ฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะ

RISK.!! ความเสี่ยง 07

ชื่อตอน : RISK.!! ความเสี่ยง 07

คำค้น : Dark Shadow, RISK.!!, ความเสี่ยง, อาชา, ธาม, สายลับ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 318

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 เม.ย. 2562 12:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
RISK.!! ความเสี่ยง 07
แบบอักษร



RISK.!! ความเสี่ยง 07

“ขอโทษครับ!!” เป็นไรวะเมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลยถาดหลุดมือได้ไงงง ตัวก็โคตรจะใหญ่ไม่น่ามือไม้อ่อนแบบนี้เลยถ้าบอกว่าเป็นทหารผมเชื่อทันทีเลยนะบอกเลย รูปร่างท่าทางมันทำให้ผมต้องคิดไปในทางนั้น แต่ก็นั่นแหละครับอย่าตัดสินใครแค่เพราะสิ่งที่เราเห็นมันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไปซะทุกอย่าง

“ไม่ดีกว่าครับขอบคุณ”

“แต่เค้กอร่อยมากเลยนะคะพี่หมวดธาม” หรือว่าเมย์มันเป็นหุ้นส่วนของที่นี่วะเหมือนอยากจะให้ผมกินเหลือเกิน พรีเซ้นต์เก่งขนาดนี้ลาออกจากตำรวจไปเป็นเซลล์ดีไหม

“ไม่เอาพี่ไม่อยากกิน” ผมหันกลับไปมองหลังจากที่บอกความต้องการของตัวเองกับคนตรงหน้าอีกครั้ง ใจจริงอยากจะถามมากกว่าว่าทำไมมึงยังไม่ไปซักทีฮะ

“เอ่อ..ครับ” เฮ้อ..กว่าจะไปได้คิดว่าจะยืนเฝ้าจนกินเสร็จซะแล้วนะเนี้ย เผื่อที่นี่จะมีบริการแปลกๆ แบบที่ร้านอื่นเขาไม่มีไง

“เมย์พึ่งรู้ว่าที่นี่เขาเปลี่ยนเจ้าของแล้ว แถมพนักงานยังหล่อกว่าเมื่อก่อนมาก” หื้อ..ประเด็นหลักเลยสินะ

“หมายถึง?”

“ก็ตอนที่เมย์ยังอยู่ที่นี่ไม่ใช่เจ้าของคนนี้ไง ร้านก็ไม่ได้ตกแต่งแบบนี้ด้วย” แฟนตัวจริงเลยใช่ไหมจำได้ทุกรายละเอียด

“เมื่อก่อนกินบ่อยมากเลยว่างั้นเถอะ”

“กาแฟกับเราเป็นของคู่กันไงพี่ งานของเราห้ามง่วง” มันก็จริงยิ่งตอนที่ต้องนั่งเช็คภาพจากกล้องวงจรปิดนะเป็นวันเป็นคืนไม่ต้องนอน

“อ่อ”

“แต่ถึงร้านจะเปลี่ยนเจ้าของแต่รสชาติกาแฟยังเหมือนเดิมเลยนะ สงสัยเจ้าของเดิมเขาขายสูตรด้วยเนาะ อร่อยๆ” เห็นแล้วผมก็อดยิ้มไม่ได้ครับบางทีผมก็มีความคิดเลวร้ายทำไมเธอถึงสดใสเกินความจำเป็นขนาดนี้

“ร้านนี้มีมานานแล้วหรอ” ผมถามเพราะมันไม่มีเรื่องอะไรจะคุยไงครับ สองเดือนมานี้ถามว่าเราสนิทกันไหมมันก็สนิทครับแต่ทุกครั้งเรามักจะพูดกันในเรื่องงานซะส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

“นานนะ พี่เมย์ถามพวกลุงในกองเขาบอกว่านานมากแต่เปลี่ยนเจ้าของไปเรื่อยๆ” ก็แน่อยู่แล้วจากที่ผมมองทำเลตรงนี้มันดีมากๆ มีทั้งโรงเรียนโรงพยาบาลไม่ใช่แค่กองสืบ ร้านดูดีมีระดับขนาดนี้ถ้าเมย์ไม่ชวนมาผมก็ไม่คิดอยากจะเข้าหรอกครับ กาแฟหากินที่ไหนก็ได้เงินเดือนผมไม่ได้มากมายอะไร

“อ่อ”

“เออๆ เกือบลืมเลย ถามจริงพี่ทำหมอไหนมา” ฮะว่าไงนะ!!

“แปลด่วน” ผมต้องการคำอธิบายอย่างด่วนเลยนาทีนี้

“ก็หน้าพี่ไงทำหมอไหนมาทำไมทั้งสวยทั้งหวานแบบนี้” สวย? หวาน?

“ทำบ้าอะไรตังกินข้าวยังแทบจะไม่มีเลย” ผมส่ายหัวอย่างระอา คิดว่าจะถามอะไรจริงจังที่ไหนได้เฮ้อ..

“พี่หมวดบอกเมย์เถอะเมย์ก็อยากสวยเหมือนกันนะ” หรือผมต้องยื่นหน้าไปให้เธอลองจับดูวะจะได้รู้ว่าของจริงทั้งหมด

“เลิกเรียกหมวดซักทีได้ไหม” ผมบอกเสียงเบา เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยชอบใจตั้งแต่ที่เมย์เรียกตอนแรกแล้ว เข้าใจครับว่าชินแต่นี่ข้างนอกไงไม่ใช่ที่บ้านคือผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมทำงานอะไร

“โธ่พี่ คนที่เข้ามากินกาแฟที่นี่ก็มีแต่คนที่ทำงานในกองเราทั้งนั้น ไม่ต้องระวังอะไรมากขนาดนั้นหรอก” หรอวะ ผมกวาดสายตามองไปทั่วร้านและมันก็จริงอย่างที่เมย์พูด

“ไม่ต้องเรียกแบบนั้นแล้วกันนะ ปลอดภัยไว้ก่อนไปที่อื่นจะได้ชิน” แต่ยังไงผมก็ไม่อยากประมาท เมย์คงไม่รู้ว่าอะไรแม่งก็เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะเรื่องที่เราไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดระวังไว้ดีที่สุด

“โอเคๆ ค่ะพี่ธาม” เฮ้อ..

หลังจากนั้นเมย์ก็สรรหาเรื่องมากมายเอามาเล่าแบบไม่มีปิดบัง ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากมีพี่ชายเพราะเมย์เป็นลูกคนเดียว จากที่ฟังเรื่องที่บ้านของเธอแล้วผมเองก็พอเดาได้บ้างว่าถูกเลี้ยงมาแบบตามใจขนาดไหนไม่ต้องดูอะไรมากแค่งานที่เลือกทำก็พอ ถ้าเป็นพ่อแม่บางคนเขาคงไม่ยอมให้ลูกสาวคนเดียวมาทำงานอะไรที่เสี่ยงแบบนี้แต่ที่บ้านเมย์ก็ยอมนั่นก็ถือว่าดีเพราะเมย์ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ

“กลับกันได้ยัง” ผมถามเพราะเริ่มรู้สึกง่วง ไม่อยากจะเชื่อว่าการนั่งฟังคนตรงหน้าพูดทำให้ผมอยากกลับไปนอนมากขนาดนี้ หรือผมจะค้นพบยานอนหลับชั้นยอดแล้วนะ

“โอเค งั้นเดี๋ยวเมย์ไปสั่งเค้กก่อนนะเอาไปฝากลุง”

“ได้ งั้นพี่ไปเข้าห้องน้ำก่อน” ผมบอกแล้วลุกออกจากเก้าอี้ทันทีห้องน้ำอยู่โซนด้านหลังครับที่รู้ก็เพราะผมอ่านป้ายเอาไง รอบคอบดีไม่ต้องเสียเวลามานั่งบอกมีป้ายบอกซะเลยจบ


ว่าแต่ร้านนี้มันจะดูดีทุกอย่างเลยหรือไงทั้งหน้าร้านยันห้องน้ำดูดีมีสไตล์ไปซะทุกส่วนถึงว่าคนเต็มร้านนอกจากรสชาติแล้วคงเข้ามาเพราะชอบบรรยากาศแน่ๆ

ปึก!! “ขอโทษครับ” ประตูก็ตั้งกว้างเดินมาชนกูได้ไงวะ ผมมองคนที่ถอยห่างออกไปหลังจากที่ชนผมเมื่อกี้

“ไม่เป็นไรครับ” บอกก่อนทำท่าจะเลี่ยงออกมาอีกทางอยากกลับไปนอนจะแย่แล้ว

“ไม่เป็นไรจริงหรอครับเมื่อกี้ผมชนแรงนะ” หื้อ.. คนตรงหน้าก้าวมาขวางผมไว้ทันทีผมเลยต้องหยุดเพราะมันเดินออกไปไม่ได้ ทำไมรู้สึกว่ามันตั้งใจจะกวนประสาทมากกว่าเป็นห่วงว่าผมจะเจ็บวะ

“ไม่เป็นไรครับ” ผมย้ำเสียงหนักพร้อมกับหันไปจ้องคนตรงหน้าอีกครั้งอย่างนึกรำคาญ

“ไม่เป็นอะไรแล้วทำไมต้องโกรธล่ะครับ” จิ๊

“ก็” ถ้าไม่ได้มองหน้าชัดๆ ผมคงด่าไปแล้วล่ะครับ ถือว่าความหล่อที่โคตรสะดุดตาของมึงช่วยไว้ก็แล้วกันนะ ผมไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านี้แต่มันดูดีมากจริงๆ พ่อกับแม่คงมีสูตรดีถึงได้ปั้นไอ้หล่อตรงหน้าผมออกมาได้แบบไม่มีที่ติเลย ว่าแต่มองผมเคยเจอมันมาก่อนหรือเปล่านะทำไมคุ้นๆ วะ

“ไม่ได้โกรธแต่คุณช่วยหลบไปหน่อยได้ไหม” พยายามใจเย็นไว้ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองไอ้ธามมึงต้องใจเย็น

“ผมอยากดูให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เจ็บตรงไหน” หรือมันฟังภาษาคนไม่ออกวะถ้ากูเจ็บกูก็บอกมึงแล้วสิ

“เอ่อ..” ผมถอยห่างออกมาทันทีที่มันขยับเข้ามาใกล้

“ผมขอดูหน่อยครับ” คนตรงหน้ายืนมือเข้ามาทันทีที่พูดจบ เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมเบี่ยงแขนหลบมีความจำเป็นอะไรต้องมาจับตัวกันแบบนี้วะ

“ไม่ต้อง! บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรแค่เดินชนกันอย่าทำเหมือนผมถูกยิงได้ไหม” ผมบอกปัดทันทีที่คนตรงหน้าจะเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม แต่ไม่รู้มันไปจี้จุดอะไรคนที่ถูกว่าใส่ถึงกลับนิ่งชะงักไปทันทีแต่ก็ช่างหัวมันเหอะ

“หึ นั่นสินะ” เออไง ความจริงก็น่าจะหลบทางไปตั้งแต่แรกแล้วจะมายืนขวางไว้เพื่อ

“จะหลบไปได้หรือยังล่ะ” ไม่ต้องมีคงมีครับอะไรแล้วเสียเวลา

“งั้นเชิญ” ผมรีบก้าวออกมาทันทีคนอะไรวะโคตรแปลกเลย แค่ชนกันแถมไม่แรงอีกต่างหากทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ นี่ถ้าไม่ติดเรื่องหน้าตานะคงมีเรื่องกันไปแล้วฮ่าๆ ล้อเล่นนะครับตำรวจดีๆ ต้องไม่รังแกประชาชนท่องไว้ให้ขึ้นใจนะ

“มีอะไรหรือเปล่าพี่ทำไมหน้าเป็นแบบนั้น” พอออกมาก็เห็นเมย์ยืนรออยู่ก่อนแล้ว

“ไม่มีอะไรไปเหอะ”

“หรอ ทำไมเมย์รู้สึกเหมือนพี่กำลังไม่พอใจอะไรเลย” ลาออกจากตำรวจแล้วไปเป็นนักข่าวแทนเลยไป หรือถ้าจะให้เหมาะมากกว่านั้นก็เปิดกิจการซักอบรีดเชื่อเถอะว่ามันต้องรุ่งเสื้อผ้าคงจะขาวสะอาดทุกตัวเพราะเจ้าของซักเก่งมาก เก่งจนผมเริ่มรำคาญแล้วนะเนี้ยช่างพูดกับพูดมากมันมีเส้นบางๆ กั้นนิดเดียวผมพึ่งเข้าใจก็วันนี้แหละ

“กลับเหอะ” สาบานถ้าไม่ใช่เรื่องงานเราอย่าไปที่ไหนด้วยกันสองคนอีกเลยนะเมย์ แค่ได้อยู่ด้วยกันไม่กี่ชั่วโมงผมก็รู้สึกว่าพลังชีวิตต่ำมากแล้ว และที่สำคัญผมต้องใช้งานสมองหนักมากเพราะต้องหาคำตอบมาให้เมย์นี่แหละ ไอ้จะด่าไปตรงๆ ก็กลัวว่าจะมีผลกับงานคิดซะว่าเธอยังเด็กก็เลยช่างพูดเป็นพิเศษมองๆ ข้ามมันไปก็แล้วกัน

พอกลับมาถึงบ้านผมก็ขึ้นมาพักบนห้องของตัวเองทันทีบอกแล้วไงครับว่าผมเริ่มรู้สึกง่วงตั้งแต่ได้คุยกับเมย์

“เฮ้อ..” นอนหน่อยก็แล้วกัน



“พี่นนท์วันนี้มีจองนะ” ยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเพรียวก็ตะโกนบอกก่อนที่ผมจะได้เดินเข้าไปในห้องเตรียมตัวซะอีก ขาผมชะงักทันทีที่ได้ยินในใจแอบเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“อ่อ”

“สงสัยพี่จะถ่ายรูปขึ้นนะลูกค้าใหม่ๆ จองพี่เต็มเลยแต่คนนี้เงินดีสุดเลยได้พี่ไป” เพรียวยิ้มกว้างก่อนก้มลงไปเขียนอะไรบางอย่างในสมุด ผมต้องดีใจไหมที่ตัวเองขายดีขนาดนั้น

“ตัวจริงพี่ดูดีกว่าในรูปเยอะ” ผมว่าก่อนเดินเข้าห้องทันที

“พี่นนท์กินข้าวมายังวันนี้ผมมีเค้กมานะในตู้เย็น” พอเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาก็เห็นคลองเปรมยืนเช็คความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจกแล้ว เข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“กินมาแล้ว” ผมบอกแค่นั้นก่อนเดินออกมาด้านนอกทันที บอกตามตรงผมไม่ค่อยมีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้นแหละครับมันเซ็งแปลกๆ ไม่เข้าใจโว๊ย..สงสัยหมดไฟในการทำงานแล้วลาออกไปเลี้ยงควายที่สุพรรณดีไหม

“พี่ลูกค้าพี่ขึ้นไปรอที่ห้องแล้วนะนี่กุญแจ” ผมรับมันมาจากเพรียว ร้านพึ่งเปิดเองให้ขึ้นห้องแล้วหรอผมว่าช่วงนี้ลูกค้ารีบร้อนกันเกินไปนะ ช่วงแรกๆ ที่พึ่งเข้ามาทำสี่ห้าทุ่มหรือไม่ก็เที่ยงคืนถึงได้พาขึ้นไปข้างบนแต่ช่วงนี้ไม่เคยเกินสามทุ่มเลย

“คืนนี้มีกี่คน” ก็คำถามเดิมๆ ทุกวันถ้ารู้จะได้จัดสรรเวลาถูกไงครับ

“คนเดี๋ยวยันปิดร้านเลยนะพี่ บอกเลยว่าคนนี้เข้มมากแค่เห็นหน้าพี่ก็ระทวยผมมั่นใจ” ทำไมต้องยิ้มกว้างขนาดนั้นได้ข่าวว่าทุกวันนี้มึงเป็นผัวนะเพรียว หรือจริงๆ แล้วมึงถูกมาดามเอาวะเจอผู้ชายเห็นเต้นทุกทียังไงกันแน่

“เอาไหมล่ะ” ผมแกล้งถามกลับไป

“ไม่ได้ ผมเป็นรุกพี่” หรอวะ เมื่อกี้ใครมันเต้นล่ะเหมือนจะคันยังไงบอกไม่ถูก

“เห็นตื่นเต้นคิดว่าอยากได้ไง”

“อย่าพูดแบบนั้นสิเดี๋ยวซินได้ยิน” โอ้..กลัวเมียซะด้วย

“แล้วแต่นะ แต่ถ้าอยากได้เมื่อไหร่ขึ้นไปหาพี่ได้ทุกเมื่อสามคนพี่ก็ไม่หวั่นหรอก” ผมควงกุญแจไปมาพร้อมกับส่งยิ้มกว้างออกไปอย่างนึกสนุก ผมแค่อยากอารมณ์กว่านี้อีกสักหน่อยครับ

“พี่นนท์ผมจะบอกอะไรให้นะ พยายามอย่ายิ้มกว้างเหมือนเมื่อกี้บ่อยไม่อย่างนั้นพี่อาจจะเดือดร้อนนะครับ” ปากผมนี่ค้างเลยครับหุบยิ้มทันทีเลยแค่กูจะยิ้มก็ไม่ได้รึไงวะ

“เข้าใจว่าหล่อ”

“น่าล่อมากกว่า” อ้าว!! ไอ้เด็กเวรนี่ อยู่ๆ เปลี่ยนโหมดซะงั้นสายตาแบบนี้ผมไม่เคยได้เห็นเพรียวใช้มองใครเลยนะ โคตรแมนอะบอกตามตรงผู้ชายแมนเกินร้อยอย่างผมเจอแล้วยังร้อนๆ หนาวๆ เลย

“พอเลิกคุย” เกรงว่าคุยต่อจะหัวเสียมากกว่าอารมณ์ดีนะ

“ไหนว่าสามก็ไม่หวั่นไงผมเริ่มสนใจขึ้นมาแล้วนะเนี้ย สาเหตุมาจากรอยยิ้มเมื่อกี้ของพี่เลยนะ” ไอ้เวรมึงนี่ความรู้สึกไวเหลือเกินเนาะแค่กูยิ้มเอง

“ประสาทรึไง”

“ได้ไหมล่ะพี่” เรื่องเล่นกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้ไงวะ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนสินะไม่มีใครที่เราสามารถเชื่อใจได้จริงๆ ในสถานที่แบบนี้ นอกจากระวังคนตรงหน้าแล้วผมยังต้องหันมาระวังข้างหลังอีกด้วยหรอ

“พี่ไปก่อนดีกว่า”

“เดี๋ยวตามไปนะพี่” ไอ้เชี้ยนี่

“ถามเมียมึงรึยัง” เงียบครับ มันต้องแรงแบบนี้สินะมัวแต่มานั่งอายอยู่มีหวังเสียเปรียบ


ผมขึ้นมาบนชั้นห้าตามหมายเลขห้องยิ่งใกล้จะถึงใจผมก็ยิ่งเต้นแรงผิดปกติ หรือจะเป็นมันแต่ถ้าใช่อาชาจริงๆ เพรียวก็น่าจะพูดอะไรบ้างสิ แต่นี่เห็นบอกแต่ว่าลูกค้าใหม่

“หวังอะไรของมึงไอ้ธาม”

ครืด... ครืด...!!

“เชี้ย!!” สมองผมเป็นไรวะเนี้ยทำไมเอาโทรศัพท์เครื่องนี้ติดตัวมาที่นี่ด้วยเกือบซวยแล้วไหมล่ะ ก่อนออกจากบ้านก็เช็คทุกอย่างดีแล้วนะไม่น่าพลาดเรื่องสำคัญแบบนี้เลย แถมเบอร์ที่โทรเข้ามายิ่งทำผมนิ่งไม่อยู่

“เอาไงดีวะกู” ผมมองซ้ายมองขวาก่อนจะรีบเดินไปที่บันไดหนีไฟของชั้นห้า แต่เหมือนมันยังไม่ปลอดภัยพอเลยเดินขึ้นบันไดมาบนชั้นหกแทน ปกติชั้นหกไม่อนุญาตให้คนที่ไม่มีหน้าที่ขึ้นมาแต่ผมอยู่แค่ตรงบันไดหนีไฟอีกอย่างก็มีประตูปิดคงไม่มีใครเห็นผมหรอกครับ

ครืด... ครืด...!! ยิ่งผมไม่ยอมรับปลายสายก็ยิ่งโทรต่อแบบไม่มีหยุดทำไมไม่คิดว่าผมจะไม่ว่างบ้างวะ ปิดเครื่องหนีก็ไม่ได้ด้วยเพราะเวลาไปเจอผมขี้เกียจหาคำแก้ตัว

“ครับ”

(กว่าจะรับได้) พูดเพาะยังไงความหมายก็คือตำหนิ

“ผมอาบน้ำครับ”

(สรุปว่ายังไงเราจะว่างมาเจอพี่ได้วันไหน) เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองที่ผมพึ่งจะคุยกับพี่เขาไปนี่โทรมาเอาคำตอบแล้วหรอ บอกตามตรงผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย

“เอ่อ..”

(อย่าบอกว่าลืมที่รับปากกันไว้แล้วนะธาม) หึ มีเรียกชื่อหนักแน่น

“ไม่ลืมๆ พรุ่งนี้ก็แล้วกันพี่”

(ที่ไหนล่ะให้พี่ไปรับไหม)

“เป็นกองสืบดีไหมพี่พลก็อยู่ที่นั่นเห็นว่ามาหลายวัน ผมมีส่งเอกสารด้วย” โกหกทั้งเพไม่ได้มีส่งอะไรทั้งนั้นผมแค่คิดว่าที่นั่นปลอดภัยเพราะมีแต่ตำรวจอย่างที่เมย์บอก คงไม่มีใครรู้หรอกว่าผมกำลังทำงานอะไรอยู่ตอนนี้ในสายตาทุกคนผมก็แค่ตำรวจบ้านนอก ภารกิจมีปัญหาถึงต้องเข้ากรุงเทพฯ มาแบบนี้

(ก็ได้นะ แต่ไม่ต้องบอกไอ้พลพี่อยากเจอแค่เรา) มีแบบนี้ด้วยหรอวะก็เพื่อนๆ กันทั้งนั้น

“ได้ครับงั้นเจอกันพรุ่งนี้”

(ให้ไปรับไหม)

“ไม่ๆ เดี๋ยวผมไปเอง” เคยเป็นยังไงทุกวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนเลยสินะ สมัยเรียนพี่เขาเรียนเก่งมาครับเรียกว่าเป็นที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ ตอนที่พี่เขามาบอกว่าไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้ผมนี่เคืองไปหลายวัน รู้ครับว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองแต่ผมแค่หวังดีแต่ก็นั่นแหละครับครอบครัวสำคัญกว่าอยู่แล้วไม่มีใครที่สามารถอยู่กับเราได้ตลอด

‘โอ๊ย!! ปล่อย เมื่อไหร่จะปล่อยกูไปซักทีไอ้พวกเลวไอ้ระยำ คอยดูนะกูจะทำให้พวกมึงล่มจมไอ้พวกโรคจิตรังแกได้แม้กับแต่ผู้หญิง โอ๊ย!!’ ขาผมชะงักทันทีตอนแรกที่กำลังจะก้าวลงบันไดไปทำงานต่อแต่ตอนนี้กับยืนนิ่งขาแข็ง

“เสียงผู้หญิงที่ไหนวะ” ผมพูดกับตัวเองเสียงเบาก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ประตูเพื่อฟังสิ่งที่ได้ยินเมื่อกี้ให้แน่ใจ

‘อ๊าย..ยะ อย่าฉีด ไม่เอา ฉันไม่เอาแล้วไอ้ยานรกพวกนี้พวกแกออกไป โอ๊ย!!’

‘ถ้าอีบ้านี่มันหลุดออกไปได้อีกกูเอาพวกมึงตาย’ ผมเอาแต่ยืนนิ่งไม่ได้ขยับไปไหนห้องที่ใกล้กับบันไดหนีไฟมากที่สุดถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นห้องสำหรับเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด เสียงชัดขนาดนี้ก็น่าจะอยู่ใกล้ๆ สิ

ทำยังไงผมถึงจะรู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครทำอะไรผิดถึงได้ถูกลากมาทำระยำอย่างที่ผมได้ยิน เอาไงดีวะไม่ต้องขึ้นไปดูตอนนี้ก็พอจะเดาได้ว่าต้องมีคนคอยเฝ้าไว้แน่ๆ ที่ผมได้ยินคือผู้หญิงคนนี้พยายามที่จะหนีถ้าผมทำให้เธอออกไปจากที่นี่ได้ผมจะได้รู้อะไรดีๆ บ้างไหมนะ ถ้าเธอไม่ได้พยายามจะหนีและผมไม่ออกมาคุยโทรศัพท์ก็คงไม่รู้เลยว่าชั้นหกมีคนที่ถูกจับมาขังไว้ด้วย พวกมันทำงานกันเงียบมากแต่ผมยังต้องอยู่ที่นี่ต่อจะทำอะไรต้องหาทางที่มันปลอดภัยมากที่สุด รอก่อนอย่าพึ่งเป็นอะไรไปเลยนะ


“อย่าประมาทเด็ดขาด”วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าเพราะผมบอกว่าได้เบาะแสใหม่มา พอเล่าทุกอย่างให้ฟังก็เป็นเหมือนที่ทุกคนได้ยินลุงบอกว่าห้ามประมาท

“ผมไม่ประมาทหรอกน่าแต่ผมยังหาวิธีขึ้นไปบนชั้นหกไม่ได้ไง”

“ให้เมย์ช่วยอะไรได้บ้าง” เหมือนจะไม่ได้นะเมย์ แผนเดิมที่เคยใช้คงไม่ได้ผลแล้วตั้งแต่วันนั้นพวกมันคงระวังตัวกันมากกว่าเดิมมาก

“คงไม่ต้องถึงเมย์” ผมบอก ก่อนจะเริ่มใช้ความคิดจากเมื่อคืนที่พยายามคิดแล้วแต่ก็ไม่เจอทางออกที่ดีเลย ทางเลือกสุดท้ายที่ผมจะนึกถึงคงเป็นการแจ้งตำรวจครับก้อย่างที่รู้ๆ ว่าที่นี่มันเป็นยังไง

“เมย์อยากช่วยอะไรบ้างไม่ใช่อยู่เฉยๆ ไปวันๆ”

“เมย์ก็มีหน้าที่เช็คด้านนอกทุกคืนอยู่แล้วนี่” ขอบคุณครับลุง ไม่อย่างนั้นผมคิดว่าเมย์จะไม่ยอมหยุด

“เออใช่!!” ผมว่าผมมีทางแล้ว ลืมไปได้ยังไงว่ายังมีคลองเปรมน้องรักอยู่อีกคนยังไงขอหลอกใช้มึงหน่อยแล้วกันนะ ผมลืมไปเลยว่าน้องมันมักจะขึ้นไปช่วยขนเหล้าชั้นหกประจำถ้าผมทำให้ไอ้อาร์เจ็บแล้วผมขึ้นไปช่วยขนแทนแบบนี้จะได้หรือเปล่าวะ ลองดูก่อนแล้วกันเท่าที่ดูไอ้อาร์กับคลองเปรมมีอะไรมากกว่าที่เห็นมันไว้ใจกัน

“อะไรวะ”

“เดี๋ยวผมจัดการเอง” ผมว่าก่อนเตรียมลุกขึ้นไปอาบน้ำวันนี้ผมมีนัดหลายที่ครับ

“เห้ย!! บอกกูมาก่อน”

“เดี๋ยวผมลองก่อนไม่รู้จะได้ผลหรือเปล่า รับรองไม่เสี่ยงไม่ทำอะไรโดยประมาทชัวร์” ผมบอกก่อนรีบวิ่งขึ้นบันไดมาด้านบนทันที

“เฮ้ย!!” ผมเองก็ไม่แน่ใจหรอกครับว่ามันจะได้ผลไหมเลยยังไม่ได้พูดอะไรออกไปเอาเป็นว่าผมจะพยายามให้มากที่สุด ไม่มีเรื่องอะไรที่มันได้มาง่ายๆ ถ้าเราไม่ลองเสี่ยงแต่ถึงทำแล้วมันไม่ได้ผลแต่เราจะได้รู้ไงครับว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ต้องหาทางอื่น ถ้าเราไม่ประมาททำทุกอย่างให้รอบคอบมากที่สุดเราก็จะไม่เสียอะไรไปผมเชื่อแบบนั้น



[บ้านแสนรัก]

นี่แหละครับบ้านเกิดผมที่ที่เป็นทุกอย่างของไอ้ธาม ธนนท์คนนี้ ผมไม่รู้ว่าตัวเองเกิดขึ้นมาได้ยังไงรู้แต่ว่าถูกเอามาทิ้งไว้หน้าบ้านแล้วแม่นภาเจ้าของที่นี่ก็เลี้ยงผมมาตั้งแต่ตอนนั้น ให้ข้าว ให้น้ำ ในความรู้ ให้ทุกอย่างทำให้ผมมีชีวิตที่ดีเหมือนคนอื่น ผู้หญิงคนนี้สำคัญมากกว่าแม่แท้ๆซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ของผมซะอีก ถามว่าเคยเสียใจไหมที่ถูกเอามาทิ้งเคยสิครับผมก็คนนะ แต่พอมองคนอื่นรอบข้างแล้วพวกเราก็ไม่ได้ต่างกันซักเท่าไหร่ อีกอย่างคนที่มีครอบครัวครบบางคนยังนิสัยแย่ยิ่งกว่าพวกผมเพราะพ่อแม่เอาแต่ทำงานไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนเหมือนกับที่แม่นภาทำให้พวกผมด้วยซ้ำ เคยได้ยินไหมครับในความโชคร้ายยังมีความโชคดีและผมเองก็รู้สึกแบบนั้นมาตลอดโชคดีที่ได้มาอยู่ที่นี่ มาเจอแม่นภาคนที่มีแต่ให้เสมอถ้าถึงวันที่ท่านอายุมากแล้วผมนี่แหละที่จะคอยดูแลท่านเอง

“แม่!” ผมกระโดดเข้าไปสวมกอดคนที่ยืนรดน้ำต้นไม้จากทางด้านหลัง ตั้งแต่ผมต้องไปรับหน้าที่ต่างจังหวัดไม่ค่อยได้มาหาเลย

“ธาม!” ตกใจใช่ไหมครับ

“คิดถึงจังเลย” ผมยังคงกอดท่านอยู่แบบนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีอ้อมกอดนี้ยังคงอุ่นอยู่เหมือนเดิมเลยสินะ

“หื้อ..มายังไงทำไมวันนี้ไม่ทำงาน” เฮ้อ..เป็นแบบนี้ตลอดถามถึงแต่เรื่องงาน ขนาดผมโทรหาก็ยังจะถามว่าไม่ทำงานหรือไงผมรู้ครับว่าท่านเป็นห่วงไม่อยากให้ใครมาว่าเอาได้ แต่ไม่ว่างานอะไรมันก็ต้องมีเวลาพักทั้งนั้นนะครับแม่นภา

“ผมจะมาทำงานที่นี่สักพักครับ ดีไหมจะได้มาหาแม่บ่อยๆ” ผมปล่อยแขนออกเป็นจังหวะเดียวกับที่แม่นภาเองก็หันกลับมาเช่นกัน

“ไม่ต้องมาบ่อยเลยนะมาทำงานก็ตั้งใจทำงานไป” บอกไปตามตรงดีไหมช่วงนี้ผมไม่ค่อยสบายใจแถมยังนอนไม่ค่อยหลับอีก

“ผมทำงานเต็มที่แม่ไม่ต้องห่วง”

“แล้วกินอะไรมาหรือยังกินข้าวกับแม่ไหม” หึๆ

“นั่นแหละเหตุผลที่ผมมาที่นี่”

“โตป่านนี้แล้วยังอ้อนเป็นเด็ก” พูดตามตรงถ้าผมไม่อ้อนแม่ก็ไม่รู้จะไปทำแบบนี้กับใครจริงๆ ครับ

“น่ารักใช่ไหมล่ะ” ผมว่าพร้อมกับเดินไปปิดน้ำให้

“เมื่อกี้แม่พูดอะไรแบบนั้นด้วยหรอ” ปากแข็ง

“ไม่ต้องพูดผมก็คิดเองได้ครับ”

“จ้าๆ น่ารักก็น่ารัก ว่าแต่ธามมาก็ดีแล้วแม่เองก็มีเรื่องจะปรึกษาเหมือนกัน ตั้งใจจะถามเรื่องนั้นด้วยว่าไปถึงไหนแล้ว” ไม่ได้คุยด้วยไม่นานเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นที่นี่หรือเปล่าทำไมแม่ทำหน้าแบบนั้น


ไม่ต้องแปลกใจที่ผมไม่เจอเด็กที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ คือผมเข้ามาทางด้านหลังคือทางบ้านพักของแม่นภาอีกอย่างที่นี่มีอาสาที่เป็นผู้ช่วยสองสามคนคอยดูแลเด็กที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน ส่วนคนที่อายุถึงเกณฑ์แล้ววันธรรมดาแบบนี้ก็ไปโรงเรียนกันหมด ผมจะเล่าประวัติของแม่คร่าวๆ ก็แล้วกันนะครับเมื่อก่อนท่านก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติทั่วไปนี่แหละ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่างเรียกว่าร่ำรวยถึงขั้นมหาเศรษฐีเลยก็ได้ แต่แล้ววันนึงสิ่งที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดก็เกิดขึ้นกับครอบครัวของท่าน พ่อของท่านถูกจับข้อหาร้ายแรงไม่นานก็เสียชีวิตในคุกและไม่นานแม่ก็ตามพ่อไปในที่สุด ส่วนตัวท่านถูกเรียกตัวกลับมาจากอเมริกาทันทีที่เกิดเรื่อง

ตั้งแต่เหตุการณ์นั้นมาท่านก็เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้เงินที่มีก็เอาไปช่วยเหลือคนอื่นและผมคือหนึ่งในคนที่ได้รับมัน ผมเองก็ไม่ได้ถามหรอกครับว่าพ่อของท่านทำผิดข้อหาอะไรไม่อยากสร้างความไม่สบายใจให้ท่านอีก เอาเป็นว่าเรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้วเราอยู่กับปัจจุบันน่าจะดีกว่า รู้ไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี

“มีอะไรเกิดขึ้นหรอครับแม่” ผมถามหลังจากที่กลืนข้าวลงท้อง

“มีเด็กมาเพิ่มที่นี่ มาตั้งแต่สามเดือนที่แล้วแต่แม่ไม่ได้คุยให้ฟัง” ฟังแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรผิดปกติตรงไหนเลย

“เด็กมีปัญหาอย่างอื่นหรอครับ”

“ที่เป็นห่วงตอนนี้คงเป็นความรู้สึกของดรีม แม่หมายถึงเด็กคนนั้น” อ่อชื่อดรีม

“ทำไมล่ะครับ”

“เมื่อสามเดือนก่อนดรีมถูกพี่สาวเอามาฝากไว้ที่นี่บอกว่าอีกไม่นานจะมารับแต่นี่มันนานมากแล้วก็ยังไม่เห็นมา ทุกวันหลังเลิกเรียนดรีมมักจะไปนั่งเฝ้าอยู่แต่ที่หน้าประตูรอพี่สาว” ก็น่าเห็นใจ แต่เด็กนั่นแน่ใจได้ยังไงว่าพี่สาวจะกลับมารับจริงๆ

“อายุเท่าไหร่ครับ”

“ผู้ชายนะ ปีนี้จะสิบหก” หื้อ..ก็โตแล้วนี่สงสัยเมื่อก่อนจะติดพี่มาก

“ให้ผมช่วยอะไรไหมมีรูปพี่สาวของดรีมไหม” ที่ถามเพราะไม่อยากเห็นคนตรงหน้าไม่สบายใจครับ

“ไม่มีหรอก แต่ถึงมีแม่ก็ไม่อยากให้เราต้องเข้ามายุ่งงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ก็เยอะมากพออยู่แล้ว มาหรือไม่มาก็แล้วแต่พี่สาวดรีมตัดสินใจก็แล้วกัน อีกอย่างแม่ก็ตั้งใจจะส่งดรีมเรียนต่ออยู่แล้ว”

“แต่สีหน้าแม่ไม่ได้เป็นอย่างที่ปากพูดเลยนะ”

“แค่ห่วงความรู้สึกดรีมแต่ไม่เป็นไรช่วงนี้คงต้องใกล้ชิดกันมากหน่อย” นี่แหละครับแม่นภาของผมคนที่คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ

“ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้เลยนะครับ”

“แล้วธามไปเยี่ยมครูบ้างหรือยัง” มือผมหยุดนิ่งกลางอากาศเพราะคำถามที่ได้ยิน ผมยังไม่ได้อะไรมากพอผมจะกล้าเข้าไปหาได้ยังไงล่ะครับ

“ยังเลยครับ แต่อีกไม่นานคงต้องเข้าไป”

“ไม่มีใครเร่งอะไรหรอกนะรู้อยู่ว่างานมันยาก เข้าไปบ้างก็ดีแม่ว่าเขาอาจจะรอ” คงต้องทำแบบนั้น

“ครับแม่แล้วผมจะเข้าไปนะ” ผมคงต้องทำงานให้หนักกว่าเดิมอีกหลายสิบเท่าถึงจะกล้าไปสู้หน้าคนที่แม่นภาบอกให้ผมเข้าไปหา ตอนนี้ยังไม่ได้เรื่องอะไรเลยผมก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปเจอไม่กล้าสู้หน้าเพราะรู้สึกว่าตัวเองมันไม่ได้เรื่อง


ไม่ได้เจอกันตั้งนานอยากรู้ว่าคนที่ผมกำลังจะไปเจอตอนนี้เขามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ผมออกมาจากบ้านแสนรักหลังจากที่กินข้าวกับแม่เรียบร้อย พูดตามตรงวันนี้ผมแค่ตั้งใจมาหาแม่เท่านั้นเพราะเวลาโคตรจะมีจำกัดเลยทำให้อยู่รอเจอเด็กๆ ที่นี่ไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่แม่พูดถึงน้องคนที่ชื่อดรีมแต่ไม่เป็นไรครับผมจะมาที่นี่อีกแน่นอน อย่างน้อยการได้คุยกับแม่นภาก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาก งานหนักหรือปัญหาที่คั่งค้างในหัวเหมือนถูกจัดการออกไปจนหมดตอนนี้สมองผมโล่งมากอย่างไม่น่าเชื่อ ผมแค่รู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนที่คอยรับฟังคอยให้กำลังใจ แค่นี้ผมก็มีแรงไปต่อแล้ว อย่างแรกคือเลิกคิดเรื่องไร้สาระตัดมันทิ้งไปโฟกัสแค่เรื่องที่สำคัญกับสิ่งที่กำลังจะทำต่อไปให้ดีที่สุด

“มึงต้องทำได้ไอ้ธาม” แม่เอาอะไรใส่ลงไปในข้าวให้ผมกินหรือเปล่าวะ ทำไมรู้สึกว่าตัวเองมีพลังมากขนาดนี้

ครืด... ครืด...!! หรือว่าพี่เขาจะถึงแล้ววะแต่ผมยังอยู่บนแท็กซี่อยู่เลยนะ โคตรเบื่อบอกตามตรงทำไมลุงชาติไม่ยอมให้ผมเอารถตัวเองมาจากสุพรรณก็ไม่รู้ จะไปไหนแต่ละทีมันก็จะเป็นแบบนี้เพราะผมไม่มีรถใช้

“ครับ ผมกำลังไป” รีบบอกก่อนจะโดนด่าด้วยวาจาสุภาพอีก ผมคิดว่าตัวเองกะเวลาผิดไปนิดเลยช้ากว่าที่ตั้งใจไว้อีกอย่างรถติดหนักมาก

(หึๆ คิดว่าจะเทกันแล้ว) ใครมันจะกล้าถ้าผมทำแบบนั้นมีหวังถูกตามไม่เลิกผมรู้จักนิสัยพี่เขาดี เผลอๆ อาจไปโผล่ที่สุพรรณก็ได้

“พอดีผมกะเวลาผิดครับ ไม่เทหรอกน่า”

(งั้นให้พี่ไปรอที่ไหนดี) ถึงแล้วจริงๆ ด้วย

“แถวกองมีร้านกาแฟอยู่พี่ไปรอในนั้นได้ไหม คงอีกประมาณยี่สิบนาทีเลยเพราะทางผมรถติดมาก”

(ได้ครับ ว่าแต่เราไม่ได้เอารถตัวเองมาใช้หรือไง) นั่นๆ รู้ไปหมดซะทุกอย่างเลยสินะ

“ผมมากับหัวหน้า”

(ทำไมไม่บอกพี่จะได้ไปรับ)

“เกรงใจไง” ผมตอบก่อนจะมองออกไปด้านนอกเพื่อดูการจราจรอีกครั้ง รถคันที่จอดข้างๆ รถผมก็ยังคงเป็นคันเดิมพูดง่ายๆ คือแม่งไม่ขยับเลย

(หึๆ งั้นเดี๋ยวเจอกันนะ พี่จะเข้าไปรอด้านในถ้าถึงแล้วโทรมาก็ได้)

“ครับเดี๋ยวเจอกัน”



.................................................



                To Be Continued……….

         **ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ ยังไงก็เม้นมาให้กำลังใจกันได้อ่านทุกเม้นเลย**


ความคิดเห็น