ฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะ

RISK.!! ความเสี่ยง 05

ชื่อตอน : RISK.!! ความเสี่ยง 05

คำค้น : Dark Shadow, RISK.!!, ความเสี่ยง, อาชา, ธาม, สายลับ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 378

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2562 11:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
RISK.!! ความเสี่ยง 05
แบบอักษร



RISK.!! ความเสี่ยง 05

..พาร์ทอาชา..

“นี่ครับงานที่พี่ให้ผมไปจัดการ” เควินท์วางเอกสารบางอย่างลงที่โต๊ะ เมื่อคืนหลังกลับจาก IF ผมแทบจะไม่ได้นอนข้อมูลที่ได้มาโคตรไร้ประโยชน์เลย

“ได้เรื่องแล้วใช่ไหม” ผมถามแต่ยังไม่ได้หยิบเอกสารนั่นขึ้นมาดู

“มันชื่อ พนาดร ศิริพรรณไพบูลย์ ลูกชายคนเดียวของ นายแพทย์เวนไตย เจ้าของโรงพยาบาลเอสพี่” หือ..ลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลคือเจ้าของแหล่งมั่วอบายมุขนั่น จิ๊ทำไมผมรู้สึกว่ามันยังไม่ถูกต้องนะ

“แล้วได้ไปสืบอะไรเพิ่มเติมมาหรือเปล่า” ผมหยิบเอกสารขึ้นมาดูในที่สุด

“ครับ ผมสืบต่อมาบ้างบางส่วน” แบล็คเดินถือแก้วกาแฟเข้ามาสงสัยมันพึ่งจะตื่นเพราะนี่ยังเช้ามาก แต่ที่เควินท์มันตื่นก่อนเพราะมันต้องเตรียมจัดการของในร้านหน้าที่หลักของมันเลย เห็นมันบ่นไม่เลิกตั้งแต่เริ่มไปเรียนแบบนี้พอเอาเข้าจริงๆ มันโคตรจะเอาใจใส่แถมทำออกมาดีทุกอย่างซะด้วย คิดไม่ผิดที่เลือกส่งมันไปเรียนชงกาแฟถ้าส่งไอ้แบล็คไปมีหวังลูกค้าคงได้กินแต่กาแฟดำอย่างเดียวเพราะมันก็คงทำเป็นแค่อย่างที่มันชอบกินนั่นแหละครับ เรียกว่านอกจากงานก็ไม่รับไม่เพิ่มอะไรทั้งสิ้นนี่คือข้อเสียของแบล็ค

“มีอะไรผิดปกติบ้าง” ผมหันไปถามคนที่พึ่งเดินเข้ามา

“เท่าที่ดูก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกตินะครับ นายพนาดรเข้ามาช่วยดูแลโรงพยาบาลของที่บ้านตั้งแต่เรียนจบประวัติดีหมดจรด แถมเป็นที่รักของพนักงานทุกคนยิ่งผมสืบลึกผมก็ยิ่งสงสัยว่าคนอย่างนี้จะเป็นเจ้าของที่แบบนั้นได้ยังไง” อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ผมไม่ได้แปลกใจผมแค่กำลังสงสัย ความรู้สึกผมมันบอกแต่ว่าไม่ได้มีแค่นี้มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ผมรู้ครับว่าเรื่องแบบนี้มันต้องใช้หลักฐานไม่ใช่ความรู้สึกถึงยังไม่ได้พูดอะไรออกไป

“แบล็คมึงอย่าไปหลงกลกูว่าแค่หน้ากากแหละ” มึงพูดถูกมากเควินท์ผมคิดแบบมันเลย

“อ่ออีกอย่าง มันจบตำรวจนะครับแต่ทำไมถึงตัดสินใจมาช่วยงานโรงพยาบาลก็ไม่รู้” จากที่อ่านข้อมูลในเอกสารแล้วก็ฟังจากที่แบล็คบอกเหมือนมันจะไม่มีอะไรทุกอย่างดีหมด แต่ไอ้ดีหมดนี่แหละที่มันน่าสงสัย

“แบล็คลองตามมันดูเผื่อจะเจออะไรบ้าง อีกอย่างเราไม่รู้ว่ามันเป็นคนยังไงเรียกคนของพ่อมาช่วย เวลาตามให้เปลี่ยนหน้ากันไปอย่าทำอะไรผิดสังเกต ห้ามประมาทเด็ดขาดเราอาจต้องสืบเรื่องนี้ไปอีกนาน” ในเมื่อยังไม่รู้อะไรมากเราคงต้องตามเก็บข้อมูลไปก่อน

“ครับคุณอาชา”

“มึงอยากโดนถีบจริงๆ ใช่ไหม” ชอบเรียกผมแบบนี้ตลอดยิ่งมันรู้ว่าผมไม่ชอบยิ่งพูดบ่อย

“นี่ด้วยพี่” เควินท์ยื่นซองสีน้ำตาลให้ผม ทันทีที่รับมาผมก็รีบเปิดมันออกทันทีเรื่องนี้ผมกำลังรออยู่เลย

“ทำไมเหมือนเดิมเลยวะ” ถึงในนี้มันจะมีรูปเพิ่มมาด้วยแต่ข้อมูลทุกอย่างมันก็ไม่ต่างจากครั้งแรกที่ผมให้มันไปสืบ

“เหมือนเดิมทุกอย่างพี่ เรื่องที่มันพูดก็ตรงกับข้อมูลที่เราได้มาทุกอย่างเหมือนกัน”

“แล้วมึงคิดว่ามันธรรมดาขนาดนั้นไหม จากที่ฟังเมื่อคืน” ผมต้องการคนยืนยันว่าตัวเองไม่ได้คิดแบบนี้แค่คนเดียวมันฉลาดมากกว่าที่จะเป็นแค่เด็กขายหัวไวตาไว ผมมั่นใจมากว่ามันต้องไม่ได้เป็นแค่นี้ ต้องทำยังไงผมถึงจะรู้วะมันเล่นระวังตัวอยู่ตลอดเวลาแม้แต่ตอนที่มันพูดคุยกับคนอื่น จากที่ดูแล้วเมื่อคืนมันจะเลี่ยงทุกคำถามที่มันคิดว่าเสี่ยงและวิธีเลี่ยงของมันก็ดูฉลาดมากซะด้วยแบบนี้ใครมันจะไม่สงสัยครับ

“ไม่เลย”

“ถ้าเด็กนั่นมันน่าสงสัยนักเราเลือกคนอื่นแทนก็ได้นี่ครับ หาคนที่ทำงานมานานกว่ามีถมไปเราอาจจะได้ข้อมูลมากกว่าก็ได้” ทำไมผมรู้สึกไม่ชอบคำแนะนำของแบล็คเลยวะทั้งๆ ที่มันก็จริงทุกอย่าง

“เออพี่ คนที่ไอ้แบล็คมันเรียกว่าเด็กนั่นอายุเท่าพี่เลยนะแต่น่าโคตรจะเด็กเลยเนาะ” 28 แล้วจริงดิ

“ช่างอายุมันก่อน ตกลงให้เปลี่ยนคนไหมผมจะได้จอง” วันนี้แบล็คมันเป็นอะไรวะ ไอ้ความใจเย็นของมันหายไปไหนหมดแล้ว

“จะเปลี่ยนได้ไงก็พี่”

“ไอ้เควินท์!” ผมหันไปจ้องหน้ามันทันทีก่อนที่มันจะพูดเรื่องไร้สาระอะไรออกมาอีก

“อะไรวะ” นั่นไงแบล็คแม่งสงสัยเลยถ้าไม่มีใครบอกมันเดินถามทั้งวันแน่ ไอ้ฝรั่งชอบสร้างเรื่องเดี๋ยวกูจะส่งมึงกลับเดี๋ยวก่อน

“ไม่ได้มีอะไรอย่าไปฟังมันมากแบล็ค” ผมส่ายหัวก่อนจะก้มหน้าลงไปอ่านเอกสารในมือโดยละเอียดอีกครั้ง ตกลงว่ามึงเป็นใครกันแน่แล้วนนท์คือชื่อมึงจริงๆ ใช่ไหม

“แล้วมึงก็ไม่ต้องเปลี่ยนคนด้วยนะแบล็ค เพราะคุณอาชาของมึงเขาต้องการน้องนนท์คนนี้” ไอ้เชี้ยผมบอกมันตอนไหน

“ว่าไงครับ” ทำไมมันสองคนต้องมองผมด้วยสายตาแบบนี้ด้วย แล้วไอ้รอยยิ้มกระตุกส้นนั่นอีก

“เออ ไม่ต้องเปลี่ยน”

“ฮิ้ว....” ผมทนนั่งคุยกับพวกมันต่อไม่ไหวเลยเลี่ยงเดินออกมาจากห้องนั้นซะเอง เป็นบ้าอะไรของพวกมันวะ

..จบพาร์ทอาชา..

ไม่อยากจะเชื่อ ผมต้องพูดคำนี้อีกกี่ครั้งวะเนี้ย ทันทีที่ผมเตรียมตัวเรียบร้อยเพรียวมันก็ให้เด็กเอากุญแจมาให้บอกว่ามีลูกค้าจองแต่ให้ขึ้นไปรอข้างบนก่อนได้เลยลูกค้าขอมา ทำไมผมต้องมาเจอแต่ลูกค้าแปลกๆ นะช่วงนี้ความน่าเบื่อนี้เมื่อไหร่จะหมดไปซะที ยิ่งสืบยิ่งหาทุกอย่างก็เหมือนยิ่งห่างยิ่งเราพยายามทุกอย่างเหมือนยิ่งถูกซ่อน จนตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เรากำลังทำมันจะได้เรื่องอย่างที่คิดจริงๆ

“เฮ้อ..” ผมเข้าใจระบบของงานดีครับว่าเราต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง อีกอย่างถ้าไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลที่ชัดเจนเราก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ทุกอย่างมีกฎข้อบังคับไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่นี่มันคนละอย่างกับที่ผมเคยทำมาเลยจะเรียกว่าผมเป็นมือใหม่มากสำหรับงานนี้ก็ได้ ตั้งแต่วันที่ผมแอบเข้าไปในห้องวีไอพีแล้วเกิดเรื่องขึ้นผมก็เอาแต่คิดถึงมันตลอด มันยิ่งกว่าในหนังซะอีกใครจะไปคิดว่าคนร้ายจะให้คนของตัวเองเข้ามาตรวจสอบก่อนที่ตัวมันจะเดินเข้ามาระวังตัวทุกฝีก้าวแบบนี้สินะถึงไม่เคยมีใครทำอะไรมันได้ จากตอนแรกที่อยากจะสาวลงลึกไปจนถึงรากหมายถึงธุรกิจมืดอีกหลายอย่างที่มันทำแต่โอกาสเป็นไปได้โคตรน้อยเลย เพราะตอนนี้เราแทบจะไม่มีอะไรอยู่ในมือแถมยังต้องมานั่งรอโอกาสที่ไม่รู้ว่ามันจะปลิวมาเมื่อไหร่

“เหม่ออะไร”

“คุณ!!” จากที่ยืนมองบรรยากาศด้านนอกผ่านกระจกคิดถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังทำอยู่ตอนนี้ว่ามันจะจบแบบไหน เสียงของผู้มาใหม่ทำให้ผมต้องรีบหันกลับไปมอง

“ทำไมทำหน้าเซงแบบนั้น” หรอ แต่ใครมันจะไปรู้ว่าตอนนี้หน้าตัวเองเป็นยังไง

“นั่งก่อนสิครับ” ไม่อยากจะเชื่อว่าลูกค้าคนเดิมจะกลับมาอีกแล้ว คนที่บอกว่าไม่ได้โกหกว่าตัวเองชื่ออาชา

“ดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดี” นี่ก็อีกเรื่องที่ผมคิดไม่ตก ผู้ชายคนนี้เป็นใครแล้วเข้าหาผมทำไมมันต้องการอะไรจากผม

“ดูเหมือนคุณจะสนใจผมมากเลยนะครับ” วันนี้ไม่มีอารมณ์ถามหรอกนะว่าจะแดกอะไรหรือเปล่า

“ชัดเจนขนาดนี้ไม่ต้องสนใจก็มองเห็นมั้ง” หึ

“ถามจริงนะคุณอาชา คุณต้องการอะไรจากผมกันแน่” ช่วงนี้ผมคงเครียดกับงานมากจริงๆ ครับ เป็นคุณจะไม่เครียดหรือไงถ้าต้องเดินอยู่ในที่มืดๆ ไม่รู้ว่าเราจะเจอแสงสว่างเมื่อไหร่แถมเรายังไม่สามารถหาทางออกให้กับตัวได้อีกด้วย

“มาที่นี่จะต้องการอย่างอื่นได้ยังไง” ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ

“แต่คุณก็ไม่เคยทำอะไรผม” ไหนๆ ก็คุยกันแล้ว

“ที่พูดมาทั้งหมดนี่คืออยากให้กูทำ พอกูไม่ทำมึงก็เลยสงสัยถูกไหม” ไม่น่าจะถูกนะมึงคิดไปเอง ไม่พูดอย่างเดียวแถมยังยิ้มมันยิ้มครับถึงผมจะได้เห็นแค่ปากก็เถอะ

“หึคิดได้” ผมส่ายหัวกลับไปช้าๆ

“เข้าใจนะว่ากูน่าสนใจมาก แต่ไม่เห็นต้องรีบเลยกูยังมีเงินเข้ามาซื้อมึงได้อีกนาน” วิธีคิดของมึงมันแปลกนะหนวด

“ไหนๆ ก็รู้จักกันแล้วคุณถอดแว่นให้ผมดูหน่อยสิ” ผมขยับเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็วจนไอ้คนตรงหน้าต้องถอยหลังหนี

“อะ อะไรไม่ถอด” หื้ม..แค่ขยับไปใกล้เสียงต้องติดขัดแบบนี้ไหม ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

“ทำไมล่ะผมอยากเห็นหน้าคุณนะ ถอดเถอะนะ นะครับ” ผมชอบที่มันทำเหมือนกำลังกลัวในสิ่งที่ผมทำ ยิ่งผมพยายามขยับเข้าไปหามันก็ยิ่งถอยห่างออกไปจนแทบจะตกโซฟาแล้ว

“ถ้าไม่ถอยออกไปกูจะทำจริงแล้วนะ” เสียงแข็งกร้าวขึ้นมาทันทีแต่ผมรู้ว่ามันทำแบบนี้เพื่ออะไร

“ไม่อยากรู้แล้วก็ได้ฮ่าๆ” ไม่อยากจะเชื่อด้วยว่าผมจะได้เห็นอะไรแบบนี้จากคนตรงหน้า และอีกอย่างที่ทำให้ผมแปลกใจคือผมหัวเราะออกมาได้หลังจากที่เอาแต่ทำหน้าเครียดมาหลายวัน

“เหมือนมึงกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ” พอผมถอยออกมามันก็ขยับกลับมานั่งที่เดิม

“ก็มี คนเรามันก็ต้องมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แล้ว” แต่ถ้าไม่สบายใจแล้วมันมีทางแก้ก็คงจะดีกว่านี้แถวยังคุยกับใครไม่ได้อีกต่างหากจะไม่ให้ผมปวดหัวได้ไงล่ะครับ ถ้าจะเอาไปคุยกับคนในทีมมีหวังพากันเครียดแค่นี้ลุงชาติก็ประสาทจะแดกแล้ว

“ก็จริง”

“วันนี้มาแค่นั่งคุยอีกใช่ไหม” ขอให้มันตอบว่าใช่เถอะ

“ยังไงดีล่ะ”

“เราแค่คุยกันเถอะถ้าคุณรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบผมจะคืนเงินให้เอง” บอกแล้วไงครับว่าผมไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น

“หึ ขนาดนั้นเลยเอาสิคุยอะไรกันดีล่ะวันนี้” ใจกว้างซะด้วย


ไม่รู้ว่ามันเพราะอะไรหลังจากนั้นอาชาก็มาหาผมทุกวันบางวันถึงกับซื้อเวลาของผมยันปิดร้านเพื่อนั่งคุยกันแค่นั้น ถามว่าสงสัยไหมผมก็ยังสงสัยอยู่ครับแต่แปลกที่ผมเองก็รู้สึกสบายใจที่ได้คุยกับมัน เราไม่ได้หาเรื่องอะไรมาคุยกันมากมายเลยก็แค่คุยกันเรื่องธรรมดาเรื่องที่เราไม่เข้าใจก็เอามาแชร์กันเหมือนกับแลกเปลี่ยนมากกว่า ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ผมเคยนึกด่าในใจจะกลายมาเป็นคนที่ผมคุยด้วยแล้วมีรอยยิ้มทุกครั้ง ตรรกะเพี้ยนๆ ของมันก็เรียกเสียงหัวเราะได้เหมือนกัน เหมือนสมองผมได้คิดเรื่องอื่นบ้างนอกจากงานที่ไม่เดินไปไหนสักที

“มึงเคยคิดจะออกจากที่นี่บ้างไหม” และนี่ก็เป็นอีกวันที่มันมาคุยกับผม

“อยากสิ ใครมันจะอยากทำงานแบบนี้ไปจนตาย” ยืมคำพูดคลองเปรมมันมาครับ

“แล้วมึงรออะไรทำไมไม่ออก” ถามง่ายแต่ตอบอยากนะเฮ้ย

“ก็ยังไม่รวยไง ออกไปจะไปทำอะไร” จะให้บอกว่ากูยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการมันก็คงจะไม่ได้ ถึงเราจะสนิทกันมากขึ้นหมายถึงคุยกันมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะบอกมันทุกอย่างได้ งานคืองานครับ

“ถ้ารวยก็จะออกเลยใช่ไหม” ถามอะไรของมัน

“ไม่รู้สิยังไม่เคยรวยซักที”

“หึๆ ถ้ากูทำให้มึงรวยได้มึงออกทันทีเลยไหม” เดี๋ยวๆ

“จะพูดอะไรกันแน่” ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเจอคำพูดแบบนี้ครับพอจะเดาทางได้อยู่

“แบบไหนล่ะที่มึงเรียกว่ารวย ถ้ามีข้าวกิน มีรถขับ มีเงินใช้ แค่นี้พอหรือเปล่าหื้ม..” ผมกลืนน้ำลายลงคอทันทีที่แว่นดำตรงหน้าถูกดึงออกพร้อมกับที่คนถามขยับเข้ามาใกล้

“เอ่อ..” ในที่สุดมันก็ยอมถอดแว่นแล้ว

“ถ้าแบบนั้นเรียกว่ารวยสำหรับมึงไปอยู่กับกูไหม” ฮะ!! คนตรงหน้ายิ้มกว้างออกมา ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปเพราะผมเห็นดวงตาคู่สวยได้อย่างชัดเจน ตามันไม่ได้มีปัญหาเหมือนอย่างที่ผมคิดไว้ตอนแรกแถมยังดึงดูดน่ามองมากซะด้วยไม่อยากจะเชื่อ

“ยะ อย่าล้อผมเล่นแบบนี้สิครับ” เอาไงดีล่ะ เหมือนกำลังโดนต้อนจนมุมยังไงไม่รู้ยิ่งผมถอยห่างมันก็ยิ่งขยับตามเข้ามาใกล้มากจนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ

“ทำไมล่ะหรือยังรวยไม่พอ”

“ไหนว่าเราจะแค่คุยกันไง” ผมไม่เคยรู้สึกเสียเปรียบขนาดนี้มาก่อนเลยให้ตายเหอะ มันเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายยังไงก็ไม่รู้

“ใช่สิตอนนี้เรากำลังคุยกัน” ตาย ตายแน่ไอ้ธาม ถ้ามันขยับเข้ามาอีกมีหวังผมกลิ้งตกลงไปแน่

“ถอยออกไปหน่อยได้ไหม เฮ้ย!!” จริงอย่างที่ว่าพอผมเอ่ยปากมันก็ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามทันทีและผมก็ถอยห่างออกมาทันทีเช่นกันจนสุดท้ายเกือบตกลงไปที่พื้น ถ้าอาชามันไม่รั้งเอวผมไว้อะนะ

“ถ้าไม่จับมึงเจ็บไปแล้วนะเนี้ย” แทนที่จะปล่อยแขนที่เกี่ยวรอบเอวผมออกแต่มันกลับรัดแน่นมากกว่าเดิมซะอีก มันไม่ได้แค่จะมาคุยกับผมใช่ไหมวันนี้ไม่ได้นะโว๊ย..

“ปล่อยสิ ไม่ตกแล้วนี่” ผมพูดเสียงเบาพร้อมกับหันหน้าเสมองไปทางอื่นเพราะถ้าผมไม่หันหนีหน้าเราคงชนกันไปแล้ว

“หื้ม.. ใจมึงเต้นแรงชะมัด” นอกจากไม่ปล่อยแล้วมันยังเอียงคอมากระซิบที่ข้างหูผมอีก มันกำลังจะทำผมเป็นบ้ารู้ตัวบ้างไหมเนี้ย

“ปล่อยเหอะอึดอัด” ผมยังคงหันมองไปทางเดิมบอกตามตรงว่าไม่กล้าหันกลับไปจริงๆ ครับ

“หึๆ ปล่อยก็ปล่อย” ขอบคุณสวรรค์ แขนแกร่งที่รัดรอบเอวผมค่อยๆ คลายออกอย่างช้าๆ แต่เจ้าของมันกลับไม่ยอมถอยห่างออกไปยังคงนั่งชิดกับตัวผมอยู่อย่างเดิม

“เอ่อ..” ทำไมผมถึงรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้ขนาดจะหาคำพูดเพื่อเอาตัวรอดยังไม่มีปัญญาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นบ้าอะไร

“บอกให้ปล่อยไม่ได้บอกให้ถอยนี่” เจ้าเล่ห์มากไปไหม

“อาชาถอยออกไปหน่อยได้ไหม” กูจะตายห่าอยู่แล้วดูไม่ออกหรือไง

“หึต่อไปนี้เรียกกูแบบนี้นะ” พอมันยอมถอยออกไปผมเองก็ขยับตัวออกมาเช่นกันเกือบขาดอากาศหายใจตายแล้วไหมล่ะไอ้ธาม ไม่ได้มีใครห้ามผมหายใจหรอกครับก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผมต้องกลั้นมันไว้ด้วย

เงียบสิรออะไรเมื่อกี้ว่าอึดอัดแล้วทำไมตอนนี้มันยิ่งกว่าอีกวะ ผมไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองว่าคนข้างๆ กำลังทำหน้ายังไง กลัวว่าหันไปแล้วมันมองผมอยู่เหมือนกันเพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะทำหน้าแบบไหนเลยนั่งมันอยู่เฉยๆ นี่แหละครับ ทำไมผมต้องอึดอัดด้วยอีกอย่างแค่มันช่วยไม่ให้ผมกลิ้งตกโซฟาผมจะประหม่าทำไม ไม่เคยคิดเลยว่าการหันไปมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้มันจะยากเย็นกว่าครั้งไหน

“กูต้องกลับแล้ว” เราเงียบกันไปนาน

“อ่อครับ” แล้วจะให้ผมพูดอะไรล่ะถ้าไม่ใช่คำนี้

“เจอกันพรุ่งนี้นะ” เกือบสองอาทิตย์ที่มันพูดแบบนี้และทุกคืนเราไม่ได้ทำอะไรกันมากกว่าพูดคุย

“ครับ”

“ตกลงมึงชื่ออะไรกันแน่กูอยากเรียกชื่อจริงๆ ของมึง แม้แต่ชื่อก็บอกไม่ได้เลยใช่ไหม” ปัง! พูดจบก็เดินออกไปเลย คำพูดที่มันทิ้งไว้ทำเอาผมรู้สึกปั่นป่วนแปลกๆ อยากเรียกชื่อจริงของผมงั้นหรอถ้าไม่ติดว่านี่คืองานกูคงบอกมึงไปนานแล้ว

“กูชื่อธามนะยินดีที่ได้รู้จัก” ผมพูดมันออกมาแต่คงจะไม่มีใครได้ยินเพราะมันเบามาก ถ้าเรายังเจอกันอยู่แบบนี้และมันไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าคนที่มาเที่ยวธรรมดาอย่างที่ผมสงสัย ถ้ามันเป็นแค่คนที่มีนิสัยประหลาดคนนึงหลังจบงานนี้เราอาจจะมีโอกาสได้รู้จักกันจริงๆ

บอกตามตรงตั้งแต่เข้ามาทำงานแบบจริงๆ จังๆ ผมไม่มีใครเลยนอกจากลุงที่พอจะคุยกันได้บ้าง ไม่คิดเลยว่าในที่แบบนี้ก็มีคนที่เราสามารถคุยได้ด้วยทุกเรื่องที่ไม่สบายใจ ถึงผมจะไม่ได้พูดมันออกไปตรงๆ แต่ผมยอมรับนะว่าผมสบายใจขึ้นเยอะตอนที่คุยกับมันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม สักวันผมคงได้แนะนำตัวอย่างที่ผมอยากทำจริงๆ หวังว่าจะมีวันนั้น ผมไม่ได้อยากโกหกแต่นี่มันคืองาน


นี่พึ่งจะเที่ยงคืนกว่าแต่ลูกค้าผมออกไปแล้วเป็นธรรมดาว่าผมต้องตามลงไปด้านล่างเช่นกันถึงเราไม่ได้ทำอะไรแต่คนอื่นไม่รู้นี่ครับ ทุกคนก็คิดเหมือนกันหมดว่าลูกค้าคนนี้คงติดผมเข้าแล้วก็เล่นมาติดต่อกันเกือบสองอาทิตย์แบบนี้ เริ่มมีคนเอาเรื่องผมไปพูดว่าอีกไม่นานคงถูกขายออกไปให้ลูกค้าประจำคนนี้แน่ๆ ซึ่งนั่นมันทำให้ผมคิดอะไรขึ้นมาได้ ถ้ามันขายผมออกไปจริงๆ เราสามารถจับมันได้เลยนะครับหรือนี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราตอนนี้วะ

งั้นผมต้องทำให้อาชาซื้อตัวผมออกไปใช่ไหม ทั้งๆ ที่ก็เป็นวิธีที่ดีและดูเหมือนจะเป็นไปได้แต่ทำไมผมถึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจแปลกๆ


“น้องนนท์ลูกค้าประจำกลับไปแล้วหรอ” ทันทีที่ผมถึงชั้นสี่มาดามก็ถามทันที ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องมาดามก็หายไปหลายวันคงเพราะร้อยช้ำบนหน้าอย่างที่คลองเปรมมันบอก ถ้าลงมาให้คนอื่นเห็นมีหวังพูดกันไม่จบสามวันเจ็ดวัน

ช่วงที่ผ่านมาเพรียวเลยทำงานค่อนข้างหนักเรียกว่าทุกอย่างที่มาดามทำเพรียวจัดการมันแทนทั้งหมด ผัวเด็กของมาดามคนนี้มีอะไรที่น่าสนใจนะครับก็ตรงที่มันเป็นที่ไว้วางใจของคนที่ดูแลที่นี่ยังไงล่ะ นั่นหมายความว่าผมสามารถหาคำตอบอะไรที่ตัวเองยังไม่รู้จากมันได้ ถึงมันจะยากกว่าอะไรก็เถอะคนยิ่งสำคัญมันก็ยิ่งระวังตัวมากกว่าคนอื่นหลายเท่า แต่เวลาแบบนี้นึกวิธีไหนออกก็คงต้องลองดูให้หมดก่อนจะให้มานั่งรอเวลาอย่างเดียวปีนี้ไม่รู้จะได้ปิดไหมคดี พูดตามตรงผมคิดถึงสุพรรณ คิดถึงป่าอ้อยที่นั่นจะแย่แล้ว

“ครับ” ผมยิ้มตอบกลับไป

“หื้ม..หนักเลยหรอน่าซีดเชียว” มาดามเดินตรงเข้ามาจับที่คางผมเหมือนต้องการมองให้ชัดเพื่อยืนยันในสิ่งที่ตัวเองพูด ผมไม่รู้หรอกครับว่าหน้าตัวเองเป็นยังไงตอนนี้แต่ผมรู้สึกไม่ค่อยดีตั้งแต่อาชาเดินออกจากห้องไปเมื่อกี้แล้ว เหมือนมันกำลังไม่พอใจอะไรสักอย่างทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย

“นิดหน่อยครับ” จะบอกว่าเฮ้ยพี่ไม่มีอะไรเราแค่นั่งคุยกัน รับรองเป็นเรื่อง

“งั้นวันนี้พี่ให้เรากลับก่อนนะกลับไปพัก เกือบสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเราทำเงินให้ที่ร้านเยอะมากพี่จะให้สิทธิพิเศษกลับไปพักได้” ไม่อยากจะเชื่อ ได้กลับไปพักก่อนเพราะหาเงินจากการขายตัวได้มากกว่าคนอื่นเลยได้รับความเมตตา หึผมควรดีใจไหม

“ขอบคุณครับงั้นผมกลับนะ” แต่มันก็ดีครับ ผมไม่ได้อยากทำอะไรต่ออีกเหมือนกันอยู่ๆ ก็เซงขึ้นมาซะงั้น ไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเองตอนนี้เลยครับมันปั่นป่วนแปลกๆ แถมยังไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรไอ้ความรู้สึกแย่ๆ แบบนี้

บอกตามตรงว่าผมไม่เคยไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองแบบนี้มาก่อนเลย ทุกครั้งที่ผมเริ่มไม่เข้าใจอะไรผมจะเริ่มคิดหาเหตุผลและทุกอย่างก็จะจบลงรวมถึงอารมณ์ผมที่สงบลงด้วยเช่นกันแต่ครั้งนี้มันต่างออกไปมาก


ปัง! และนี่มันก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่ผมนั่งแท็กซี่กลับมาที่บ้านแต่มันอาจจะเร็วไปสักสองสามชั่วโมง

แกร็ก ผมเปิดประตูเข้าบ้านตามปกติดึกป่านนี้ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญอะไรทุกคนก็คงขึ้นนอนหรือไม่ลุงชาติก็ออกไปหาข่าว รายนั้นไม่ค่อยอยู่บ้านหรอกครับผมหมายถึงตอนกลางคืน เวลาผมบอกให้พักบ้างลุงก็มักจะพูดเสมอว่ามึงออกไปทำงานจะให้กูมานอนเป็นไอ้แก่ไร้ความสามารถอยู่ได้ยังไง ผมเลยหมดคำที่จะพูดน่ะครับ ปล่อยแกไป

“พี่ธามกลับมาเร็วจัง” ทำไมเมย์ยังไม่นอนอีกวะ ปกติเราจะเปิดไฟที่ครัวไว้น่ะครับผมเลยไม่เห็นว่ามันมีอะไรผิดปกติลุงชาติกลับมานั่นแหละไฟทั้งบ้านถึงจะปิด

“วันนี้มันให้กลับเร็วพี่ขายเก่ง” ผมบอกและยิ้มตอบกลับไปทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ในอารมณ์นั้นเลย ตกลงผมเป็นบ้าอะไรของผมวะ

“แน่สิ ไม่ต้องบอกก็รู้ผู้ชายอะไรน่าสวยกว่าผู้หญิงอีก” มันคงเป็นคำชมผมคิดแบบนั้น

“เมย์ล่ะทำไมยังไม่นอน”

“คือเมื่อเย็นเมย์ลองหาวิธีแฮกกล้องบริเวรรอบๆ IF ดูแล้วเจอผู้ชายคนนึงบ่อยมาก ดูจากมุมกล้องหลายๆ มุมผู้ชายคนนี้มาบ่อยแต่ไม่ได้เข้าไปด้านในเหมือนมาดูอะไรสักอย่างจนเมย์รู้สึกว่ามันแปลกอะพี่ ตอนแรกขึ้นไปนอนแล้วแต่มันนอนไม่หลับไงมันติดมันสงสัยเมย์ว่ามันต้องมีอะไร”

“เห็นหน้าชัดไหม”

“ไม่ค่อยชัด ทุกครั้งที่มามันจะใส่หมวก” มันก็แปลกจริงๆ นั่นแหละมาบ่อยแต่ไม่เข้าไปแถมยังใส่หมวกทุกครั้งที่มาอีกต่างหาก

“ไหนเปิดให้พี่ดูหน่อย”

“น้ำพี่” เมย์ยื่นแก้วน้ำในมือให้ผมก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเขี่ยๆ ถึงขนาดเก็บรูปไว้ในมือถือเลยหรอวะ

“นี่หรอ” เออไม่ชัดจริงๆ ด้วยใส่หมวกแถมยังก้มหน้าตลอด เหมือนมันเองก็รู้มุมกล้องแต่จากที่เห็นมันสูงผิวก็ขาว หลายรูปที่ผมเลื่อนดูมันก็มุมเดิมๆ แม้แต่ปากก็ยังเห็นไม่ชัดไม่ว่าจะมุมไหน แล้วเราจะไปหาข้อมูลเพิ่มยังไงวะเนี้ย

“อยู่นานไหม”

“ไม่เกินครึ่งชั่วโมงเหมือนแค่มาดูแล้วก็ไป แต่เมย์ลองตรวจสอบกล้องตัวอื่นตามเส้นทางที่รถขับไปพี่เชื่อไหมว่ารถคันนั้นมันหายไปเหมือนเดิมทุกครั้ง แบบนี้จะไม่ให้เมย์นอนไม่หลับได้ยังไง”

“พี่ว่ามันน่าจะเปลี่ยนรถนะ กล้องไม่ได้จับภาพได้ตลอดเวลาอยู่แล้วเพราะมันไม่ได้มีตลอดทาง”

“ดูแค่กล้องคงไม่ได้แล้วเดี๋ยวเรื่องนี้เมย์จัดการเอง”

“อย่าพึ่งรีบร้อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เราประชุมกันอีกทีรู้ใช่ไหมว่ามันอันตรายเราทำงานเป็นทีมจะทำอะไรต้องให้คนในทีมรู้ด้วย เข้าใจนะ” จะให้พูดตรงๆ คือผมก็เป็นห่วงนั่นแหละครับ

“รับทราบค่ะ” หึ ไม่รู้ทำไมเมย์ถึงเลือกมาทำงานเสี่ยงๆ แบบนี้ไม่กลัวบ้างเลยหรือไง

“พี่ไปอาบน้ำก่อน”

“ค่ะ เดี๋ยวเมย์ไปปิดคอมฯ ก่อน”


ผมแยกขึ้นมาชั้นบนเพื่ออาบน้ำอย่างที่บอก ใครคือคนที่เมย์เอารูปให้ดูแล้วการเฝ้ามองจากทางด้านนอกแบบนั้นเพื่ออะไร หัวสมองยิ่งตื่อๆ อยู่ด้วยวันนี้คิดอะไรไม่ออกเลยผม

“ (วันนี้ไม่กลับ) ” พอออกมาจากห้องน้ำข้อความก็เข้ามาเหมือนรู้ หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยผมก็กลับลงมาที่ชั้นหนึ่งอีกครั้งเพื่อปิดไฟ ในเมื่อลุงไม่กลับก็ไม่ต้องเปิดมันไว้


ตรวจความเช็คเรียบร้อยของบ้านพร้อมกับปิดไฟจนหมดทุกดวงผมก็กลับขึ้นมาที่ห้องของตัวเอง ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่เด็กแบบผมเขาจะมีความรู้สึกแบบนี้กันไหมหมายถึงเหงาน่ะครับ กลับบ้านมาก็ขึ้นห้องนอนตื่นมาใช้ชีวิตมันแบบเดิมๆ ทุกวันเฮ้อ.. หรือถ้าเป็นตอนที่ผมอยู่สุพรรณยิ่งแล้วใหญ่กลับบ้านมาก็เงียบอย่างกับบ้านล้างไม่เจอใคร วันหยุดก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนทำอะไรเฮ้อ..ชีวิต


ผมยังคงนั่งพิงหัวเตียงคิดอะไรไปเรื่อย ไม่รู้ว่าที่นอนไม่หลับมันเพราะรู้สึกไม่ดีหรือเพราะผิดเวลากันแน่ครับ ผมเข้าใจเลยกว่าคดีๆ นึงจะคืบหน้าไปได้มันต้องใช้ความพยายามมากมายขนาดไหนยิ่งเป็นคดีที่มีอันตรายแบบที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ความยากมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นอีกหลายเท่า

“กึก!” ผมยืดตัวขึ้นเพื่อฟังสิ่งที่ตัวเองได้ยินมันใช่อย่างที่ผมคิดหรือเปล่านะ มือก็สอดเข้าไปใต้หมอนเพื่อหยิบสิ่งที่ต้องการลุงชาติบอกว่าจะไม่กลับนี่ ถ้าอย่างนั้นเสียงที่ผมได้ยินมันคืออะไรหมาแมวก็ไม่ได้เลี้ยง



.................................................



To Be Continued……….

**ฝากติดตามนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะ **


ความคิดเห็น