ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

บทนำ

บทนำ

“พาหนูเล็กมานี่ได้บอกพ่อเขาหรือเปล่ารุ้ง?” คำถามเข้ม ๆ จากปากหญิงสาววัย32หมาด ๆ ถูกส่งมาให้พร้อมกับสายตาคาดคั้น หลังจากที่น้องสาวต่างมารดาอย่างรัมภาภัสร์ หรือ สีรุ้งและเด็กหญิงรัมภาวีร์ หรือ หนูเล็กหลานสาวเข้ามานั่งในห้อง

“ไม่ได้บอกค่ะ และไม่จำเป็นต้องบอกด้วย ทีเขาออกเรือยังไม่บอกรุ้งกับหนูเล็กสักคำ” คนเป็นน้องบอกพร้อมยักไหล่ “แล้วทำไมรุ้งต้องรายงานเขาทุกเรื่องด้วย”

คนเป็นพี่ได้แต่ถอนใจพรืดแล้วทอดสายตาไปมองหลานสาววัย5ขวบเพียงไม่กี่วัยที่นั่งวาดรูปไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนที่มารดาพามาถึงคอนโดมิเนี่ยมของคุณป้ายังสาวที่กรุงเทพมหานครทั้งที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่สัตหีบมาตลอด เด็กหญิงรัมภาวีร์เป็นเด็กฉลาด สมองพัฒนาเกินกว่าวัยพอสมควร เด็กคนนี้พูดตามความจริงก็คือเกิดมาจากความไม่ได้ตั้งใจของคนเป็นพ่อและแม่อย่างรัมภาภัสร์แต่ทั้งพ่อและแม่ก็รักหนูน้อยที่สุด

นาวาตรีราชนาวี หรือ ผู้การรัก ผู้เป็นพ่อของหลานสาวตัวน้อยกับน้องสาวของเธอนั้นก่อนจะมีหนูน้อยก็ดูจะไม่กินเส้นกันอยู่มาก พูดกันได้ไม่กี่คำก็มีอันต้องเถียงกัน แต่พอมีหนูน้อยรัมภาวีร์ทั้งคู่ก็สงบปากสงบคำกันมากขึ้นแต่นิสัยไม่พอใจอะไรก็หอบกระเป๋าหนีของรัมภาภัสร์นี่แก้ไม่หายสักที หลายครั้งหลายหนที่แม่เลี้ยงโทรมาเล่าให้ฟังว่ารัมภาภัสร์หอบผ้าหอบผ่อนพาลูกกลับไปนอนบ้านเพราะไม่พอใจพ่อของลูก แต่ในทุกครั้งเด็กหญิงรัมภาวีร์ก็มีวิธีทำให้คนเป็นแม่หายงอนกลับบ้านได้เสมอ แต่คราวนี้หลานสาวตัวน้อยของเธอกลับนิ่ง ไม่มีทีท่าจะชักชวนมารดากลับบ้าน

หรือคราวนี้จะงอนแพ็คคู่?

“แล้วได้บอกพ่อแม่สามีเราหรือเปล่า?” พี่สาวอย่างรติภัทร หรือ สีครีมถามด้วยสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจก่อนจะได้หน้ายิ้มแหย ๆ ตอบกลับ

“ยัยรุ้ง!” รติภัทรเรียกชื่อน้องสาวต่างมารดาเสียงหลงเมื่อเดาได้ว่าน้องสาวไม่ได้บอกครอบครัวสามีเลย “พาหนูเล็กกลับบ้านยังพอว่านะแต่นี่เราพาหนูเล็กมาหาพี่ถึงกรุงเทพฯ แล้วก็ไม่บอกใครไว้เลย ป่านนี้เขาไม่พากันห่วงเราทั้งบ้านแล้วเหรอ?”

“โธ่พี่ครีมขา รุ้งไม่ได้ไม่บอกใครสักหน่อย รุ้งบอกเรือรบไว้นะ”

“เรือรบ? เรือรบนี่มันนกแก้วของหนูเล็กไม่ใช่เหรอ? บอกนกแก้วแล้วนกแก้วจะบอกใครต่อได้หะ?” คนเป็นพี่สาวถามอย่างระเหี่ยใจ น้องสาวเธอยังสติดีอยู่ไหม บอกนกแก้วไว้แล้วนกแก้วจะบอกอะไรใครได้ ถึงจะถูกฝึกให้พูดได้ก็เถอะแต่กว่านกแก้วตัวนั้นจะพูดได้สักประโยคจะต้องพูดให้ฟังตั้งหลายวันแล้วยัยน้องสาวมีเวลาไปฝึกนกแก้วตัวนั้นก่อนมาไหม?  เดาได้เลยว่าไม่

“บอกต่อใครรุ้งไม่รู้ รุ้งรู้แค่ว่าตั้งแต่วันนี้ไปรุ้งกับหนูเล็กจะมาอยู่กรุงเทพฯกับพี่ครีมแบบไม่มีกำหนดกลับ”

“หะ อยู่กับพี่ จะบ้าเหรอ? หลานต้องเรียนไม่ใช่เหรอยัยรุ้ง อย่าทำตัวเป็นเด็กสิ” รติภัทรเตือนสติแต่แล้วหนูน้อยรัมภาวีร์ก็ลุกเข้ามากอด

“หนูเล็กจาอยู่กับครีมจ๋า หนูเล็กโกรธพ่อรักแล้ว ไม่คืนดีง่าย ๆ ด้วย ให้หนูเล็กอยู่ด้วยน๊า” เด็กน้อยผู้สมองพัฒนากว่าวัยบอกในขณะที่คนเป็นป้าได้แต่อึ้งและงงเป็นไก่ตาแตก รัมภาภัสร์ยักไหล่

“คราวนี้นอกจากรุ้งไม่พอใจแล้ว หนูเล็กยังงอนด้วย เราสองคนเลยตกลงกันว่าไม่ต้องมีพ่อรักพวกเราอยู่กันสองคนก็ได้ ก็เลยพากันขึ้นมาเนี่ย”

“เราเป่าหูอะไรหนูเล็กหะยัยรุ้ง หลานพี่ถึงได้เอาด้วยเนี่ย?”

“ไม่ได้เป่าหู แต่วันก่อนวันเกิดหนูเล็ก หนูเล็กแกรอพ่อแกจนดึกแต่เพื่อนพี่ก็ไม่กลับมาทั้งที่ก็หายไปตั้งสามสี่วันแล้วน่าจะแวะกลับมาหาลูกในวันเกิดแต่ก็ไม่มา เมื่อวานรุ้งเลยพาลูกไปหาถึงเรือ แต่พี่รู้ไหมว่าเราเห็นอะไร?” คนเป็นน้องถาม ราชนาวีพ่อของลูกเธอนั้นเป็นเพื่อนสนิทของพี่สาวเธอ ด้วยไม่อยากเรียกชื่อให้รู้สึกโมโหขึ้นกว่าเดิมจึงเลี่ยงไปใช้คำว่าเพื่อนพี่แทน

“เจออะไร รักอยู่กับผู้หญิงหรือไง?”

“เปล่า ไม่เจออะไรเลยต่างหาก ทั้งเรือทั้งคน ถามเพื่อนเขาเขาก็บอกว่าไปราชการ อีตานั่นไปราชการแต่ไม่บอกรุ้งหรือแม้กระทั่งลูกแถมยังเป็นช่วงวันเกิดลูกเสียด้วย หนูเล็กไม่โกรธก็ไม่ใช่ลูกรุ้งแล้ว” เพราะรัมภาภัสร์เป็นคนที่ไม่พอใจง่ายและเมื่อไม่พอใจใครแล้วก็จะมักจะโกรธไม่พูดกับคนนั้นไปเลย บ่อยครั้งที่เธอไม่พอใจเพื่อนพี่สาวผู้เป็นพ่อของลูกเธอจึงหอบลูกกลับบ้านไม่พูดไม่จา แน่นอนว่านิสัยนี้ถ่ายทอดไปยังลูกสาวมากกว่า50% แต่เพราะพ่อเขาเป็นคนที่ความอดทนสูง น้อยครั้งจะไม่พอใจหรือโกรธและหนูน้อยก็ได้รับถ่ายทอดนิสัยส่วนนั้นมาด้วยทำให้หนูน้อยรัมภาวีร์เป็นคนที่มีความอดทนสูง ไม่โกรธใครง่าย ๆ แต่ถ้าได้โกรธแล้วก็มักจะไม่หายง่าย ๆ พร้อมจะเดินหนีโดยไม่พูดจา

ก่อนนี้ราชนาวีไปไหนไม่บอกก็จริงแต่ก็ไม่เคยเบี้ยววันสำคัญของลูกสาวแต่คราวนี้เขาไปราชการไม่บอกไม่กล่าว หนูน้อยของเธอไม่โกรธไม่งอนก็ไม่ใช่ลูกเธอแล้วล่ะ และเด็กหญิงรัมภาวีร์คงจะไม่ให้อภัยคนเป็นพ่อง่าย ๆ อย่างแน่นอน

“โอ๊ย ฉันปวดหัวกับแม่ลูกคู่นี้ จะอยู่ก็ตามใจแล้วกัน แต่ขอเถอะ คิดกันให้ดี ๆ ทั้งแม่ทั้งลูกน่ะ เคยเห็นหน้า เคยหัวเราะไปด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน นอนกอดกันในวันที่ว่างแล้วจะตัดกันออกจากชีวิตได้จริง ๆ น่ะเหรอ?” รติภัทรเตือนสติ “หนูเล็กอาจจะคิดว่าทีครีมจ๋าไม่ได้อยู่กับแม่ตั้งแต่เด็ก ๆ มีแต่พ่อครีมจ๋ายังอยู่ได้เลยทำไมหนูเล็กจะทำไม่ได้  ครีมจ๋าอยากบอกว่ามันต่างกันนะ ตั้งแต่จำความได้ครีมจ๋าไม่เคยเจอแม่ แม่จึงไม่จำเป็นกับครีมจ๋าและตอนหลังครีมจ๋าก็ได้เจอยายเพียง แต่หนูเล็กเห็นพ่อมาตั้งแต่จำความได้ หนูเล็กไม่มีทางอยู่ได้แบบครีมจ๋า”

“อีกหน่อยหนูเล็กจาหาพ่อใหม่และสามีใหม่ให้แม่รุ้ง เอาที่มีเวลาให้หนูเล็กตลอดเวลาไปเลย แล้วเดี๋ยวหนูเล็กก็จารักพ่อใหม่ไม่สนใจพ่อรักอีก” ผู้ใหญ่งอนยังพอมีเหตุผลแต่เด็กงอนนั้นง้อยากเพราะเด็กน้อยไม่สนใจเหตุผลอะไรทั้งนั้น นั่นคือเด็กหญิงรัมภาวีร์ในตอนนี้ เพราะสมองเธอพัฒนาเกินวัยและได้ยินพ่อกับแม่ของเพื่อนคุยกันเกี่ยวกับพ่อใหม่ แม่ใหม่ ว่าสามารถหาใหม่ได้เช่นเดียวกับของเล่น เธอจึงจำมาใช้ด้วยรอยยิ้มแก่แดด “ตายแล้ว หลานฉันจะหาพ่อใหม่ให้ตัวเอง โอ๊ย เครียดกว่าเรื่องหาหลัวไม่ได้ก็เรื่องความแก่แดดของหลานฉันนี่ล่ะ” คนเป็นป้าพูดด้วยใบหน้าแตกตื่น เธออยากจะมีโทรจิตส่งข้อความทางจิตไปให้ถึงราชนาวีให้รีบกลับมาเสียจริง ขืนเพื่อนเธอยังลอยทะเลไม่รู้ว่าอยู่บนคราบสมุทรอะไรแบบนี้ต่อไปอีกหน่อยมีหวังเสียทั้งเมียทั้งลูกแน่ ๆ ดูท่าแล้วคราวนี้ยัยหนูรัมภาวีร์จะเอาจริง



ทักทายค่ะ สำหรับเวณิตา ทอฝันนั้น นักอ่านที่อ่านนิยายของเวบ่อย ๆ จะต้องรู้บ้างล่ะว่าไรท์เวแต่งนิยายที่พระเอกเป็นทหารเรือส่วนใหญ่ เรื่องนี้ก็เช่นกันค่ะ มาอ่านกันค่ะ

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น