อ่านฟรี แต่ก็สามารถสนับสนุนดาว กุญแจ เหรียญได้นะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่เก้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 780

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 เม.ย. 2562 10:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่เก้า
แบบอักษร

           การเรียนการสอนภาคค่ำเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ชานนท์เป็นวิทยากรที่ดี เขาบอกเล่าเร่องราวประวัติความเป็นมาของอุทยานแห่งชาติหนองเสือร้องได้อย่างน่าสนใจ สอดแทรกกับกิจกรรมสันทนาการเล็กๆเพื่อให้เด็กๆไม่ง่วง จนเกือบสองทุ่มครึ่ง ชานนท์จึงกล่าวสรุปพร้อมตอบข้อซักถาม ตลอดเวลาจอมขวัญมองอาการของผู้ช่วยหนุ่มด้วยความเพลิดเพลินจนแทบจะลืมความวิตกกังวลของตัวเอง เขาช่างเป็นคนที่สนุกสนานและมีวาทศิลป์ในการพูดคุย นอกจากนั้นแววตาคู่นั้นยังอ่อนโยนและแสดงออกถึงความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะผลิตกล้าไม้น้อยเหล่านี้ให้เติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่ดีที่สังคมปรารถนา แล้วความรู้สึกคุ้นเคยอันประหลาดก็ลอยล่องอยู่ในหัว ทำไมกันนะ ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคยแบบนี้ เหมือนเคยพบเจอกันมาหลายภพหลายชาติ ยังไม่ทันหยุดยั้งความคิด เสียงหัวเราะแผ่วก็สอดแทรกเข้ามา

                “ใช่ เจ้ากับมันพบเจอกันมาหลายชาติภพ ข้าเองก็รอพวกเจ้ามานานเช่นกันค”

                จอมขวัญสะดุ้ง เหลียวมองรอบกาย ทุกคนยังคงปกติ หล่อนเหลือบมองชานนท์อีกครั้ง ก่อนพบว่านัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นกำลังมองจ้องตอบอยู่เช่นกัน หล่อนหลบสายตาเขา แก้มร้อนผ่าว

                ชานนท์จบการสอนของเขาอย่างสมบูรณ์ตอนสามทุ่มตรง ชายหนุ่มเดินตรงมาทรุดตัวนั่งข้างหญิงสาว สุพรเองก็เดินตามมาห่างๆ สายตาของทั้งคู่ดูกังวล

                “ดีขึ้นหรือยังครับคุณขวัญ”

                “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ สงสัยขวัญจะนอนน้อยเลยทำให้เพลียๆ”

                “งั้นคุณขวัญก็ควรพักผ่อนให้มากนะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายได้ ถ้ามีอะไรคุณขวัญบอกผมได้ตลอดเลยนะครับ”

                “ขอบคุณค่ะ งั้นขวัญขอตัวนะคะ”

                เขาพยักหน้า หล่อนจึงเดินออกไปพร้อมสุพร พ้นเขตห้องประชุมออกมาได้ไม่นาน เพื่อนซี้ของหล่อนก็เอ่ยขึ้น

                “ดูท่าคุณนนท์เขาจะเป็นห่วงแกมากเลยนะ”

                “อืม”

                “หรือว่าเขาชอบแกว่ะ”

                “ไม่หรอก คุณนนท์จะมาชอบฉันได้ยังไง”

                “เอ หรือว่าแกต่างหากที่ชอบคุณนนท์”

                จอมขวัญหัวเราะกับท่าทางยักคิ้วหลิ่วตาของสุพร

                “เก่งจับคู่เหมือนตอนเด็กเลยนะ”

                แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

                ทันทีที่ถึงเต็นท์พักแรมจอมขวัญก็แทบจะสลบ หล่อนเหนื่อยมาทั้งวันรวมทั้งการอดหลับอดนอนทำให้หญิงสาวหมดแรง แต่สุพรฉุดลากหล่อนไปอาบน้ำ ตลอดเวลาที่อาบน้ำ ถึงแม้จะอ่อนเพลียเพียงใด จอมขวัญก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้อง หล่อนขนลุกอย่างประหลาดจนต้องรีบจ้วงน้ำโดยไว แม้กระนั้นตลอดเส้นทางสั้นๆจากห้องน้ำสู่ที่พัก หญิงสาวก็แน่ใจว่าเห็นเงาประหลาดนั้นเดินตามมา แต่เงานั้นลัดเลาะกำบังหลังพุ่มไม้ เมื่อเข้าเต็นท์พักแรมเรียบร้อยนั่นแหละ จอมขวัญจึงรู้สึกโล่งใจ

                “เป็นอะไรไปขวัญ วันนี้แกดูแปลกไปนะ”

                สุพรถามพร้อมล้มตัวลงนอน เพื่อนสนิทส่ายหัว

                “ไม่มีอะไรหรอก สงสัยฉันคงเหนื่อยมากจริงๆ”

                “งั้นแกก็พักผ่อนซะ มีอะไรก็ปลุกฉันแล้วกัน”

                ไม่นานหลังจากนั้น สุพรก็กรนออกมาเบาๆ ส่วนจอมขวัญยังคงทอดสายตาจ้องมองเพดานเต็นท์ สักพักพอหล่อนเคลิ้มจะหลับ เสียงหัวเราะก็แว่วมาจากที่แสนไกลพร้อมกับกลิ่นสาบสางประหลาดกระทบฆานประสาท หล่อนต่อต้านแข็งขืนพยายามที่จะลืมตาขึ้น แต่เหมือนอำนาจบางอย่างสะกดจนรู้สึกว่าเปลือกตาช่างหนักอึ้งประดุจก้อนหินใหญ่

                “หลับเสียเถิด หลับเพื่อตื่นมาชำระสะสาง”

                แล้วดวงตาทั้งคู่ก็หยุดเคลื่อนไหว ร่างที่พยายามแข็งขืนนั้นสงบนิ่ง

                ท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงประกายจากแสงดาวระยิบระยับเท่านั้น อากาศค่อนข้างเย็นจนชานนท์ห่อไหล่ ผู้ช่วยหนุ่มเดินตรวจตราความเรียบร้อยด้วยตนเอง เขาพกพาไฟฉายกำลังแรงหนึ่งกระบอก เหน็บปืนพกสั้นคู่ชีพที่เอว หลังจากเดินผ่านแนวเต็นท์ของนักเรียนทั้งหมด แวะทักทายอาจารย์หนุ่มซึ่งยังคงนั่งคุยกันงึมงำ แล้วสองเท้าของเขาก็พามุ่งตรงมายังเต็นท์ของจอมขวัญ ในส่วนลึกของจิตใจแม้ว่าเขาจะยังคงเหลือความระแวงเล็กน้อยกับหญิงสาวแต่ความรู้สึกคุ้นเคยแบบแปลกๆเช่นเดียวกับจอมขวัญก็ปะทุอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งชายหนุ่มก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะอะไร เขาหยุดเท้าหน้าเต็นท์เมื่อเห็นว่าทุกสิ่งปกติดี กำลังจะหันหลังกลับก็พอดีที่ประตูเต็นท์ถูกเปิดออก ผู้ช่วยหนุ่มหันกลับไปดู จอมขวัญในชุดนอนสีขาวกำลังแทรกตัวออกมา ชานนท์เตรียมจะเอ่ยปากทักแต่สังหรณ์บางอย่างทำให้เขาเงียบเสียง

                จอมขวัญลุกขึ้นยืนตรงแล้วเหมือนหล่อนจะเอียงหูเพื่อสดับเสียงก่อนจะก้าวเดิน ชานนท์ยังคงนิ่งเงียบ เขาสังเกตเห็นว่าดวงตาทั้งสองของหล่อนปิดสนิท โรคละเมอเดินของหล่อนกำลังแสดงอาการ ลูกสาวตระกูลจอมเดินมุ่งหน้าไปยังชายป่าโปร่งด้วยลักษณาการของคนปกติทั่วไป หล่อนก้าวยาวอย่างสม่ำเสมอ ชานนท์เพียงสืบเท้าเดินตามหลัง ตอนแรกเขากะจะปลุกเรียกสุพรแต่ชานนท์ต้องการพิสูจน์ว่าจอมขวัญเป็นโรคประหลาดนี้จริงไม่

                ร่างงามนั้นเกือบจะถึงชายป่าดำมืด ชายหนุ่มก็คว้าแขนของหญิงสาว จอมขวัญยืนนิ่ง ไม่ขยับตัว เขามองใบหน้านั้น หญิงสาวยังคงหลับตาพริ้มไม่แสดงอาการว่ารู้สึกตัวแม้แต่น้อย ดูท่าหล่อนจะตกอยู่ในห้วงของการหลับลึก ชานนท์พยายามเขย่าเรียกแต่หญิงสาวยังคงไม่ตอบสนอง พอเขาปล่อยมือ จอมขวัญก็จะมุ่งตรงไปเบื้องหน้าอันเป็นทางเข้าเขตป่าโปร่งเสมอ เขาเองก็ทำได้เพียงมองด้วยความงุนงง ชายหนุ่มลากแขนครูสาวหวังจะพาไปส่งที่เต็นท์ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงนั้น เสียงเหมือนคนหัวเราะมาจากที่ไกลๆ

                “มาจนได้สินะ”

                คำพูดในภาษาที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนดังขึ้นจากทางป่าโปร่ง ชานนท์บังตัวหญิงสาวไว้ด้านหลัง เขาสาดแสงไฟฉายส่องจนทั่วแต่ทุกอย่างปกติ ลมเย็นเยือกพัดมาวูบหนึ่ง หูแว่ว เขาคิดในใจแล้วหันหลังกลับ เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก

                “เจ้าจะไว้ใจสตรีคนนั้นได้อีกหรือไง”

                เขาหันขวับตามเสียง คราวนี้เงาดำสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่

                “นายเป็นใคร”

                ร่างนั้นหัวเราะ

                “ข้าเหรอ แค่คนที่เคยรู้จักกันเท่านั้น”

                ชานนท์ฉายไฟส่องร่างนั้น แต่แสงไฟกลับกะพริบติดๆดับๆ พอเขาหันไฟไปทางอื่น แสงกลับเป็นปกติ

                “พระเพลิงกับข้าไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่”

                “นายต้องการอะไร”

                เขาข่มความกลัวถามออกไป ตอนนี้พอจะรู้แล้วว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ หวาดกลัวแต่ไม่ลนลาน ชานนท์ย้ำในใจ มันชี้มาที่ร่างของจอมขวัญ

                “สตรีนางนั้น”

                ชานนท์ไม่ตอบเพียงกระตุกปืนพกขึ้นมากำแน่น

                “ยังกล้าหาญเหมือนเช่นเดิม คืนนี้ยังคงไม่ใช่วันของข้า แล้วเมื่อไหร่ถึงจะเป็นวันของข้า คงอีกไม่นานนักหรอก ต่อให้เจ้ามีดวงชะตากล้าแข็งมากขนาดไหน เจ้าก็ปกป้องนางไม่ได้ตลอด ใกล้จะถึงเวลาแล้วสินะ”

                มันเอ่ยพึมพำแล้วหันหลังกลับเดินหายไปในความมืด เรียกว่าลอยหายไปตามลมอาจจะถูกต้องมากกว่า ชายหนุ่มส่องไฟฉายไปยังบริเวณที่เงานั้นเคยสถิตอยู่ มีเพียงใบไม้สะท้อนกับแสงไฟของเขา

                ชานนท์ถอนหายใจเฮือก หันมองหญิงสาว หล่อนยังคงนอนหลับสนิทเหมือนเดิม เจอขนาดนี้แล้วคุณยังไม่ตื่นอีกสินะ ชายหนุ่มโคลงหัวแล้วจูงหล่อนกลับตามทางเดิม แต่เพิ่งจะเดินไปได้แค่สี่ห้าก้าว เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นด้านหลัง ผู้ช่วยหนุ่มหันขวับแล้วก็สยองไปทั้งไขสันหลัง ดวงตาทั้งคู่เบิกโพลง เขาแทบจะไม่เชื่อเมื่อเห็นร่างที่อยู่เบื้องหน้า เงาร่างขนาดใหญ่ยักษ์ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าตรงมาที่ทั้งคู่

                จอมภพนั่งกระดกเหล้าอยู่เพียงลำพังบนกระท่อมส่วนตัวของเขา คืนนี้อากาศค่อนข้างสบาย ลมพัดเกือบตลอดเวลา อารมณ์ของพี่ชายจอมขวัญจึงดีเป็นพิเศษ ผิดกับชัชวาลที่นั่งเงียบขรึมอยู่ด้านข้าง ลูกน้องคนสนิทของเขาจะคิดถึงอะไรเขาเองก็ไม่อาจที่หยั่งรู้ได้ จอมภพทอดสายตามองไร่สวนดำมืด

                “แกคิดอะไรอยู่ว่ะชัช”

                “ป่าวครับนาย”

                “มีอะไรก็บอกกันได้นะชัช เรามันคู่หูกันนี่”

                ชัชวาลยิ้มมุมปากให้กับประโยคนั้นแต่ไม่ได้พูดอะไร หลังจากระดกวิสกี้หมดแก้ว จอมภพก็พูดต่อ

                “เออนี่ชัช แกรู้เรื่องข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องแปลกในอำเภอเรามั้ย”

                “เรื่องเสือผีหรือครับนาย”

                “ใช่ แกคิดยังไงกับเรื่องนี้ เห็นพ่อบอกให้แกดูๆอยู่ไม่ใช่เหรอ”

                “ครับ นายใหญ่ให้ผมช่วยดูตั้งแต่หมาของคนงานในไร่หายไป”

                “แล้วเป็นยังไงบ้างละชัช เจออะไรน่าสนใจหรือเปล่า”

                “ผมเจอรอยตีนบางอย่างครับ”

                จอมภพหูผึ่ง ดีดตัวนั่งหลังตรงทันที

                “ไหนขอดูหน่อย”

                ลูกน้องคนสนิทยื่นรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือให้ดู เขาทำตาโตแล้วหรี่ตาสลับกันไปมา ก่อนจะพยายามเพ่งตามองอย่างละเอียด

                “เหมือนรอยตีนเสือในหนังสือเลยชัช”

                “ครับนาย ผมก็ว่าคล้ายๆ แต่ถ้าเรายังไม่เห็นมันด้วยตัวเองก็ยากที่จะยืนยันครับนาย”

                “น่าสนใจจริงนะชัช น่าสนใจมากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ซะอีก งั้นเรื่องของตาเฒ่าสุขขี้เมาก็อาจจะเป็นจริงก็ได้”

                คราวนี้ชัชวาลทำหน้าฉงน เจ้านายเขาไปได้ยินเสียงอะไรมาอีกแล้ว

                “หลายวันก่อนฉันไปเก็บค่าเช่าที่กับตาสุขขี้เมา ตาเฒ่านันเล่าให้ฉันฟังว่าเมื่อคืนพระจันทร์เต็มดวงที่ผ่านมาแกเมาเหล้ากลับบ้านดึก ระหว่างทางเจอผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างทางเข้าบ้านแก แกบอกว่าคนๆนั้นแต่งตัวแปลกๆ ท่อนบนเปลือยเปล่าไม่ใส่เสื้อผ้า รอยสักเลขยันต์ดำมืดไปทั้งตัว ส่วนท่อนล่างกับนุ่งกางเกงขาก๊วยเก่าๆ พอเฒ่าสุขพูดด้วย หมอนั่นก็เฉย ไม่พูดตอบ ไม่พยักหน้า หรือแม้จะมองที่ตาเฒ่า แกก็เลยโมโห เดินต่อเพื่อจะกลับบ้าน พอไปได้สักสี่ห้าก้าว ตาเฒ่าก็ได้กลิ่นสาบลอยตามลมมาจากทางด้านหลังก็เลยหันกลับไปดู แกคิดว่ามันเป็นอะไรชัช”

                จอมภพหยุดถาม เขาปล่อยน้ำสีอำพันไหลลงคอ แทบไม่ต้องคิดชัชวาลก็พอจะเดาได้

                “ไอ้ลาย”

                “ใช่แล้วชัช เสือโคร่งตัวมหึมา ตาเฒ่าบอกแบบนั้นนะ เสือใหญ่ตัวนั้นยืนนิ่งมองแกอยู่ ส่วนผู้ชายคนนั้นหายไปแล้ว เท่านั้นแหละ ตาเฒ่าสุขเผ่นไม่คิดชีวิต ลืมไปเลยว่าตัวเองเมา แกมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่นั่งสั่นเป็นลูกนกอยู่ในบ้านนั่นแหละ แต่ยังไม่จบนะชัช พอเฒ่าสุขโผล่หน้าออกไปดู ไอ้ลายตัวนั้นมันนั่งจ้องมองแกอยู่หน้าบ้าน คืนนั้นทั้งคืนเฒ่าสุขก็หวาดผวาไม่ได้หลับได้นอน กำปืนลูกซองแน่นอยู่ทั้งคืนเลย เป็นยังไงล่ะชัช แกว่าแปลกดีมั้ย”

                เขาพยักหน้ารับ

                “แล้วทำไมไอ้ลายถึงไม่บุกเข้าไปในบ้านเฒ่าสุขล่ะครับนาย บางทีตาเฒ่านั่นอาจจะเมาจนตาลายก็ได้นะครับ”

                “ฉันเองก็คิดแบบแกแหละชัช ในโลกนี้มันจะมีเสือผีได้ยังไงกัน” จอมภพเว้นระยะครู่หนึ่งเหมือนกำลังทบทวนบางอย่าง

                “งั้นเอาอย่างนี้ดีกว่าชัช เพื่อให้แน่ใจ คืนพรุ่งนี้แกกับฉันออกล่าไอ้เสือผีเสือปิศาจนี่ด้วยกัน ฉันอยากรู้ว่ามันจะมีจริงมั้ย”

                “แต่มันเสี่ยงนะครับนาย ทั้งพวกอุทยานแล้วก็ตำรวจ”

                “เสี่ยงสิดีชัช ไม่งั้นชีวิตจะสนุกได้ยังไง แกไม่ต้องห้ามฉันหรอกชัช พรุ่งนี้ฉันจะออกล่ามันถึงจะต้องไปคนเดียวก็ตาม”

                “ผมไม่เคยทิ้งนาย นายก็รู้นี่ ได้ครับ คืนพรุ่งนี้เราจะออกล่ามันด้วยกัน”

                จอมภพพยักหน้าอย่างสมใจ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว