ขอบคุณมากๆนะคะที่ให้การสนับสนุน กราบบบงามๆ

ชื่อตอน : หนี 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2562 23:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หนี 2
แบบอักษร

 

 

หนี 2

 

 

 

 

 

ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่

“ไม่เลย ขอบคุณมากนะที่ช่วยผมหนี”

เสียงของพวกนอร์ฟกำลังสื่อสารกับผมแม้พวกมันจะอยู่ใต้น้ำแต่ผมกลับฟังออกอย่างน่าอัศจรรย์ พวกมันบอกว่าเวลาสื่อสารใต้น้ำจะใช้คลื่นเสียงพิเศษที่มีแต่พวกนอร์ฟฟังออกเพราะถ้าหากสื่อสารกันแบบทั่วไปเผ่าใต้น้ำอาจจะตามรอยพวกมันเจอ

เวลานี้เป็นเวลากลางคืนท้องฟ้าเปิดกว้างมีทิศทางของลมที่ตรงกันข้ามกับเจ้าพวกนอร์ฟนำทำให้เรือโคลงเคลงไม่มั่นคงเล็กน้อยเพราะทั้งสองต่างเคลื่อนที่คนละทิศทางดังนั้นผมจึงลดใบเรือลงแล้วให้นอร์ฟเป็นคนนำจะได้ไม่มีปัญหา มีสี่ตัวที่อยู่คุ้มกันผมส่วนอีกสี่ตัวคอยลาดตระเวนทั้งยังสำรวจพายุและคลื่นลมเหนือผิวน้ำ พวกมันมีความสามารถตรวจสอบคลื่นลมและพายุเพื่อหลีกเลี่ยงในการเดินทางให้สะดวกมากยิ่งขึ้นอีกทั้งความเร็วในการว่ายก็เร็วมากอีกด้วย

ผมไม่รู้ว่าเจ้ากัสตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้วก็เป็นห่วงพวกสัตว์ทั้งหลายและหวังว่าพวกเขาจะเลิกต่อสู้กันเสียที ในเวลานี้ผมตัวคนเดียวไม่มีที่พึ่งเหมือนในโลกเดิมจะเหลือเพียงก็แต่เจ้าพวกนอร์ฟที่คอยให้การช่วยเหลือลามไถ่ผมเกือบทุกเวลา เมื่อถึงฝั่งผมคิดว่าจะอย่างไรก็ต้องมีชีวิตให้ได้เพื่อชีวิตที่สูญเสียไปของพวกเขาทั้งหมดในหุบเขา

ท่านรีบพักผ่อนเถอะ พวกข้าสำรวจบริเวณรอบๆนี้แล้วปลอดภัยยากนักที่เผ่าเงือกและเซฟิลิกซ์จะตามทัน

“หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นรีบปลุกผมด้วย” พวกมันรับคำก่อนที่ผมจะล้มตัวลงนอนแม้จะแสบๆแผลตามตัวแต่ความง่วงงุนและความเหนื่อยล้าจากการหนีสะสมมาครึ่งค่อนคืนนั้นมีมากกว่า

ในคืนนั้นผมจึงหลับสนิททั้งคืนแต่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บจากท้องทะเลได้ชัดเจนต่างกันกับเจ้ารากบัวที่ต่อให้กลางคืนจะหนาวเหน็บสักเท่าไหร่ก็จะรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นของมัน…

ท้องทะเลกว้างใหญ่มองไปทางไหนก็ไม่เจอผืนดินหรือหมู่เกาะเล็กๆ ผมและเจ้าพวกนอร์ฟยังคงเดินทางอยู่ในทะเลเป็นเวลาเกือบๆหนึ่งเดือนเต็ม พวกนอร์ฟบอกว่าเผ่าเซฟิลิกซ์และเงือกร่วมมือกันเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ สองเผ่านี้ต่างตามรอยพวกมันกันอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งมีครั้งหนึ่งพวกฝูงปลาเล็กปลาน้อยที่เป็นสายสืบให้แก่คนในเผ่าเจอพวกผมแล้วเข้ามาจู่โจมแต่ทว่าพวกมันกลับดูถูกพวกวาฬนอร์ฟน้อยไปเพราะพวกนี้กลับตีวงล้อมล่าพวกปลาที่สอดแนมทั้งหลายก่อนจะกลืนลงท้องเป็นอาหารให้พวกมันอิ่มไปอีกหลายวันเลยล่ะ หลังจากนั้นพวกนอร์ฟต้องเร่งเวลาในการว่ายน้ำเพิ่มเป็นสองเท่าเพราะเผ่าใต้น้ำเข้าใกล้พวกเราเพียงแค่เอื้อมดังนั้นพวกนอร์ฟจึงแบ่งเป็นสี่ตัวล่อให้เผ่าใต้น้ำตามไปอีกทางกินเวลาสองอาทิตย์กว่าจะสลัดพวกนั้นหลุด

มีบางครั้งทีเรือหยุดแล่นเพราะต้องผลัดกันเปลี่ยนตัวลาดตระเวนและหยุดอยู่หลายชั่วโมงเพื่อให้พวกนอร์ฟได้พักผ่อน อาหารของพวกมันจะหาง่ายกว่าขอเพียงอิ่มท้องก็สามารถอยู่ได้โดยไม่กินไปอีกหลายวันส่วนอาหารของผมที่เจ้ารากบัวได้เตรียมให้จะมีแต่ผลไม้และพืชบางชนิดที่สามารถยับยั้งความหิวโหยได้ไม่กี่วัน ผลไม้บางชนิดสามารถอยู่ได้แรมเดือนทั้งยังมีถุงเก็บน้ำที่เตรียมมาให้ก็เริ่มจะหมดแล้วด้วย

เมื่อเข้าสู่เดือนที่สองของการออกทะเลผมเริ่มมีกลิ่นสาบตัวเพราะไม่ได้อาบน้ำเป็นเวลาหลายวัน การที่อาบน้ำทะเลนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ช่วงตอนกลางวันแดดยิ่งแรงจ้าจนต้องหาเสื้อคลุมมาใส่และกางใบเรือเพื่อบังแดดให้กับตัวเอง ผมเข้าใจแล้วว่าการเดินเรือในทะเลทั้งที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วย ไม่มีเรือแบบหรูๆนี่มันใช้ชีวิตลำบากมากกว่าบนแผ่นดินเสียอีก ผมรู้สึกได้เลยว่าตัวของผมในตอนนี้แทบจะไม่มีเรี่ยวแรงเหม่อมองดูแขนตัวเองกลับซูบผอมพอลองใช้มือลูบใบหน้าก็รู้เลยว่าใบหน้าตอบลงไปเยอะ!

ผมลองส่องกระจกเล็กๆที่ติดตัวในสัมภาระมาพบว่าใบหน้าของผมสังเกตดีๆก็คือผีผมยาวในฉบับญี่ปุ่นดีๆนี่เอง

เฮ้อ ส่วนเวลาว่างผมจะเอาหนังสือออกมาอ่านมันซุกอยู่ในเรือโดยมีผ้าเก่าๆปิดไว้ น่าจะเป็นเจ้ารากบัวที่เตรียมการให้พวกสัตว์แอบเอามาใส่และมีอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้อยู่บนเรือนั่นหมายความว่าเจ้ารากบัวรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น…ไม่เช่นนั้นมันคงไม่พยายามสอนผมทุกอย่างเกี่ยวกับโลกใบนี้ภายในระยะเวลาสั้นๆหรอก

เมื่อคิดถึงมันก็อดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็มีเจ้าพวกนอร์ฟที่คอยเป็นเพื่อนคุยอยู่ล่ะนะ

ที่น่าแปลกใจพอๆกับกังวลเรื่องหนีนั่นก็คือบาดแผลตามตัวของผมในวันแรกที่หนีมามันกลับหายเองอย่างน่าชวนสงสัย รอยแผลเป็นสักรอยก็ไม่มีหรือว่าผมจะเป็นพวกเผ่าพิเศษไม่ก็แรร์ไอเท็มตามฉบับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นจริงๆ? จะให้ไปถามใครก็คงตอบไม่ได้เพราะตื่นมาก็เจอเจ้ารากบัวแล้วไม่มีพ่อไม่มีแม่เป็นตัวเป็นตนแต่มีพ่อแม่เป็นพืชแทนหากเผลอไปบอกคนอื่นเข้าใครเล่าจะเชื่อ นี่อาจจะเป็นปริศนาของตัวผมในอนาคตก็ได้

แย่แล้ว พวกเราถูกจับได้

“หา อะไรนะ!”

ตู้ม!!!

ทันใดนั้นรอบข้างเรือของผมก็ถูกอะไรบางอย่างคล้ายปะทุด้านข้างเกิดเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ผืนน้ำกระเซ็นขึ้นสู่ฟ้าก่อนจะกระจายเป็นวงกว้างเกิดเป็นกำแพงน้ำล้อมขังพวกเราเอาไว้

ผมประเมินสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นมองรอบๆ มีนอร์ฟสองตัวที่หายไปน่าจะไปลาดตระเวนแล้วโดนจับได้ ไม่น่าเล่าถึงไม่มีการส่งสัญญาณเตือนกันก่อน ถ้าหากพวกมันโดนจับได้แสดงว่าพวกที่ตามล่านี้ดูจะไม่ง่ายเสียแล้ว

“เอ่อ…” มันกะทันหันเอามากๆ จนผมไม่กล้าขยับตัวพอลองถามพวกนอร์ฟพวกมันก็บอกว่าให้รอดูก่อนแล้วค่อยหาทางหนี

จู่ๆเสียงวีดของคลื่นเสียงดังขึ้นในใต้ทะเล เหล่าบรรดาสัตว์ใต้น้ำต่างโผล่ออกมาบนผิวน้ำทำให้ผมตาค้างเพราะว่าพวกมันมีแต่สัตว์ที่ดุร้ายทั้งนั้น! ไม่ว่าจะเป็นฉลามแต่ละสายพันธ์ ม้าน้ำขนาดใหญ่ พวกสัตว์ที่เคยปรากฏในยุคล้านปีของโลกเก่าหรือสายพันธ์ที่แปลกตาซึ่งผมเพิ่งเคยเจอครั้งแรกนอกจากที่อ่านในบันทึก

พวกมันกำลังล้อมผมไว้โดยมี…ชนเผ่าในใต้ทะเลบังคับพวกมันอยู่บนหลัง ลักษณะของพวกเขาดูเหมือนจะเป็นชาวเซฟิลิกซ์ซึ่งเผ่านี้จะคล้ายกับหนังไซเรนหลายๆเรื่องในโลกเดิมเพียงแต่พวกเขาดูแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม บางคนผิวสีเข้มบ้าง น้ำเงิน เทา ผมของพวกเขายาวจรดเอวมีเครื่องประดับสัญลักษณ์ของเผ่าคาดหน้าผาก พวกเขาไม่ได้มีหางแต่เป็นขามนุษย์ธรรมดา การแต่งกายช่วงบนเปิดช่วงล่างมีผ้าโปร่งที่ประดับไปด้วยเกล็ด มีลายสักและเครื่องประดับตรงแขนและขาอีกเล็กน้อย ดูเหมือนว่าพวกนี้จะเป็นทหารเพราะใบหน้าแต่ละคนดูดุดันเหลือเกิน

“เจ้าชายคาโรลจะให้กระหม่อมจัดการกับสิ่งนี้อย่างไรดีพะยะค่ะ” หนึ่งใจทหารที่บนแก้มมีรอยแผลเป็นกล่าวออกมา

อะไรนะ…จะเจ้าชายเลยเหรอ!

ผมมองรอบๆยังไม่เห็นเจ้าชายที่ว่าจนกระทั่งจู่ๆน้ำทะเลพุ่งออกอยู่ข้างๆทำให้เรือโคลงเคลงและผมที่กำลังยืนอยู่เกือบจะตกน้ำเพราะไอเจ้า….ชายนั่น!

แสงสีน้ำเงินของทะเลเจิดจ้าส่องสว่างกระทบกับดวงอาทิตย์ของด้านบนเกิดเป็นประกายระยิบระยับแต่ไม่เทียบเท่ากับเซฟิลิกซ์ตรงหน้าที่กำลังกอดอกลอยอยู่บนเหนือผิวน้ำทะเลอย่างองอาจ

รูปร่างของเขาสูงมากเปลือยออกเหมือนพวกทหารส่วนล่างใส่สวมกางเกงสีขาวไว้ด้านในส่วนด้านนอกกางเกงเป็นผ้าโปร่งสีน้ำเงินใสแหวกขึ้นไประดับเอวแต่ความยาวเทียบเท่ากับกางเกง ตรงเอว แขน หน้าผากและข้อมือมีเครื่องประดับสีทองสัญลักษณ์ของเผ่า โครงหน้าเรียวของเขาคมสัน คิ้วสีดำพาดเฉียงบ่งบอกว่าเป็นคนดุดัน จมูกพอเหมาะรับกับริมฝีปากเฉียบที่กำลังบึ้งตึงอยู่แต่ดวงตาอันคมกริบสีเงินของท้องทะเลกำลังประเมินผมด้วยแววตาสงสัย

“เจ้าคือเจ้าสิ่งนั้น?”

ผมไม่ตอบก่อนจะแอบมองหาลู่ทางเพื่อหนีแต่กำแพงน้ำนี้หนาเกินไปลำพังผมคนเดียวคงฝ่าออกไปไม่ไหวทั้งยังโดนเจ้ารากบัวห้ามฝึกเวทมนตร์อีกเพียงแค่ร่ายมันออกมาให้ได้ก็ดีมากแค่ไหนแล้ว

“ไม่ตอบหรือพูดไม่ได้ น่าแปลกเพราะเหตุใดพวกเขาจำต้องแย่งชิงเจ้าสิ่งนี้ด้วย” คาโรลเดินวนผิวน้ำทะเลรอบๆตัวผมก่อนจะทำท่าครุ่นคิด

“หรือให้กระหม่อมฆ่าทิ้งเลยดีไหมพะยะค่ะ?”

“เจ้าอยากฆ่ามันหรืออยากกลับไปโดนตัดหัว หือ?” สายตาอันดุดันจ้องมองทหารของตัวเองด้วยแววตาคมกริบราวกับจะเชือดทหารคนนั้นทิ้ง

“ขออภัยพะยะค่ะ!”

“ทหารที่ดีจะไม่สอดมือยุ่งเกี่ยวเรื่องของเจ้านาย…ธีส ลากมันไปฆ่าซะ”

“ขอรับ เจ้าชายคาโรล!” คนที่ชื่อธีสจับตัวทหารคนนั้นไว้

“กระหม่อมสำนึกผิดแล้ว ได้โปรดยกโทษให้กระหม่อมด้วยพะยะค่ะ!” ทหารคนนั้นร้องโหยหวนเมื่อเจอตะขอที่คนชื่อธีสเจาะเข้าไปในแขนของเขาทั้งสองข้างก่อนจะลากตัวออกไปจากกำแพงน้ำ

เลือดสีน้ำเงินสดไหลออกจากข้อมือของทหารคนนั้นก่อนมันจะกระจายไปทั่วในบริเวณรอบๆเรือของผม ฝูงสัตว์น้ำที่พวกเขาขี่ค่อยๆเข้ามาดมกลิ่นแต่ถูกคาโรลยกมือให้ถอยออกไปเสียก่อน เสียร้องของทหารคนนั้นดังโหยหวนอยู่ด้านนอกทำให้ผมอดนึกถึงพวกสัตว์ในหุบเขาที่ยอมสละชีวิตตัวเองไม่ได้

ผมตัวสั่นรีบยกมือปิดหูก่อนจะก้มหน้าลงอยากให้เสียงนั้นรีบหายไปไวๆแต่ไอเจ้าชายคาโรลกลับหัวเราะเสียงดังแล้วรีบเข้ามาประชิดตัวผมพร้อมกับกุมข้อมือทั้งสองข้างผมออก

“เสียงของมันไพเราะขนาดนี้เหตุใดเจ้าจึงปิดหูเล่า?” ใบหน้านั้นหัวเราะราวกับโรคจิต เขาและเหล่าทหารดูสนุกแต่ไม่ใช่กับผมที่ไม่อาจทนมองคนอื่นตายทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรร้ายแรงเลยสักนิด

“นายมันโรคจิต! เขาไม่ได้ทำผิดอะไรทำไมต้องฆ่าเขาด้วย!”

ผมตะโกนเป็นภาษาบ้านเกิดใส่หน้าของคาโรลแต่อีกฝ่ายกลับชะงักก่อนจะมองผมด้วยแววตาใคร่รู้

“เจ้าพูดภาษาของเผ่าใด? ทำไมข้ามิเคยได้ยินมาก่อน”

“เขาไม่ได้ทำผิดร้ายแรงทำไมต้องฆ่าเขาด้วย!” ผมพูดภาษาเผ่าเซฟิลิกซ์ให้เข้าใจแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการหัวเราะ

“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าพูดภาษาของเซฟิลิกซ์ได้! เจ้าคือเผ่าใด? ทำไม…”

พรึบ!

ก่อนที่คาโรลจะถามเขาเปิดผ้าคุลมของผมออกก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่เขาต้องตกตะลึง

“เจ้ามิใช่สัตว์เวท? ถ้าไม่มองใบหน้าผอมๆของเจ้าดวงตาสีทองช่างงดงามจริงๆ…ผมของเจ้า…มิน่า พวกเขาถึงต้องการตัวเจ้านัก” คาโรลและเหล่าทหารยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง พวกเขาไม่เคยเห็นคนที่มีสีตาและสีผมแบบนี้มาก่อน

“คุณมันโรคจิต!”

“ข้าโรคจิต? เจ้าหมายถึงการที่ฆ่าคนของข้าน่ะรึ คนของข้าหาใช่ของเจ้า ข้าจะทำสิ่งใดกับคนของข้าก็ย่อมได้หรือว่าเจ้าต้องการดูข้าฆ่าพวกเขาแล้วเฉือนเนื้อให้พวกสัตว์เวทกินดี?”

“อย่ามาพูดบ้าๆ คุณมันโรคจิต! ผมไม่ต้องการแล้วก็ช่วยปล่อยผมไปได้แล้ว” ผมรีบสะบัดข้อมือจากการเกาะกุมแต่ยิ่งสะบัดเขากลับยิ่งบีบแน่นขึ้นจนผมร้องเจ็บ

“ไม่เคยมีใครกล้าพูดจาบังอาจกับข้าแบบนี้…ไปนำตัวพวกนอร์ฟนั่นมาซะ! ข้าจะฆ่ามันต่อหน้าเจ้า ฮ่าฮ่าฮ่า!” เขาพูดจบผมเบิกตากว้างก่อนจะมองทหารห้าคนที่ลากพวกนอร์ฟเข้ามาในกำแพงน้ำ พวกมันถูกล่ามโดยโซ่น้ำบนเขาส่วนคอและหาง

“อย่านะ อย่าทำร้ายพวกมัน!”

“เช่นนั้นจงตอบข้ามาว่าเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์ใด ทำไมพูดจาแปลกพิลึก มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ทำไมพวกเขาต้องตามหาเจ้า” คาโรลจับข้อมือผมแล้วบีบแน่นทำให้ผมร้องออกมาด้วยความเจ็บก่อนจะค่อยๆทรุดลงตรงหน้าของเขาแต่อีกฝ่ายกลับตวัดเอวเพื่อพยุงตัวผมให้เผชิญหน้ากับเขา

“ตอบ!”

“ผะผมไม่รู้”

“เจ้าไม่อยากเห็นพวกมันตายหรอกเหรอ ได้…ข้าจะจัดการพวกมันต่อหน้าเจ้าและจะไม่หยุดจนกว่าเจ้าจะยอมบอก” เขายกมือขวาเตรียมพร้อมร่ายพลังเวทแต่ผมรีบจับแขนเขาไว้แล้วกล่าวขอร้อง

“ผะผมไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ได้โปรดปล่อยพวกเขาไป ผมขอร้อง” ผมอ้อนวอนเขาทั้งน้ำตาและมันได้ผล คาโรลชะงักครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเอื้อมมือมาสัมผัสน้ำตา

ทันใดนั้น!

พวกนอร์ฟที่ถูกจับมีตัวหนึ่งขัดขืนพวกทหารก่อนจะพุ่งชนพวกทหารเหล่านั้นให้ปั่นป่วนแล้วสื่อสารกับตัวอื่นๆให้ใช้จังหวะนี้หนีไป คาโรลรีบปล่อยผมก่อนจะหันไปจัดการกับเจ้านอร์ฟตัวนั้นทันที

“ตายซะ!”

“ม่ายยยยยยยยยยยย!!!” ผมทรุดตัวลงเอื้อมมือไปจับเท้าของอีกฝ่ายแต่ไม่ทันเสียแล้วเมื่อพลังเวทอันรุนแรงของเขาบีบนอร์ฟตัวนั้นให้กลายเป็นเศษซากของเนื้อกระจัดกระจายอยู่รอบๆ

นอร์ฟตัวที่ผูกเชือกกับเรือไว้รีบว่ายหนีทันที กำแพงน้ำเริ่มสลายเพราะพวกทหารโดนปั่นป่วนไม่มีที่ให้หลบดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องสลายกำแพงน้ำออก พวกสัตว์ที่เหล่าทหารขี่บนหลังต่างรุมกินเศษซากนอร์ฟตัวนั้นอย่างตะกละตะกลาม

ความร้อนภายในตัวของผมเริ่มพลุ่งพล่าน มันคือความโกรธที่ไม่อาจยับยั้งได้ บทเวทย์บทหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวหลังจากนั้นผมจึงเริ่มเอ่ยปากร่ายเวทย์โบราณที่แม้แต่เจ้าชายคาโรลเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน

วงเวทย์ค่อยๆกระจายอยู่ใต้ฝ่าเท้ากลายเป็นตัวอักษรและสัญลักษณ์โบราณทอแสงสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกับสีของน้ำทะเล

ครืน! ครืน!

เสียงกระทบกันของน้ำทะเลค่อยๆแยกตัวออก คลื่นลมพัดโหมกระหน่ำราวกับกำลังเกรี้ยวกราด ดวงตาสีทองประกายส่องสว่างท่ามกลางความมืดของพายุฝนจากด้านบนท้องฟ้า

น้ำตาที่ไหลออกมากลับลอยหายไปพร้อมกับน้ำทะเล รอยแยกของมหาสมุทรกำลังขยายไปตามแนวนอนอย่างกว้างขวางพร้อมกับแสงสีขาวบางอย่างที่กำลังปิดกั้นช่องว่างระหว่างผมและเจ้าชายคาโรล

พวกเขากำลังตกตะลึง!

นี่มันมหาเวทย์อะไรกัน!

“เจ้าชายคาโรล! พวกเราใช้เวทย์ทะลุเกราะสีขาวนี่ไม่ได้เลยพะยะค่ะ!”

“ไม่มีประโยชน์! หยุดโจมตีแล้วเตรียมพร้อมสำหรับคลื่นทะเลลูกใหญ่ที่กำลังจะมาซะ!”

“พะยะค่ะ!”

เมื่อผมเห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีทีท่าว่าจะตามมาจึงรีบบอกพวกนอร์ฟตัวที่เหลือให้รีบหนีไปให้ไวที่สุดก่อนเวทย์ที่ผมร่ายจะเสื่อมคลายลงในไม่ช้า

ผมหันหลังมองไปยังเบื้องหลัง ใบหน้าแสนร้ายกาจของเจ้าชายคาโรลยังคงวนเวียนเป็นภาพอยู่ในความทรงจำ เขาช่างโหดเหี้ยมแก่สัตว์เวทที่ใกล้จะสูญพันธุ์โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามเลยสักนิด

เรือเริ่มห่างออกไกลจากจุดที่ร่ายเวทและผมเองก็หวังว่าคลื่นลมพายุบนท้องทะเลจะสามารถช่วยให้พวกเราผ่านพ้นจากตรงนี้ไปได้

การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจนกระทั่งไม่รู้ตัวเลยสักนิดเผลอคิดว่าพวกเขาจะยอมรามือแต่ที่ไหนได้…กลับส่งทหารมาประจำการแถวชายฝั่งของอาณาจักรแห่งหนึ่งและเป็นสถานที่แรกที่ผมจะต้องเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง

เสียงคลื่นของชายฝั่งกระทบกับโขดหินเป็นสัญญาณบอกว่ามีแผ่นดินใหญ่รอผมอยู่ตรงเบื้องหน้าแต่ทว่ากลับมีชายใส่เครื่องแบบซึ่งดูแล้วคล้ายกับพวกทหารกำลังออกลาดตระเวนอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทำให้เป็นเรื่องยากที่จะแอบหลบไม่ให้พวกเขาจับได้ดังนั้นเจ้าพวกนอร์ฟจึงใช้ความพยายามอย่างมากในการหาจุดที่ผมจะหลีกเลี่ยงทหารพวกนั้นได้และในที่สุดพวกนอร์ฟก็หาชายฝั่งที่มีแต่โขดหินล้อมรอบใกล้ๆเต็มไปหมด

เป็นเพราะโขดหินเยอะพวกเขาจึงไม่คิดว่าผมจะแอบเข้ามาหลบบริเวณนี้แทน

“ขอบคุณพวกนายมากนะ” ผมดึงเชือกขึ้นฝั่งก่อนจะเดินเข้าไปลูบพวกนอร์ฟทีละตัว

พรล่ะ พร อวยพรให้พวกเราด้วยสิ

*!*

“อวยพรงั้นเหรอ? แต่ผมไม่รู้หรอกนะว่าพรของผมจะช่วยพวกนายได้ไหม…อืม…ถ้างั้นหลังจากนี้ไปผมขอให้พวกนายไม่ต้องกลายเป็นสัตว์เวทที่ใกล้จะสูญพันธ์อีกต่อไป” ผมก้มลงจูบหน้าผากของพวกนอร์ฟทีละตัวให้เหมือนกับสิ่งที่ผมเคยจดจำมาในโลกเดิม

เย้ ในที่สุด ขอบใจเจ้ามากเลยไวท์

*!*

ลาก่อน

*!*

ไวท์ อย่าลืมพวกเรานะ

*!*

เจ้าพวกนอร์ฟกระโดดบนผิวน้ำด้วยความดีใจ ผมพยักหน้าให้พวกมันก่อนจะโบกมือลาและเมื่อพวกนอร์ฟเริ่มห่างหายไปจากสายตาของผม…

ตุบ!

ร่างกายใหม่กลับทรุดตัวลงบนพื้นด้วยความหวาดกลัว มือและขาของผมสั่นระริกราวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดเหมือนพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตัวของผมมักจะคนคอยให้พึ่งพาเสมอ ภาพการต่อสู้ของพวกสัตว์เวท เจ้ารากบัว กัสและพวกนอร์ฟยังคงอยู่ในความทรงจำเพื่อตอกย้ำว่าต่อจากนี้ผมจะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพวกเขาทุกคนบนหุบเขา

วินาทีนั้นผมค่อยๆลุกขึ้นแม้ร่างกายจะสั่นอยู่ก็ตามก่อนจะเก็บสัมภาระใส่ในถุงผ้าแล้วมัดผูกติดไว้กับด้านหลังของตัวเอง การมีเสื้อคลุมใส่อย่างน้อยคงช่วยหลบเลี่ยงพวกนั้นได้บ้างขอแค่ไม่แสดงพิรุธให้พวกเขาเห็นก็พอ ผมหาที่หลบแถวต้นไม้ริมฝั่งก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ใส่แล้วใช้ผ้าคลุมเฉพาะส่วนหัวและด้านหลัง

ในขณะที่ผมเดินออกไปตามทางเดินรอบๆชายฝั่ง ดูจากลักษณะของภูมิศาสตร์รอบๆแล้วหากมีเส้นทางใช้เท้าเดินผ่านได้แสดงว่าอีกไม่ไกลต่อจากนี้ก็คงจะมีหมู่บ้านอยู่และที่นั่นจะเป็นที่ที่ผมต้องหาที่พักอาศัยชั่วคราวเพื่อจะได้คิดหาทางวิธีในการใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป

เสียงรถม้าดังกุบกับอยู่เบื้องหน้ากำลังใกล้เข้ามา ผมแอบมองเล็กน้อยก่อนจะพบว่าบนรถม้านั้นคือพวกทหารลาดตระเวน ผมรีบก้มหน้าลงพยายามเดินให้ดูธรรมชาติที่สุดจนกระทั่งเสียงรถม้าเลยผ่านตัวผมไปไม่ไกลก่อนจะหยุดลงในทันที

“เฮ้! นั่นเจ้ากำลังจะไปที่ใด!” เสียงของทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาถามผม

“เอ่อ…ผะผม…ข้า…กำลังจะไปเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านทางนั้นน่ะ” ผมกระชับผ้าคลุมให้ปิดเส้นผมของตัวเองแต่อีกฝ่ายกลับใช้มือตบบ่าผมอย่างไม่ทันตั้งตัว

“อ๋อ เจ้าหมายถึงหมู่บ้านฮาร์ทสินะ ว่าแต่เป็นเจ้ามาจากที่ใดล่ะ แถวนี้ห่างไกลจากตัวเมืองมากนักคงจะไม่ได้มาจากในตัวเมืองหรอกนะ”

แรงตบบ่าของเขาทำให้ผมตกใจเล็กน้อยก่อนที่ผมจะตั้งสติแล้วประมวลความจำภายในหัวที่เจ้ารากบัวได้เคยสอนเกี่ยวกับอาณาจักรบนผืนแผ่นดินใหญ่…ถ้าหมู่บ้านฮาร์ทอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งซึ่งทางที่ผมเดินมาเป็นทางมุ่งหน้าขึ้นสู่เมืองหลวง…หมายความว่าในตอนนี้ผม…

อยู่ในอาณาจักรโรเซียร์

ไม่ผิดแน่เพราะเป็นอาณาจักรที่สภาพค่อนข้างร้อนอบอ้าวมีฤดูกาลหมุนเวียนผลัดกันทุกๆสามเดือน บริเวณชายฝั่งจะมีโขดหินเยอะกว่าอาณาจักรอื่นส่วนหมู่บ้านที่ติดชายฝั่งทะเลกว่าหมู่บ้านฮาร์ทก็คือหมู่บ้านซามอนที่อยู่ออกไปไม่ไกลจากแถวนี้มากนัก

“ข้ามาจากหมู่บ้านซามอน แม่ของข้าได้ฝากอาหารไปให้ลุงที่กำลังล้มป่วยอยู่” ผมทำท่าจะเปิดสัมภาระให้ดูแต่ทหารคนนั้นกลับกล่าวปฏิเสธ

“โธ่เอ๋ย เจ้าก็น่าจะบอกข้าตั้งแต่แรก เอ้า รีบไปเถอะ ลุงของเจ้ากำลังป่วยอยู่แต่รีบๆหน่อยล่ะอีกไม่ช้าก็จะพระอาทิตย์จะตกดินแล้ว” อีกฝ่ายโบกมือลาผมก็เลยหงกหัวให้เขาก่อนจะโค้งตัวลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการขอบคุณ

สองเท้าของผมเดินไปตรงไปหมู่บ้านฮาร์ทท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวแต่โชคดีที่มีเกวียนคันหนึ่งกำลังจะไปหมู่บ้านนั้นพอดีซึ่งคุณลุงคนขับเป็นคนเอ่ยปากให้ผมนั่งเกวียนไปพร้อมกับเขาเอง…อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีคนดีๆล่ะนะ

โรเซียร์เป็นอาณาจักรทางตอนใต้สุด เศรษฐกิจและบ้านเมืองมีความเป็นอยู่ที่ดีแต่ไม่ถึงกับเจริญรุ่งเรือง สังเกตได้จากหมู่บ้านที่ผมมาถึงแม้ว่าจะเป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆแต่ความเป็นอยู่ของชีวิตชาวบ้านนั้นดีมากเพราะแทบจะไม่เห็นขอทานเลยแต่ก็ไม่แน่ว่าหากมุ่งขึ้นสู่เมืองหลวงภาพที่เห็นในหมู่บ้านฮาร์ทอาจจะแตกต่างกันก็เป็นได้

เกวียนหยุดลงตรงหน้าที่พักสำหรับชาวต่างถิ่น ผมโบกมือลาและกล่าวขอบคุณลุงคนนั้นก่อนจะเดินเข้าไปเปิดประตู

“อ้าว พ่อหนุ่มน้อย เจ้าเป็นคนต่างถิ่นเหรอจ๊ะ” คำๆแรกของคุณป้าคนหนึ่งท่าทางใจดีเข้ามาทักทายผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ผม เอ๊ย ข้ามาจากหมู่บ้านซามอน…” ผมมองรอบๆพบว่าที่พักสองคล้ายกับบ้านสองชั้นด้านล่างจะมีโต๊ะและบาร์เล็กๆ มีชาวบ้านและคนต่างถิ่นที่สวมแต่งกายไม่เหมือนคนแถวนี้อีกด้วย

“ว่าแต่หนุ่มน้อยเช่นเจ้ามาทำอะไรที่นี่คนเดียวล่ะ เอ้า เข้ามานั่งก่อนสิ” คุณป้าคนนั้นพาผมเข้าไปนั่งบนโต๊ะอาหารก่อนจะตะโกนสั่งอาหารให้ผม

“ดะเดี๋ยวก่อน…ผม…ข้าไม่มีเงินน่ะ” ผมตอบอย่างอายๆก่อนที่อีกฝ่ายจะนั่งเก้าอี้ลงฝั่งตรงข้ามของผม

“ไม่เป็นไรจ๊ะ ที่พักนี้เป็นของข้าเอง เจ้ายังหนุ่มยังเล็กนักทำไมถึงเดินทางมาคนเดียวล่ะ” ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นการหลอกถามข้อมูลและขายให้แก่พวกคนต่างถิ่นหรือทหารที่ผ่านมาแถวนี้บ่อยๆ

“ขะข้าได้ยินมาว่าถ้าหากสอบเข้าเป็นทหารในเมืองหลวงได้จะมีเงินเดือนพอที่จะเลี้ยงดูแม่และน้องของข้าในหมู่บ้านซามอน…” ผมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ว่าแต่เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”

“เพิ่งผ่านสิบหกปีมาเมื่อสองวันก่อนเองขอรับ”

“สิบหกถือว่าวัยกำลังดีล่ะนะ ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ถ้าเจ้ามีความมุ่งมั่นข้าก็หวังว่าเจ้าจะได้เป็นทหารในเร็วๆนี้ ข้าไม่ถามเจ้าแล้วแต่เดินทางคนเดียวมันอันตรายยังไงก็ระวังตัวดีๆล่ะ”

“ขอบคุณขอรับ…ว่าแต่ถ้าผมจะพักที่นี่ราคาเท่าไหร่เหรอ?”

“สองเหรียญเงินต่อคืนจ๊ะ”

ผมชะงักเล็กน้อยก่อนจะมองถุงสัมภาระของตัวเอง ผมไม่มีเงินติดตัวจะมีก็แต่เพชร พลอยไพลินและเครื่องประดับเล็กๆที่ทำมาจากทองคำ

“ข้ามีแค่สิ่งนี้…พ่อของข้าได้มันมาจากปู่ทวด พอจะแลกเป็นค่าที่พักได้ไหมขอรับ” ผมยื่นพลอยเม็ดเล็กๆให้ป้าคนนั้นดูก่อนที่อีกฝ่ายจะทำท่าตกใจแล้วรีบโน้มตัวเข้ามากระซิบ

“นี่มันมีค่ามากกว่าหลายเหรียญทองเลยนะ! เจ้าไม่ควรจะเอาออกมาให้ใครดูเด็ดขาด ของมีค่าเช่นนี้ข้ารับไว้ไม่ได้แต่เจ้าสามารถแลกเป็นเงินที่ร้านจำนำของหมู่บ้านได้”

“มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่พ่อข้าทิ้งไว้ใช้ในยามจำเป็นขอรับ”

“ข้าเข้าใจดี ไม่ต้องห่วงข้าจะไม่พูดเรื่องนี้กับใคร” ป้าคนนั้นลุกเดินไปยกอาหารมาให้ผม

หลังจากทานเสร็จผมเดินออกจากที่พักเพื่อไปร้านจำนำตามที่อีกฝ่ายบอก เมื่อเดินเข้าไปถามลุงสวมแว่นแก่ๆคนหนึ่ง

“เจ้าหนุ่ม เจ้าอยากจำนำมันเท่าไหร่ล่ะ”

“ข้าเองไม่รู้ราคามันเลยขอรับ”

“เอ้า ถ้างั้นข้าให้เป็นยี่สิบเหรียญทองล่ะกัน แน่ใจแล้วเหรอว่าจะขายที่นี่น่ะหากเจ้าเข้าไปในเมืองราคาจะสูงกว่านี้มาก”

“ไม่ล่ะขอรับ ข้ามีความจำเป็นต้องใช้” เขาไม่กล่าวอะไรก่อนจะยื่นเหรียญทองยี่สิบเหรียญใส่ในถุงให้ผม

ค่าเงินของโลกนี้จะเท่ากันหมด หนึ่งร้อยเหรียญทองแดงเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน หนึ่งร้อยเหรียญเงินเท่ากับหนึ่งเหรียญทอง

เท่ากับว่าหากผมนำพวกเพชร พลอย ทองคำไปขายคงมีเงินได้ใช้อย่างสบายแต่เรื่องแบบนี้มันไม่เข้าใครออกใครอย่างน้อยก็หาที่ทำเลดีๆมีบ้านเป็นของตัวเองก็ไม่เลวเหมือนกัน

เมื่อได้เงินมาผมกำลังจะเดินกลับแต่แล้วพวกชาวบ้านหลายคนต่างพากันเดินออกมาไปยังลานหมู่บ้านซึ่งมีต้นไม้แปลกๆต้นหนึ่งที่แผ่ก่งก้านและใบสีเขียวสดแต่ทว่าต้นไม้ต้นนี้กลับมีผลเป็นรูปดอกลิลลี่สีขาวและชมพูปะปนกันเต็มไปหมด

“พวกเขากำลังจะทำอะไรกันเหรอ?” ผมหันไปถามเด็กคนหนึ่งซึ่งน่าจะอายุไม่เกินสิบห้าปี

“เอ๋ นี่เจ้าไม่รู้จริงๆเหรอ แต่ก็นะบางทีต่างอาณาจักรอาจจะให้กำเนิดไม่เหมือนกันก็ได้”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“เป็นพ่อของข้าบอกมาน่ะสิ อีกอย่างเรื่องง่ายๆอย่างนี้ทำไมเจ้ากลับไม่รู้เรื่องราวเลย” เจ้าเด็กคนนี้หันมามองผมด้วยความสงสัยก่อนจะชี้มือไปที่ต้นไม้ต้นนั้น

“อาจจะเพราะ…เอ่อ ไม่เคยมีใครบอกข้าล่ะมั้ง”

“เห…แต่ก็ช่างเถอะ ข้าจะบอกให้ล่ะกัน ต้นไม้ต้นนี้พวกเราเรียกว่าต้นกำเนิด พ่อแม่ของข้าก็ขอพรจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั่นเพื่อให้ข้าได้มีชีวิตอย่างไรเล่า!” เด็กคนนี้ดูภูมิใจมากแต่คำตอบของเขาทำให้ผมรู้สึกสับสน

เจ้ารากบัวไม่เคยบอกเรื่องราวเหล่านี้ให้แก่ผมมาก่อนแล้วสรุปมันคืออะไรกันแน่!

“หะหา ขอพรให้เจ้ามีชีวิต!?”

“พี่ชาย! เจ้าไม่รู้แม้แต่สิ่งที่ให้กำเนิดเจ้าเลยเหรอเนี่ย! พวกเราทุกคนต่างก็กำเนิดมาจากต้นไม้นั้นเหละแต่จะต้องเป็นพวกผู้ใหญ่ที่ขอพรกันน่ะนะ”

“เอ๋ ไม่ใช่เป็นเรื่องของผู้ชายกับผู้หญิง…แบบนั้นหรอกเหรอ”

“ผู้หญิง ผู้หญิงอะไรกัน พี่ชายหรือท่านหมายถึงตัวเมีย?” เด็กคนนั้นทำหน้าไม่เข้าใจ

สมองของผมกำลังสับสน เด็กคนนี้ไม่รู้จักผู้หญิง!? อีกทั้งพวกเขาเกิดมาจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์!

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมเจ้ารากบัวไม่เคยบอกผมมาก่อน!

“เจ้าลองมองดูดีๆนั่นไงผู้ยะหญิง…” ผมชี้มือไปรอบๆแต่กลับต้องชะงักเพราะพวกชาวบ้านที่มารวมกันทั้งหมด

เป็นผู้ชาย!

“ไหนๆ มันคือสิ่งใด ข้าไม่เคยรู้จักมาก่อน”

ผมลดมือลง เหม่อมองรอบๆก่อนจะสังเกตว่าพวกเขาทั้งหมดไม่ได้มีหน้าอกเหมือนกับผู้หญิงเลยสักนิด

“หมายความว่า…พ่อและแม่ของเจ้าก็เป็นผู้ชายทั้งคู่น่ะสิ!”

“เอ๋ พี่ชาย เจ้าพูดอะไรแปลกๆ พวกเราต่างก็มีพ่อและแม่เป็นผู้ชายอยู่แล้ว!”

“!!!”

ทันใดนั้นแสงจากดอกลิลลี่สีขาวเปล่งประกายจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับชายสองคนที่ยืนอยู่ใต้ดอกลิลลี่นั้นกำลังคุกเข่าลงอธิฐานก่อนจะยืนขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปยังดอกลิลลี่ที่เปล่งแสงอยู่เบื้องหน้า

ดอกลิลลี่ค่อยๆร่วงลงมาอย่างช้าๆก่อนจะเผยกลีบออกให้เห็นถึงทารกตัวเล็กๆที่มีรูปร่างเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปไม่มีผิด เสียงร้องดังของเด็กทารกคนนั้นบ่งบอกว่าชีวิตใหม่อีกหนึ่งชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง

ผมขมวดคิ้วแล้วรีบวิ่งออกจากที่แห่งนั้นทันทีก่อนจะมุ่งตรงไปยังที่พักของป้าคนนั้น ถ้าหากโลกนี้มีแต่ผู้ชายแล้วทำไมป้าคนนั้นถึงเป็นผู้หญิงล่ะ?

หรือว่าผมตาฝาดไป?

ใบหน้าของป้าคนนั้นดูเหมือนผู้หญิงตามอายุอย่างเห็นได้ชัดแต่ว่าผมจะต้องกลับไปพิสูจน์ดูเพื่อความแน่ใจซะก่อน

“อ้าวๆ กลับมาแล้วเหรอจ๊ะพ่อหนุ่มน้อย” อีกฝ่ายกำลังยืนยิ้มให้ในขณะที่เช็ดโต๊ะบนบาร์เล็กๆอยู่

ผมหอบหายใจก่อนจะมองบนหน้าอกของแบนราบ…เขา

ใช่! เป็นเขา…ผู้ชายที่ไม่ใช่ผู้หญิง!

นะนี่มันโลกเวทมนตร์แบบไหนกันเนี่ย!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

------------------------------------------------------------------------

ตัวเอกแนวใสซื่อแต่จะค่อยๆพัฒนาค่ะ อาจจะดูลำไยไปหน่อยแต่เพราะเมื่อก่อนมีแต่คนให้พึ่งพาไม่เหมือนตอนนี้ทำอะไรไม่ได้สักอย่างอย่าเพิ่งลำไยกันเยอะนะคะ

ส่วนเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้เมื่อเจ้ารากบัวโดนเผาหรือช่วยสัตว์เวทไม่ได้เป็นเพราะโลกเดิมกับโลกใหม่ต่างกัน ตัวเอกไม่เคยเจอมาก่อนก็เลยเกิดความกลัวมากกว่าที่จะทำค่ะ

#ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านมากๆนะคะ

#ncไม่ได้มีทุกตอนแต่เน้นเนื่องเรื่องหลักยาวๆไปค่ะ (ฉากเรทมีแน่นอนแต่รอต้องรอติดตามกันค่ะ)

#รายละเอียดอาณาจักรหรืออื่นๆจะทยอยลงทีหลังนะคะ

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว