facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Regain Control : Part 6 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 11 เม.ย. 2562 21:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Regain Control : Part 6 [100%]
แบบอักษร

6

ร่างโปร่งถูกโยนลงบนโซฟาหรูกลางห้องด้วยฝีมือของคนอายุมากกว่าที่บัดนี้ใบหน้านิ่งสนิท ด้วยเพราะคนบางคนที่ปล่อยให้คาดสายตาไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวทั้งที่ให้คนเฝ้าไว้แล้วแท้ๆ แต่เจ้าตัวแสบก็สร้างเรื่องจนได้ แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเพราะลูกค้าดูเหมือนจะชอบ แต่การยุ่มย่ามแบบนั้นไม่ใช่การกระทำของมืออาชีพ แขกคนอื่นจะว่าเอาได้ว่าเดอะแลงแฮมคุณภาพตกต่ำลง 

โยฮันจ้องคนบนโซฟานิ่ง

ทั้งที่บรรยากาศกำลังตรึงเครียด เจ้าเด็กพยศคนนี้กลับประดับใบหน้าไว้ด้วยรอยยิ้มแถมเป็นรอยยิ้มถือดีที่โยฮันนึกอยากสั่งสอนเสียให้เข็ด

"อดอยากมาจากไหน แม้แต่ลูกค้าของฉันก็ยังไม่เว้นเลยหรือไง"

"ฉันก็กำลังทำหน้าที่อยู่ไง นายเข้ามาขัดทำไมล่ะ"

เสียงเน้นย้ำคำว่าหน้าที่ดังเป็นพิเศษ จนคนกรุ่นโกรธต้องนับหนึ่งถึงสิบในใจ

มาคัสยกมือขึ้นกอดอกพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก็แค่อยากกวนประสาทคนที่เข้ามาจัดการชีวิตเขาเล่นเท่านั้น ถ้าคิดว่าคนอย่างมาคัสจะยอมเชื่อฟังง่ายๆ ล่ะก็ผิดถนัด

อยากได้ภาระเพิ่มนักก็...จัดให้เลย

"นายบอกให้ฉันทำเรื่องที่ถนัดฉันก็ทำแล้วไง ถ้าไม่พอใจก็ส่งฉันไปทำอย่างอื่นสิ"

แน่นอนว่าอย่างอื่นที่ว่าก็จะหาเรื่องมาป่วนได้เช่นกัน 

ทำไมคนที่มีอายุมากกว่าจะดูไม่ออก โยฮันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดูท่าว่าไม้นวมจะใช้ไม่ได้ผล ในเมื่อให้พื้นที่ในการปรับตัวแล้วกลับผลักไส งั้นก็อยู่ด้วยกันไปทั้งที่อึดอัดนั่นแหละ

"ดี ในเมื่อให้ไปอยู่ไกลหูไกลตาแล้วไม่ชอบ งั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนายเป็นผู้ติดตามฉัน เริ่มจากตอนนี้เลย" 

กุญแจรถหรูถูกโยนใส่หน้าตักของมาคัสโดยไม่ทันตั้งตัว จนคว้าเอาไว้ไม่ทัน

"หมายความว่าไง?"

"หมายความว่าตอนนี้นายเป็นคนขับรถ ฉันจะออกไปพบตัวแทนจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ไปเตรียมรถมาซะ"

คนฟังกระพริบตาปริบๆ อย่างประมวลผลไม่ทัน แต่พอจะค้านโยฮันก็โทรศัพท์เรียกใครบางคนให้เข้ามาเสียก่อน ไม่นานหลังจากวางโทรศัพท์ประตูก็เปิดออก

"พาไปเตรียมรถ"

ไคล์พยักหน้ารับคำสั่ง พลางตรงเข้ามาคว้าแขนมาคัสจะดึงรั้งออกไป คนถูกลากใบหน้าเหลอหลาเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก จนกระทั่งมานั่งสงบนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยบนรถคันหรูโดยด้านข้างขนาบด้วยชายร่างใหญ่ในชุบดำที่พาเขาลงมา

อะไรวะ*!?*

คนขับรถเนี่ยนะ*?*

"ขับวนขึ้นไปจอดรอที่ด้านหน้า" ไคล์เอ่ยบอก เพราะตอนนี้รถจอดอยู่ที่ลานจอดชั้นใต้ดิน

มาคัสอยากจะแหกคอกขับหนีไปเลยอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่ามีอีกคนนั่งมาด้วย จึงจำต้องขับไปรอที่ด้านหน้าโรงแรมอย่างช่วยไม่ได้ ในระหว่างนั้นก็คิดหาทางเอาคืนไปด้วย

ก่อนใบหน้าของลูกน้องคนสนิทจะลอยเข้ามา พอจำได้ว่าผู้ชายตัวโตข้างตัวคนนี้แหละที่เป็นคนพาเขาออกไป

"ลูอิสอยู่ที่ไหน"

คนฟังนิ่งไปเกือบนาทีจนมาคัสคิดว่าคงไม่ได้คำตอบ แต่สุดท้ายก็ยอมคายออกมา

"ที่นี่"

คนฟังเหลือบมองเมื่อคำตอบสั้นเสียจนน่าต่อย ไหนจะยังท่าทางไม่เป็นมิตรที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนอีก แต่เอาเถอะ ถ้าอยู่ที่นี่ก็แสดงว่าไม่เป็นอะไร อย่างน้อยเขายังได้อยู่สบาย คนของเขาก็คงไม่ลำบากเท่าไหร่นัก ไว้จะหาทางติดต่ออีกทีก็แล้วกัน

ไม่นานหลังจากนั้นร่างสูงสง่าของเจ้าของโรงแรมก็ก้าวออกมาด้านนอก โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางผู้คนมากมายที่กำลังเดินขวักไขว่ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโยฮันดูดีจนน่าอิจฉา ทั้งรูปร่างหน้าตา และฐานะทางสังคม ขาวสะอาดสว่างจ้าเสียจนคนมองแสบตาไปหมดแล้ว

เหอะ

ไคล์รีบเด้งตัวออกจากรถและเดินไปเปิดประตูรอเจ้านายตนเองทันที คนบนรถอดเบ้ปากให้กับความพิธีรีตองนั้นไม่ได้

"ทำไมไม่เอาพรหมแดงปูระหว่างทางไปเลยล่ะ" และปากก็ไวเกินกว่าจะอดได้ทันจริงๆ 

"ถ้านายยินดีรับหน้าที่นั้นฉันก็ไม่ขัด"

....!?

พูดเป็นเล่น*!*

โยฮันยกยิ้มมุมปากให้กับดวงตาเบิกกว้างที่สะท้อนกระจกมองหลังกลับมา

"ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าปากดี ออกรถได้แล้ว ไคล์จะบอกทางนายเอง"

คนถูกสั่งจิ้ปากอย่างขัดใจ ก่อนแกล้งเหยียบคันแร่งอย่างแรงให้รถกระตุกและพุงตัวออกไปด้วยความรวดเร็ว สะใจเล็กๆ ให้กับใบหน้าหลุดมาดของคนด้านหลังที่ตกใจกับแรงกระชาก ก่อนปรับความเร็วลงมาเป็นปกติเมื่อออกสู่ถนนใหญ่ ผิวปากหวือด้วยความอารมณ์ดี

"รักษามารยาทของนายด้วย คนขับรถ"

"หึ"

เสียงพ่นลมหายใจสั้นเป็นคำตอบให้กับคนด้านหลัง รู้อย่างนี้วันนี้ไม่แผลงฤทธิ์เสียก็ดี อย่างน้อยจะได้ตากแอร์เย็นๆ สบายอยู่ที่เล้านจ์ ไม่ต้องระหกระเหินมาเป็นคนขับรถให้คนจอมบงการ ไม่รู้ว่าคิดยังไง ไหนบอกให้มาเป็นคนของตัวเอง

หมายถึงคนรับใช้งั้นหรือ

แต่คิดก็หงุดหงิดแล้ว

ไม่นานก็มาถึงที่หมาย ตั้งใจจะรอบนรถ แต่กลับถูกโยฮันลากลงมาด้วยเสียนี่ ทั้งที่มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย ตลอดระยะเวลาสองชั่วโมงมาคัสต้องทนเดินถ่างตาตรวจดูโกดังที่สต๊อกเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด เดินตามโยฮันที่ต้องการเช็คสินค้าตัวอย่างด้วยตัวเอง แม้จะหาววอดครั้งแล้วครั้งเล่าให้ดวงตาคมเหลือบมองดุบ่อยๆ ก็ตาม

และในที่สุดชั่วโมงหายนะอันแสนยาวนานของมาคัสก็สิ้นสุดลงเมื่อเดินกันมาจนถึงด้านหลังของโกดัง โยฮันคุยเรื่องเอกสารที่มาคัสไม่ได้สนใจจะฟังอีกต่อไปอีกนิดหน่อย มิสเตอร์เจ้าของโรงงานก็เดินมาส่งจนถึงประตูรถ

ประจบประแจงเก่ง แต่ความรื่นหูของบทสนทนายังห่างไกลจากความสามารถของมาคัสมากนัก ไม่น่าดึงดูดเอาเสียเลย 

"นายคิดเห็นว่ายังไง"

หลังจากประตูปิดลงคนด้านหลังก็ถามขึ้น และแน่นอนว่าย่อมไม่ได้ถามไคล์ที่เฝ้าอยู่ที่รถอยู่แล้ว มาคัสเหลือบมองไปทางกระจกมองหลังจึงพบเข้ากับดวงตาคมที่กำลังมองมาอย่างรอคอย

"น่าเบื่อ ข้อเสนอไม่มีอะไรน่าสนใจ ซื้อขายที่ไหนก็ได้แบบนี้ทั้งนั้น" เพราะเดินตามมาโดยตลอด จะแกล้งปิดหูทำเป็นไม่ได้ยินก็ไม่ได้ จึงตอบออกไปตามที่คิด ไม่ได้หวังให้คนถามเชื่ออยู่แล้ว

"ก็จริง" แต่สิ่งที่อีกฝ่ายตอบรับกลับทำให้แปลกใจ "ตัดชื่อที่นี่ทิ้งซะ"

"ครับ" ไคล์ตอบรับคำสั่งนั้นทันที

มาคัสเหลือบมองคนด้านหลังอีกครั้งด้วยความไม่อยากเชื่อที่อีกฝ่ายยอมรับฟังความคิดเห็นของเขา ก่อนจะต้องหลบดวงตาสีเฮเซลนัทที่มองกลับมา ไม่ได้คิดอะไรหรอกนะ 

...ก็แค่แปลกใจเท่านั้นเอง

"กลับกันได้แล้ว"

"เสียเวลาเดินชะมัด ทำไมไม่ถามกันตั้งแต่กลางโกดังล่ะ จะได้ไม่ต้องเดินเมื่อยไปถึงท้ายสุด" ปากบ่นแต่ก็ยอมออกรถตามที่อีกฝ่ายบอกอยู่ดี 

"ข้อเสนอที่ดีที่สุดมักจะมาในนาทีสุดท้ายเสมอ ตอนที่รู้ว่ากำลังจะไม่ได้อะไรไว้ในมือนั่นแหละ"

"ไม่จำเป็น แค่เปิดปากครั้งแรกแล้วไม่น่าสนใจ แค่นั้นก็พอแล้ว"

"นายใจร้อนเกินไป ไม่เหมาะเป็นนักธุรกิจ"

"หึ แต่กิจการของฉันก็เป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งมีคนบางคนสอดมือเข้ามายุ่ง"

บรรยากาศในรถอึมครึมขึ้นมาทันที เมื่อบทสนทนาจบลงเพียงแค่นั้น จนกระทั่งมือเรียวเอื้อมไปกดเปิดวิทยุ ยังไม่ทันได้ยินประโยคแรกของเพลงเลยด้วยซ้ำเมื่อฝ่ามือหนาของคนด้านข้างกดปิดลงทันควันในเสี้ยววินาที

"อะไร" ถามกลับไปด้วยน้ำเสียงหาเรื่องที่อีกฝ่ายปิดเสียงเพลงของเขา

"เจ้านายไม่ชอบเสียงรบกวน"

"แม้แต่เพลงก็ไม่ฟัง? เป็นคนยุคไหนกันแน่วะ"

"ปล่อยไปเถอะไคล์" โยฮันเอ่ยห้ามเมื่อลูกน้องคนสนิทตั้งท่าจะสั่งสอนเด็กพยศแทนตน "ก็แค่เด็กไม่รู้จักโต"

ปลายประสาทดีดตัวจนได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะ เมื่อถูกว่าว่าเป็นเด็ก ใจนึกอยากหักพวงมาลัยชนเสาไฟให้ตายยกคัน ถ้าไม่ติดว่าตัวเองนั่งอยู่ในนี้ด้วย ปากแบบนี้มันควรจะได้รับการปฏิบัติด้วยดีๆ หรือไง คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก ปากแบบนี้นี่มัน....

ปัง!!

…!??

ปังๆๆๆๆๆๆๆ

ยังไม่ทันที่มาคัสจะได้คิดอะไรต่อ เสียงปืนนัดแรกก็ดังขึ้น ทำเอาคนหลังพวกมาลัยสะดุ้งสุดตัว แต่เพราะไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหนจึงยังไม่สามารถหยุดรถได้ จนกระดังเสียงดังรัวและเห็นสะเก็ดไฟบนพื้นถนนด้านหน้านั่นแหละถึงได้หักหลบด้วยความตกใจ แรงเหวี่ยงทำให้รถสะบัดไปทางด้านข้าง ก่อนเจ้าตัวจะเหยียบเบรกเต็มเท้า เสียงล้อบดถนนดังขรมไปทั้งแถบก่อนรถจะหยุดสนิทท่ามกลางกลิ่นล้อไหม้ควันคลุ้ง โชคดีที่ไม่มีรถคันหลังวิ่งมาประชิด ไม่อย่างนั้นคงถูกชนเข้าอย่างจัง

หัวใจเต้นระรัวเมื่อการยิงขู่นั้นยังคงดำเนินต่อไปนับสิบนัด และหยุดลงในที่สุด

มาคัสที่ก้มลงต่ำด้วยแรงกดจากคนด้านข้างหูอื้อตาลาย สมองมึนงงไปชั่วขณะ ได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้คนนอกรถราวกับดังมาจากที่ไกลๆ เสียงพูดเร็วระรัวของคนด้านในฟังไม่ได้สรรพ ก่อนการรับรู้จะค่อยๆ กลับคืนมา ใบหน้าคมคายเงยขึ้นมองด้านหน้า ทันเห็นรถตู้สีดำกำลังแล่นหนีออกไป

อะไร*...?*

ใคร*....?*

ทำไม*....?*

มึนงงไปหมดจนไม่ได้สามารถประมวลผลอะไรได้แล้วในตอนนี้ ฝ่ามือชื้นเหงื่อเมื่อความตายปรากฏตรงหน้าเพียงเสี้ยววินาที ไม่กี่เมตรตรงหน้านั่นเอง หากพวกมันเลือกจะสาดกระสุนใส่รถ ย่อมไม่มีทางรอด

"มีการดักซุ่มโจมตีที่ถนนเมน ขอกำลังคนด่วน" 

เสียงโทรขอความช่วยเหลือของไคล์ดังเข้ามาในโสตประสาทที่ตอนนี้เริ่มรับรู้ได้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ยังคงมึนงงอยู่ ตามมาด้วยเสียงไซเรนของรถตำรวจที่ดังติดๆ กันตามมา ตัวมาคัสถูกกระชากออกโดยคนด้านนอก ปะทะเข้ากับอกแกร่งโดยที่ไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้เลย

"เป็นอะไรหรือเปล่า" เสียงตะโกนถามดังขึ้น และยิ่งดังขึ้นอีกเมื่อเขาไม่ตอบ จนกระทั่งแรงตบเบาๆ กระทบใบหน้าจึงเรียกสติกลับมาได้เต็มร้อย

"ตั้งสติมาคัส! เจ็บตรงไหนมั้ย!"

"ไม่" ร่างโปร่งส่ายหัวตอบกลับไป พลางดึงตัวออกมายืนด้วยตนเอง แม้สายตาที่มองจะเต็มไปด้วยความเป็นห่วงจนน่าแปลกใจ 

ร่างโปร่งกวาดตามองความวุ่นวายโดยรอบที่ตอนนี้ตำรวจมาถึงแล้ว พลเมืองถูกกันออกไปจากที่เกิดเหตุ ถนนฟากฝั่งที่รถจอดขวางการจราจรอยู่ถูกปิดไปโดยปริยาย 

ตำรวจตรงเข้ามาหาทางพวกเขาเพื่อสอบปากคำทันที เพราะพวกมันตั้งใจจู่โจมใส่พวกเขาไม่ผิดแน่ แต่มาคัสไม่ได้สนใจจะฟัง เพราะดวงตาเหลือบไปเห็นกระสุนนัดหนึ่งที่หล่นอยู่ไม่ไกล ขายาวก้าวสับเข้าไปหาสิ่งนั้น โดยมีดวงตาคมประกายทองมองตามไปด้วยทุกฝีก้าว แม้จะกำลังตอบคำถามของตำรวจอยู่ก็ตาม เขาอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจคว้าหยิบกระสุนนัดนั้นขึ้นมาใส่กระเป๋ากางเกง 

ไม่ผิดแน่

จากอาวุธที่คนพวกนั้นใช้ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร

กระสุน RIP 9mm. ที่ส่วนปลายแตกกระจายออกไปในยามที่มันทะลวงพื้น สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง อาวุธทำลายล้างอันตรายที่หากเจาะเข้าในร่างกายคนก็ตายได้ในกระสุนนัดเดียว เนื่องจากส่วนปลายของมันจะแตกออกเป็น 9 แฉก สร้างบาดแผลในการทะลุได้ถึง 9 แผลเลยทีเดียว

ถ้าพวกมันยิงเข้าใส่เขาล่ะก็ เวลานี้มาคัสคงเหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น 

ไม่คิดเลยว่าพวกมันจะใช้อาวุธที่เขาจัดหาให้มาใช้เล่นงานตัวเขาเอง

คงแอบลักลอบเอาออกไปตอนตำรวจกำลังขนย้าย หรือไม่ก็เกลือเป็นหนอนล่ะนะไม่อย่างนั้นพวกมันจะนำอาวุธอันตรายออกมาแบบนี้ได้ยังไง

ไม่คิดว่าจะลงมือไวขนาดนี้

ดันสร้างศัตรูตัวฉกาจเข้าให้เสียแล้วสินะ

หลังจากการสอบปากคำอันยาวนานเนื่องจากถูกเชิญตัวมาที่สถานีตำรวจจบลง พวกเราก็ถูกปล่อยตัวกลับ โดยทางนั้นไม่ได้รับเบาะแสใดๆ กลับไปเลย โยฮันไม่มีศัตรูที่ไหน อย่างที่รู้กันว่าธุรกิจของเขาขาวสะอาด ถึงจะมีการห้ำหั่นกันก็เป็นเพียงในเชิงธุรกิจ ไม่มีใครคิดจะเอาชีวิตใคร แต่ทางตำรวจกลับถามลงลึกไปถึงครอบครัวของโยฮันที่มาคัสไม่เข้าใจ แต่เจ้าตัวบอกปัดว่าไม่ได้ติดต่อกับทางนั้นนานแล้ว และน่าจะไม่เกี่ยวข้องกัน

ครอบครัวของโยฮัน?

มาคัสจะเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจก่อน เพราะเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น ...นอกจากตัวเขาเอง

รถตู้สีดำคันนั้นไม่ได้ติดป้ายทะเบียน และหลบหนีไปจนกล้องวงจรปิดไม่สามารถตามจับได้ เบาะแสจึงน้อยเหลือเกิน แต่ทางตำรวจรับปากว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด เพราะหากครั้งนี้เป็นแค่การขู่ ครั้งหน้าคงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจมีใครต้องเสียเลือด

รายการโทรทัศน์ประโคมข่าวนี้กันอย่างครึกโครม เพราะผู้ที่นั่งเก้าอี้บริหารโรงแรมเดอะแลงแฮมย่อมเป็นที่จับตามองเป็นธรรมดา เนื้อหาถูกใส่สีไปจนถึงขั้นเป็นการโจมตีที่หวังชีวิต ใบหน้าหล่อเหลาของโยฮันปรากฏในทุกช่องทีวี ก่อนที่ภาพเหล่านั้นจะดับลงเมื่อเจ้าตัวกดปิดอย่างหงุดหงิดใจ

อย่างว่าแหละ ครั้งที่แล้วก็ข่าวโรงแรมถูกไฟไหม้ มาครั้งนี้เจ้าของถูกซุ่มยิง แม้จะเป็นการขู่เท่านั้นก็เถอะ แต่มันส่งผลกระทบถึงเดอะแลงแฮมอยู่แล้ว

ในเวลานี้ทั้งสองคนนั่งคนละมุมโซฟาในห้องส่วนตัวของเขา ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ช่างเป็นหนึ่งวันที่แสนยาวนานเหลือเกิน ร่างโปร่งลุกขึ้นเตรียมกลับเข้าห้องของตัวเอง แต่ไคล์และใครบางคนเดินเข้ามาเสียก่อน

ร่างเล็กกว่าที่เดินตามหลังเข้ามารีบตรงเข้าทางมาคัสทันที

“ลูอิส” มาคัสทักรู้น้องคนสนิทด้วยความแปลกใจ

“ผมเห็นข่าว ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

“ไม่เป็นไร นายล่ะ พวกนั้นทำอะไรนายหรือเปล่า” หางตากวาดไปทางเจ้านายกับลูกน้องอีกลูกที่กำลังคุยกันเสียเบา

“เปล่าครับ เขาให้ห้องผมอยู่ชั้นถัดลงไป”

“ห้อง?”

“ครับ อยู่กับ....” ดวงตาเหลือบมองไปทางร่างสูงที่กำลังยืนคุยกับโยฮันเป็นคำตอบ เรียกรอยย่นหว่างคิ้วมาคัสด้วยความประหลาดใจ

ประหลาดทั้งเจ้านายทั้งลูกน้อง

มาคัสหันกลับมาหาลูกน้องของตนอีกครั้ง ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่ถิ่นของเขา แต่คนสนิทของเขาก็ยังอยู่ ทำให้เบาใจไปได้เปราะหนึ่ง และมาคัสจะไม่ให้โยฮันบงการเขาในเรื่องนี้

“เอาอะไรติดตัวมาบ้าง มีโทรศัพท์หรือเปล่า” ที่ถามเพราะของเขาหายไปแล้ว

“มีครับ มีโทรศัพท์ กุญแจรถ กับกระเป๋าสตางค์ แล้วก็...” เจ้าตัวไม่ได้พูดว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพียงแค่ดึงชายเสื้อออกให้ดูเท่านั้น

...ปืน

“ฉันต้องการแค่โทรศัพท์ ส่วนที่เหลือ เก็บให้ดี”

ลูอิสรู้ได้ทันทีว่ามาคัสหมายถึงอะไร

เจ้าตัวพยักหน้ารับคำ พลางยื่นโทรศัพท์ให้เจ้านาย แม้ว่าเครื่องนี้จะไม่ใช่เครื่องที่มาคัสใช้เป็นประจำ แต่ก็มีข้อมูลการติดต่อสำคัญๆ ที่ลูอิสบันทึกไว้ และมันจะเป็นประโยชน์ในภายหลัง

“ได้ข่าวจากที่บ้านบ้างหรือเปล่า”

“อเล็ก...”

“ตายแล้ว ฉันรู้ แล้วแอนเดรียล่ะ” มาคัสถามถึงอีกคนในการปกครองของเขา แม้สถานการณ์จะบีบบังคับจนอยากให้เธอหายๆ ไปซะ แต่ก็อดนึกถึงใบหน้าของพ่อเธอไม่ได้

“ผมทราบข่าวอเล็กจากผู้ชายคนนั้น แต่ติดต่อใครในบ้านไม่ได้เลย สายโทรศัพท์น่าจะถูกทำลายไปแล้วครับ” ลูอิสหลีกเลี่ยงที่จะพูดชื่อไคล์เพราะความไม่ชอบใจ และนึกห่วงกังวลถึงคนอื่นๆ ด้วย

“ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปหมด ตอนนี้ฉันเหลือแค่นายแล้วนะ”

“ผมจะอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนครับ” คำตอบที่ได้รับแน่วแน่มั่นคงจนคนฟังอุ่นใจ

อย่างน้อยตรงนี้เขาก็ไม่ได้อยู่ลำพัง

“แล้วเรื่องที่ถูกดักโจมตี...”

วิลเลียม

ชื่อที่ได้ยินทำเอาลูอิสตัวแข็งค้าง เพราะเขาถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด และชอบพอในตัวมาคัสมากที่สุดเช่นกัน แต่คำว่าอำนาจมักไม่เข้าใครออกใคร และที่สำคัญคือตอนนี้หมอนั่นสูญเสียมันไปทั้งหมดแล้ว หมาจนตรอกที่เต็มไปด้วยความแค้น...มันจะกัดไม่เลือก

มาคัสหยิบกระสุนที่เขาเก็บขึ้นมาให้มาคัสเพื่อเป็นข้อพิสูจน์

“แต่ตอนนี้เราไม่เหลือคนของเราแล้ว”

“ไม่ต้องห่วง ฉันมั่นใจว่าเราจะไม่เป็นอะไร”

ดวงตาสีอ่อนเหลือบมองไปทางร่างสูงในชุดสูทภูมิฐานที่เวลานี้กำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน โดยมีไคล์ยืนอยู่ไม่ห่าง ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองมาทางเขาด้วยความระแวดระวัง ก่อนที่แววนั้นจะเลือนหายไปเมื่อเลื่อนไปสบกับคนข้างตัวมาคัส

แบบนี้ยิ่งไม่ต้องห่วงเลย



TBC,

>>>>

กลัวทำไม... ก็มีคนดูแลอะเนอะ ><

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว