Eye Contact "เพียงสบตา"
ตอนที่1 แรกพบสบตา
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่1 แรกพบสบตา

ตอนที่ 1 

แรกพบสบตา 

 

เหตุการณ์ก่อนหน้านี้... 

 

 

ในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของประเทศไทย... 

วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียน ผมในฐานะนิสิตชั้นปีที่หนึ่งที่เข้ามาเรียนที่นี่เป็นวันแรกค่อนข้างที่จะวุ่นอยู่กับการเดินหาคณะตัวเอง แม่งเอ๊ย ตอนนี้สายมากแล้วด้วย อยู่ตรงไหนวะ ตอนมาสัมภาษณ์ผมก็จำได้ว่าตึกอยู่แถวๆ นี้ ไปทางไหนกันแน่ล่ะเนี่ย หรือว่าทางนั้น ไม่ก็ทางนี้ ใช่ๆ ทางนี้แน่ๆ จำตึกนี้ได้ 

ขณะที่ผมกำลังเดินข้ามถนนเพื่อที่จะข้ามไปอีกฝั่งนั้น จู่ๆ ปอร์เช่คันสีดำเงาวับก็ขับมาด้วยความเร็วสูง 

ปื้น ปื้น ปื้น!!’  

“เหวอออ..” 

ตุ๊บ!!’  

ผมหงายหลังล้มลงกับพื้นถนนศอกไปกระแทกเข้ากับฟุตปาธเต็มๆ เสียงแตรรถและเสียงเบรกดังสนั่นไปทั่วบริเวณ นิสิตคนอื่นที่อยู่รอบๆ ต่างมองมาที่ผมด้วยความตกใจ 

“โอ๊ยยย! อึ่ก...เจ็บชิบ หึ้ยยย ขับรถประสาอะไรวะ ซื้อใบขับขี่มาหรือไง ลงมาเดี๋ยวนี้นะโว้ยยย!!” ด้วยความเดือดและเจ็บแผลไปด้วยทำให้ผมลุกขึ้นมาใช้มือทุบกระจกรถสปอร์ตคันหรูที่ติดฟิล์มสีดำทึบจนไม่สามารถมองเห็นคนขับที่นั่งอยู่ข้างใน 

ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง!!’  

“บอกให้เปิดไงวะ จะชนแล้วหนีหรือไง ลงมาสิโว้ยยย!!” 

หน็อย รู้จักผมน้อยไปซะแล้ว ผมถอยหลังมาหนึ่งก้าว ใช้มือพับแขนเสื้อนิสิตขึ้นมาที่ข้อศอกทั้งสองข้าง แต่จังหวะที่ดึงแขนเสื้อขึ้นไปสัมผัสกับแผลความเจ็บก็แล่นขึ้นมาตามแขนแสบชาไปหมด แขนเสื้อสีขาวมีเลือดสีแดงไหลซึมออกมา แต่ผมไม่ได้สนใจ ตอนนี้เจ็บใจมากกว่า ผมเดินมาดีๆ แท้ๆ ก่อนจะข้ามถนนก็มองซ้ายมองขวาดูรถเรียบร้อย แต่พอจะข้ามมันก็ขับออกมาจากโรงจอดรถ พุ่งมาทางผมด้วยความเร็ว แล้วตอนนี้ยังจอดรถแน่นิ่งไม่ลงมาถามอะไรสักคำ 

“ได้ จะไม่ลงมาจริงๆ ใช่มั้ย” ผมตั้งท่าถอยหลังมาอีกสองสามก้าว จะวิ่งไปถีบประตูรถของเจ้าของรถปอร์เช่คันนี้ แต่จังหวะที่กำลังจะยกเท้าขึ้นประตูฝั่งคนขับก็ถูกเปิดออกมา ทำให้ผมชะงักเท้าค้างไว้กลางอากาศ 

รองเท้าหนังสีดำเงาวับปรากฏต่อสายตาของผม เมื่อเจ้าของรถยื่นเท้าออกมาจากรถก้าวเท้าลงมาสัมผัสกับพื้นถนนแล้วยืนเต็มความสูง คนอะไรจะสูงขนาดนี้เนี่ย กางเกงสแล็กสีดำเข้ารูปที่ดูสมส่วนกับผู้สวม เข็มขัดนิสิตที่ดูใหม่มากเหมือนเพิ่งจะซื้อมา เสื้อนักศึกษาที่ขาวสะอาดดูเรียบร้อย ทรงผมเซตมาอย่างดีบวกกับใบหน้าที่ขาวเนียน จมูกโด่ง สวมแว่นกันแดดสีดำ มือล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างยืนพิงประตูรถแล้วมองมาที่ผม 

“หึ เท่ตายล่ะ” 

“กรี๊ดดดดด!! นะ...นั่นมัน...พี่ซัน พี่ซันจริงๆ ด้วยแก หล่อ เท่ โดนใจ ได้สักครั้งฉันจะตั้งใจเรียน งื้อออ!!” 

“โอ๊ย หยุดค่ะ พี่ซันเป็นของฉัน เค้ามองมาที่ฉันด้วยแกเห็นมั้ย ดูสิๆๆ อ๊ายยย กรี๊ดดดดด!!” 

“ยาดมๆ ยาดมฉันอยู่ไหน” 

เสียงกรี๊ดดังลั่นมาจากด้านหลังของผม ผมยืนนิ่งตาค้างไปสามวิ กะพริบตาปริบๆ แล้วมองไปยังสาวๆ เจ้าของเสียงที่พากันยกมือขึ้นมาทาบอก ทำสีหน้าเคลิบเคลิ้ม ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มมองไปยังไอ้คนที่มันจะขับรถชนผม ให้ตายสิครับ คนเจ็บอยู่นี่ไม่มีใครสนใจผมเลยสักคน นิสิตที่อยู่บริเวณรอบๆ ที่มามุงดูต่างพากันยกมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเจ้าของรถคันนี้กันยกใหญ่ 

“เหอะๆ อะไรกันเนี่ย มันเป็นใครกันแน่วะ หรือว่าเป็นดารา แต่ไม่น่าจะใช่ ถ้าเป็นดาราแล้วนิสัยเสียไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้นะ ไปเป็นขอทานเถอะ ไม่สิ ขอทานยังนิสัยดีมีมารยาทมากกว่าคนแบบนี้ซะอีก ให้ตายสิ พูดแล้วก็หงุดหงิดฉิบหาย” 

“ตาเถร!! OMG!! อกอีแป้นจะแตก!!” 

ขณะที่ผมกำลังสบถพูดกับตัวเองอยู่นั้นสามสาวเมื่อสักครู่ที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเเสบแก้วหูให้กับไอ้โย่งตัวสูงเจ้าของรถหรูคันนั้นก็เดินเข้ามาหาผมพร้อมกันสามคนแล้วยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ตรงหน้าผม ก่อนที่จะมีสาวกระโปรงสั้นเสมอหู นมตู้มแบบที่กระดุมเสื้อนิสิตแทบจะปริกระเด็นหลุดออกจากเสื้อตัวจิ๋วที่รัดติ้วก็ก้าวเข้ามายืนข้างหน้าผมก่อนจะพูดออกมา 

“เมื่อกี้ที่นายพูดคงไม่ได้หมายถึงพี่ซันสุดหล่อของฉันใช่มั้ยยะ” 

“พะ...พี่ซัน? ใครเหรอครับ” 

“OMG!! นี่นายไม่รู้จักพี่ซัน สหรัฐ สกุลเกียรติ นายแบบดัง ว่าที่คุณหมอ แถมยังเป็นเดือนมหาลัยของเรา นายไม่รู้จักงั้นเหรอ” 

“ครับ ไม่รู้จักเลย” 

“O_O เหอะ!!” 

ผมพูดออกไปตามความจริง แล้วผมก็งงด้วยว่าเธอจะเดินมาสาธยายชื่อนามสกุลไอ้คนที่เธอพูดถึงอยู่ให้ผมฟังทำไม และจังหวะนั้นเองขณะที่ผมกำลังจะหันกลับไปมองไอ้คนที่มันตั้งใจจะขับรถชนผม ผมก็ต้องสะดุ้งชะงักกึกเมื่ออยู่ๆ มันก็เดินเข้ามาจับข้อมือของผมแน่นพร้อมกับดึงกระชากแขนผมไปที่รถของมัน ก่อนจะเหวี่ยงตัวผมไปอีกฝั่งของรถและเปิดประตูด้านข้างคนขับออก แล้วยัดตัวผมเข้าไปในรถของมัน... 

“เหวอออ!!” 

 

* 

 

ทันทีที่มันผลักผมเข้ามาในรถมันก็รีบเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับ ปิดประตูรถเสียงดังจนผมสะดุ้ง มันก็เหยียบคันเร่งพุ่งไปยังทางข้างหน้าด้วยความเร็ว ผมรีบดึงสายเบลท์มาคาดทันที ยังไงก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน เพราะมันขับรถแบบนี้ไงผมถึงซวยไปด้วย นี่ถ้าไปชนกับใครเขาเข้าหรือแหกโค้กชนเสาไฟฟ้า ไม่ต้องถามเลยว่าจะรอดเป็นผู้เป็นคนมั้ย ไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โตแหงๆ 

“มะ...มึง จะทำอะไรอะ” 

“หึหึ” 

เอี๊ยดดดดด!!’  

เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นซีเมนต์จากการเบรกกะทันหันของรถ ท้ายรถสะบัดหมุนวนสองรอบก่อนจะพุ่งไปข้างหน้า ผ่านป้ายสีน้ำเงินที่เขียนไว้ว่า ‘โรงจอดรถ VIP คณะแพทยศาสตร์’ ผ่านป้ายมาแป๊บเดียวมันก็บีบแตรเสียงดัง ผมนี่นั่งใจสั่นตัวหดเหลือเท่ามด ทางข้างหน้าเป็นป้อมยามมีรปภ. ดูแลทางเข้าออกโรงจอดรถของที่นี่ 

ทันทีที่มันบีบแตรยามก็กดที่กั้นขึ้นแทบจะไม่ทัน พอเข้ามาถึงลานจอดรถมันก็หักพวงมาลัยเข้าจอดตรงช่องว่างที่สามารถจอดได้พอดีกับตัวรถ ได้จังหวะพอดิบพอดี ถ้าเป็นผมขับคงรถคว่ำตายตั้งแต่ยังไม่ถึงทางเข้าคณะแพทย์แล้ว 

“หู้ววว ค่อยยังชั่ว แขนขา มือ ตา จมูก ปาก โอเค ยังอยู่ครบ” ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ตรวจดูร่างกายของตัวเองหลังจากที่รถจอดสนิท ส่วนมันหันหน้ามามองผมก่อนจะถอดแว่นกันแดดสีดำที่สวมอยู่ออกแล้วหันมามองหน้าผมด้วยสีหน้าแววตานิ่งๆ แต่ทว่าทันทีที่สายตาของผมสบตากับใบหน้าของมันแบบเต็มๆ หลังจากที่มันถอดแว่นกันแดดออก... 

“หละ...หล่อชะมัด...” 

ทำไมหน้ามันหล่อขนาดนี้กันล่ะเนี่ย หล่อ...หล่อมาก หล่อจนผมไม่อาจจะบรรยายได้ว่ามันหล่อแค่ไหน ให้ตายเถอะครับนี่มันณเดชน์ชัดๆ เฮ้ย!! แล้วผมจะมานั่งจ้องหน้าชื่นชมความหล่อของมันทำไมกันล่ะเนี่ย ผมกะพริบตาอยู่หลายทีแล้วรีบเบือนหน้าหนีจากใบหน้าของมันก่อนจะส่ายหัวสะบัดความคิดในหัวที่ผมชื่นชมในความหล่อของมันออกไป 

“ทำเหี้ยไรของมึงไอ้แว่น กูรู้ว่ากูหล่อ มองไปเหอะกูไม่คิดตังค์” 

“อะ..ไอ้หลงตัวเอง แล้วเมื่อกี้มึงเรียกใครว่าแว่นวะ” 

“หึ อยู่กันแค่เนี้ย กูเรียกหมามั้ง” 

อยู่กันแค่เนี้ย? มันหมายความว่ายังไงวะ 

ผมมองซ้ายมองขวาหันหน้าหันหลัง ก็บนรถก็มีแค่ผมกับมันสองคน แล้วผมก็ใส่แว่น เฮ้ย!! แบบนี้มันด่าผมว่าผมเป็นหมานี่หว่า 

“นี่มึงว่ากูเป็นหมาเหรอ” 

“แล้วแต่จะคิด เสียเวลากูฉิบหาย เด็กเอ๋ออย่างมึงทีหลังจะเดินข้ามถนนหัดมองรถให้มันดีๆ หน่อย เดี๋ยวจะเดินไปชนรถใครเขาพังเข้า” 

“มะ...มึง โหย ไอ้โย่ง...ไอ้นิสัยไม่ดี พูดแบบนี้มึงมาต่อยกับกูตัวต่อตัวเลยดีกว่า หึ้ยยย!!” ผมเจ็บใจที่มันบอกว่าผมจะเดินไปชนรถใครเขาพังเข้า พูดออกมาได้ยังไงมันเป็นคนผิดแท้ๆ ผมโมโหตั้งท่าดึงแขนเสื้อขึ้น ยกมือกำกำปั้นขึ้นมาตั้งกาดพร้อมบวก ส่วนมันไม่สะทกสะท้านกับคำด่าของผมเลยสักนิด แต่กลับหลุดขำหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วเอื้อมมือมาขยี้หัวผมแรงๆ 

“หึ้ยยย!! อย่ามาจับ เอามือสกปรกของมึงออกไปเลย!!” 

“มึงนี่ตลกว่ะ ตัวก็เตี้ยแค่เนี้ย เสือกใจใหญ่ แขนก็เจ็บยังกล้าท้ากูต่อย ฮ่าๆๆ” 

“มะ...มึงขำเหี้ยไร ฮะ...เฮ้ยยย จะ...จะทำอะไรกูอะ ปล่อยนะโว้ย ไม่งั้นกูจะตะโกนให้คนช่วยจริงๆ ด้วย” ผมตกใจพูดออกมาเสียงดังเมื่อจู่ๆ มันก็ดึงแขนของผมข้างที่รู้สึกแสบๆ ไปหาตัวมัน 

“มึงคิดว่ากูจะทำอะไรกับเด็กหน้าเอ๋อๆ อย่างมึงวะไอ้เตี้ย อยู่นิ่งๆ จะทำมั้ยแผลอะ” พูดเสร็จมันก็เอื้อมมืออีกข้างไปกดปุ่มตรงคอนโซลหน้ารถ ช่องใส่ของก็เด้งออกมา มีกล่องใสๆ เล็กๆ อยู่ในนั้น เป็นอุปกรณ์ทำแผล ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบมันจะมีของพวกนี้ติดรถด้วย 

“อะ...โอ๊ยยย!! เบาๆ สิวะ” 

“หึ อย่าสำออย กูยังไม่ได้ทำเหี้ยไรเลย” 

“ก็กูเจ็บจริงๆ อะ...เอ่อ นั่นมันอะไรอะ” 

“แอลกอฮอล์ ทำไม” 

“มะ...ไม่ใส่แอลกอฮอล์ได้มั้ยวะ” 

“ไม่ได้ เดี๋ยวแผลก็ติดเชื้อ ติดเชื้อขึ้นมาบางรายถึงขั้นได้ตัดแขนทิ้งเลยนะ” 

“จะ...จริงเหรอ ละ..แล้วใส่แอลกอฮอล์มันจะเจ็บมั้ยอะ” 

“ไม่เจ็บถ้ามึงอยู่นิ่งๆ” 

“นะ...แน่นะ” 

“เออ หึหึ” 

มันมองหน้าผมพร้อมกับส่ายหัวช้าๆ แล้วยิ้มออกมา ละ...แล้วทำไมมันต้องยิ้มหล่อขนาดนั้นด้วยวะ ฮะ...เฮ้ยย แล้วผมจะไปชมมันอีกทำไมละเนี่ย 

“ทำไม มีปัญหาอะไร หน้ากูมีอะไรติดงั้นเหรอ มองตาไม่กะพริบเชียว หรือว่า...มึงชอบกูห๊ะไอ้แว่น?” 

“ชะ...ใช่...เฮ้ย!! ไม่ใช่โว้ยย คะ...คือ..กูไม่ได้หมายความว่า...โอ๊ยยย มือหรือตีนวะ ไหนบอกว่าไม่เจ็บไง” 

“พูดมากว่ะ เสร็จแล้ว แม่งเด็กฉิบหาย” 

“กูไม่ใช่เด็กนะโว้ยยย!!” 

ขณะที่ผมกำลังโวยวายกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างในร่างกาย ผมรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงไม่รู้ จะพูดกับมันทีเสียงผมต้องสั่นตลอด พูดผิดพูดถูกบ่อยๆ ยิ่งตอนมองหน้ามันผมยิ่งทำตัวไม่ถูก มือไม้ตัวเองรู้สึกมันเกะกะไปหมด และก่อนที่ผมจะทันได้พูดอะไรต่อก็มีเสียงเคาะกระจกรถดังขึ้นมาเสียก่อน 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก’  

“ซัน ซันอยู่ในรถหรือเปล่าคะ” ข้างกระจกรถ สาวสวยนมตู้มหุ่นดีกำลังยืนเคาะกระจกรถฝั่งคนขับ ไอ้นี่พอเห็นสาวก็รีบลดกระจกรถอย่างไว น่าหมั่นไส้จริงๆ เลย 

“อ้าว เจนนี่ยังไม่ขึ้นเรียนอีกเหรอ” 

“ยัง เราก็เพิ่งมาถึงก่อนซันสักพัก เห็นซันขับรถเข้ามาจอดไม่ยอมลงมาจากรถสักทีเจนก็เลยเดินเข้ามาดู อ้าว แล้วนั่นใครเหรอ เจนไม่เคยเห็นหน้าเลย แล้วมากับซันได้ไงคะ” เสียงกระเง้ากระงอดของสาวสวยที่ชื่อว่าเจนนี่ ยืนก้มลงค้ำประตูรถมองเข้ามาข้างใน นมนี่แทบจะชนเข้ากับหน้าไอ้โย่งอยู่แล้ว แต่พอหันมามองทางผมก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป ไม่รู้สิ ผมรู้สึกไม่ชอบผู้หญิงคนนี้ยังไงไม่รู้ ไม่ถูกชะตา อยู่ๆ ก็ไม่ชอบขี้หน้าขึ้นมาเอาซะอย่างงั้น 

“อะ...เอ่อ สวัสดีครับ ผมชื่อนุครับเป็นน้องพี่ซัน” 

“จริงเหรอ ซันมีน้องชายด้วยเหรอ ทำไมไม่เห็นเคยบอกเจนเลยล่ะคะ” 

เอาเข้าไป ผมยกมือไหว้ชีอย่างสุภาพแต่ชีไม่แม้แต่จะรับไหว้หรือสนใจผมเลยสักนิดนอกจากไอ้โย่งคนที่นั่งข้างๆ ผม ไม่สิ มันชื่อซันเพราะยัยพี่เจนนี่อะไรนี่เรียกซันคะซันขา ได้ยินแล้วขัดหูขัดตาชะมัด 

“เอ่อ ซันว่าเรารีบขึ้นห้องเรียนดีกว่า คาบของอาจารย์แม่ด้วย เดี๋ยวเรื่องอื่นไว้เราค่อยคุยกัน” 

“ตายจริง คาบนี้ของอาจารย์แม่จริงๆ ด้วย นี่ก็สายมาจะห้านาทีแล้ว เจนว่าเรารีบไปเถอะค่ะ” 

ยังไม่ทันที่ไอ้ซันจะได้ทำอะไรเลย ยัยเจนนี่อะไรนี่ก็ดึงกระเป๋าถือออกจากมือไอ้ซันไปถือเอง น่าหมั่นไส้จริงๆ เลย 

“ส่วนมึงไอ้เอ๋อ ลงจากรถกูแล้วไปเรียนได้ละ” 

“อะ..อ้าว แล้วกูจะไปยังไงล่ะวะ มึงพากูมาคณะแพทย์ทำไม” 

“แล้วมึงไม่ใช่เด็กคณะแพทย์หรอกเหรอวะ” 

“ไม่ใช่โว้ย กูเรียนคณะอักษร” 

“เรียนคณะอักษรแล้วมาเดินทำเหี้ยไรอยู่คณะแพทย์” 

“เอ่อ...คะ...คือ...กูจำทางไปตึกคณะมะ...ไม่ได้” 

“หึ เด็กปีหนึ่งสินะ งั้นมึงก็หาทางไปเรียนเองแล้วกัน เจนนี่รอกูนานละ ลงไปได้ละ” 

“....” 

“ซัน ไปกันได้ยังคะ” 

“ครับผม ปะ!!” 

แหม เดินคล้องแขนกันซะแน่น ยัยพี่เจนนี่อะไรนี่ก็เหมือนกันเป็นผู้หญิงยังไง นมแทบจะถูแขนไอ้ซันมันอยู่ละ ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ท่าทางจะชอบ แล้วทำไมผมต้องไปเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรกับเค้าด้วยละว่ะ ผมก้มหน้าลงมองดูนาฬิกาข้อมือของตนเอง ตอนนี้เก้าโมงห้านาทีแล้ว ผมมีเรียนแปดโมงครึ่ง เลยเวลามาเป็นครึ่งชั่วโมงกว่าเพราะมันคนเดียวเลย แต่เดี๋ยวนะ ที่นี่คณะแพทย์ อย่าบอกนะว่ามันเรียนคณะนี้ 

“อะ...ไอ้หมอเถื่อน ไอ้หมอนิสัยไม่ดี ไอ้ซันไลต์ล้างจาน ไอ้...โว้ยยย!! หงุดหงิดโว้ยยย!!” 

ผมเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกมาจากโรงจอดรถ เดินไปถามลุงรปภ. ที่เฝ้าอยู่หน้าป้อมยาม กว่าจะรู้ว่าตึกคณะตัวเองอยู่ที่ไหนผมก็ต้องเดินอ้อมไปอีกสามคณะ รู้อย่างนี้น่าจะเชื่อคำพูดของป๊าตั้งแต่แรก เอารถมาใช้ก็คงจะดี แต่ถึงยังไงตลอดระยะเวลาสี่ปีที่จะเรียนที่นี่ผมจะต้องอดทนทำตามความตั้งใจที่พนันไว้กับป๊าให้ได้ ผมไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกนะ 

สู้เว้ยไอ้นุ! 

 

 

 

***TBC. 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น