคนนั้นยังอยู่กับผม วันนี้ผมจะรู้หรือยังนะว่ามีเขาแล้ว... ไม่สิ ทำไมความคิดของผมถึงวนเวียนไปหาลูกที่เสียไปอีกแล้วล่ะ ผมไม่อยากเป็นโรคซึมเศร้านะ

ผมสะบัดหน้าแรง ๆ เรียกสติของตัวเองกลับมาแล้วลุกขึ้นจากอ่างไปล้างตัว วันนี้คงแช่น้ำพอแล้วเอาไว้มาต่อวันหลัง ผมหันไปมองเสื้อคลุมอาบน้ำกับผ้าเช็ดตัวที่ห้อยเอาไว้ อืม อื้มมมม ไหนเสื้อผ้าผม ลืมหยิบเข้ามาเพราะความเคยชินสินะเรา

แต่ทำไมมันรู้สึกหนาวสันหลังพิกล ๆ ละ

“อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอตะวัน มานี่สิครับ”ผมมองคนที่เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ผมตามปริบ ๆ ถ้าชีวิตผมเป็นการ์ตูนข้างบนหัวผมตอนนี้คงมีกล่องข้อความขึ้นแล้วมีจุดสามจุดอยู่ข้างใน

“พี่ชัชท์... นั่น?”กางเกงในไร้คุณธรรมที่ผมไม่คุ้นตาสักเท่าไหร่ถูกกางออกให้ผมสอดขาลงไป พี่ไปขุดมันมาจากไหนเนี่ย “มัน...”

“อ่อ จริงด้วยสิ”พี่ชัชท์หันไปหยิบเอาผ้าอนามัยมาวางไว้ข้างตัว “มาสิครับเดี๋ยวพี่ใส่ให้”

“พี่จะมุ่งมั่นกับเรื่องนี้มากเกินไปหน่อยนะครับ”ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะสอดขาเข้าไปใส่กางเกงในซีทรูบางจ๋อย เอ่อะ ยางรัดติดโบด้วย

“ตะวันใส่แล้วสวยนี่ครับ”พี่เขาจัดเสื้อผ้าทั้งตัวของผมให้เข้าที่เข้าทาง ยังดีที่พี่เขาไม่ซื้อกางเกงขาสั้นมาให้ผมใส่ด้วยนะครับ เหอะ ๆ “เรียบร้อยแล้ว”

พี่ชัชท์จูงผมลงไปกินข้าว วันนี้มีแต่ของชอบผมเต็มโต๊ะเลยครับ ทั้งผัดคะน้าหมูกรอบ ต้มแซ่บเอ็นหมูล้วน ตับหวาน ไข่ต้มไม่มีไข่แดง ปลาเก๋าทอดน้ำปลา อร่อยทุกอย่างเลยครับ ผมซัดจนเต็มคราบอิ่มแปล้เลย

“ได้เวลาทำตามสัญญาแล้วสิ”ผมมองคนที่เดินไปเปิดลิ้นชักหยิบเอาสมุดวาดภาพเล่มนึงออกมา “พี่มีอะไรให้ดูล่ะครับตะวัน”

“สมุดวาดรูปเหรอครับ”ผมเอียงหัวมองสมุดปกสีหวานขัดกับบุคลิกของคนถือ ไม่เข้าจริง ๆ นั่นล่ะ

“มาดูด้วยกันสิครับ”ผมขยับตัวไปนั่งบนตักของพี่เขาให้พี่โอบเอวผมเอาไว้ ตาจับจ้องไปที่สมุดวาดภาพที่อยู่ในมือหนา “พี่วาดเองเลยนะ”

พี่ชัชท์เปิดสมุดทีละหน้า ในสมุดนั้นเป็นรูปของผมที่ถูกวาดด้วยดินสอ... น่าจะวาดตั้งแต่ตอนที่ผมเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้นั่นล่ะครับ มันถูกวาดไล่เรียงขึ้นมาเรื่อย ๆ จากตอนที่ผมยังเล็กจนผมโตขึ้น แล้วมันก็จบลงตอนที่ผมฮีทครั้งแรก...

หืม?! ตอนที่ฮีท!!!

“พี่ชัชท์! นี่พี่วาดอะไรลงไปเนี่ย”ผมอยากจะฉีกรูปที่พี่เขาวาดทิ้งมากเลยครับจุดนี้ มันเป็นรูปผมที่มีของเล่นวางเกลื่อนอยู่รอบ ๆ ตัว ของเล่นที่พี่เขาซื้อส่งมาให้นั่นแหละ คนบ้าอะไรซื้อของเล่นทางเพศส่งมาให้เด็กอายุ 13 สะสมไว้ใช้ แต่มันก็ได้ใช่จริง ๆ นั่นแหละ ฮา “ไม่เอารูปนี้ พี่ฉีกไปเผาเลยนะ”

“ไม่เอาน่า พี่ตั้งใจวาดมากเลยนะครับ”พี่ชัชท์ดึงสมุดไปซุกเก็บไว้ข้างหลัง จินตนาการในการวาดรูปพี่เขาแม่งสุดมาก หลายรูปน่าจะมีรูปถ่ายเป็นแบบเพราะผมจำได้ว่าคุณน้าชอบถ่ายรูปผมส่งให้กับพี่เขาอยู่ แต่บางรูปนี่... สุดแสนจะบรรเจิด “พี่วาดรูปตะวันเก็บไว้ตั้งหลายเล่มเลยนะครับ แต่วันนี้พี่ให้ดูเล่มเดียวพอ”

“พี่ชัชท์ชอบมายั่วให้อยากแล้วจากไป”ผมทำหน้ายู่ใส่คนขี้ยั่ว วันนี้กี่รอบแล้วที่ทิ้งให้ผมอยากรู้แต่ไม่เฉลยอ่ะ

“อยากเหรอครับเด็กดี”มืออุ่นไล้ลงไปลูบช่วงล่างของผมเบา ๆ มันคนละอยากแล้วพี่ หยุด หยุด มือน่ะหยุดเลย แหม่ “ให้พี่ช่วยไหม”

“คนละอยากแล้วครับ”ผมตีมือซน ๆ นั่นด้วยแรงไม่น้อย “พี่ชัชท์... เราจะยังมีเขาอีกได้จริง ๆ ใช่ไหมครับ”

ผมเปรยออกมาเบา ๆ เมื่อมือของพี่ชัชท์เลื่อนมาวางอยู่บนท้องของผม พี่เขาก็คงคิดถึงลูกเหมือนกัน

“ได้สิครับ”รอยยิ้มของพี่ชัชท์นั้นทั้งอบอุ่นและอ่อนโยนเหลือเกิน “เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะครับ ตะวัน”

ครับ... ผมจะรีบทำตัวให้แข็งแรงให้ได้เลย

รอก่อนนะเด็กดีของผม

 

ความคิดเห็น