ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 11 ศิโรราบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ศิโรราบ

คำค้น : #พระพายหมายฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2562 15:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ศิโรราบ
แบบอักษร

ภายนอกพระพายอาจจะเป็นผู้ชายรักสนุกที่เหมือนจะลอยไปลอยมาไปวันๆ แต่ผู้ชายคนนี้เล่นเป็นเล่น งานเป็นงาน ในวันทำงาน ชายหนุ่มเองก็เป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่เคยคิดใช้อภิสิทธิ์การเป็นลูกเจ้าของจนอยู่เหนือคนอื่น ตรงกันข้าม เขายิ่งพยายามมากยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อไม่ให้ใครมาพูดได้ว่าใช้เส้นสายที่มีมาแต่กำเนิด แต่ช่วงหลายวันมานี้ พนักงานดีเด่นเองก็มีเขวบ้างเหมือนกัน

สาเหตุมาจากโทรศัพท์มือถือที่อยู่ไม่ห่างตัว

วันนี้วันเดียวเขาเหลือบมองมันเป็นรอบที่ล้านแปด แล้วก็หยิบขึ้นมาดู เปิดแอปพลิเคชั่นสนทนาขึ้นมาแล้วพบว่าข้อความที่เขาส่งไปว่า อรุณสวัสดิ์ ตื่นหรือยังครับ กินอะไรเป็นมื้อเช้า ไม่ได้รับการแยแส อีกฝั่งยังไม่แม้แต่จะเปิดอ่านด้วยซ้ำ จนได้แต่ถอนหายใจ

สาบานได้ว่าชาตินี้เพิ่งจะตื๊อใครนานขนาดนี้เป็นครั้งแรก

ทุกทีพอรู้ว่าไม่มีทางก็ถอยทัพหาเป้าหมายใหม่ก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไมสิน่า เขาถึงติดอกติดใจเด็กน้อยโคตรใจแข็งคนนี้ ทุบทำลายสถิติที่เคยมีมาเชียวล่ะ ขนาดถูกเมินเห็นๆ มุมปากดันเสือกยกขึ้นสูง ส่งข้อความหาเพิ่มเติมว่าคิดถึงจังเลย

สกายทำให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ เป็นพยาบาลจำเป็น เป็นคนใช้ เป็นคนคอยหาข้าวหาปลาให้กิน แล้วยังถีบส่งคนแสนดีเขาไปนอนบนพื้นอีกด้วย นี่แค่นึกถึงเช้าที่ตื่นมาพร้อมอาการปวดหลังก็ขำไม่หาย แทนที่จะมีคนเป็นห่วง ประโยคแรกที่สกายถามเขาคือ...เช้าแล้ว พี่ไปได้แล้ว

เย็นชาสัสๆ แต่ก็น่ารักสัสๆ เหมือนกัน

น่ารักยังไงน่ะเหรอ ก็คนไล่ยอมออกไปกินข้าวเช้าด้วยน่ะสิ

ช่วงหลังมานี้พระพายคิดว่าเขาชักจะเอาใจไปผูกติดกับเด็กคนนั้นมากไปแล้ว บอกตามตรงว่าไม่มีสมาธิทำงาน วันไหนเลิกงานไวยังแอบวิ่งไปส่งเสบียง เจอหน้าบ้าง เอาแขวนไว้หน้าห้องบ้าง เขายังไม่อยากหงายไพ่ตายว่ามีกุญแจห้องเอาไว้ในกำมือ ซึ่งพอได้เจอ ได้เห็นตาขวางกับอาการกลั้นยิ้ม ร่างสูงก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

ขนาดน้องสาวยังบอกเลยว่าช่วงนี้เขาแปลกไป ไม่แปลกได้ไง กลับบ้านทุกวัน ทุกทีขลุกอยู่แต่ที่คอนโด พาคนนั้นคนนี้มาเล่นด้วย แต่ช่วงนี้เป็นเด็กดีกลับบ้านกลับช่องไปให้พ่อแม่เห็นหน้า จนแม่เขาบูชาสรรเสริญต้นเหตุที่ทำให้เขาสงบเสงี่ยมไม่ขาดปาก

‘อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้’

แกว่างั้น คงคิดว่าชาตินี้หาคนมาคุมเขาไม่ได้ล่ะมั้ง

“กูก็ไม่ได้ถูกคุมสักหน่อย” ปากว่างั้น แต่ใจน่ะรู้ดีกว่านั้น

ติ๊ง!

พรวด!

คนตั้งใจทำงานเด้งพรวดขึ้นมาจากที่นั่ง ก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องครัว แต่เปล่าไปหากาแฟกินในช่วงบ่ายแสนง่วง แต่เพราะโทรศัพท์มือถือที่มีข้อความสั้น กระชับ โคตรได้ใจความว่า...อืม

[พี่ไม่ทำงานทำการบ้างเหรอ]

พอเขาโทรหา ปลายสายก็ว่าคล้ายเหนื่อยใจ แต่ทำให้คนฟังยิ้มกว้าง

“พี่มีเวลาให้สกายได้เสมอ”

[เชื่อตายล่ะ]

สักวันจะเอาให้เชื่อกูหมดใจเลย

*!*

พระพายทดเอาไว้ รู้สึกว่าเด็กน้อยพูดทำนองว่าไม่เชื่อเขาบ่อยเกินไปแล้ว นี่ยังแอบสงสัยเลยว่าเคยถูกหักหลังมาก่อนหรือเปล่า ทำไมเชื่อใจคนอื่นยากขนาดนี้ แต่ไม่เป็นไร เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน แค่ยอมรับสายโดยไม่ตัดทิ้งก็ดีถมเถไปแล้ว

“เย็นนี้เดี๋ยวพี่ไปหานะ”

[ไม่ต้องมา]

“กี่โมงดี”

ร่างสูงกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น เพราะปลายสายถอนหายใจยาวเหยียด แต่เขาจะไปนี่หว่า ใครก็ล่ามโซ่ขาเอาไว้ไม่ได้

“แล้วอยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย เดี๋ยวพี่ซื้อเข้าไปให้ เอาอะไรดี ไทย ฝรั่ง จีน เวียดนาม เดี๋ยวพี่พายคนนี้เอาไปให้เสิร์ฟให้ถึงห้อง” เขาเสนอ รอคอยคำตอบอย่างใจเย็น และปลายสายก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

“ถ้าพี่ไปซื้อที่ปักกิ่งให้ผมภายในเย็นนี้ได้ ผมจะบอกว่าอยากกินอะไร แค่นี้นะ ผมมีเรียนต่อ” จากนั้นก็ตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ปล่อยให้คนทางนี้หัวเราะออกมาเต็มเสียง ดวงตาสีสวยพราววิบวับอย่างชอบอกชอบใจ เลิกแปลกใจแล้วว่าทำไมชอบกวนอีกคนเหลือเกิน

วันนี้ไล่ให้บินไปจีนเลยแฮะ

“ดีกว่าไล่ไปตายเยอะ”

เขาตามจีบมาเดือนกว่า จูบก็ยังไม่ได้ แต่วันนี้มีพัฒนาการ จากใช้สายตาไล่ไปตาย นี่ไล่ไปแค่ต่างประเทศ จนสรุปว่าเย็นนี้เอาเป็นอาหารจีนก็แล้วกัน คิดไปก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่ามีร้านไหนจัดส่งมาให้เขาที่บริษัทได้ พอเลิกงานปุ๊บจะได้ซิ่งไปเลย

“อ้าวพี่พาย มาพักเหมือนกันเหรอคะ”

เปล่าครับ มากวนประสาทเด็ก

พระพายตอบแค่ในใจ หันไปมองสาวสวยที่กำลังยิ้มหวาน

“กุลมาพักเหรอครับ”

“ค่ะ มาชงกาแฟ ให้กุลชงเผื่อมั้ยคะ” หญิงสาวมองมือเขาที่มีเพียงโทรศัพท์มือถือแล้วอาสาอย่างกระตือรือร้น

ช่อพิกุล สาวสวยชื่อเพราะที่พระพายเองก็สนใจในทีแรก แต่ด้วยความที่เขาแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน เจ้าตัวเลยทำเป็นไม่สนใจสายตาที่แสดงออกชัดเจนว่าสนใจเขาอย่างออกนอกหน้า แต่ใช่ว่าจะไม่หยอดไม่แหย่ให้กระชุ่มกระชวยตามประสาผู้ชาย ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“พี่พายช่วยกุลหยิบแก้วข้างบนหน่อยได้มั้ยคะ”

เขาก็ไม่เห็นว่าแก้วที่ว่าจะอยู่สูงเกินเอื้อมมือ แต่ชายหนุ่มก็เต็มใจยอมรับการเชื้อเชิญ เดินไปซ้อนหลังแล้วหยิบแก้วที่ว่าให้สาวเจ้า ก้มหน้ามองแววตาขัดเขินของคนที่ไม่ขยับหนีความใกล้ชิดเกินพอดี

ติ๊ง!

“อ๊ะ พี่พาย”

ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังเบาๆ จนพระพายถอยหลังพรวด คว้ามันขึ้นมาดู รวดเร็วเสียจนช่อพิกุลเองก็ตกใจ และตกใจยิ่งกว่าเมื่อผู้ชายรูปหล่อกำลังยิ้มกว้างขึ้น กว้างขึ้น ดวงตาไม่อาจจะปิดบังความยินดีได้เลย พร้อมกับวางแก้วลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี

“พี่ไม่เอากาแฟแล้วครับ พี่ไปก่อนนะ”

จากนั้นพระพายก็หมุนตัวออกจากตรงนั้นราวกับว่าช่อพิกุลไม่อยู่ในสายตา เพราะว่า...

...อยากกินไข่พะโล้...

ข้อความสั้นๆ ของคนที่ไล่เขาไปซื้ออาหารจีนที่ปักกิ่ง!

ชายหนุ่มยังรู้เลยว่าเขาเป็นเอามาก แค่เด็กน้อยคนหนึ่งยอมตอบข้อความว่าอยากกินอะไร เขาก็ยิ้มเหมือนคนบ้า ลืมสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ลืมหมดทุกอย่างว่าอยู่บริษัทแล้วต้องเก็บอาการ มีเพียงความคิดว่าน่ารักชะมัด ใครว่าสกายใจร้าย เขาขอเถียงเลยว่าไม่จริง ปากบอกปัดยังไง ก็ยังใจอ่อนตอบคำถามเขาอยู่ดี

น่ารักแบบนี้จะทำให้เขาเป็นบ้าจริงๆ ใช่มั้ย!

โอเค เดี๋ยวพี่พายไปตระเวนหาไข่พะโล้เจ้าอร่อยให้เอง

*!*

อาการที่หากพรายพรรณมาเห็นคงตบเข่าฉาด แล้วชี้หน้าบอกว่า พี่พายดิ้นไม่หลุดแล้ว!

พระพายใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการเดินทางไปซื้อไข่พะโล้เจ้าดังที่มีรีวิวยาวเหยียด แล้วกลับมายังหอพักของสกายที่อยู่อีกฝั่งของเมือง จากนั้นก็แวะไปยืมการ์ดผ่านประตูจากพี่จอย เกริ่นๆ เอาไว้ว่าจะขอทำสักใบ แล้วก็เดินขึ้นมายังชั้นสาม ไปยังสุดทางที่เป็นที่ตั้งของจุดหมายปลายทาง

ก๊อก ก๊อก

แอ๊ดดด

คุ้มค่าที่วิ่งไปซื้อไกล

เพียงแค่เห็นเด็กน้อยเปิดประตูให้ ความเหนื่อยก็หายวับไปหมด...ร่างสูงโปร่งที่สวมกางเกงขาสั้นกับเสื้อกล้ามสีอ่อน เผยท่อนแขนท่อนขาเรียวๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่ไม่ได้ดูรกรุงรัง ออกจะมีเสน่ห์มากกว่า หน้าตาดูง่วงงุน หากก็ส่งยิ้มให้จางๆ ยิ่งพูดกับเขาว่า...

“มาแล้วเหรอพี่พาย”

ให้ความรู้สึกเหมือนรออยู่สัสๆ!

“มาแล้วครับ มาพร้อมไข่พะโล้ขาหมูเจ้าดัง แถมด้วยปูผัดพริกด้วยนะ” พระพายชูถุงอาหารแปะโลโก้ร้านให้ดู ซึ่งสกายก็มองตาม แล้วไม่รู้ว่าเพราะมีของอร่อยมาด้วยหรือชินชาที่ถูกเขาบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวแล้ว เด็กน้อยเลยหมุนตัวเดินไปหยิบจานชาม ปล่อยให้เขาเข้ามาในห้อง แล้วเป็นคนปิดประตูให้

ไว้ใจแบบนี้พี่ก็ปล้ำซะหรอก

“ฮ้าวววว”

“นี่ได้นอนบ้างหรือยัง” แต่ความคิดอยากปล้ำก็ปลิวออกจากหัว เมื่อเห็นสกายอ้าปากหาวหวอดๆ ยกมือขยี้ตา

ตอนนี้สกายหายดีแล้ว ไข้ไม่ขึ้น แถมเสียงยังกลับมาปกติ แต่คนตัวโตก็อดจะเป็นห่วงไม่ได้ ยิ่งอีกฝ่ายมารับอาหารจากเขาโดยไม่เถียงไม่ว่าสักคำ เดินไปนั่งพิงเตียง พยายามแกะกล่องอาหารด้วยปลายเล็บสั้นๆ นานนับนาทีก็ยังแกะไม่ได้ จนทนไม่ไหวต้องเดินไปแกะให้เอง เทข้าวลงจานให้ วางช้อนส้อมแล้วยัดใส่มือ สกายก็ยังตาปรือๆ

“เมื่อคืนไม่ได้นอน”

“แล้วทำอะไร” พระพายถาม ทั้งที่พอจะคาดเดาคำตอบได้แล้ว

“ทำงานส่งอาจารย์ เสร็จตอนเช้า กลัวไม่ตื่นเลยออกไปเรียนทั้งอย่างนั้น ได้นอนในคาบเลกเชอร์ไปนิดหน่อย” สกายเล่าพลางสะบัดหัวไล่ความง่วงที่แทบจะทำให้เจ้าตัวทิ้งตัวลงนอนได้อยู่แล้ว มือก็ตักกับไข่พะโล้ราดข้าว ดูก็รู้ว่าไม่มีอารมณ์มานั่งละเลียดของอร่อยอย่างที่พระพายหวังในตอนแรก

แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ผิดหวัง จากตอนแรกที่ตั้งใจจะมากินข้าวพร้อมแหย่เด็ก ตอนนี้เขาต้องคอยดูไม่ให้เด็กเอาหัวจุ่มจานข้าว

“กินเนื้อด้วย” พระพายตักขาหมูนุ่มชุ่มฉ่ำลงในจาน มองเจ้าของห้องที่ไม่หือไม่อือ ตักข้าวเข้าปากคำโตแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ

“อร่อยจัง”

คนฟังก็รู้หรอกนะว่าสกายไม่น่าจะมีอารมณ์มานั่งชื่นชมไข่พะโล้ขาหมูที่หอมเครื่องเทศ น้ำซุปเข้มข้น รสชาติเข้าเนื้อ หรืออร่อยกับเนื้อปูสดๆ อวบๆ ที่ผัดกับเครื่องเทศจนหอมฉุย แต่ก็ยังอุตส่าห์ชมไม่ให้เขาเสียใจ จนได้แต่ยกยิ้มอย่างเอ็นดู

“พี่ซื้อมาเยอะ เดี๋ยวตื่นแล้วลุกมากินอีกรอบแล้วกันนะ” สกายพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย

กระทั่งกินข้าวหมดจาน กินน้ำตาม พระพายก็คว้าจานมาถือไว้

“ไปแปรงฟันแล้วนอน เดี๋ยวพี่ล้างเอง” ชายหนุ่มเอาจานเปล่าของสกายมาซ้อนกับจานของเขา ลุกขึ้นเอากับข้าวที่เหลือไปใส่ตู้เย็นให้ แต่พอเหลียวกลับมาเพื่อเอาแก้วเปล่า คนที่เขาไล่ให้ไปแปรงฟันกลับเอนตัวลงนอนบนพื้น ทำท่าว่าจะหลับได้ทุกเมื่อ

“ไปนอนบนเตียงสิสกาย”

อีกฝ่ายส่ายหน้าแทนคำตอบ แล้วพลิกตัวหันหน้าเข้าหาเตียง จนคนมองหัวเราะ

เออ กูเอ็นดู

“มานี่” พระพายเดินตรงเข้าไปประคองคนนอนที่พยายามจะดิ้นกลับไปนอนพื้น ออกแรงยกก็อุ้มคนง่วงขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ ซึ่งพอสัมผัสกับความนิ่มของฟูก คนที่ร้องอืออาห์ก็คว้าผ้าห่มมากอดเอาไว้แน่น ซุกหน้ากับหมอนใบนุ่ม หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข

สกายง่วงเสียจนไม่ปัดมือที่ลูบหัวทิ้ง

ถ้าถามพระพายว่าผิดหวังมั้ย ก็มีแน่นอนล่ะ อุตส่าห์วิ่งรถไปซื้อมาให้ แล้วมาหา แต่อีกคนไม่แค่ไม่ดื่มด่ำกับของที่เขาหามาให้ ยังชิงหลับเสียก่อนที่จะคุยอะไรด้วย แต่พอมองหน้าเด็กที่ดูเหนื่อยมากก็ดันโกรธไม่ลง ได้แต่สัมผัสผมนิ่มอยู่แบบนั้น

“ง่วงขนาดนี้นอนไปเลยก็ได้ ยังอุตส่าห์ลุกไปเปิดประตูให้พี่อีกนะ”

ตอนนี้พระพายชักรู้สึกผิดที่ดึงดันจะมาโดยไม่สนใจความสะดวกของเด็กคนนี้

“ฮื่อ ยังไม่ได้นอน” คนที่คิดว่าหลับไปแล้วว่าเสียงงัวเงีย ปรือตาขึ้นปรอยๆ

“พี่พายบอกว่าจะมาก็เลยพยายามไม่นอน เดี๋ยวพี่เข้าห้องไม่ได้”

หืม

*!*

พระพายเบิกตากว้าง มองคนที่หลับตาลงอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า อีกทั้งคนพูดยังเสียงเบาลงเรื่อยๆ จนต้องเอียงหัวไปฟังใกล้ๆ

“ถ้าหลับแล้วเดี๋ยวยาว พี่บอกจะมา เปิดประตูให้พี่ก่อนแล้วค่อยนอน...” ท้ายประโยคเงียบหายไป พร้อมกับเสียงหายใจที่บ่งบอกว่าคนง่วงเข้าสู่นิทราไปแล้ว ผิดกับคนฟังที่นั่งนิ่งอึ้งอยู่กับที่

สกายกำลังบอกใช่มั้ยว่าแทนที่เลิกเรียนแล้วกลับมานอน เจ้าตัวก็ฝืนความง่วงทนรอเขามาก่อน เพราะโทรบอกว่าจะมา กลัวเขาจะเข้าห้องไม่ได้ ทั้งที่คนที่ดึงดันจะมาก็เขาเอง บังคับจะซื้ออะไรเข้ามาเอง และเด็กคนนี้จะหลับไปเลยไม่สนใจเขาก็ได้ แต่สกายก็ยังรอ พอเขามาถึงยอมนอน

“พี่จะทนไม่ไหวแล้วนะ” พระพายคำรามเสียงต่ำ

เวลาปกติก็ทำเย็นชาใส่ แต่เวลาหลุดทีไรทำเอาหัวใจผู้ชายคนนี้แทบวายทุกที

หมับ!

ตอนนี้ร่างกายมันไปก่อนสมอง เพราะรู้ตัวอีกทีก็กอดเด็กน้อยเอาไว้แน่น ซุกหน้าลงกับซอกคอ อดไม่ได้ที่จะเอาแก้มไปถูกับแก้มนิ่ม สัมผัสความอุ่นของผิวเนื้อ แต่ก็ยังไม่พอ เขาอยากจะฟัดเจ้าเด็กน่ารักนี่ให้สาแก่ใจ!

“ฮื่อออ”

หากคนหลับก็เอียงแก้มหนี ยิ่งซุกหน้ากับหมอนมากยิ่งขึ้น จนพระพายกดจมูกลงกับแก้มนุ่มแรงๆ

ตอนนี้ใครว่าลักหลับก็ยอม ก็เด็กมันน่าลักหลับขนาดนี้นี่

กระทั่งหายหมั่นเขี้ยวถึงผละออก

“ฝันดีนะครับ พี่ไม่กวนแล้ว”

พระพายยังไม่สาแก่ใจหรอก เขายังอยากฟัดคนบนเตียงหนักๆ ไม่ใช่ในความหมายที่ว่าจับสองขาแยกออกแล้วแทรกเข้าไปหรอกนะ เขาแค่อยากกอดหนักๆ จูบจนช้ำ เอาให้สกายดิ้นหนีแล้วมองเขาตาขวาง แต่ในเมื่อทำแบบนั้นไม่ได้ก็เลยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงรักใคร่ จรดปลายจมูกที่แก้มอีกทีแล้วกลับมายืนตัวตรง

วันนี้ยอมพอก่อนก็ได้

ตาคมทอดมองคนที่หลับอย่างเป็นสุขอยู่บนเตียงแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมให้ถึงไหล่อย่างอ่อนโยน ใบหน้าระบายยิ้ม

เวลาตื่นดูเย็นชาไร้อารมณ์ก็จริง หากเวลาหลับก็ช่างใสซื่อบริสุทธิ์ ยิ่งคำพูดที่พูดตอนไม่รู้ตัวก็ทำให้พระพายพอจะรู้ว่าเนื้อแท้ของสกายต้องเป็นคนขี้อ้อน แล้วเขาก็อยากเป็นคนที่ถูกอ้อนฉิบหาย ดังนั้น กับไอ้แค่วิ่งส่งเสบียงมันเรื่องจิ๊บๆ เขาพร้อมจะทำให้มากยิ่งกว่านี้ แต่ตอนนี้...

“จุ๊บ ฝันถึงพี่บ้างนะ”

ชายหนุ่มกดจูบที่หน้าผาก อวยพร ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ปิดไฟ แล้วก็ออกมาจากห้อง ปล่อยให้คนง่วงได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

เฮ้อ มีวันที่ไอ้พายพอใจกับแค่ได้รูปถ่ายใบเดียวเหมือนกัน

...........................................................

ต่อค่ะ

“ไง มานานหรือยัง”

               “ก่อนหน้าอานิดเดียว”

               พระพายที่กำลังนั่งมองภาพในโทรศัพท์เพลินๆ ละสายตาจากภาพของเด็กน้อยที่หลับตาซุกหมอนไปยังคนมาใหม่ที่เดินมาตบบ่า เก็บเข้ากระเป๋า ขณะที่คนมาทักก็ขยับมานั่งข้างๆ

               วันนี้ชายหนุ่มไม่ได้ไปป่วนคนที่ยุ่งกับการเรียน แต่มีนัดกับอาแท้ๆ ที่รูฟท๊อปบาร์ของโรงแรมชั้นนำแห่งหนึ่ง

               “อายังเด่นเหมือนเดิม”

               “ไม่เท่าแกหรอก”

               พระพายหัวเราะ รู้ว่านั่นไม่จริง อาเขาเด่นยิ่งกว่าเขาเสียอีก

               อาฟรอส อาแท้ๆ ที่เป็นน้องชายคนเดียวของพ่อ และด้วยความที่เป็นลูกหลงจึงอายุห่างจากพ่อพวกเขากว่ารอบ อาจึงให้ความรู้สึกเป็นพี่ใหญ่ของสามพี่น้องมากกว่าจะมีศักดิ์เป็นอา แม้ช่วงหลังๆ จะไม่ค่อยได้เจอกันเพราะพระพายยุ่งกับการทำงานในบริษัทพ่อ อีกฝ่ายเองก็ยุ่งกับงานตัวเอง แต่มันไม่ได้ลดความสนิทสนมที่มีได้เลย และอายังหล่อเหมือนเดิมจนคนมั่นหน้าอย่างพระพายเองก็ขอยกธงขาว

               ปีนี้อาฟรอสอายุสามสิบแปดแล้ว แต่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนคนที่กำลังจะเข้าวัยกลางคน ด้วยใบหน้าคมเข้มที่ดูอ่อนกว่าวัย รูปร่างสูงใหญ่ที่ยังฟิตไม่ต่างจากสมัยหนุ่มๆ อีกทั้งการแต่งตัวที่สวมกางเกงยีนสีเข้มกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวก็ยิ่งไม่มีใครเชื่อว่านี่ใกล้จะสี่สิบแล้ว มีเพียงบรรยากาศเคร่งขรึม น่ายำเกรงที่บอกว่าอาฟรอสไม่ใช่คนที่จะตัดสินใจด้วยภาพลักษณ์ภายนอกได้

               หลักฐานที่ยืนยันได้ดีที่สุดคือสายตาหลายคู่ที่เมียงมองอย่างสนใจ ซึ่งกว่าครึ่งจะมองเขาก็ตาม

               “อาเรียกผมมามีธุระอะไร”

               “เดี๋ยวนี้ต้องมีธุระแล้วเหรออาถึงเรียกแกออกมาได้” อาฟรอสเลิกคิ้ว แบบที่คนฟังหัวเราะ

               “ถ้าอยากเห็นหน้าหลานเฉยๆ เข้าไปที่บ้านเลยก็ได้นี่” พระพายว่าอย่างรู้ทัน มองคนที่รับแก้วเครื่องดื่มจากบริกร ยกขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมชั่วครู่หนึ่ง ให้ความรู้สึกกดดัน แต่นั่นสำหรับคนอื่น ไม่ใช่หลานชายที่รู้จักอาแท้ๆ ดี

               “อืม มีเรื่องจะบอก” มันน่าจะหมายความว่าอามาปรึกษาก่อนที่จะบอกในที่บ้านเขามากกว่า

               “แล้วแกล่ะเป็นไงบ้าง เด็กคนนั้นน่ารักดีนะ” อายังไม่เข้าเรื่อง แต่พยักหน้าไปยังโทรศัพท์ในกระเป๋า แค่นี้ก็บอกได้ว่าอาเห็นรูปที่นั่งจ้องมาหลายนาทีแล้ว ซึ่งคนเป็นหลานก็ยิ้ม

               “ไม่ใช่แค่น่ารักดี น่ารักมากต่างหากล่ะ”

               อาฟรอสมองเขาเต็มตา ซึ่งพระพายเองก็ไม่ปิดบังความสนใจที่มีต่อคนในรูปลงเลย

               “เจ้าพรรณไม่ได้เล่าให้อาฟังแล้วเหรอ” ชายหนุ่มว่าต่ออย่างรู้ทัน เชื่อเถอะว่าอาไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับเขาแต่มีเจ้าน้องเล็กโทรรายงานความเคลื่อนไหวทุกอย่าง จนคนฟังเองก็ยิ้มมุมปาก พยักหน้ายอมรับ

               “บอกว่าแกเอาจริง”

               “ก็ตามนั้น” พระพายยกเครื่องดื่มขึ้นจิบบ้าง ไม่คิดเหมือนกันว่าจะถึงวันที่เขาบอกอาว่าจะจริงจังกับใครเร็วขนาดนี้

               “เออ รู้หรือยัง วันก่อนเพลิงโทรมาให้อาเปิดห้องโรงแรมให้” อาอัพเดตข่าวล่าสุดของน้องคนกลาง จนพี่ใหญ่ขมวดคิ้ว ใช้สายตาแทนคำถาม

               “โทรมางอแงว่าอยากได้คนนี้มากแล้วยังไม่ได้เลยขอให้เปิดห้องให้หน่อย นี่เงียบไปเลย สงสัยจะได้สมใจแล้ว”

               “อาตามใจไอ้เพลิงมากไป เสียเด็กหมด”

               “อาตามใจพวกแกทุกคนจนถูกจะพี่สะใภ้ถอนหงอกต่างหาก” หลานคนโตหัวเราะลั่น เพราะจริงอย่างอาว่า ส่วนหนึ่งที่พวกเขาสามพี่น้องเอาแต่ใจก็เพราะได้อาหนุ่มคอยหนุนหลัง ดูไอ้เพลิงสิ มีอย่างที่ไหนโทรหาญาติผู้ใหญ่ให้ช่วยเปิดห้องโรงแรมเพื่อลากผู้ชายเข้าห้อง แถมอาเขายังเปิดให้ด้วย แต่ทำไงได้ น้องชายเขามันหลานคนโปรด

               “แต่พวกแกมีความสุขก็ดีแล้ว”

               พระพายหยุดหัวเราะ มองอีกฝ่ายนิ่ง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยแทน

               “อามีเรื่องกับอาจูนอีกแล้วเหรอ”

               คนฟังลดแก้วเครื่องดื่มลง แล้วบอกง่ายๆ

               “อากำลังจะหย่า”

               พระพายชะงักไปนิด แต่ก็พยักหน้า “ก็เดาได้อยู่”

               เขานึกไปถึงอาสะใภ้ที่สวยและหยิ่งอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่ ไม่คิดหรอกว่าคู่นี้จะอยู่กันยืด แต่ก็แต่งกันมาเจ็ดปีแล้ว ถือว่านานกว่าที่พวกเขาสามพี่น้องคาดเดากันเอาไว้มาก ไม่ใช่ว่าอาเขาตาถั่วหรอก แต่อาเคยผิดหวังกับความรัก จนไม่สนใจว่าใครมาแต่งด้วย ทุกคนก็เหมือนกันหมด เพียงแต่ดันได้ผู้หญิงที่มองแค่เงินกับหน้าที่การงานของอาเขาเท่านั้น

               อาฟรอสแยกเตียงนอนกับอาจูนมาหลายปีแล้วทำไมเขาจะไม่รู้

               ในเมื่ออาไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้นและไม่มีทางรัก หย่ากันไปน่ะดีแล้ว สงสัยรอบนี้อาเสนอเงินให้เยอะพอ ทางนั้นถึงยอมหย่าเสียที ตอนแต่งก็ร้องไห้โวยวายว่าถูกอาเขาปล้ำ ทั้งที่ความจริงสมยอม แล้วยังมาฟ้องแม่เขาอีกว่าอาไม่ดูแลเอาใจใส่ ทีได้เงินล่ะยอมไปทันที

               “เรื่องนี้เหรอที่มาบอกผมก่อนจะบอกที่บ้าน”

               “อืม คิดอยู่ว่าจะบอกเพลิงยังไง” พระพายที่เครียดๆ กลับหัวเราะพรืด ตอนแรกนึกว่าอากลุ้มใจที่ต้องหย่า แต่เปล่าเลย ตกลงว่ามาปรึกษาว่าควรจะบอกเจ้าคนกลางยังไงสินะ

               ในจำนวนสามพี่น้อง เพลิงสนิทกับอาที่สุด ใกล้ชิดที่สุด และเชื่อเถอะว่าพออาบอกว่าจะหย่า จะกลับไปอยู่คนเดียว น้องชายเขาได้ร้องไห้แทน เป็นห่วงอาไม่เป็นอันทำอะไรอีก

               “ผมถึงบอกไงว่าอาตามใจไอ้เพลิงมากไปแล้ว”

               “ก็หลานรัก” อาฟรอสลูบปลายคาง หัวเราะออกมาเบาๆ “เนี่ยแหละที่จะบอก หลังจากนี้จูนคงไปที่บ้านอีกหลายที ยังไงแกก็ช่วยดูให้หน่อย”

               ไปที่บ้านน่าจะหมายความว่าไปอาละวาด

               “อื้อฮึ เดี๋ยวบอกไอ้พรรณให้รับศึก” อาฟรอสก็ไม่เถียงว่ากับคนที่กำลังจะเป็นเมียเก่าต้องใช้คำว่ารับศึกถึงเอาอยู่

               RRRRrrrrrrrrrrrrr

               “แป๊บนึงนะอา” อาหนุ่มพยักหน้า ส่วนหลานชายก็ดึงโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่ทันทีที่เห็นว่าใครก็ตาถลน

               เด็กน่ารักของเขา

               “คิดถึงพี่เหรอครับสกาย”

               พระพายหยอด แต่ทางนั้น...

               [พี่พายมาหาผมหน่อย!]

               หนุ่มผิวเข้มลุกพรวดขึ้นทันที ยิ่งตกใจเมื่อปลายสายกดวางไปแล้ว แถมโทรกลับก็ไม่ยอมรับสาย สัมผัสได้ชัดเจนว่าคนโทรมาเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้

               “โทษนะอา เรื่องด่วน ผมกลับก่อน” ว่าจบ คนพูดก็รีบก้าวยาวๆ ออกจากบาร์อย่างร้อนใจ ไม่สนว่าอาจะพยักหน้ารับหรือยัง เขาห่วงคนที่โทรมาหาเขาว่าเกิดอะไร ไม่ใช่ว่าไม่สบายแล้วลื่นล้มในห้องน้ำอะไรทำนองนั้นหรอกนะ!

               ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งเต้นถี่รัว ใบหน้าคมก็ยิ่งเคร่งเครียด สองขากระโจนพาร่างขึ้นรถ แล้วเร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็ว

               อย่าเกิดอะไรขึ้นเลย!

 

               ปังๆๆๆ

               “สกาย เปิดประตูให้พี่!”

               พระพายไม่สนใจมารยาทขั้นพื้นฐาน ทันทีที่เขามาหยุดอยู่หน้าห้องพักได้ก็ทุบกำปั้นลงบนบานประตูหนักๆ ตะโกนเสียงดังอย่างห่วงคนในห้อง แล้วก็ยิ่งตกใจเมื่อเจ้าของห้องเปิดรับด้วยหน้าซีดๆ หัวใจที่เต้นถี่แรงด้วยความหวาดกลัวคลายลงนิด อย่างน้อยคนที่โทรหาเขาก็ยังเปิดประตูรับได้

               “เกิดอะไรขึ้น เราเป็นอะไรหรือเปล่า” สองมือคว้าแก้มของเด็กหนุ่ม พลิกซ้ายขวา กวาดสายตามองไปทั่วหน้า

               “อะไรของพี่เนี่ย ช่างเถอะ มานี่เร็ว” หากความตกใจก็เปลี่ยนเป็นตกใจยิ่งกว่า เมื่อสกายจับแขนทั้งสองข้างเขาลงจากใบหน้าแล้วลากเข้าห้องด้วยท่าทางเหมือนคนหมดสิ้นหนทาง จนกวาดสายตาเข้มจัดไปรอบห้อง มองหาสาเหตุที่ทำให้เด็กคนนี้ทำตัวแปลกๆ

               หากห้องที่ดูรกกว่าทุกทีทำให้มุ่นคิ้วเข้าหากัน

               “ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น” พระพายไม่เชื่อว่าสกายจะเรียกเขามาเฉยๆ ถ้าเป็นคนอื่นล่ะไม่แน่ แต่ไม่ใช่กับเด็กที่เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง

               เจ้าของห้องไม่ตอบ แต่ลากเขาไปยังกองอุปกรณ์รกๆ ดันไหล่ให้นั่งลง ซึ่งแม้จะยื้อเอาไว้ได้ แต่คนตกใจก็ยอมนั่งลงดีๆ ได้แต่มองสกายที่วิ่งไปรอบห้อง หยิบนั่นวางนี่ลงข้างตัวของเขาใกล้กับโครงสร้างอะไรบางอย่างที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำ จากนั้นก็บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

               “พี่เห็นนี่มั้ย ติดกระดาษตามแนวนี้นะ อย่าให้เบี้ยวล่ะ เร็วๆ เลยพี่พาย เวลาไม่พอแล้ว”

               “อะ เอ๋”

               “มองหน้าผมทำไม มองมือผมนี่ ดูสิ ทำให้ดูอยู่นี่!” พอเขาอุทาน สกายยังตีต้นแขนดังเพียะ ชี้นิ้วให้มองมือที่กำลังทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จนต้องก้มลงมองตาม คนที่ตีหน้าดุจัดถึงพอใจ เอ่ยปากอธิบายโครงสร้างที่กำลังทำอยู่อย่างที่ไม่เข้าใจสักอย่าง รู้เพียงอย่างเดียว...

               “โอเค งั้นพี่ทำนะ ระวังด้วยล่ะ งานส่งพรุ่งนี้”

               เขาถูกเรียกมา...ใช้งาน

               แถมคนสั่งพูดจบก็พุ่งกลับไปนั่งหน้าคอม หน้าตาเคร่งเครียด แก้โครงสร้างสามมิติบนหน้าจอ ปล่อยให้เขาอยู่กับโครงโมเดลที่เดาไม่ออกเหมือนกันว่าเสร็จแล้วจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง

               “เดี๋ยวนะ นี่สกายโทรเรียกพี่มาช่วยงาน!!”

               กระทั่งตั้งสติได้ถึงร้องออกมาเสียงดัง

               “อื้อ ช่วยผมหน่อย ผมทำไม่ทันแล้ว ตอนเที่ยงอาจารย์สั่งงานใหม่มาให้ส่งพรุ่งนี้ แล้วมันมีวิชาอื่นส่งพรุ่งนี้เหมือนกัน ผมไม่มีเวลาแล้ว อ๊ากกกก ห้าทุ่มแล้วเหรอวะ! กูจะได้นอนมั้ยเนี่ย!” สกายมองนาฬิกาแล้วโวยวายย่างเครียดจัด แต่พระพายเครียดยิ่งกว่า

               งานนี้เขาขำไม่ออก

               ตลอดทางตั้งแต่โรงแรมมายังหอพักแห่งนี้ เขาห่วงอีกฝ่ายแทบบ้า แต่นอกจากเสียงสั่นๆ ที่บอกว่าให้มาหาหน่อยแล้วก็ไม่มีคำอธิบายอื่น ตอนนี้ชายหนุ่มยอมรับว่าต่อให้เป็นคนไม่คิดมากยังไง แต่ก็โกรธ โกรธจนเสียงทุ้มที่ติดมักขี้เล่นเหลือเพียงความหงุดหงิด

               “นี่สกายเรียกพี่มาตั้งไกลเพื่อทำงานให้เนี่ยนะ โอเค พี่รู้ว่าเราไม่มองพี่มากไปกว่าแค่ไอ้โรคจิตที่ตามตื๊อไม่เลิก แต่คิดบ้างมั้ยว่าพี่จะรู้สึกยังไง ห่วงมากแค่ไหน แต่ทั้งหมดนี่แค่เพราะงานที่จะส่งอาจารย์พรุ่งนี้เนี่ยนะ!!!” พระพายไม่ค่อยโกรธ แต่เวลาเขาโกรธแล้วน่ากลัว ซึ่งดวงตาวาววับก็กำลังจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่หมุนเก้าอี้กลับมา ดูตกใจเหมือนกัน

               “ผม...”

               ขณะที่สกายกัดปากอย่างรู้สึกผิด ดวงตาไหววูบวาบ เงียบไปอึดใจใหญ่ๆ จนคนตัวโตเองก็หลับตาลงเพื่อตั้งสติ

               “ช่างเถอะ พี่มันบ้าเอง นี่ส่งพรุ่งนี้ใช่มั้ย”

               ให้ตายเถอะ! โกรธแทบคลั่งแต่ก็ทำให้อยู่ดี

               เขาไม่รู้หรอกว่าจะช่วยได้มากแค่ไหน เพราะตอนนี้มือยังสั่นด้วยความโกรธอยู่เลย

               “พี่พาย”

               “รีบไม่ใช่เหรอ!”

               เด็กน้อยขยับมานั่งบนเตียงข้างเขาที่พิงหลังอยู่ แต่ชายหนุ่มแค่ถามเสียงเข้ม ตาไม่ละจากกระดาษเวรในมือ ดังนั้น เขาจึงแทบทำกระดาษบาด ตอนที่...

               “!!!”

               ถูกประคองแก้มไปรับจูบนุ่มที่ประทับลงบนริมฝีปาก

               พระพายเบิกตากว้าง มองใบหน้าที่อยู่ห่างเพียงคืบ เห็นรายละเอียดชัดเจนแม้แต่แพขนตาหนาที่ทาบทับบนแก้มขาว สัมผัสได้ถึงปลายนิ้วที่ประคองขากรรไกรของเขาเอาไว้มั่น และไหนจะริมฝีปากชุ่มฉ่ำที่กดลงมาจนแนบแน่น มันผละออกนิด แล้วกลับเข้ามาใหม่ ดูดดึงริมฝีปากล่างแรงๆ ปลายลิ้นนุ่มคลอเคลียอยู่ตรงรอยแยกแล้วสอดเข้ามา

               นุ่มนวล น่ารัก อ่อนหวาน และทำให้ลืมเลือนทุกอย่าง

               “อืมม” ไหนจะเสียงครางแผ่วๆ ของคนที่พยายามใช้ลิ้นออดอ้อนเขาอยู่ แต่ก่อนที่พระพายจะโต้ตอบ คนที่จูบเขาจนหน้าแดงก็ผละออกไป

               จากนั้นสกายก็บอกด้วยน้ำเสียงร้อนรน และอ้อนวอน

               “ผมขอโทษ แต่ช่วยผมนะ นะครับ”

               ใช่ พระพายโกรธ แต่เขาก็ได้ยินเสียงตัวเองตอบกลับไปแค่ว่า...

               “อือ” แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานที่ได้รับมอบหมายมา

               ความโกรธมันหายไปพร้อมกับรอยยิ้มโล่งอกของเด็กคนนี้แล้ว

               นี่เขายอมสกายมากแค่ไหนกันเนี่ย...คำถามที่คนถามเองยังไม่กล้าหาคำตอบ

 

.................................................

 

ครบค่ะ

เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #พระพายหมายฟ้า​ นะคะ

ความคิดเห็น