ฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะ

RISK.!! ความเสี่ยง 06

ชื่อตอน : RISK.!! ความเสี่ยง 06

คำค้น : Dark Shadow, RISK.!!, ความเสี่ยง, อาชา, ธาม, สายลับ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 408

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 เม.ย. 2562 08:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
RISK.!! ความเสี่ยง 06
แบบอักษร



RISK.!! ความเสี่ยง 06

ก็ในเมื่อลุงชาติบอกจะไม่กลับแล้วสิ่งที่ผมได้ยินอยู่ตอนนี้มันคืออะไร ถึงเสียงจะเบามากขนาดว่าถ้าไม่เงียบจริงๆ หรือฟังให้ดีๆ ก็คงไม่ได้ยิน แต่มันคงเป็นเพราะความเคยชินหรืออะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ผมได้ยินมันง่ายๆ แบบไม่ต้องพยายาม อีกอย่างถ้ามันดังแค่ครั้งเดียวผมก็คงไม่สนใจอะไรแต่นี่มันดังเป็นจังหวะคล้ายการก้าวเดิน เสียงแบบนี้มันก็เดาได้ไม่ยากนักหรอกครับ ต้องมีคนอื่นนอกจากผมกับเมย์อยู่ที่นี่ในบ้านหลังนี้ผมมั่นใจ

“ใครวะ” ผมสอดมือเข้าไปหยิบปืนใต้หมอนพร้อมกับปลอกเก็บเสียง เพราะถ้าจำเป็นต้องยิงจริงๆ บ้านอื่นจะได้ไม่แตกตื่นกันไงครับ


ผมก้าวลงจากเตียงช้าๆ ก่อนจะตรงไปที่ประตูจะได้ลงไปดูให้รู้กันไปว่าสิ่งที่ผมคิดมันจริงหรือไม่จริง แล้วใครที่มันกล้าเข้ามาวุ่นวายในที่ของผมแบบนี้ เงียบขนาดนี้คงไม่ใช่แค่หัวขโมยธรรมดาหรอกมั้งอีกอย่างบ้านผมมองเข้ามายังไงแม่งก็ไม่น่าจะมีของมีค่าอย่างอื่นนอกจาก ทีวี ตู้เย็น มันคงไม่คิดจะเข้ามาขโมยหม้อหุงข้าวหรอกผมมั่นใจ

แกร็ก!! เชี้ยแล้วไอ้ธาม ผมคงจะเปิดประตูแรงไปหน่อยเสียงที่เหมือนจะได้ยินชัดขึ้นหายวับไปทันทีขนาดผมหยุดนิ่งเพื่อรอฟังก็ไม่ได้ยินอยู่ดี ผมจะถูกลดขั้นเพราะเปิดประตูเสียงดังทำให้โจรแม่งรู้ตัวแล้วหนีไปได้หรือเปล่าวะ

ตั้งท่ายกปืนขึ้นมาเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ตรงหน้าก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงบันไดมาที่ชั้นล่าง ถึงจะไม่ได้เปิดไฟแต่ผมก็สามารถมองเห็นทุกอย่างได้ว่าอะไรเป็นอะไรเพราะตาผมชินกับความมืดไปเรียบร้อยแล้ว ลงมาถึงด้านล่างได้ผมก็หาที่กำบังก่อนจะเริ่มกวาดสายตามองไปทั่วก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรอย่างที่ผมคิด คิดได้สองแบบคือมันไม่มีอะไรตั้งแต่แรกกับมันรู้ตัวแล้วตั้งแต่ตอนที่ผมเปิดประตูโง่ๆ เมื่อกี้

“ออกมา!!” ผมก้าวออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ตอนแรกอย่างระแวดระวังมองสำรวจดีแล้วว่ามันไม่น่าจะมีอะไร ผมรู้ครับว่าตัวเองอาจตกเป็นเป้านิ่ง

ปัง!! เชี้ย เสียงดังมาจากประตูรั้วหน้าบ้านขาผมไวพอๆ กับความรู้สึกทันทีที่ได้ยินผมก็รีบพลุ่งตัวออกไปทันที มัวแต่ระวังอยู่ข้างในมันออกไปข้างนอกเรียบร้อยแล้วโคตรไวเลย

ปิ๊ว! ปิ๊ว! ร่างสูงสวมชุดดำสองคนหันมามองผมทันทีที่ลั่นไกก่อนจะรีบวิ่งไปขึ้นรถที่เหมือนจะเตรียมจอดรอไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ต้น ผมเองก็วิ่งตามไปตั้งใจจะยิงที่ล้อเพื่อหยุดรถไว้แต่เหมือนผมจะวิ่งช้าไปหน่อยเพราะรถขับออกไปทันทีที่คนร้ายวิ่งไปถึง มันเร็วมากจนผมเองแทบมองจะไม่ทัน

“เชี้ยแม่งเอ้ย!” ไม่รู้จะพูดคำไหนดี


ผมรีบวิ่งกลับเข้ามาในบ้านเปิดไฟก่อนจะตรงไปที่ประตูห้องปฏิบัติการเพื่อสำรวจว่ามีอะไรสำคัญหายไปบ้าง ถ้าผมหลับไปอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรกก็คงไม่รู้อะไรเลยหรือไม่ก็อาจถูกฆ่าตายไปแล้ว ทำไมพวกมันถึงเข้ามาได้ง่ายๆ อย่างกับเข้ามาเดินซื้อของในเซ่เว่นแบบนี้วะบ้านกูก็มีประตูนะโว๊ยเผื่อมึงไม่ได้สังเกต ดีนะที่ผมเสือกนอนไม่หลับเพราะมัวแต่คิดอะไรฟุ้งซ่าน

“บรรลัยแล้ว!” จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงครับก็ในเมื่อประตูห้องนี้มันไม่สมควรจะถูกเปิดไว้แบบนี้ถ้าไม่ใช่พวกผมสามคนใครก็เข้าไปไม่ได้เพราะทุกครั้งเราต้องใช้ลายนิ้วมือ ถ้ามีคนอื่นพยายามจะเข้าไปสัญญาณเตือนภัยมันก็ต้องดังสิแต่นี่มันทำทุกอย่างได้เงียบมาก ไอ้พวกนั้นมันเป็นใครกันแน่วะ

“ (มีแมวแอบเข้ามาที่บ้าน) ” ผมรีบขึ้นมาเอามือถือเพื่อแจ้งเรื่องทุกอย่างกับหัวหน้าทีมทันที ถ้าเมื่อกี้ผมตามมันทันคงไม่ต้องมายืนประสาทเสียอยู่เหมือนตอนนี้หรอก มืดแปดด้านไปหมดหวังว่าเรื่องที่มีคนบุกเข้ามาวันนี้มันจะไม่เกี่ยวกับงานที่พวกผมกำลังทำอยู่หรอกนะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ หมายความว่ามีคนรู้ว่าพวกเรากำลังทำภารกิจอะไรอยู่ ทุกอย่างจะไม่เป็นความลับอีกต่อไปยิ่งมีคนรู้เยอะทุกอย่างก็จะยิ่งยากเข้าไปใหญ่แถมยังอันตรายด้วย

“พี่ธามเกิดอะไรขึ้น!” เมย์เดินสะลึมสะลือลงมาซึ่งผมเองก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปได้แต่พยักหน้าไปที่ประตูห้องที่เปิดอ้าอยู่ตอนนี้ ขอผมทบทวนหน่อยเถอะว่าเหตุการณ์เมื่อกี้มันพอจะมีอะไรเป็นเบาะแสได้บ้าง หือ! ว่าแต่เมื่อกี้ผมก็ตะโกนออกดังทำไมเมย์ไม่ได้ยินอะไรเลยวะอีกอย่างการที่ห้องปฏิบัติการสามารถเปิดได้แบบไม่ร้องเตือนมันก็น่าคิดนะครับ ไม่สิผมต้องไม่คิดแบบนั้นกับเพื่อนร่วมทีมสิเมย์มันอาจจะหลับลึก

“อย่าบอกนะ” เมย์หันไปมองที่ประตูก่อนจะหันกลับมามองผมหน้าตาตื่น

“ใช่ มีคนเข้ามา” ความหวังเดียวของผมปลิวหายไปทันทีเพราะกล้องวงจรปิดทุกตัวในบ้านไม่สามารถใช้งานได้ จอดำมืดสนิท

“พี่ธามเมย์ว่าคนที่เข้ามามันมีฝีมือมากเลยนะ” ไม่ต้องบอกก็รู้ไอ้เชี้ยพวกนี้มันเป็นใครวะเนี้ย

บ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ไม่ได้เลิศหรูอะไรมากมายผมมั่นใจว่ามันต้องไม่ใช่ขโมยธรรมดา แต่ถ้าไม่ใช่ก็ยิ่งน่าสงสัยว่าพวกมันตั้งใจเข้ามาที่นี่ทำไม ผมว่าเราสามคนพยายามใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบที่สุดแล้วนะไม่ไปยุ่งกับใครไม่สร้างมิตรหรือศัตรูอะไรทั้งนั้น และที่สำคัญคือไม่ทำตัวให้เป็นจุดเด่นเพราะผมไม่ต้องการให้มีคนมาสนใจ ในสายตาคนอื่นผมมันก็แค่เด็กทำงานกลางคืนธรรมดาๆ คนนึงคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าใครหรือพวกไหนที่มันบุกเข้ามาวันนี้

“ตอนออกไปเราปิดห้องดีแล้วใช่ไหม” ผมถามหลังจากสรุปได้ว่าการหาหลักฐานของตัวเองเป็นศูนย์แม้แต่รอยเท้าก็หาไม่เจอ มืออาชีพขนาดนี้เข้ามาหาอะไรในบ้านผมวะหรือพวกมันเป็นคนของ IF อย่าบอกนะว่าตอนนี้ผมถูกสงสัยเข้าให้แล้วทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้อะไรเลยเนี้ยนะ หึแต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ต้องเสียเวลาจับพวกมันแล้วเพราะเราไม่มีทางทำได้แน่นอน ถ้าแค่เรื่องที่ผมทำอยู่ตอนนี้มันยังรู้แสดงว่าคนของมันมีมากกว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศนี้ผมมั่นใจ

“ใช่ค่ะ เมย์ดูดีแล้วแน่นอน” เมย์ตอบ ถามว่าตอนนี้ผมมีสติไหมมีนะครับแต่มันคิดไม่ออกว่าใครที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้ ตัวตนของพวกเราถือเป็นความลับสุดยอดบ้านหลังนี้ก็ปกติไม่ได้มีอะไรสะดุดตา

“งั้นคงเป็นอย่างที่เมย์บอก แต่พี่ไม่เข้าใจว่าพวกมันเข้ามาทำไมแล้วมันต้องการอะไรเมย์ช่วยเช็ดดูหน่อยว่ามันเอาอะไรของเราไปบ้าง” ข้อมูลที่ผมพูดถึงหรอหึแทบจะไม่มีอะไรด้วยซ้ำก็แค่ประวัติของทุกคนที่ทำงานใน IF คร่าวๆ บอกแล้วไงครับว่าเราแทบจะไม่ได้อะไรเลยทั้งที่เข้าไปอยู่ในนั้นมาสองเดือนเต็มแล้ว

“ได้พี่” เมย์ว่าก่อนรัวนิ้วลงไปที่คีย์บอร์ด


ผมเดินออกมานอกบ้านเพื่อตรวจดูบริเวณรอบๆ อีกครั้ง ถึงมันจะดึกมากแล้วแต่เจอเหตุการณ์แบบนี้ใครมันจะนอนหลับได้ครับ

“หมายความว่าไงที่บอกว่ามีแมวแอบเข้ามา” ผมหันหลังกลับไปมองตามเสียงที่ได้ยินทันที รอบบ้านเราไม่มีอะไรผิดปกติเลยแม้แต่ประตูก็ไม่ได้มีรอยงัดแงะ ต้องมือเทพขนาดไหนนะ

“ใช่ครับ มากันสองคนพวกมันเข้าไปวุ่นวายในห้องปฏิบัติการของเราด้วย” ผมพูดอย่างไม่สบอารมณ์นัก

“มึงว่าไงนะ” ลุงชาติดูแปลกใจ

“นั่นแหละ แถมสัญญาณที่หน้าประตูก็ไม่ดังอีกต่างหาก” ผมตอบทุกอย่างกลับไป

“กูว่าเรื่องทุกอย่างแม่งเริ่มยุ่งยากแล้ว ก่อนมาที่นี่กูเองก็พึ่งได้ข่าวใหม่มา” ข่าวใหม่?

“เรื่องอะไรเกี่ยวกับคดีรึเปล่า” ผมถามอย่างสนใจมันอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับเราข้อมูลที่ลุงไปรู้มา

“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจแต่เดี๋ยวกูตรวจสอบแน่ใจแล้วจะรีบบอกมึงเลย แล้วมีใครได้รับบาดเจ็บอะไรหรือเปล่า” ทำไมลุงต้องรอตรวจสอบด้วยล่ะผมยังคงข้องใจในหัวข้อนี้ครับ

“ไม่มี”

“เมย์ล่ะ” ลุงชาติมองเลยตัวผมเข้าไปในบ้าน

“ผมให้ตรวจสอบดูว่ามีการก๊อบปี้ข้อมูลไปบ้างหรือเปล่า” ปากก็ตอบแต่สมองผมก็ยังมองข้ามเรื่องที่ลุงไม่ยอมบอกไปไม่ได้

“นี่ของมึง” ทันทีที่ลุงเอ่ยปากผมก็แบมือรับตามสัญชาตญาณ

“นี่มัน”

“ปลอกกระสุนมึงไงกูเจอตกอยู่หน้าบ้าน” จริงด้วย รีบร้อนจนลืมเก็บหลักฐานเลยผม

“แล้วเอายังไงต่อล่ะลุง”

“ขึ้นไปนอนไป” ฮะ! ขึ้นไปนอนเนี้ยนะ ทำไมลุงชาติถึงได้ดูใจเย็นแบบนี้ล่ะเหมือนมันจะมีแค่ผมคนเดียวที่คิดไม่ตกคิดจนปวดหัวเพราะทุกอย่างมันโคตรจะมืดมิดแบบไร้ทางไป มองใครก็ไม่เจอ

“ทำไมลุงถึงดูไม่แปลกใจเลยล่ะ” ผมถามอย่างไม่ปิดบังบอกแล้วไงครับทุกอย่างที่ผมเจอที่นี่มันแปลกใหม่มากสำหรับผม ผมมันตำรวจบ้านนอกครับประสบการณ์ยังน้อยมากตอนแรกที่ลุงบอกว่าจะให้ผมมาทำงานด้วยผมยังปฏิเสธไปเลย เพราะไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองไม่อยากจะเป็นตัวถ่วงให้ใครกลัวไปทำงานเขาเสีย แต่เพราะมันมีเหตุผลอื่นโผล่เข้ามาด้วยผมเลยจำใจต้องรับข้อเสนอของลุงและยอมเข้ามาทำงานนี้

“ธามมึงฟังกูนะ งานที่เราทำมันเสี่ยงมากกว่าที่มึงคิดยิ่งมึงพยายามวิ่งเข้าหาความจริงมากแค่ไหนเชือกที่มึงกำลังเหยียบอยู่มันก็จะยิ่งบางลง ถ้ามึงเดินอย่างไม่ระวังโอกาสตกลงไปตายมันก็มีมากกว่าโอกาสที่จะรอด มึงต้องมีสติมองอะไรอย่างละเอียดรอบคอบเรื่องแบบนี้มันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว คนทำความผิดมันก็ต้องระแวงระวังมากกว่าคนที่สืบหาคนทำผิดอย่างเรามึงคิดแบบกูไหม ทางเดียวตอนนี้คือเตรียมรับมือและทำตัวเองให้เป็นปกติมากที่สุดเพราะข้อมูลที่ได้มามันยังน้อยมากอย่าไว้ใจใครเด็ดขาด อีกอย่างถ้าเจอแค่นี้มึงก็ไม่ไหวแล้วกูจะไปหาคู่หูคนใหม่ได้จากที่ไหนวะ บอกแล้วไงว่าเราจะกลับป่าอ้อยด้วยกันกลับไปวิ่งไล่จับวงไพ่สนุกกว่าเยอะใช่ไหม”

“ครับ”

“ถ้าเราคิดว่าเราทำมันได้มันก็ต้องได้มึงเชื่อเถอะมันต้องมีวิธี เรื่องแบบนี้รีบร้อนไม่ได้เด็ดขาด ถึงจะช้าแต่ได้ผลชัวร์ มึงขึ้นไปนอนไป”

“แล้วเรา”

“ไปนอน” ลุงไม่ค่อยได้อธิบายอะไรยาวๆ แบบนี้หรอกครับ คงเป็นเพราะท่าทางของผมที่งงๆ เบลอๆ บอกไม่ถูกล่ะมั้ง ลุงถึงได้มองออกง่ายๆ ว่าผมไม่เข้าใจและก็คิดหนักขนาดไหน

สุดท้ายผมก็ขัดอะไรไม่ได้ต้องขึ้นมานอนอย่างที่ลุงบอกคดีแต่ละคดีมันไม่ได้ปิดกันง่ายๆเลยจริงๆครับและที่สำคัญมันเสี่ยงมากต่อการใช้ชีวิตผมเข้าใจแล้วว่าความถูกต้องมันต้องแรกมาด้วยอะไรบ้างถ้าเราต้องการที่จะรักษามันไว้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันหายากแล้วในยุคปัจจุบันผลประโยชน์ต่างหากที่มาก่อนเป็นอันดับต้นๆ


“พี่นนท์ไมตาคล้ำขนาดนั้นอย่าบอกนะว่าพี่ขายนอกเวลางานด้วย” โธ่ปากมึงเนาะคลองเปรมเดี๋ยวหาอะไรมาฟาดให้แตกซักทีดีไหม

“นอนไม่ค่อยหลับ” อันนี้ไม่ได้โกหก

“ทำไมล่ะพี่มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าบอกผมได้นะ” อยากรู้อยากเห็นไปซะทุกเรื่องเลยนะไอ้เด็กเวรนี่ มึงไม่รู้ใช่ไหมว่าคนที่นอนไม่หลับอารมณ์มันขึ้นง่ายขนาดไหน

“ไม่มีอะไรเผลอกินกาแฟไป” ผมบอกอย่างหน่ายๆ ก่อนจะเดินเอาของเข้าไปเก็บที่ล็อกเกอร์จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของพนักงานเพื่อรอเวลา อารมณ์ไม่ดีของผมมันจะดีขึ้นไหมนะถ้าได้คุยกับคนที่มาหาผมทุกคืนอย่างอาชา เฮ้อ..แต่ไม่รู้ว่ามันจะยังอารมณ์ไม่ดีอยู่หรือเปล่าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่ร้อนๆ ในอกตอนนี้มันเพราะเหตุการณ์ที่บ้านเมื่อคืนหรือเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นกันแน่ ทำไมช่วงนี้ผมเจอแต่อะไรที่เข้าใจยากๆ วะ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเวลาไม่เข้าใจอะไรแต่มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับผมโดยตรงผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเก็บเอามาคิดให้เปลืองสมองเด็ดขาด คนที่อยู่คนเดียวมาตลอดเขาก็จะคิดกันแบบนี้ไม่ถูกหรือไงครับ


“พี่นนท์ครับวันนี้พี่ไม่มีจองนะครับ” ผมหันกลับไปมองเด็กผิวขาวหน้าตาดีคนนึงที่เดินเข้ามาบอกสงสัยจะเป็นเพรียวที่ใช้มา

“โอเคเดี๋ยวพี่ตามออกไป” คนที่ไม่ถูกจองก็ต้องออกไปต้อนรับลูกค้าด้านนอกไงครับ เอาแบบเข้าใจง่ายๆ คือมันมาตามผมให้ออกไปทำงานนั่นแหละ

“ครับ”


ทันทีที่เด็กนั่นออกไปผมก็ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทันที ไม่เข้าใจตัวเองทำไมถึงรู้สึกหมดแรงไปเฉยๆ แบบนี้ไหนจะไอ้ความรู้สึกวืบๆ ในท้องตอนนี้อีกที่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้มันคืออะไรแล้วทำไมอยู่ๆ ถึงเป็น ผมสูดหายใจเข้าออกลึกๆ สองสามครั้งแต่มันก็ไม่ได้ผลตอนนี้กำมือแน่นอย่างไม่รู้สาเหตุแต่มันไม่ใช่เพราะโมโหอะไรหรอกครับแต่เพราะความรู้สึกของผมเองตอนนี้มันกำลังแย่มาก


“พี่นนท์ออกไปข้างนอกกัน” คลองเปรมเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ทั้งๆ ที่ผมก็นั่งมองกระจกอยู่ทำไมถึงไม่รู้ว่ามีคนเดินเข้ามาจากทางด้านหลัง

“เอ่อ..” ผมเรียกสติตัวเองกลับมาก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ ไม่ว่าตอนนี้จะรู้สึกยังไงก็คงต้องเก็บมันไว้แสดงอะไรออกมาไม่ได้ แล้วถ้าจะแสดงผมต้องแสดงมันออกมายังไงผมถึงจะหายจากสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ เรื่องบ้าอะไรวะเนี้ยไอ้ธาม

“เป็นอะไรหรือเปล่าพี่สีหน้าไม่ดีเลย” มันจะเสือกเรื่องผมอีกนานไหมเนี้ย

“ไม่มีอะไร” ผมเดินออกมาด้านนอกที่ตอนนี้เสียงเพลงดังกระหึ่มเพราะตอนมันเป็นเวลาที่ร้านเปิด

“เรื่องลูกค้าประจำพี่หรือเปล่า” ผมหันไปมองหน้าคนข้างๆ ทันทีมันรู้ได้ยังไงวะผมยังไม่ได้เล่าอะไรออกไปซักคำ

“บอกว่าไม่ได้นอน พี่แค่ง่วง”

“ผมรู้ว่าพี่รู้สึกยังไง คนเคยมาหาทุกวันอยู่ๆ ก็หายไปแบบนี้พี่ก็ต้องรอเป็นธรรมดา” รองั้นหรอ

“ไม่จริง ก็แค่ลูกค้าไม่เห็นจะต่างจากคนอื่นๆ ตรงไหน”

“ไม่ต่างหรอพี่ ถ้าพี่คิดแบบนั้นได้ผมนับถือเลยเจอกันทุกคืน เอ่อ..ผมหมายถึงเขามาหาพี่ทุกวันถ้าเป็นผมนะคงรู้สึกแปลกๆ” ทำไมมันต้องมาพูดเรื่องนี้กับผมด้วยนะไอ้เด็กบ้านี่

“ทำไมต้องรู้สึกแปลกในเมื่อเขาก็เป็นแค่ลูกค้า อาชีพอย่างเรามีสิทธิ์รู้สึกอะไรแบบนั้นด้วยหรือไง” ผมพูดเสียงนิ่งโดยที่ตาก็ยังจ้องอยู่แต่ที่ประตูทางเข้า ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงทำแบบนั้น

“ถึงเราจะทำงานแบบนี้แต่เราก็เป็นคนนะพี่ เรื่องความรู้สึกมันก็เป็นสิทธิ์ของเราใครจะมาห้ามได้” จิ๊ เหมือนกำลังโดนเด็กสั่งสอน

“แต่พี่ไม่ได้รู้สึกไง” เมื่อไหร่มันจะไปซักทีใครก็ได้มาซื้อมันไปทีผมเริ่มรำคาญแล้วนะเนี้ย

“ทำไมเอาแต่มองไปทางนั้นล่ะพี่ผมรู้สึกเหมือนพี่กำลังรออยู่เลยล่ะ” จิ๊ ไอ้เด็กเปรต

“อย่าคิดไปเอง พี่มองเพราะเดี๋ยวมีลูกค้ามาไม่อยากโดนมาดามว่าเข้าใจไหม” วุ่นวาย

“พี่รู้ตัวไหมว่าตัวเองกำลังอารมณ์ไม่ดี” เพราะมึงไง

“เพราะใคร” คืนนี้ผมดักตีแม่งดีไหมไอ้เด็กปากมากเนี้ย ไม่รู้อะไรจริงซักอย่างแต่พูดไม่หยุด

“เพราะผมก็ได้ถ้ามันทำให้พี่สบายใจ” ไอ้เวรว่ากูจะแบ่งตังค์ให้อีกนะ

“เปรม!”

“พี่นนท์อย่าเสียงดังสิครับ” คลองเปรมเด็กช่างสอดหันมองซ้ายมองขวาหลายครั้งจนผมเองอดไม่ได้ที่จะทำตามมันบ้าง ไม่อยากเชื่อว่าตอนนี้ตัวเองโคตรจะเด่นทั้งลูกค้าและพนักงานมองผมสองคนเหมือนกำลังสงสัย

“ขอโทษครับ” ผมพูดพร้อมกับก้มหัวให้ เมื่อกี้ผมคงจะพูดเสียงดังเกินไปหน่อยแล้วใครบอกให้ไอ้เด็กบ้านี่มันมารู้เยอะกว่าตัวผมกันล่ะ

“อะไรกันสองคน แล้วนนท์วันนี้เป็นอะไรหน้าตาไม่สดใสเลย” ว่าแล้วต้องมา ยังไม่ทันที่เราจะได้แยกย้ายเจ้าแม่ของที่นี่ก็เข้ามาหาพวกผมก่อนซะแล้ว

“ผมแค่อดนอนครับมาดาม” ผมบอก เพราะไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาอ้าง

“หือ.. เมื่อวานพี่ให้เรากลับก่อนคนอื่นเลยนะทำไมถึงนอนไม่พอล่ะ” อ้าว..ไม่ได้คิดไว้ก่อนด้วย

“มันผิดเวลาครับพยายามจะหลับเลยกลายเป็นไม่หลับไปเลยซะงั้น” งงไหม แต่ก็ตามนั้นเลยทุกอย่างครับ

“มีแบบนี้ด้วยหรอ แล้วไหวหรือเปล่า” ไม่เลยผมอยากกลับไปนอนแล้ว ไปได้ไหม

“ไหวครับ” ยิ้มบางมากๆ กลับไปให้ประมาณว่าผมโอเคมั้งครับมาดาม

“ไม่ไหวก็ไปพักได้นะ ถ้าหน้าเราไม่รับแขกขนาดนี้ใครจะกล้าเรียกใช้บริการจริงไหม” ช่างหัวพวกมันสิ

“ขอบคุณครับมาดามแต่ผมไม่เป็นไร” ไอ้อยากพักมันก็อยากอยู่หรอกครับแต่ผมก็ไม่ลืมว่าตัวเองเข้ามาทำอะไรที่นี่ ยังไงผมก็ต้องคอยเฝ้าดูเผื่อว่าจะเจอเรื่องอะไรที่มันผิดปกติบ้าง


เฮ้อ..ทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับผม ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ผมไม่เคยว่างเหมือนวันนี้เลยสงสัยจะถึงขาลงของผมแล้วแน่ๆ คลองเปรมเองก็ถูกเรียกไปตั้งแต่หัวค่ำคนอื่นๆ ก็ตามๆ กันไป ตอนนี้เลยกลายเป็นผมที่ว่างอยู่คนเดียว

“น่าเสียดายวันนี้ขาประจำพี่ไม่มา” ผมหันไปมองที่เพรียวพูด ไม่ยักรู้ว่าเรื่องของผมจะน่าสนใจมากขนาดนี้ มันพูดแบบนี้เพราะมันต้องการอะไรหรือว่าปากมันว่างวะ

“เสียดายอะไร”

“อย่าโมโหสิพี่ผมหมายถึงเขาอาจจะมีธุระเลยไม่ได้มาไง” โมโหอะไรกูปกติดีทุกอย่างมองยังไงว่ากูโมโหฮะ

“มาไม่มาพี่ก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วยังไงก็แค่ลูกค้า” ผมว่าก่อนจะหันกลับมา

“เหมือนพี่จะไม่รู้ตัว” รู้ตัวอะไรของมันอีกล่ะ เดี๋ยวนี้แม่งเขาฮิตพูดอะไรครึ่งๆ กลางๆ กันหรือไง แล้วเมื่อกี้ที่มันว่าผมโมโหอีกผมป่าวโมโหเลยครับ ปกติสุดๆ แล้วนาทีนี้

“พูดมาให้เคลียร์หน่อยเพรียว” บอกแล้วไงว่าปกติ

“ถามจริงนะพี่ พี่รอลูกค้าคนนั้นอยู่ใช่ไหม” ผมจ้องหน้าเพรียวนิ่งๆ

“ไม่ใช่”

“หึๆ ผมนั่งสังเกตพี่มานานแล้วนะไม่ใช่ว่าไม่มีคนเรียกพี่หรอกแต่มันเป็นเพราะพี่ไม่เอาใครเองต่างหาก ผมเห็นเวลาที่ลูกค้าส่งสายตามาให้พี่ก็หันหน้าหนีแล้วก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์ตลอด แสดงออกขนาดนี้ใครเห็นก็ต้องคิดเหมือนผม” มึงว่างมากหรือไงสังเกตกูทำไม

“ไม่จริง”

“ผมถามอะไรหน่อยนะพี่ พี่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนรึเปล่าก่อนที่จะเข้ามาที่นี่” เสือก

“ไม่เคย”

“อย่าว่าผมสอนเลยนะ ลูกค้าคนนี้เขาอาจจะมาหาพี่บ่อยช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ของชั้นเราถือว่านานและบ่อยมากและผมมั่นใจว่าเขาเองก็คงดีกับพี่” ก่อนจะเข้าทำงานที่นี่พวกมึงต้องเข้าหลักสูตรพูดอ้อมค้อมกันมาหรือไงวะ ตรงๆ เลยได้ไหม

“จะพูดอะไรก็พูดมาตรงๆ เลยเถอะ” กูรำคาญ

“ที่ผมจะบอกคือถึงเขาจะดีก็ใช่ว่าเขาจะมาจริงจังกับคนที่ทำงานอย่างเรานะพี่” จุกเลยผม คนที่ทำงานอย่างเรางั้นหรอลืมคิดไปเลยว่าอาชากับผมรู้จักกันในฐานะอะไร

“พี่รู้”

“ยังไงเขาก็แค่คนที่รักสนุกชอบเที่ยวมันจะมีหรอคนที่จะมาจริงจังด้วย แม้แต่ชื่อที่เขาบอกเรายังไม่รู้เลยว่าจริงหรือว่าไม่จริงเขามาหาเราแค่ไม่กี่ชั่วโมงได้สิ่งที่ตัวเองต้องการก็ไป เขารู้ทุกอย่างว่าเราทำอะไรแต่เรากลับรู้จักเขาแค่ช่วงเวลาที่เขาเข้ามาเพื่อปลดปล่อยเท่านั้น” อันนี้ก็จริง

“หึ” เพรียวมีดีกว่าหน้าตาจริงๆ

“ผมไม่ได้อยากพูดให้พี่ไม่สบายใจ แต่เพราะผมเจอเรื่องแบบนี้มาเยอะผมไม่อยากให้พี่ต้องมานั่งเสียใจหายากนะพี่คนที่เขาจะจริงจังกับเราอะ” จริงสินะ

“ก็จริง” เรียกว่ายากที่จะหาคำไหนมาค้านได้เลย

“อย่ารอเลยนะพี่ อย่าเอาตัวเองไปผูกมัดกับใครทั้งนั้นคนจริงใจหายากพอๆ กับน้ำตาลทรายที่ตกลงไปบนกองทรายนั่นแหละมองยังไงก็เหมือนกันแยกยาก โดยเฉพาะอาชีพที่เราเลือกทำอยู่ตอนนี้น้อยคนที่เขาจะเข้าใจ” เข้าใจเปรียบเทียบนะ

“เอาจริงๆ คือพี่ไม่ได้นอนพี่เลยดูมึนๆ งงๆ”

“ถ้าเพราะเหตุผลนั้นผมก็โล่งใจ”

“งั้นพี่ไปล้างหน้าหน่อยดีกว่า” เพราะแบบนี้หรือเปล่าคนที่ทำอาชีพนี้ถึงได้หาคนจริงใจด้วยยากเพราะทุกสายตาที่มองเข้ามามันมีแต่ติดลบ เรียกว่าถ้าก้าวเข้ามาแล้วไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไรเส้นทางในชีวิตก็จะถูกเปลี่ยนไปทันที คนที่มองเขาก็แค่มองเขาไม่มานั่งฟังอยู่หรอกว่าเราทำไปเพราะอะไร

ผมบอกก่อนลุกออกจากเก้าอี้แล้วเดินหลบมาด้านหลังเพื่อเข้าไปล้างหน้าอย่างที่บอกน้ำเย็นๆ อาจจะช่วยบรรเทาอาการที่หาสาเหตุไม่ได้ของผมตอนนี้ ผมว่าตัวเองกำลังสับสนแต่มันเพราะอะไรล่ะคำพูดของเพรียวทุกคำวนกลับไปกลับมาในหัวผมไม่หยุด ไม่ใช่แค่หนึ่งแต่มีถึงสองที่พูดถึงอาการของผมวันนี้แถมยังเป็นเรื่องเดียวกันอีกซะด้วย คือสาเหตุมันมาจากอาชาแล้วมันใช่จริงๆ หรือป่าวะ


“เฮ้อ..” แล้วถ้ามันจริงขึ้นมาล่ะหมายถึงความซวยกำลังจะมาเยือนผมน่ะสิ ทำไมผมต้องมามีความรู้สึกแบบนี้ขณะปฏิบัติหน้าที่ด้วยวะโคตรไม่เป็นมืออาชีพเลยผมมันไอ้อ่อนชัดๆ ตอนแรกก็แปลกใจอยู่ว่าทำไมวันนี้ตัวเองร้อนรนแปลกๆ ไหนจะอาการวูบวาบในท้องเหมือนอึดอัดหายใจไม่เต็มอิ่มแบบไม่มีสาเหตุตั้งแต่ตอนที่ร้านเปิดแล้ว

แต่หลังจากที่ฟังเพรียวมันพูดเอามาผสมรวมกับของคลองเปรมด้วย สายตาผมไม่เคยห่างจากทางเข้าร้านเลยในใจยังแอบหวังว่าดึกๆ มันจะเข้ามาเพราะมันอาจจะมีธุระ แต่ก็ไม่เลยนี่ก็เกือบจะตีสองแล้วยังไม่เห็นมีวี่แววอะไร คงจะเป็นอย่างที่เพรียวพูดคนดีๆ ที่ไหนจะมาจริงจังกับคนที่ทำอาชีพแบบนี้แม้แต่คำว่าเพื่อนก็ยังยากเลย ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว

และที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้มันอาจจะแค่ความเคยชินก็คนเคยนั่งคุยกันทุกคืนไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่นี่มันสองอาทิตย์ คนเราเจอกันตั้งสิบกว่าวันอยู่ๆ ก็หายไปมันก็ต้องมีความรู้สึกกันบ้างไหมล่ะ ส่วนอาการแปลกๆ ของร่างกายมันอาจจะเป็นเพราะผมอดนอนมั้งครับ พยายามบอกตัวเองว่าแค่เคยชินแต่ในใจก็ยังว้าวุ่นไม่เลิก โว๊ย..มันใช่ไหมเนี้ยงงไปหมดแล้วตกลงผมรู้สึกแบบไหนกันแน่วะเนี้ย

“ตายแล้วนานๆ ทีจะได้เจอน้องนนท์ว่างทั้งคืนแบบนี้ ไหนขอมองให้เป็นบุญตาหน่อย” ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากห้องน้ำ หมาก็เห่าจนผมแทบจะยั้งตีนไว้ไม่ทัน

“มองไว้นานๆ ก็ดีนะ” มันชื่อเหี้ยอะไรผมก็จำไม่ได้หรอกครับ แต่ที่รู้ๆ คือมันไม่ชอบขี้หน้าผม เหตุผลก็เพราะมันอยู่ที่นี่มานานกว่าแต่ช่วงที่ผมเข้ามาผมกลับได้ลูกค้าเยอะกว่ามันไง

“ปากดีนะมึง” มันไม่ใช่ชายแท้ด้วยครับ

“ผมไม่ได้มีดีแต่ปากอยากจะลองหรือเปล่าล่ะ” ผมว่าก่อนก้าวเข้าไปหามันทันที

“อะไรของมึงถอยออกไป” ปากดีนักแล้วมึงจะถอยหนีกูเพื่อ

“มองสิมึงอยากมองกูไม่ใช่หรือไง” มันถอยหนีจนหลังชนกับผนังห้องน้ำผมใช้แขนข้างหนึ่งเท้ากับผนังด้านหลังก่อนจะจ้องที่หน้ามันไม่วางตา

“มะ มึงทำบ้าอะไร” ดีแต่ปากน่าจะเป็นมึงมากกว่าไม่ใช่กู

“อย่ามายุ่งกับกูอีกไม่งั้นกูเอามึงร้องไม่ออกแน่” ผมกดเสียงต่ำก่อนจะขยับหน้าเข้าไปบอกมันใกล้ๆ ให้มันได้ยินชัดๆ

“นะ นนท์” หึ

“กูไม่พูดซ้ำจำไว้” ผมพูดทิ้งท้ายก่อนเดินหัวเสียออกจากห้องน้ำปล่อยให้มันงงอยู่นั่นแหละ เห็นหน้าผมเป็นแบบนี้แต่เวลาผมไม่พอใจอะไรผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ถ้ายังปล่อยให้มันเห่าไม่เลิกมีหวังเป็นเรื่อง ผมรู้ครับรู้มาตลอดว่าตัวเองเป็นคนยังไงอารมณ์ร้อนแค่ไหนแล้วรู้ด้วยว่าตัวเองไม่เหมาะกับอาชีพนี้ แต่แล้วมันยังไงในเมื่อเราทุกคนก็เป็นแค่มนุษย์



“พี่ธามลุงให้ขึ้นมาตาม” วันนี้เราต้องเข้าไปรายงานเหตุการณ์ที่มีคนบุกเข้ามาที่กองสืบครับ เมื่อคืนหลังจากกลับมาถึงบ้านจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้นอน อาการนอนไม่หลับของผมกลับมาอีกแล้วใช่ไหมผมไม่อยากกลับไปใช้ยาเลยจริงๆ ถ้ามันไม่จำเป็น

เมื่อก่อนช่วงที่จบใหม่ๆ ผมก็เคยเป็นครับหมอบอกว่ามันเป็นเพราะผมเก็บทุกอย่างมาคิดมากเกินไป ทางออกที่ดีคือแบ่งเวลาไปหากิจกรรมทำให้เหงื่อออกจะได้ผ่อนคลายหรือหยุดคิดบ้างถ้าทำได้ แต่ผมทำไม่ได้ไงครับงานคาตักอยู่แบบนี้ไม่คิดเลยก็แปลกแล้ว

“เค” ผมว่าก่อนคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับเสื้อยืดอีกที

“เป็นอะไรหรือเปล่าพี่หน้าโทรมมาก” มาอีกคนแล้ว หน้าผมมันเด่นชัดขนาดนั้นเลยหรอวะ

“นอนไม่ค่อยหลับ” ผมตอบเมย์ไปแค่นั้น

“กว่าจะเสด็จกูนึกว่าตายห่าไปแล้ว” พอลงมาถึงก็ถูกกัดเลยครับลุงชาติก็ยังคงเป็นลุงชาติ หมาในปากไม่เคยหายไปไหนมีแต่ออกลูกออกหลานเพิ่มจำนวนมากขึ้น

“ไม่กัดจะตายหรือไง” ผมเองก็ไม่ยอม

“ไม่รู้เพราะกูกัดมาตลอดตั้งแต่แรก”

“ไปกันดีกว่าค่ะ” เมย์ห้ามทัพทันทีที่สงครามจะเพิ่มความรุนแรงไปมากกว่านี้

เราทั้งสามคนเดินไปขึ้นรถโดยมีเมย์เป็นคนขับ แปลกที่ผมไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อยถ้านับเวลาแล้วผมยังไม่ได้นอนเลยเกือบสองวัน หรือผมต้องไปพบแพทย์อาการนอนไม่หลับอย่าคิดว่ามันไม่ร้ายแรงนะครับ ถ้าเราปล่อยไว้มันจะเรื้อรังส่งผลต่อร่างกายเราทุกด้านเลย


“เดี๋ยวรายงานทุกอย่างแล้วกลับก่อนได้เลยกูมีคุยงานต่อ” ลุงชาติหันมาบอกผมกับเมย์ขณะที่เรากำลังรอขึ้นลิฟต์

“ครับ/ค่ะ” เฮ้อ..ผมรู้สึกไม่ดีเลยครับที่ต้องเข้าพบผู้บังคับบัญชาวันนี้นอกจากงานไม่เดินแล้วยังมีปัญหาอีกไม่รู้จะทำหน้ายังไง เรียกว่าอับอายก็ได้ง่ายดี

“ธาม!!” ผมหันหลังกลับไปมองตามเสียงที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาททันที ผมไม่มีคนรู้จักอยู่ที่นี่นะ

“พี่พล!” ไม่ใช่แค่มันแล้วมั้งที่ตกใจผมเองก็เช่นกัน คนที่ถูกส่งไปประจำการที่ใต้ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ

“อีกสิบนาทีรีบตามมา” ลุงชาติว่าก่อนเดินออกไปพร้อมกับเมย์ เหลือแต่ผมที่ยืนรอคนที่ตะโกนเรียกเมื่อกี้เดินมาหา

“หวัดดีพี่ทำไมมาโผล่ที่นี่ได้” ผมยกมือทักทาย พี่พลเป็นนักเรียนรุ่นพี่ผมครับค่อนข้างสนิทเลยล่ะถึงไม่ค่อยได้เจอแต่ก็ตามข่าวกันอยู่ตลอดครับ

“อะไรกันพี่ต้องเป็นคนถามหรือเปล่า ไหนว่าได้ไปประจำที่สุพรรณไงนี่ถ้าไม่เจอว่าจะไปหาก่อนกลับลงใต้นะเนี้ย” ช่างลงทุน

“ผมมีธุระที่นี่มาสองสามวัน” ผมต้องไม่มีตัวตนอยู่ที่นี่ครับงานที่ผมทำมันเป็นความลับ

“จริงดิ ดีนะเนี้ยมาเจอที่นี่ก่อน”

“พี่เองก็มาราชการหรอ”

“ใช่ แล้ว” เชี้ย!!

“พี่พลเดี๋ยวผมต้องไปก่อนนะเดี๋ยวโดนด่ายังไงไว้เจอกันนะพี่” ผมว่าส่งๆ ไปก่อนจะหันหลังเดินออกมาทันที เพราะนี่มันเกือบสิบนาทีแล้วให้ผู้ใหญ่รอมันไม่ดีครับ

“ยังใช้เบอร์เดิมป่าวธาม!” ยังจะอุตส่าห์ตะโกนตามหลังมาอีกเนาะ

“ใช่ๆ” ผมหันกลับไปตอบ


เกือบไม่ทันแล้วถ้าคุยเพลินกว่านี้อีกหน่อยนะรับรองไม่ทันแน่ แค่นี้ลุงก็มองผมตาเขียวแล้วแค่เกือบไม่ทันแต่มันก็ทันนี่ครับ  ห้องที่เราใช้ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมาก ลุงชาติจัดการรายงานทุกอย่างรวมถึงข้อมูลอันน้อยนิดที่เราได้เพิ่มมาแล้วก็ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย ผมกับเมย์ทำได้แค่ยืนก้มหน้าครับอับอายจนแทบจะซุกหน้าหนี

“ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไรความปลอดภัยของเราสำคัญกว่านะ” หึ อายมากกว่าเดิมนอกจากจะไม่บ่นเรื่องงานไม่เดินแล้วยังห่วงเรื่องความปลอดภัยของพวกผมอีก

“ครับท่าน” ลุงชาติตอบแทน

“ยังไงผมจะหาอีกทีมมาช่วย คงต้องเอาจริงเอาจังซักทีถ้าปล่อยไว้ให้นานกว่านี้เราคงทำอะไรไม่ได้อีก” ผมอยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่าตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วเหมือนกันครับแต่เพราะยังเกรงใจดาวบนบ่าไง ทำไมไม่จัดการตั้งแต่ตอนที่พวกมันยังไม่แข็งแกร่งมากขนาดนี้มาทำเอาตอนนี้มันก็ยากสิไม่รู้ไม่เห็นไม่มีข้อมูลอะไรเลยสักอย่าง ขั้นแรกหาคนของมันที่นี่ให้ได้ก่อนดีกว่าไหมจับคนในก่อนดีกว่าไหม หึ้ย..ผมว่าตัวเองต้องไปหาหมอแล้วล่ะครับเหมือนกำลังจะบ้ายังไงไม่รู้


หลังจากจบเรื่องผมสองคนก็ออกมาก่อนเหมือนอย่างที่ลุงเคยบอกเอาไว้ในตอนแรก ทุกคนที่นี่เข้าใจว่าที่พวกผมมาเพราะงานที่สุพรรณมีปัญหาเลยถูกเรียกมาตักเตือนที่ทำงานบกพร่องซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าว พอออกมาจากห้องก็มีแต่คนมาพูดว่างานทุกอย่างก็ต้องมีปัญหาไม่ต้องคิดมาก เราทำได้แค่เออออไปครับ

“หมวดเราไปหากาแฟดื่มกันไหม” เมย์ดูตาพี่ด้วยถ้ากินกาแฟไปตอนนี้คงไม่ต้องนอนแล้วมั้ง แค่นี้ก็นอนไม่อยากจะหลับแล้ว

“แต่พี่อยากนอน”

“งั้นนมอุ่นๆ ดีไหมหมวด”

“นุ่มอุ่นๆ ตอนเที่ยงแบบนี้หรอเมย์” ผมต้องส่ายหัวให้กับความคิดของเด็กตรงหน้านี่อีกกี่ครั้งถึงจะเพียงพอวะ

“ได้หมดถ้าเราจะกิน” แต่กูไม่ได้อยากกินไงครับ

“แต่พี่ว่า”

“นะ ร้านนี้เมย์แนะนำเลยเด็ดสุดในย่านนี้แล้วเมย์กินตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานที่นี่เลยไม่ผิดหวัง บรรยากาศก็ดีหลบแดดไง นะๆ” อ่อ เกือบลืมไปเลยเมย์เป็นเจ้าถิ่นนี่หว่าก่อนที่จะเข้าทีมก็ทำงานที่นี่ ไม่รู้เขาจ่ายค่าโฆษณามากี่บาทพรีเซ้นต์เหมือนเป็นของตัวเองเลย

“เออๆ รีบกินรีบกลับ” ถึงผมจะนอนไม่หลับแต่ร่างกายผมมันก็ต้องการพักผ่อนนะครับ

“เดี๋ยวพี่จะร้องให้เมย์พามาอีก” ใช่หรอเมย์

“ไกลไหม” ผมถาม

“นั่นๆ เห็นไหมเดินไม่ไกลเลย” ไม่ไกลจริงๆ นั่นแหละ ใกล้ขนาดนี้สงสัยเปิดไว้ขายให้เฉพาะคนในกองสืบโดยเฉพาะเลย อีกอย่างถ้าพาใครมาซ่อนที่นี่ก็คงไม่มีใครสนใจหรอกเนาะใกล้ตำรวจขนาดนี้ใครมันจะนึกถึงฮ่าๆ


ทั้งผมและเมย์เดินตรงเข้าไปที่ร้านกาแฟนั่นทันที ผมว่ากลับไปต้องหาวิธีให้ตัวเองนอนหลับให้ได้แล้วตอนแรกก็ปกติดีอยู่หรอกแต่พอได้เดินกลางแดดแบบนี้สิ เหมือนวิญญาณต้องการจะออกจากร่างอยู่ตลอดเวลาทำไมแดดมันร้อนมากขนาดนี้วะวันนี้

ครืด... ครืด...!! หื้ม...

“เมย์เข้าไปก่อนเลยเดี๋ยวพี่ตามไป” เป็นเบอร์จากคนสำคัญซะด้วย เครื่องนี้ถ้าไม่สนิทจริงๆ ไม่มีใครรู้หรอกครับ

“เอาอะไรเมย์จะได้สั่ง”

“สั่งให้ด้วย”

“จัดให้”


ว่าแต่นานมากแล้วนะที่เบอร์นี้ไม่เคยโทรเข้ามาคงไม่ได้มีเรื่องอะไรหรอกใช่ไหมถึงได้โทรหาผมแบบนี้

“ครับ”

(มากรุงเทพฯ ทำไมไม่บอกกันบ้าง) หึๆ

“รู้ได้ไงว่าธามมากรุงเทพฯ” งงไปสิ

(แล้วเมื่อกี้เราไปเจอใครมาล่ะ) หื้ม..ไม่อยากจะเชื่อไอ้พี่พลนี่เองไวกว่าสัญญาณโทรศัพท์ซะอีก

“ธามมาธุระสองสามวันเดี๋ยวก็กลับแล้ว” ขอโทษครับที่ต้องโกหกแต่งานก็คืองานเนาะพี่เนาะ

(ตอนนี้อยู่ที่ไหนว่างหรือเปล่า มากินข้าวด้วยหน่อยได้ไหมอยากเจอจะแย่) เป็นชุดเลย ผมอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้จริงๆ ครับ

“วันนี้ไม่ได้เลยครับเดี๋ยวมีงานต่อ” เอาจริงๆ ผมไม่พร้อมครับดูสภาพผมสิถ้าไปแบบนี้มีหวังถูกบ่น

(ทำไมล่ะ งานอะไรพี่ไปหาก็ได้นะหรือถ้ายุ่งพี่รอได้) เป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยสินะ

“ธามยังอยู่ที่นี่อีกวันสองวันเดี๋ยวเสร็จงานแล้วจะรีบบอกนะ” คงต้องไปเจอจริงๆ เลี่ยงไม่ได้แล้ว

(แล้วพักที่ไหนมาพักที่คอนโดพี่ไหม)

“ไม่เป็นไรครับมีเพื่อนที่มาด้วยกัน อีกอย่างทางนี้เขาก็จัดการให้แล้ว” แค่ให้ไปเจอผมยังคิดหนักแล้วเรื่องที่จะให้ไปพักล่ะไม่ยิ่งกว่าหรือไง

(อย่าโกหกนะพี่รออยู่)

“รับทราบครับ”

(ดีแล้วที่รับทราบ ฮ่าๆ)

“ค่อยคุยกันนะครับ”

(คุยด้วยน้อยจัง)

“ได้ข่าวว่านี่มันในเวลางานของพี่ไม่ใช่หรือไง”

(หึๆ โอเคพี่ยอมแล้ว)

“ครับ” บอกตามตรงว่าผมยิ้มไม่หุบเลยตั้งแต่เริ่มคุยจนถึงตอนที่วางสาย คนที่ผมคุยด้วยนอกจากจะเป็นรุ่นพี่แล้วยังคอยช่วยเหลือผมหลายอย่าง เรียกว่าถ้าไม่มีพี่เขาผมอาจจะเรียนไม่จบเพราะสมองผมมันทำงานไม่ค่อยจะไวเหมือนชาวบ้านเขาไงครับ ตั้งแต่แยกย้ายกันเพราะเหตุผลส่วนตัวเราก็แทบจะไม่ได้คุยกันอีกเลย ผมเองก็ไม่กล้าที่จะโทรไปรบกวนบวกกับงานของตัวเองก็เยอะด้วยแถมต้องไปประจำอยู่ต่างจังหวัดเราก็เลยห่างๆ กันไป

โลกมันสอนอะไรเราเยอะนะครับตั้งแต่เล็กจนโตผมบอกตัวเองตลอดว่าอย่าพยายามเอาตัวเองไปผูกติดกับอะไรนานๆ เด็ดขาด และไม่ต้องคิดต้องฝันว่าจะมีอะไรอยู่กับเราตลอดถึงผมกับพี่เขาจะสนิทกันอยู่ด้วยกันทุกวันช่วงนั้นแต่ถึงเวลาที่ต้องแยกมันก็คือแยก ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเองมีทางที่ต้องการจะเดิน แต่เหมือนกับคนนี้มันจะยากกว่าคนอื่นหน่อยผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมพี่เขาถึงดีกับผมมากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ผมเองก็ไม่เคยทำอะไรให้เขาเลยได้แต่รบกวนอย่างเดียวตอนที่เรียนนะ


“พี่!!” ผมเปิดประตูเข้าไปในร้านก่อนจะสอดส่ายสายตามองไปทั่วเพื่อหาคนที่พยายามลากผมมาที่นี่

“อ่อ” ผมเดินตรงเข้าไปนั่งเก้าอี้อีกฝั่ง ที่นี่เป็นที่หลบแดดได้อย่างที่เมย์บอกจริงๆ เพราะตอนนี้ข้างนอกร้อนมากครับ อีกอย่างมองจากด้านนอกเหมือนจะแคบแต่พอเข้ามาด้านในกลับดูโล่งกว้างไม่อึดอัดเหมือนอย่างที่คิด เพลงสากลที่เปิดคลอเบาๆ ทำให้บรรยากาศดีมากกว่าเดิมไม่น่ารำคาญ

“ลุงบอกว่ามีงานต่อ” เมย์เงยหน้าจากโทรศัพท์ขึ้นมาบอกผม

“เอารถไปปะ”

“ไม่เราต้องกลับไปเอา” เป็นแบบนี้ทุกทีรถก็ของตัวเองแต่ไม่ยอมเอาไปใช้ลุงนะลุง

“ไอซ์กรีนทีลาเต้สองได้แล้วครับ” หือ…

“อันนี้อร่อยนะพี่ลองชิม”

“แน่ใจ”

“ค่ะ”

“ขอบคุณครับ” ผมหันไปมองที่พนักงานชายหน้าตาโคตรฝรั่งตรงหน้าอีกครั้ง ไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาก็หันมามองผมเช่นกัน

“ยิ้มสวยจังนะครับ” ฮะ!! ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองยิ้มตอนไหน ไอ้ฝรั่งนี่มันไปเห็นผมยิ้มตอนไหนแล้วทำไมพูดไทยชัดกว่าผมขนาดนี้

“ฮ่าๆ ทีหลังไม่ไปไหนกับพี่แล้วไม่มีใครสนใจเมย์เลย” ซะงั้น

“ไปกันใหญ่แล้ว” ผมหันไปบอกคนฝั่งตรงข้าม ว่าแต่ไอ้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ โต๊ะตอนนี้ทำไมมันยังไม่ไปซักทีล่ะ

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” เมย์ทำดีมาก

“รับอย่างอื่นเพิ่มด้วยไหมครับ เค้กที่ร้านอร่อยนะ” คือต้องการจะขายของผมเข้าใจถูกมั้ย

“พี่หมวดเอาเค้กด้วยไหม” เพล้ง!!


sds


sds


.................................................


**สวัสดีปีใหม่ไทยจร้า**

To Be Continued……….

** ขอบคุณที่ติดตามกันนะ อย่าลืมเม้นมาให้กำลังใจกันได้เนาะ**

​ขออนุญาติเจ้าของภาพด้วยค่ะ


ความคิดเห็น