ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความซนเป็นเหตุ

ชื่อตอน : ความซนเป็นเหตุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 497

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2562 19:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความซนเป็นเหตุ
แบบอักษร

“ดีมากวันนี้พวกท่านทำได้ดีมากกลับไปพักผ่อนได้และวันพรุ่งนี้ยามเซินข้าจะขอดูสิ่งที่ข้าสอนให้ท่านทั้งหมดตั้งแต่การ ร่ายรำ ขับร้อง รวมถึงการบรรเลงเพลงด้วยถ้าทำได้อยู่ในระดับที่ดี ข้าจะหยุดสอนเพื่อให้พวกท่านเตรียมตัวเรียนกับอาจารย์ที่จะมาสอนในอีกสามวันข้างหน้า ”

“มาสอนพวกข้าหรือขอรับ”ซื่อจิ้ง ถามออกมาด้วยความหวาดระแวง

“ใช้ ข้าไปขอท่านพ่อมาเมื่อวานนี้ว่าให้พวกท่านมาเรียนกับข้าด้วย เพราะข้ากลัวว่าตัวข้านั้นจะสอนพวกเจ้าได้ไม่ดีพอ ก็เลยได้ขอให้พวกเจ้ามาเรียนเป็นเพื่อนข้าอย่างไรเล่า ”

“ พวกท่านเลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วอาจารย์ไม่ได้สอนพวกท่านเหมือนที่คุณหนูสอนหรอก”

“เพราะอาจารย์ท่านนี้เห็นท่านพ่อว่าทั้งจริงจังและเข้มงวดมากนัก ข้านั้นเทียบไม่ติดหรอกพวกเจ้าวางใจได้”

“คุณหนูขอรับ” ทั้งสามร้องออกมาด้วยเสียงหง่อยๆๆ ตาละห้อย อย่างหน้าสงสาร

“ฮาๆๆๆๆ เอาล่ะๆๆพวกท่านนี้ยังไง ทำหน้าเหมือนคนไกลตายไปได้ข้าล้อเล่นหรอกหน่าเนอะฟางฟาง”

“ใช่เจ้าค่ะ พวกท่านก็เลิกทำหน้าตาเหมือนคนใกล้ตายได้แล้ว”

“ฟางฟางนี้เจ้าก็ร่วมมือกันคุณหนูแกล้งพวกข้าด้วยรึ ช่างหน้าน้อยใจนัก” (จิวจื่อ)

“ข้ารึอุตส่าไปอ้อนวอนขอท่านพ่อให้พวกเขาได้ร่ำเรียนทั้งวรยุทย์ ทั้งเวทย์  รวมถึงพวกโอสถอีก เฮยเห็นทีคงเหลือเพียงข้ากับเจ้าสองคนที่อยากเรียนแล้วแหละฟางฟาง เมื่อพวกเขาไม่อยากเรียนข้าก็จะไม่บังคับอีกแล้วล่ะ  ”

“นั้นสิเจ้าค่ะ เมื่อพวกเขาไม่อยากเรียนก็ปล่อยไปเถอะเจ้าค่ะ”

“เราไปนอนกันเถอะฟางฟาง นี้ก็ดึกมากแล้ว เฮยน่าเศร้าใจจริงๆข้าก็นึกว่าพวกเขาอยากเรียนเป็นเพื่อนข้าเสียอีก ” ยู่จินเชียงและฟางซินแกล้งถอนหายแล้วแล้วหัดหลังกำลังเดินออกจากห้องฝึกซ้อม

“คุณหนูขอรับ เมื่อครู่คุณหนูบอกว่าให้อาจารย์มาสอนวรยุทย์พวกข้าหรือขอรับ” (ซือจิ้ง)

“ก็ใช้น่ะสิ แต่พวกท่านไม่อยากเรียนก็ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่บังคับเพราะข้าผู้นี้ไม่ชอบฝืนใจใครพวกเจ้าสบายใจได้”

“ไม่น่ะขอรับ ไม่ฝืนใจเลย พวกข้ายินดีทำตามที่คุณหนูสั่งทุกอย่างเลยขอรับ”

ทั้งสามพูดออกมาอย่างร้อนรน เพราะนี้เป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันเอาไว้  ดวงตาของพวกเขาที่มองไปยังยู่จินเชียงมีแต่ความรัก ความเทิดทูน เพราะตลอดเวลาที่อยู่ที่นี้พวกเขา มีความสุขมาก คุณหนูให้ในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าตลอดชีวิตนี้พวกเขาคงไม่มีทางได้รับมัน คุณหนูทำกับพวกเขาเหมือนกับคนในครอบครัวจริงๆดังที่เคยพูดเอาไว้ แต่พวกเขาก็รู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร ไม่คิดที่จะตีตนเสมอกับผู้ที่ให้ชีวิตใหม่กับพวกเขา

“พวกท่านนี้น่ะ ตอนแรกคงคิดว่าข้าจะให้พวกเจ้าเรียน กาพย์กลอน เย็บปักถักร้อยหรือไง ข้าไม่ได้ใจร้ายกับพวกเจ้าขนาดนั้นหรอกน่ะ ที่ผ่านมาข้าแค่หยอกเล่นเฉยๆ เป็นการต้อนรับสู่อาณาเขตของข้าอย่างไรเล่า ฮ่าๆๆๆ” หลังจากยู่จินเชียงกับฟางซินได้เดินออกจากห้องไปแล้ว ทั้งสามได้แต่พึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา ว่า

“คุณหนูท่านต้อนรับพวกข้าได้สยองมากขอรับ”

เมื่อกับมาถึงห้อง ยู่จินเชียงก็เอาแต่นั่งอ่านหนังสือการปรุงโอสถที่หยิบมาจากห้องหนังสือ เงียบๆคนเดียว จนเวลาล่วงเข้ายาม ซวี ยู่จินเชียงก็บอกให้ พี่เสี่ยวชิงไปนอนได้แล้ว แต่ให้ฟางซินนอนเป็นเพื่อนโดยอ้างว่าจะนอนคุยกันเรื่องที่จะมีอาจารย์มาสอนอีก ไม่กี่วันข้างหน้าไม่งั้นคงนอนไม่หลับแน่ เสี่ยวชิงคิดว่าคุณหนูคงตื่นเต้นมากอยากมีเพื่อนคุยตอนนอนและเพราะเป็นเด็กเหมือนกันน่าจะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี เสี่ยวชิงจึงยอมออกจากห้องไปนอนอยู่ห้องข้างๆๆ ให้คุณหนูและฟางซินนอนคุยกันตามลำพัง หลังจากเสี่ยวชิงออกจากห้องไปแล้ว ยู่จินเชียงก็ลุกขึ้นลากเอาหม้อกับเตาและพวกสมุทรไพรต่างๆออกมาจากใต้เตียงนอน

“เรามาเริ่มกันเถอะ” ยู่จินเชียงพูดขึ้นดวงตาเป็นประกายระยับอย่างตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเริ่มลงมือทำ

“คุณหนูจะทำจริงๆหรือเจ้าค่ะ”

“จริงสิ มาถึงขั้นนี้แล้ว”

“แต่ว่า การหลอมโอสถต้องใช้ธาตุไฟในการจุดเตาหลอมและธาตุไม้ในการหลอมน่ะเจ้าค่ะ”

“มันจะไปอยากอะไรเล่าก็ค่ามีนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีพลังเวทย์หรือธาตุก็สามารถทำได้” ยู่จินเชียงหยิบก้อนผลึกธาตุสีแดงและสีเขียวออกมาจากหม้อหลอมโอสถ ชูให้ฟางซินดู

“แล้วคุณหนูจะหลอมโอสถอะไรหรือเจ้าค่ะ”

“ตอนแรกข้าว่าจะหลอมโอสถเลื่อนระดับขั้น แต่ว่าสมุทรไพรในห้องปรุงยาของท่านแม่มีไม่ครบ ข้าจริงเปลี่ยนมาเป็นโอสถที่เอาไว้ใช้สมานแผลแทน” ยู่จินเชียงพูดไปพลิกหน้าหนังสือไปหาหน้าที่ต้องการ

“ว่าแต่คุณหนูไปเอาของพวกนี้มาตอนไหนหรือเจ้าค่ะ”

“ก็ตอนที่พี่เสี่ยวชิงไปเตรียมน้ำให้ข้าอาบอย่างไรเล่า  อ่ะ เจอแล้ว เรามาเริ่มกันเถอะข้าตื่นเต้นจนมือสั่นไปหมดแล้ว”

“อย่างแรกต้องตั้งเตาด้วยธาตุไฟ ใส่น้ำค้างลงไปครึ่งถ้วย ใส่สนแดงลงไปห้าใบ ดอกฟ้ากระจ่างหนึ่งดอก กลีบบัวแก้วหนึ่งกลีบ แล้วคนไปเรื่อยๆๆๆจนน้ำโอสถเป็นสีใสแล้วหลี่ไฟลงปลานกลาง  เอ๊ะ  แล้วจะหลี่อย่างไงล่ะ  ”

“ฟางซินเจ้ารู้หรือไม่ว่าจะเบาไฟลงได้อย่างไร”

“ไม่ทราบเจ้าค่ะคุณหนูแต่ตอนนี้ โอสถเริ่มกลายเป็นสีคล่ำแล้วทำอย่างไรดีเจ้าค่ะ” ฟางซินหันมาถามยู่จินเชียงที่กำลัง ค้นหาหนังสือที่จะบอกวิธีเบาไฟหลอมโอสถอยู่

“คุณหนูเจ้าค่ะกลายเป็นสีดำแล้วเจ้าค่ะ”

“ห่ะ ว่าไงน่ะเอาลงมาก่อน ไม่ทันแล้วหลบเร็ว”

บึ้ม

เช้าวันต่อ

เสียงนกร้องขับขานรับส่งดังเซ็งแซ้เหมือนอยู่กลางป่าเขาผสมกับบรรยากาศรอบๆที่ห้อมล้อมไปด้วยดอกไม้สีสันสดใส มีเหล่าผีเสื้อตัวเล็กๆแมงปอตัวน้อยๆบินตอมดอกไม้ใบหญ้าเป็นภาพที่เห็นแล้วคงทำให้หลายๆคนรู้สึกสดชื่นได้ไม่ยาก มันช่างแตกต่างกับบรรยากาศที่แสนอึดอัดตึงเครียด ณ ห้องรับรองในเรือนใหญ่ ที่ไม่มีแม้แต่เสียงขยับกาย แถบไม่มีแม่แต่เสียงลมหายใจมีเพียงแรงกดดันจากท่านประมุขของจวนที่นั่งหน้านิ่งไม่พูดไม่จา กับสายตาที่มองตรงมายังเด็กตัวน้อยที่นั่งทำหน้าเจือนๆอยู่กลางห้องรับรอง

 “ท่านพ่อเชียงเอ๋อขอโทษ”

“เชียงเอ๋อจะไม่ดื่อ ไม่ทำเช่นนี้อีกแล้วเจ้าค่ะ”

“อีกไม่กี่วันพ่อก็จะต้องไปชายแดนแล้ว เจ้าจะทำให้พ่อรู้สึกสบายใจสักนิดก่อนไปไม่ได้เลยรึ เจ้าจะดื่อจะซนแค่ไหนพ่อไม่ว่า แต่สิ่งที่เจ้าทำลงไปเมื่อคืนเกินกว่าที่พ่อจะยอมรับได้ ถ้าเจ้าบาดเจ็บขึ้นมาจะทำเช่นไร ถ้าเกิดไฟไหม้เรือนของเจ้าขึ้นมาจะป็นเช่นไร ยู่จินเชียงน่ะ ยู่จินเชียงพ่อควรทำเช่นไรกับเจ้าดี”ท่านแม่ทัพหันหน้าออกไปมองนอกห้อง เพราะกลัวว่าถ้าตนได้เห็นตาโตมีน้ำตาคลอทำท่าไหลอยู่รอมรอ จะใจอ่อนขึ้นมาอีก

“ ไป๋เซียนพาน้องของเจ้าไปสำนึกผิดที่ห้องบรรพบุรุษ พรุ่งนี้เช้าส่งนางขึ้นเขาหลังจวนไปเสีย” ท่านแม่ทัพทั้งรัก ทั้งห่วงนางนัก กลัวว่าระหว่างที่ตนไม่อยู่นางจะทำให้ตัวเองต้องบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆ จึงคิดว่าทางที่ดีที่สุดควรส่งนางไปที่แห่งนั้นจึงจะเหมาะที่สุด

“แต่ท่านพี่ ลูกยังเล็ก ยัง..”

“ไม่มีแต่ใดๆทั้งนั้น ไป๋เซียนพานางออกไปได้แล้ว”หลังจากทั้งสองออกจากห้องไปแล้ว

“ฮูหยินนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของข้า ข้ากลัวเหลือเกินว่าระหว่างที่ข้าไม่อยู่นางจะก่อเรื่องทำให้ ตนเองตกอยู่ในอันตรายข้าอยากให้เจ้าเข้าใจข้า เฮย น้องหญิง เชียงเอ๋อจะโกรธข้าหรือไม่ที่ส่งนางไปที่แห่งนั้น”

“ท่านพี่ข้าเข้าใจท่าน ถ้าการที่ส่งลูกไปที่แห่งนั้น จะทำให้ท่านไปชายแดนได้อย่างสบายใจ ข้าเชื่อว่าเชียงเอ๋อต้องเข้าใจท่านพี่ ข้าจะพูดกับนางเองท่านสบายใจได้” ฮูหยินแม่ทัพได้แต่บีบมือให้กำลังใจ คนที่ทำใจแข็งส่งลูกออกไปนอกจวน แต่ตนเองกลับมานั่งคิ้วขมวดจนจะผูกติดกันอยู่ตรงหน้านี้แล้วก็ได้แต่อ่อนอก อ่อนใจ


.................................................................................................................................................................

 ขอโทษที่มาช้าน่ะค่ะ เมื่อวานติดธุระทั้งวันเลย และขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ และกำลังใจน่ะค่ะ

พึ่งหัดแต่งเป็นเรื่องแรก สะดุดอะไรตรงไหนบอกกันได้น่ะค่ะ รักคนอ่านทุกคนน่ะค่ะ จุ๊ฟ ๆ

ความคิดเห็น