ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9 คนเก่า

ชื่อตอน : บทที่ 9 คนเก่า

คำค้น : omegaverse , yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 17 เม.ย. 2562 20:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 คนเก่า
แบบอักษร

บทที่ 9

คนเก่า

“พี่ไปก่อนนะตะวัน”

“โชคดีครับ“ผมโบกไม้โบกมือให้กับคนที่ต้องออกไปทำงานกับคุณพ่อตั้งแต่เช้า ไม่ลุกไปส่งหรอกนะครับ ผมขี้เกียจ

เฮ้อ จะว่าไปแป๊บ ๆ ก็ผ่านมาเดือนกว่าละตั้งแต่พี่ชัชท์กลับมา เวลาผ่านไปไวจังเลยนะครับ วันนี้คุณเรแกนกับคุณริชก็จะบินกลับอเมริกากันแล้ว ผมว่าจะไปส่งสักหน่อย ยังไงเราก็เป็นผู้ร่วมชะตากรรมเอวเคล็ดเหมือนกันทั้งที ยิ่งช่วงหลังมานี้ถึงเราจะได้เจอกันน้อยลงเพราะคุณเรแกนพาน้องชายเขาไปเที่ยว แต่เราก็คุยกันถูกคออยู่ ผมได้เคล็ดลับการบิดตัวให้สรีระดูสวยงามมาด้วย

นอนขี้เกียจอยู่สักพักผมก็ได้เวลาลุกขึ้นละครับ เฮ้อ ช่วงนี้สันหลังยาวมาก อยากนอนทั้งวันเลย สงสัยจะนอนดึกสะสมเพราะกลิ้งหลุน ๆ มากไปแน่ ๆ ผมพาสันหลังยาว ๆ นี่ไปทำกิจวัตรประจำวันก่อนจะขึ้นรถไปสนามบิน

“แล้วเจอกันใหม่นะ”ผมยื่นมือไปจับมือคุณริช “ถ้ามาเที่ยวไทยอีกต้องแวะมาหาผมด้วย”

“ทำไมฉันต้องแวะ”โอ๊ย ยังคงปากคอเราะร้ายเหมือนเดิม ผมทำหน้ายู่ใส่คนที่กำลังยิ้มขำ “ไม่มีเหตุผลล่ะสิ”

แน่ะ ยังไม่เลิก

“เราจะได้เจอกันอีกครั้งแน่นอน”คุณเรแกนเดินเข้ามาดึงมือของคุณริชไปกุมไว้ มีหวงด้วยอ่ะ นี่ ๆ ผมเป็นโอเมก้ามีเจ้าของแล้วนะ เอาเขาไปไม่ได้หรอกก “ในวันแต่งงานของคุณ”

“อย่าลืมมานะครับ”พูดทีผมนี่สะอึก พี่น้องคู่นี้มันยังไงกันนะ งานแต่งของผมงั้นเหรอ... ยังไม่มีกำหนดเลยด้วยซ้ำว่าจะจัดจริงๆ ไหม จุดนี้มีแค่คำพูดของพี่ชัชท์ที่บอกจะแต่งปีนี้ “ผมจะรอนะ”

ผมยิ้มให้กับทั้งคู่ ได้มิตรเพิ่มเป็นเรื่องดีใช่ไหมล่ะครับ

“นี่”คุณริชสลัดตัวออกจากคุณเรแกนก้าวมาหาผม “แล้วเจอกัน”

ความรู้สึกแผ่วเบาที่ริมฝีปากชวนให้ขนอ่อนลุกชัน เฮ้ย ๆ คราวนี้ผมไม่ได้ทำอะไรนะ คุณริชจุ๊บผมเอง จะลงโทษผมไม่ได้! ห้ามใครไปฟ้องพี่ชัชท์ด้วย

แต่... นุ่มจังเลยน้า

ผมเดินตัวลอย ๆ กลับไปขึ้นรถ การมาส่งเพื่อนใหม่กลับประเทศนี่ ได้กำไรจริง ๆ เลยน้า

“เดี๋ยวแวะห้างหน่อยนะครับ”ผมบอกคนรถประจำตัวที่ทางบ้านจัดเตรียมไว้ให้ผม ใช้ชีวิตเยี่ยงคุณชายต่างจากชาติก่อนราวฟ้ากับก้นเหวลึกจริง ๆ นะ พนักงานกินเงินเดือนแค่จะซื้อรถสักคันหรือกินอาหารดี ๆ สักมื้อยังต้องคิดวนไปวนมาหลายตลบก่อนตัดสินใจ ตอนนี้แค่มองก็มีคนเอาให้แล้ว

มันคืออำนาจของเงินตรา...  

ผมเดินทอดน่องในห้างใหญ่ไม่ไกลจากสนามบินนัก ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะมาซื้ออะไรหรอกครับแค่ไม่อยากอุดอู้อยู่ที่บ้าน มีโอกาสเราต้องรีบคว้าไว้

ผมหยุดดูรอบหนังที่เข้าฉายด้วยความสนใจ ตั้งแต่มาเกิดในร่างโอเมก้านี่ผมยังไม่เคยเข้าโรงหนังเลยสักครั้ง ออกไปทีก็มีแต่ไปซื้อของช็อปปิ้งกับคุณน้าวษา ไม่ก็ออกมากินอาหารกับแขกของบริษัท ได้แต่ดูหนังโรงในจอแก้วที่บ้านคนเดียว แต่ถ้าจะดูวันนี้ผมก็ต้องดูคนเดียวเหมือนเดิม เฮ้อ ว่าไปแล้วก็เหงาเหมือนกันนะครับเนี่ย

“ตะวัน?”หืม ใครเรียกชื่อผม “ใช่ตะวันไหม”

ผมหันหลังไปมองคนที่เรียกผม ใบหน้าคุ้น ๆ ที่เหมือนจะไม่ได้เห็นมาแปดปีของคนสองคนกระแทกเข้ามาในสายตาผม... ครอบครัวของเจ้าของร่างนี้นั่นล่ะ ครอบครัวที่ขายผมให้ศิริภัทรกิจ

“พี่ซัน? พี่เดือน?”ใช่ไหมนะ ผมกับพวกเขาหน้าก็มีส่วนคล้ายกันละครับ แต่ตั้งแปดปีแล้วเนอะที่ไม่ได้เห็นหน้า ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่เห็นตอนนี้... ก็ดูจะเปลี่ยนไปไม่น้อยล่ะนะ

“ได้ดีแล้วก็ลืมพี่น้องเลยนะ”ผมกระตุกยิ้มขึ้นเล็ก ๆ แล้วทีตอนขายผมออกมาก็ไม่เห็นมีใครนึกถึงผมเลยเหมือนกันนี่ ไม่เคยตามหา ไม่เคยถามถึง ไม่เคยแอบโทรมาถามความเป็นอยู่ด้วยซ้ำ

“ถ้าผมลืม ผมจะเรียกชื่อพวกพี่ถูกเหรอครับ”ถามจริงไม่ได้กวนประสาท ก็จริงไหมล่ะ ถ้าผมลืมจริง ๆ ชื่อก็คงไม่มีในหัวหรอก น่ะ มาทำกลอกตาใส่ผมอีก “แล้วเป็นยังไงกันบ้างล่ะครับ”

อันที่จริงผมก็ไม่อยากถามนักหรอก ดูจากสภาพการแต่งตัวของพี่สาวที่ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นสีสดแสบไส้ ตามตัวมีการสักและเจาะหูหลายรู จะบอกว่ามาแนวสตรีทก็ดูจะไม่ใช่ ฮิปฮอปก็ยิ่งแล้วใหญ่เลยเสื้อพี่สาวผมนี่รัดติ้วแถมสั้นทั้งเสื้อทั้งกางเกงอีก ส่วนพี่ชายก็ดูปอน ๆ ตุ่น ๆหน่อย ไม่มีความแพงเลยสักนิด อืม ไม่มีเลยจริง ๆ

“เหอะ คิดว่ายังไงล่ะ”พี่เดือนกลอกตามองบน ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสดใสเบ้ออกอย่างไมพอใจนัก อา... ผมเห็นรอยแป้งที่ค่อนข้างหนาซะด้วย อย่าขยับมากนะเดี๋ยวแป้งแตก “พ่อกับแม่เพิ่งจะหยุดปั๊มน้องเมื่อห้าปีก่อน ที่บ้านตอนนี้มีสิบคนละ”

ผมกะพริบตาปริบ ๆ กับสิ่งที่ได้ยิน สิบคน? บวกผมไปก็สิบเอ็ด เท่ากับว่าสามีภรรยาคู่นั้นมีลูกกันเก้าคน ยุคนี้ยังมีคนมีลูกเยอะขนาดนี้อีกเหรอเนี่ย บ้าบอ

“เงินที่ขายมึงไปหมดตั้งแต่ปีแรกแล้ว ไม่ต้องมาทำหน้างงเลย”พี่ซันหันมาขึ้นเสียงใส่ผม เอ้า นี่ผมทำอะไรผิดวะเนี่ย “เป็นโอเมก้าซะเปล่าทำเงินได้นิดเดียว ไร้ประโยชน์ที่สุด”

“สองล้านห้าพวกพี่ใช้หมดในปีเดียว?”นี่ช็อปของแบรนด์เนมกันทุกเดือนหรือไง ถึงละลายเงินล้านได้ในปีเดียวแบบนี้น่ะ สองล้านห้านี่อย่างน้อย ๆ ก็ซื้อทาวน์เฮ้าท์ได้หลังนึงแล้วเปิดร้านขายของเล็ก ๆ ต่อยอดเงินไปได้อีก เงินก็พอจะมีเก็บเหลือนิดหน่อยไว้เป็นทุนสำรอง แต่นี่คือใช้หมดเลย?

“พ่อเอาเงินไปโปะค่ารถแล้วพาพวกเราไปเที่ยวต่างประเทศกันหมดจนได้ฝาแฝดมานี่ไง”ผมจะเป็นลม นี่มันครอบครัวอะไรกันวะเนี่ยแทนที่จะหาทางต่อยอดให้เงินเพิ่มขึ้นก่อนค่อยใช้จ่ายตามใจ แต่นี่เอาเงินไปเที่ยวต่างประเทศทั้งที่คนก็เยอะเงินก็มีจำกัด คิดได้ไงกัน “พวกฉันก็ได้แต่ใช้ชีวิตต๊อกต๋อยเป็นพนักงานทั่วไป ใครจะไปโชคดีเหมือนแกที่ได้ไปอยู่บ้านคนรวยกันล่ะยะ”

“แทนที่จะส่งเงินมาช่วยพี่น้องบ้างกลับทำเฉยเห็นแก่ตัว”ผมชักจะสงสัยแล้วว่าพี่น้องผมนี่อ่านหนังสือออกกันบ้างไหม ในสัญญามันก็บอกอยู่ว่าไม่ให้ติดต่อกัน ถ้าผมติดต่อไปก็แหกสิครับโดนจับตามองอยู่ตลอดไม่ได้เป็นอิสระเหมือนพวกเขาสักหน่อย “ใช่สิ มึงสุขสบายแล้วนี่ ในกระเป๋ามีเงินเท่าไหร่ละ หมื่น? สองหมื่น?”

ผมถอนหายใจให้กับความคิดของคนเห็นแก่ตัว มันดูสบายที่ผมไม่ต้องดิ้นรน แต่ในแง่อื่น ๆ มันจะสบายจริงอย่างที่คิดมโนหรือไง ไร้สาระ แล้วใครเขาจะพกเงินสดหลักหมื่นมาเดินเล่นบ้าง ไม่ได้มาจ่ายหนี้นะ โง่หรือไม่มีสมองกันแน่วะ

“แล้วอะไรที่ทำให้คิดว่าผมอยู่อย่างสุขสบาย”ไหนบอกมาสิ ผมอยากจะรู้จริง ๆ “จำนวนเงินที่ครอบครัวที่ผมอยู่ด้วยมี? บ้านใหญ่ ๆ? มีรถขับ? มีอาหารกิน? หรือว่าอะไร”

ผมมองรอยยิ้มเย้ยหยันที่พวกเขาส่งมาให้ด้วยอารมณ์ที่นิ่งเฉย เขาคิดกันแต่ว่าผมมีคนเลี้ยงให้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ไม่ได้มองเลยว่าผมเป็นคนตัวเปล่าที่มีแค่ความรู้จากการเรียนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ถ้าผมไม่มีความรู้ของชาติก่อนติดตัวอยู่แล้วถูกทิ้งขึ้นมา ชีวิตผมมันจบมากเลยนะ มันจะไม่มีอะไรเลย เงินที่ใช้อยู่ก็ของพวกเขา จะใช้มากก็ไม่ได้คนเราต้องมีความเกรงใจ บ้านที่อยู่ รถที่ใช้ อาหารที่กินล้วนเป็นของพวกเขาหมด ถ้าเขาไม่ส่งให้ผมแล้ว ทางเดินในชีวิตของผมต่อจากนั้นนี่โคตรตัน พวกงานใช้แรงงานเขาก็ไม่จ้างโอเมก้ากัน ยิ่งโอเมก้าที่ค่อนไปทางปวกเปียกอย่างผมด้วยนี่ไม่ต้องคิดถึงมันเลย งานใช้สมองก็ต้องแข่งขันอีกเยอะ แน่นอนว่าผมมั่นหน้าว่าผมสู้เขาได้ด้วยสมองเบต้าชั้นหนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือ แต่สิ่งที่ผมขาดคือวุฒิการศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษาไง ที่นี่ที่ไหน ถ้าไม่มีใบพวกนั้นการันตีตัวเองไว้จะไปหางานดี ๆ ก็ยากป่ะ แล้วผมมีโอกาสได้เรียนไหม ก็ไม่ไง โอเมก้าอย่างผมรับความเสี่ยงในชีวิตมากกว่าคนที่เป็นเบต้านะเว้ย

“ถ้าตอบไม่ได้ก็กลับไปคิดมาว่าอะไรคือความสุขสบาย”ผมพูดด้วยเสียงที่เย็นชาและห่างเหิน “พวกพี่คิดดูให้ดี เงินล้านที่เคยอยู่ในมือแต่ไม่ต่อยอดแต่เอาไปใช้จ่ายหมด ใช้ชีวิตอย่าอิสระตามใจตัวเองแล้วมาบอกว่าผมเห็นแก่ตัว มันใช่เหรอ อย่าลืมนะ เงินนั่นสักบาทผมก็ไม่เคยได้จับด้วยซ้ำ”

เห็นผมตอบไปนิ่ม ๆ แบบนี้แต่จริง ๆ ผมกำลังโกรธมากเลยนะ จะบอกว่าเป็นเด็กเลยยังคิดไม่ได้มันก็ไม่ใช่ไหม ในทีวี ในโซเชียลก็มีให้เห็นถมไปที่เด็กสิบขวบออกมาสู้ชีวิต ขายโตเกียว ขายผลไม้ หาเงินช่วยเหลือครอบครัว แต่นี่ตั้งใจจะไถเงินจากผมชัด ๆ ไถแบบไร้รสนิยมด้วย คิดจะใช้ความเป็นพี่น้องมาให้ผมใจอ่อนยอมควักเงินในกระเป๋าตังค์หรือยกบัตรเครดิตให้สักใบล่ะสิ ไม่มีทาง!

“ตะวัน!”พี่ทั้งสองชี้หน้าผมมือสั่น เอามือลงไปเลยพี่ นิ้วจะแทงตาผมละ

“พวกพี่จะรักสบายก็อย่าเอาความไม่พอใจในชีวิตตัวเองมาลงที่ผม”พูดจบผมก็หมดอารมณ์จะต่อบทสนทนากับคนงี่เง่าแล้ว กลับบ้านดีกว่า เฮ้อ พลาดชะมัดที่อยากเดินเล่นคนเดียวแล้วให้พี่คนขับไปรอที่อื่น

เซ็ง

“ปากดีนักนะตะวัน”พี่ซันตะคอกผมอีกแล้ว ครั้งที่สองแล้วนะ แปดปีมานี้ไม่มีใครมาขึ้นเสียงต่อหน้าผมเลยด้วยซ้ำ! พี่ถือดีอะไรกัน “มึงใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองไม่เคยลำบาก มีสิทธิ์อะไรมาสอนกู”

ก็อยากจะตอบนะว่าสิทธิ์ของคนที่อายุวิญญาณสี่สิบกว่าแล้วแต่พูดไปก็เท่านั้น คนที่เอาตัวเองเป็นใหญ่แบบนี้ไม่ควรค่าแก้การเสวนาด้วย ยิ่งพูดคำหยาบให้แสลงหูอีก กากบาททิ้งไปซะคนแบบนี้ อยากพูดอะไรก็พูดไป ผมจะกลับแล้ว

“มึงจะไปไหน”ผมที่เดินผละไปได้ไม่กี่ก้าวถูกกระชากตัวกลับมา “ยังคุยกันไม่จบก็เดินหนี บ้านผัวมึงไม่สอนเรื่องมารยาทหรือไง”

“คนอย่างคุณไม่ควรเอาเรื่องมารยาทมาพูดกับผม”ไม่เรียกพี่แม่งแล้ว อยากให้ร้ายผมก็จะร้าย เริ่มจากการใช้สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยเป็นไง “เอามือของคุณออกไปจากตัวผมได้แล้ว”

ผมปัดมือที่จับบ่าผมไว้ออกแล้วจะเดินออกไปอีกครั้ง เขาก็ไม่ยอมให้ผมไปอีก ขี้ตื้อจริง ๆ

“เฮ้อ พวกคุณจะเอาอะไรจากผม”นี่ผมใกล้จะหมดความอดทนกับความงี่เง่าของพี่น้องทิ้งเดียวกันของร่างนี้แล้วนะ มาหาเรื่องคนอื่นในที่สาธารณะ คนก็เยอะ สายตาที่มองมาก็มากยังไม่รู้จักระงับอารมณ์อีก “ผมไม่มีอะไรจะจะให้พวกคุณหรอกนะ”

“มึงจะหนีไปไหน ไอ้น้องเวร”สมกับเป็นคนที่ได้รับการศึกษามาไม่พอสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมจริง ๆ พ่อกับแม่ถึงจะบ้าเซ็กซ์ แต่พวกเขาก็ยังมีสติพอที่จะอยู่ในสังคมได้ “แถวนี้ไม่มีคนคุ้มกะลาหัวมึงล่ะสิถึงจะหนีแบบนี้น่ะ ไอ้ขี้ขลาด”

“ผมไม่จำเป็นต้องให้ใครคุ้มกะลาหัว”ผมกวาดมองคนรอบ ๆ ที่มีการยกมือถือขึ้นมากันแล้ว ไม่ได้รูปก็ได้ไลฟ์ ไม่ได้ไฟล์ก็ได้คลิปล่ะครับงานนี้ “กฎหมายและกฎหมู่จะเป็นสิ่งที่คุ้มครองผมเอง”

และผมไม่ต้องมาวิ่งหาหลักฐานเอาผิดด้วย ในโซเชียลมาให้ผมไปดูดเอาแน่นอน

“พี่ซันดูมันพูดสิ”อยู่เฉย ๆ ไม่เป็นสินะคุณเดือนดับ อยากมีส่วนร่วมเลยจะเอาน้ำมันมาราดกองเพลิง แทนที่จะช่วยรั้งไม่ให้พี่ชายตัวเองทำเรื่องขายหน้า เลือดข้นจริง ๆ ให้ตายเถอะ “มันคงเหยียดที่พวกเราด้อยกว่ามันอยู่ในใจแน่ ๆ”

เชื่อมโยงเก่งง แหมม ทีอย่างนี้จีเนียสขึ้นมาเลยนะ เฮ้อ คนเก่า ๆ ในชีวิตของผมมันเป็นแบบนี้เองเหรอเนี่ย ตอนเด็ก ๆ ผมยังไม่คิดอะไรแต่ตอนนี้ผมชักจะห่วงอนาคตของชาติขึ้นมาแล้ว อืม... ผมจะยอมออกเงินให้ไปฝังยาคุมหรือทำหมันให้ก็ได้นะ ผมพอจะมีอั่งเปาที่แอบเก็บ ๆ เอาไว้อยู่

“มึงอย่าคิดว่ากูจะไม่กล้าตบมึงนะไอ้เหี้ย”อันนั้นน่ะผมไม่ได้นึก แต่ที่นึกอยู่คือคุณเมายาหรือเปล่า สนใจไปสน.ตรวจปัสสาวะดูสักหน่อยไหม “มองอะไร มองอะไรห๊ะ”

มือหยาบกระด้างนั้นกระชากตัวผมแล้วตบมาที่แก้ม มันโดนแบบเฉียด ๆ เพราะผมเอนหลังหลบทันอยู่ ตบมาต่อยกลับครับ เขาคงคิดว่าผมไม่มีทางสวนกลับไปเลยไม่ทันได้หลบรับไปเต็ม ๆ หน้าเลย ผมไม่ใช่เด็ก ๆ ที่จะยอมเขาเพื่อเอาตัวรอดไปวัน ๆ แล้วนะ

“วอนตีนนักนะมึง!!!”เหี้ย น้ำลาย!!!

เพราะการป้องกันตัวของผมทำให้เขาโมโหขึ้นจนผลักผมกระเด็นแล้วจะเข้ามาต่อยซ้ำ แต่ผมที่ถูกดึงไปดึงมาจนขาพันบวกกับแรงที่ผลักมาจนเซไปกระแทกกับเสานั้นอย่างแรงและล้มลงไปกองกับพื้นไปก่อนแล้ว

เจ็บ...

ผมกุมท้องตัวเองที่ปวดจี๊ดขึ้นมา มันปวดเหมือนมีอะไรมากดทับเอาไว้

“ตะวัน!!!”เสียงของพี่ชัชท์ดังขึ้นก่อนที่พี่เขาจะก้าวเข้ามาหาผม พี่เขามาได้ยังไงกันนะ “ตะวัน เป็นอะไรไหม”

“พี่...”จุดนี้ผมปวดท้องมากปวดจนน้ำตาจะไหลแล้ว ท่ามกลางความปวดนั้นมันมีความหวาดกลัวแฝงอยู่จาง ๆ และตอนนี้มันก็ค่อย ๆ เข้มข้นขึ้น “ผม...”

พี่ชัชท์เข้ามาโอบตัวผมไว้ในขณะที่คนที่มาด้วยกันกับพี่เขานั้นพุ่งเข้าไปชาร์จตัวคนที่ผมไม่อยากจะนับเป็นพี่ทั้งสองคนไว้ ผมก็อยากจะเงยหน้าไปใส่ใจอยู่หรอกนะแต่ตอนนี้ผมปวดท้องมาก เหมือนมีอะไรบีบรัดอยู่ภายในเป็นระยะ

“ตะวัน!!!”เสียงของพี่ชัชท์ร้องดังขึ้นอย่างหวั่นวิตกในขณะที่ผมรู้ถึงความอุ่นของสารน้ำที่กำลังไหลออกมาจากกายผม “ตะวัน ทำใจดี ๆ เอาไว้ก่อนนะครับ ตะวัน”

ไม่จริง... ไม่จริงใช่ไหม

ผมขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของคนที่เป็นสามีของผม ในใจของผมกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด และมันถูกตอกย้ำด้วยกลิ่นสนิมที่โชยขึ้นมา

“ฮึก”น้ำตาของผมเอ่อล้นและไหนทะลักออกมาอย่างไม่อาจห้าม

“ไม่เป็นไร ตะวัน ไม่เป็นไรนะ ตะวันจะต้องไม่เป็นอะไร”พี่ชัชท์พร่ำคำปลอบประโลมผมซ้ำไปซ้ำมาในขณะที่กำลังอุ้มผมวิ่งไปขึ้นรถเพื่อไปโรงพยาบาลที่วางใจและใกล้ที่สุด ในใจของพี่เขาคงร้อนรนจนลืมนึกถึงการเรียกรถพยาบาลมารับไปแล้ว

“พี่ครับ”ผมเอ่ยเรียกคนที่กำลังร้อนรนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก “ผมไม่เป็นอะไร แต่ลูกของเรา...”

เขาคงไปจากพวกเราแล้ว จากไปทั้งที่คนที่อุ้มท้องเขาอยู่อย่างผมยังไม่รู้เลยว่าเขามีตัวตนขึ้นมา

ลูกทิ้งพวกเราไปแล้ว

ผมเป็นโอเมก้าและเป็นเพศชาย ฮีทจะมาสามเดือนครั้ง และไม่มีประจำเดือนเหมือนผู้หญิง ถ้าไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกและไม่ลองตรวจครรภ์อยู่เนือง ๆ ก็จะไม่มีทางรู้เลยว่ามีอีกชีวิตนึงกำลังก่อร่างสร้างตัวอยู่ในท้อง เหมือนที่ผมไม่รู้ว่ามีเขา จนกระทั่งผมเสียเขาไป

“ตะวัน อย่าร้องไห้”เวลานี้พี่ชัชท์เข้มแข็งมาก เขากอดผมเอาไว้และคอยพูดกับผม “เรากำลังจะไปหาหมอกันแล้ว ตะวันทำใจให้สบาย ยังไม่ต้องคิดอะไรนะครับ”

ผมก็อยากจะทำแบบนั้น แต่แรงบีบรัดในช่องท้องมันยังย้ำเตือนผมอยู่ ย้ำว่าเพราะความถือดีและความประมาทเลินเล่อของผมทำให้ต้องสูญเสียอะไรไป

ตอนนี้ผมไม่มีใจจะไปคิดแค้นคนที่ผลักผมจนไปกระแทกกับเสาอย่างแรง ไม่มีความคิดจะไปโทษใคร ทุกอย่างมันเป็นเพราะผม เพราะตัวผมคนเดียว

“ไม่โทษตัวเองนะครับตะวัน”คำพูดปลอบโยนของพี่ชัชท์มันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับมาวนเวียนอยู่กับความคิดโทษตัวเองที่ใส่ใจร่างกายของตนมากพอ ผมไม่เอะใจสงสัยอะไรเลย ไม่คิดว่าทำไมผมนอนมากขึ้น ทำไมถึงกินมากขึ้น และไม่เคยสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของตัวเองในบางเรื่องเลย “ไม่ต้องกลัว พี่จะอยู่กับตะวันนะครับ”

“พี่สัญญาแล้วนะ”ผมยอมรับว่าตอนนี้ผมต้องการที่พึ่งพิงและพี่ชัชท์เป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ของผมที่ผมคาดหวังลึก ๆ ว่าจะเป็นหลักให้ผมยึดได้ในทุกเวลา “อย่าลืมนะครับ”

เพราะผมยังเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกคนหนึ่ง มีเลือดเนื้อ มีหัวใจที่กำลังเจ็บปวด ผมต้องการคำสัญญาจากคนที่เป็นครึ่งชีวิตของผมเพื่อลดทอนความรู้สึกที่อยู่ในใจลงสักนิด แค่นิดเดียวก็ยังดี ขอแค่คำสัญญาที่ให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ไม่ได้แบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง

“ครับ พี่สัญญา”ถ้อยคำที่เอ่ยกลับมานั้นทำให้ผมอบอุ่นใจ จิตใจของผมสงบลงจนนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างนึง... นี่ผมกำลังจะไปโรงพยาบาล แล้วถ้าเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าของผมออกกางเกงในแบบผูกที่ใส่อยู่ตอนนี้มันก็ต้องประจักษ์แก่สายตาของคุณพยาบาลแน่ “จะสุข จะทุกข์ พี่ก็จะอยู่ข้างตะวันไม่ไปไหนทั้งนั้น”

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร อาการบีบรัดปวดเกร็งมันก็กลับเข้ามาครอบงำความรู้สึกของผม เลือดยังคงออกอยู่และคราวนี้ผมรู้สึกว่ามีก้อนเลือดกำลังจะเคลื่อนออกไปด้วย...

ลูกกำลังจะไปจากผมจริง ๆ แล้ว

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลพี่ชัชท์ก็ส่งต่อผมให้กับเวรเปลที่เอารถนอนมารับผมเข้าห้องฉุกเฉินไป ผมมองพี่เขาที่เดินตามมาผ่านม่านน้ำตาแล้วสะเทือนใจ เลือดสีสดที่ย้อมเสื้อสีขาวสะอาดนั่นมันออกมาจากร่างกายผมใช่ไหม

มันคือลูกของพวกเราใช่ไหม

คุณพยาบาลในชุดสีอ่อนเข้ามาพูดอะไรกับผมไม่รู้ ตอนนี้ผมไม่สามารถจะตอบอะไรได้นอกจากชื่อและนามสกุลของผม อะไรที่เขาพูดมาไม่เข้าหัวผมทั้งนั้น

ผมอยากหลับไปแล้วตื่นมาพบว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือความฝัน

ได้โปรดเถอะ ให้มันเป็นแค่ฝันร้ายของผมก็พอ

ผมลืมตาตื่นมาอีกครึ่งในห้องสีขาวสะอาดตา สายน้ำเกลือเสียบอยู่กับหลังมือข้างหนึ่งของผม ภาพพวกนี้มันกระแทกใจผมอย่างจัง

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาเป็นเรื่องจริง คำภาวนาของผมท่านคงไม่ได้ยิน

“ตื่นแล้วเหรอครับตะวัน”เสียงของคนที่ผมรู้สึกผิดด้วยเป็นอันดับสองดังขึ้น ความอบอุ่นที่เข้ามากอบกุมมือผมไว้มันช่วยให้ใจผมสงบขึ้น “รู้สึกยังไงบ้าง เด็กดื้อ”

“ลูกของเรา...”ผมเอ่ยขึ้นแผ่วเบา

“เขาไปอยู่บนท้องฟ้าแล้ว”ผมปิดตาลงเม้มปากกลั้นก้อนสะอื้น ความรู้สึกแย่มันตีขึ้นมาจากภายในแล้วแผ่กระจายไปทั่ว “ตะวันอย่าเสียใจไปเลยนะครับ เรายังมีโอกาสอีกมาก”

“ฮึก”ผมกลั้นความเสียใจที่ข่มไว้ไม่ไหวแล้ว ผมรู้ว่าเรายังมีโอกาส แต่การที่ผมไม่รู้ว่ามีเขามันแย่มาก มันแย่จนผมต้องถามตัวเองว่าผมคู่ควรจะมีลูกกับใครเขาด้วยเหรอ มันยุติธรรมกับเด็กที่จะมาเกิดเป็นลูกผมแล้วใช่ไหมที่มีผู้ให้กำเนิดแบบนี้ “ผมรู้ว่ายังไงผมก็ต้องมีอีก มันเป็นหน้าที่ของผม”

“ตะวัน ทำไมพูดแบบนี้ล่ะครับ”สีหน้าของพี่ชัชท์ไม่สู้ดีนักเมื่อได้ยินคำพูดของผม “ไม่เอา ไม่พูดแบบนี้นะ”

“ทำไมละครับ”ผมถามกลับไป “เรื่องการมีลูกระหว่างเรามันคือหน้าที่ พี่รู้ ผมรู้ หรือว่ามันยังมีอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ด้วยเหรอครับ”

คราวนี้สีหน้าของพี่ชัชท์ดูเจ็บปวดและผิดหวัง แต่ถึงอย่างนั้นมือที่ยังจับกุมมือผมไว้ก็ยังคงอบอุ่นและอ่อนโยนไม่เสื่อมคลาย

“สำหรับตะวันการอยู่กับพี่มันอาจจะเป็นหน้าที่”เสียงทุ้มค่อย ๆ พูดออกมาอย่างเชื่องช้าแต่ทว่าชัดเจนหนักแน่น “แต่สำหรับพี่มันคือความรัก”

ผมมองหน้าคนพูดที่มองผมอยู่เช่นกัน ในแววตาของเขามันทั้งวาบหวาน เจ็บปวด และอ้อนวอน ทุกอย่างมันผสมปนเปไปหมด ผมไม่อยากเอาอดีตของใครมาตัดสินคน ไม่มีใครที่ไม่มอดีตที่ดำมืดแม้กระทั่งตัวผมเอง แต่ถึงอย่างนั้นบางครั้งมันก็อดที่จะแอบคิดอะไรที่แย่ ๆ ไม่ได้

“มันเป็นความรักจริง ๆ ใช่ไหมครับ”

บอกผมให้มั่นใจทีเถอะนะ


๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑ ครึ่งหลัง ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

บทนี้เป็นบทที่คนขี้เซาค่อนข้างจะคิดหนักมาก เพราะคนขี้เซาไม่ถนัดซีนดราม่า คอมเมดี้ยังพอไหว หวาน ๆ คือของถนัด(เหรอ) แต่ก็อยากเขียนออกมาให้ดีที่สุด (และคงจะต้องกลับมาเกลาอีกสักครั้ง)

ก่อนจะเอาบทนี้มาลงคนขี้เซาก็นั่งคิดอยู่นานว่าจะลงดีไหม หรือจะโล๊ะเขียนใหม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่คว่ำพล็อตเอามาลงจนได้ คนขี้เซารู้ว่าจะมีคนที่รับได้และรับไม่ได้กับการสูญเสีย แต่ก็อยากให้ทุกคนอ่านกันจนจบนะคะ

ยังไงก็เป็นกำลังใจให้น้องตะวันลุกขึ้นมาสู้กันต่อไปด้วยนะคะ ปลอบใจน้องกันแล้วอย่าลืมติดแท็ก #ตะวันเป็นโอเมก้าน้า

อันที่จริงว่าจะถามว่า เอ... ถ้าเราจะทำปกนิยายเรื่องนี้ทุกคนอยากได้แบบไหนกัน แต่ดูจากตอนแล้วไม่น่าถามสักเท่าไหร่เลย 555

ช่วงที่ตอนนี้อาจจะไม่รอคอยยย

error loaded น้องมีแบบผูกด้วยนะคะ


ความคิดเห็น