ภาคสองนี้เราจะพยายามแต่งให้ดีกว่าเดิมนะคะ ขอคำชี้แนะด้วยนะ ><

บทที่ 22 สิ่งสำคัญ [END]

ชื่อตอน : บทที่ 22 สิ่งสำคัญ [END]

คำค้น : BTS , kookv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.7k

ความคิดเห็น : 55

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2562 02:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 สิ่งสำคัญ [END]
แบบอักษร

XXII

สิ่งสำคัญ



ประชาชนล้วนเศร้าโศกให้กับการสูญเสียครั้งใหญ่ พวกเขาขาดผู้นำคนสำคัญและเป็นที่รักยิ่งไปหนึ่งคน เมืองแห่งชาวอสรพิษไร้ซึ่งสีสัน ในวันนี้ทุกคนร่วมใจกันแต่งกายด้วยชุดสีดำ เข้าร่วมพิธีฝังพระบรมศพซึ่งจัดขึ้นภายในพระราชวัง โลงศพถูกย้ายมายังริมแม่น้ำโดยพลทหาร ส่วนประชาชนนั้นคอยยืนไว้อาลัยอยู่ตลอดสองริมฝั่ง เฝ้าดูร่างไร้ลมหายใจที่ถูกวางบนเรืออย่างเบามือ

     ร่างที่นอนสงบนิ่งท่ามกลางดอกลิลลี่สีขาวบนเรือทำให้ดวงตาของยูคยอมพร่าสลัว เขาละสายตาจากภาพนั้นก่อนทำเป็นมองรอบๆเพื่อลดความเจ็บปวดในใจ

     “เป็นอะไรไปยูค”

     คำถามของเพื่อนตัวขาวได้เรียกสายตาของเขา

     “ข้าแค่ใจหาย ที่เราต้องสูญเสียนางไป”

     ยุนกิทอดมองเรือที่พาร่างไร้วิญญาณของราชินีงูขาวลอยไปตามแม่น้ำ เขาเองก็เสียใจที่เธอคนนั้นจากไป

     “ข้าก็เหมือนกัน”

     กล่าวจบ เขาก็หันมามองร่างเพื่อนรักที่ยังนอนแน่นิ่งในโลงศพ แต่ไม่มีดอกลิลลี่สีขาวคอยรองรับเหมือนศพของนางพญาบนเรือลำนั้น




     รัฐบาลสั่งปิดหมู่บ้านอันแกเพราะคดีคนหายในกองเพลิงยังไม่คลี่คลาย ซ้ำร้ายเจ้าหน้าที่สืบสวนยังหายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมกับชาวบ้านอีกหลายร้อยคน ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างเชื่อว่ามันคือคำสาป บ้างก็เชื่อว่าพวกเขาถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป และการที่เหล่านักสืบถูกชาวบ้านสังหาร ทำให้ไม่มีข้อมูลใดๆชี้ตัวว่าแทฮยองคือผู้ต้องสงสัย ต่อจากนี้ไปเขาจึงไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆอีก

     ในต้นฤดูหนาว เป็นเวลาที่โรงเรียนส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่ช่วงปิดเทอม นัมจุนได้สอบเข้าเป็นอาจารย์ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เขาพาแทฮยองและแบคฮยอนให้เข้าไปเรียนที่นั่นด้วย เพื่อนๆที่โรงเรียนล้วนเป็นมิตรกับเขา และเอ็นดูเหมือนรุ่นน้องที่ห่างกันปีหนึ่ง ทุกคนพยายามสร้างรอยยิ้มให้กับแทฮยอง เพราะตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาเรียนที่นี่ ในแต่ละวันเขาแทบไม่ยิ้มให้ใครนอกจากเรื่องที่พูดจะเป็นเรื่องตลกจริงๆ ทุกคนกลัวว่าเขาจะเหงาจึงมาชวนไปทานอาหารเที่ยงอยู่บ่อยๆ มีคนชวนเขาเข้าไปเล่นในกลุ่มด้วยหลายครั้ง แต่เขาพึงพอใจที่จะอยู่คนเดียวมากกว่าจึงปฏิเสธไป

     ผลการเรียนของแทฮยองอยู่ในระดับปานกลาง เขาไม่ได้เก่งหรือขี้เกียจมากนัก เพียงแค่ชอบเหม่อออกไปทางหน้าต่างเป็นประจำ มีคนเคยถามเขาถึงเรื่องนี้ เขาก็ให้คำตอบซ้ำๆไปว่า เพราะเวลาที่ได้มองท้องฟ้าแล้ว มันทำให้เขาคิดถึงใครบางคน

     โฮซอกย้ายออกไปอยู่ต่างประเทศกับครอบครัว ในแต่ละอาทิตย์เจ้าตัวจะโทรคุยถึงเรื่องทั่วไปและพยายามทำให้เขาหัวเราะ เพราะเพิ่งทราบข่าวจากจีมินว่าสามีของเขาเสียไปได้หลายสัปดาห์แล้ว

     ส่วนจิมิน ย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ที่จังหวัดใกล้เคียง โดยมียุนกิคอยตามดูแลและเรียนที่เดียวกันเหมือนเดิม ในวันอาทิตย์พวกเขาจะเดินทางมาเยี่ยมแทฮยองกับเด็กๆ และพาไปเที่ยวพักผ่อนเพื่อให้สภาพจิตใจของแทฮยองดีขึ้น

     โดยส่วนตัวแล้ว เขาก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย ช่วงนี้เขายิ้มเก่งขึ้นแม้เวลาอยู่คนเดียวจะแอบกลับไปเป็นคนอมทุกข์ เขากลัวว่าอาการซึมเศร้าจะกลับมา ในวันเสาร์นี้เขาจึงออกไปเดินเล่นข้างนอกเพื่อเปิดหูเปิดตาบ้าง ตั้งแต่ที่จองกุกจากไป เขาก็เอาแต่นั่งมองนอกหน้าต่างภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆเป็นเวลาหนึ่งเดือน ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่เสียที

     ลมหนาวยะเยือกพัดผ่าน แต่ไม่ได้ทำให้หัวใจของเขาที่หนาวเหน็บอยู่แล้วสั่นสะท้าน

     ไอเย็นสีขาวฟุ้งรอบหน้าในยามที่หายใจออก เขานั่งมองดูเด็กๆในสนามเด็กเล่นกำลังพยายามรวบรวมหิมะมาปั้นเป็นตุ๊กตา หากิ่งไม้กับก้อนหินมาเป็นของตกแต่ง มันทำให้เขานึกถึงงานอดิเรกตัวเองที่ทำเป็นประจำทุกปี เขาชอบแอบคุณแม่ไปชิมหิมะข้างนอกบ้าน และนั่งจิบช็อกโกแลตร้อนพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ตอนนี้เขาไม่มีใจฝักใฝ่อยากทำอย่างนั้น และคงไม่มีวันกลับไปทำอีก

     เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาดูอัลบั้มรูป ซึ่งเป็นที่รวมภาพถ่ายของเขากับสามีไว้ในช่วงเวลาต่างๆ พอไล่ดูรูปไปเรื่อยๆก็แสบร้อนที่ขอบตาเสียดื้อๆ แต่บางรูปก็ทำให้เขาหลุดยิ้มได้แม้ใจจะยังเจ็บช้ำ

     เสียงเห่าของสุนัขได้ดึงสายตาของเขาขึ้น เด็กหญิงตัวเล็กกำลังหยอกล้อกับสุนัขไซบีเรียนอย่างสนุกสนาน โดยมีพ่อกับแม่คอยยืนยิ้มเอ็นดูอยู่ไม่ห่าง จู่ๆเขาก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

     หากครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ได้อย่างนั้นก็คงดี...

     เขาถอนใจยาวก่อนผุดลุกขึ้นเดินออกไปจากสวนสาธารณะ ที่นี่ไม่ได้ช่วยเยียวยาหัวใจของเขาเลยสักนิด

     มือเรียวกระชับเสื้อโค้ตไว้แน่นขณะขาทั้งสองก้าวเดินช้าๆอย่างไร้จุดหมาย เขาไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี สถานที่ที่ควรสงบก็มีคนเยอะจนเขากลัวว่าจะอึดอัด จึงต้องเดินเตร่ท้าอากาศหนาวอยู่คนเดียว ดวงตาเรียวกวาดมองผู้คนมากมาย แต่เขาไม่กล้าสบตากับคนที่เดินสวนกัน

     แต่มีคนหนึ่งที่เขาไม่อาจละสายตาไปไหนได้

     เขายืนค้างอยู่กับที่ สายตาถูกตรึงไว้กับชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินมาทางนี้อย่างเร่งรีบ

     ตอนแรกก็ไม่ค่อยมั่นใจ แต่เมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทุกตารางนิ้วบนใบหน้าคมคายนั้นก็ทำให้เขามั่นใจ

     “คะ... คือ...”

     เขาเพิ่งรู้ว่าชายคนนั้นดูหงุดหงิดในตอนที่เจ้าตัวเดินผ่านไป ปล่อยให้เขามองตามหลังด้วยความรู้สึกตลึงงัน

     ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนบนโลกที่หน้าตาเหมือนสามีของเขาถึงขนาดนี้

     เขาหวังอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินตามอีกคนไป

     ชายหนุ่มผู้หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับจองกุกเดินจ้ำอ้าวผ่านร้านรวงต่างๆ จากที่เคยเดินตามอยู่เงียบๆห่างๆ แทฮยองเปลี่ยนมาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อตามอีกฝ่ายให้ทัน ชายคนนั้นจะรีบร้อนอะไรนักหนา!

     สุดท้ายหลังจากสะกดรอยตามมาได้ถึงสองนาที ชายหนุ่มก็เลี้ยวเข้าไปในร้านดอกไม้แห่งหนึ่ง

     เขายืนกอดอกรออยู่หน้ากระจกร้าน คอยชะเง้อมองตามแผ่นหลังกว้างที่เวียนวนอยู่ในร้านนานสองนาน

     ตอนนี้หัวใจของเขาเต้นระส่ำในรอบหนึ่งเดือน ในใจคาดหวังขอให้คนนั้นคือสามีที่เขาเฝ้าถวิลหา

     แต่อีกใจหนึ่งก็กังวล กลัวว่ามันจะเป็นเพียงความคิดลมๆแล้งๆ

     ร่างบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแอบถ่ายชายหนุ่ม ก่อนส่งรูปให้จีมินดูเพื่อขอความเห็น ไม่นานนักเจ้าของแชทก็ตอบกลับมา

     ChimChim : ใครอ่ะ หน้าคุ้นๆ

     TaeTae : ไม่รู้เหมือนกัน แต่หน้าตาโคตรเหมือนพี่กุกเลย

     ChimChim : เข้! จริงด้วย ถ่ายจากที่ไหนอ่ะ

     TaeTae : ร้านขายดอกไม้ พอดีเดินสวนกันเลยถือโอกาสเดินตาม

     ChimChim : ระวังเขาหาว่าเป็นพวกโรคจิตนะแท ยังไงก็ระวังตัวด้วย

     TaeTae : ขอบใจนะ

     ChimChim : แค่นี้ก่อนนะ ยุนกิเรียกแล้ว

     บทสนทนาสิ้นสุดเพียงเท่านั้น แทฮยองนึกว่าเพื่อนรักจะมีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่านี้เสียอีก ช่างเถอะ สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้คือชายหนุ่มที่กำลังเลือกเฟ้นดอกไม้ข้างในร้านต่างหาก

     ในจังหวะที่เขากำลังเอี้ยวตัวเพื่อแอบมองอีกคน จู่ๆชายคนนั้นก็ออกมาจากร้านพร้อมกับดอกกุหลาบช่อโต เขาเห็นร่างบางที่กำลังด้อมๆมองๆอยู่ก็ยกยิ้ม เดินเข้าไปหาเจ้าตัวอย่างเงียบเชียบก่อนโน้มตัวลงไป

     “ดูเหมือนคุณจะตามผมไม่เลิกเลยนะครับ”

     เสียงกระซิบที่ดังข้างหูทำเอาแทฮยองสะดุ้งโหยงเหมือนผีเข้า ใบหน้าสวยแสดงความตื่นตกใจจนชายหนุ่มหลุดหัวเราะเล็กๆ

     “ผะ... ผมไม่ได้ตามคุณสักหน่อย!”

     “เหรอครับ แล้วที่คุณเดินตามผมตั้งแต่ทางม้าลายคืออะไรล่ะ?”

     คนถูกถามกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ในเมื่อถูกจับได้แล้วก็ไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ

     “หน้าตาดียังงี้ ไม่นึกเลยนะครับว่าจะมีงานอดิเรกชอบเดินตามคนอื่นเหมือนพวกโรคจิต” เขายิ้มล้อพลางยันแขนข้างหนึ่งกับบานกระจกด้วยท่าทีสบายๆ “คุณจะฉุดผมเหรอครับ”

     “ใครจะไปกล้าฉุดคุณกัน ตัวโตซะขนาดนี้”

     “ก็จริงนะ โดยเฉพาะผู้ชายตัวเล็กๆอย่างคุณไม่มีทางทำได้หรอก”

     แววตาและเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ที่แสนคุ้นเคยทำเอาแก้มใสชักร้อนวูบวาบ แทฮยองเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อซ่อนความหวั่นไหวในดวงตาของตนไว้

     รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มเริ่มประเมินท่าทีของเด็กหนุ่มตรงหน้า “คุณดูเศร้าๆนะ มีเรื่องไม่สบายใจอะไรรึเปล่า”

     คนถูกถามช้อนมองแวบหนึ่ง “ไม่มีครับ”

     “จริงเหรอ”

     เขาไม่ตอบ เพียงแค่พยักหน้าส่งๆเพราะยังติดกระดากอาย

     “แต่หน้าคุณมันชัดเจนมากว่าเพิ่งร้องไห้มา”

     “แล้วคุณจะเซ้าซี้ผมทำไม?”

     “อ้าว ก็ดีกว่าโทรแจ้งความว่ามีโรคจิตอย่างคุณคอยสะกดรอยตามไม่ใช่รึไง”

     รอยยิ้มยียวนกลับมาอีกครั้ง แทฮยองจึงหลุบตาลง

     “ผมต้องไปแล้ว พอดีผมต้องเอาดอกไม้ไปง้อใครบางคน”

     “ใคร?” แล้วเขาจะสนทำไมเนี่ย

     มุมปากของชายหนุ่มยกสูงขึ้น ดวงตากลมที่หรี่ลงเริ่มทอประกายวาววับ

     “คุณสนใจ?”

     ร่างบางก้มหน้างุดหลังเพิ่งรู้ว่าตัวเองถามในสิ่งที่ไม่ควร โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้าที่รู้จักกันไม่ถึงห้านาที

     เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ ชายหนุ่มก็เปลี่ยนมายิ้มเอ็นดู “ผมจะเอาไปให้คนรักน่ะ”

     มีคนรักแล้วงั้นเหรอ

     ไม่รู้ทำไมแทฮยองถึงรู้สึกตัวชาไปหมด แถมหัวใจที่เคยเต้นแรง บัดนี้กลับเต้นช้าลงจนเขารู้สึกหนาวสั่นอีกครั้ง

     ชายหนุ่มยิ้มเมื่อเห็นท่าทางเศร้าสลด “ที่คุณคอยเดินตาม อย่าบอกนะว่าคุณแอบชอบผม”

     คนฟังรีบเงยหน้าขึ้น สั่นหัวปฏิเสธ

     “แต่ผมไม่คุ้นหน้าคุณมาก่อน แถมคุณยังดูเด็กเกินกว่าจะเข้ามหา’ลัยด้วย”

     และอีกสิ่งหนึ่งที่ร่างบางรู้เกี่ยวกับชายหนุ่มคนนี้คือ เจ้าตัวเป็นนักศึกษา

     “ผมอยู่ม.ปลาย”

     “น่าแปลกใจหน่อยนะ คุณดูตัวเล็กมากเลย ตัวเล็กกว่าผู้ชายที่ผมเคยเห็นมาซะอีก”

     จะหลอกด่าว่าเขาเตี้ยหรือเปล่านะ “ผมไม่กวนคุณแล้ว ขอโทษที่ทำให้คุณเสียเวลา ลาก่อนครับ”

     เขาไม่อยากเสียเวลาร่ำไรกับคนแปลกหน้าซึ่งมีนิสัยกวนประสาทสักเท่าไร จึงค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อมก่อนหมุนตัวเดินจากไป แต่ข้อมือบางกลับถูกรั้งไว้ภายในเวลาไม่ถึงสองวีนาที

     “เดี๋ยวสิคุณ”

     ฝีเท้าชะงักกึก แทฮยองจึงจำใจต้องเหลียวมองชายหนุ่มอีกครั้ง

     “ผมยังพอมีเวลาเหลือ เราไปดื่มกาแฟสักแก้วและคุยเล่นกันก่อนดีไหม คุณเองก็ดูไม่ได้เลวร้ายอะไร”

     “คือ...”

     “ผมไม่ได้บังคับคุณหรอกนะ คุณจะปฏิเสธผมก็ได้ เพราะงั้นไม่ต้องรักษาน้ำใจกันหรอก”

     ชายหนุ่มปล่อยข้อมือบางก่อนถอยออกไปหนึ่งก้าว

     ตอนนี้แทฮยองรู้สึกกระอักกระอ่วนเป็นอย่างมาก ใจหนึ่งก็ไม่อยากรบกวนคนตรงหน้า แต่อีกใจก็อยากทำความรู้จักกับชายหนุ่มให้มากขึ้น

     ปากอิ่มสีแดงคลี่ยิ้มหวาน “ถ้าสักแก้วก็ไม่เป็นไรครับ”

     “ดีเลย! ผมรู้จักร้านคาเฟ่แถวนี้พอดี ให้ผมเลี้ยงคุณสักแก้วนะ”

     ร่างบางหัวใจพองโตเมื่อรู้ว่าจะได้กินของฟรี

     “เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ”

     “เอาน่า ให้ผมเลี้ยงเถอะ แค่แก้วเดียวเอง”

     “งั้นก็ได้ครับ”

     หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินคุยกันระหว่างทาง เมื่อเข้ามาถึงร้านจึงเข้าไปนั่งบนโต๊ะที่แทฮยองเป็นคนเลือก ทั้งสองหย่อนตัวนั่งลงตรงข้ามกัน ชายหนุ่มวางช่อดอกกุหลาบไว้บนเบาะเพื่อไม่ให้เกะกะ

     “คุณอยากดื่มอะไร เดี๋ยวผมไปสั่งให้”

     “ผมเอาช็อกโกแลตร้อนแก้วนึงครับ”

     ชายหนุ่มร่างสูงพยักหน้าตกลงก่อนเดินไปสั่งเครื่องดื่มตรงเคาน์เตอร์ ระยะทางระหว่างโต๊ะที่เขานั่งกับจุดที่ชายหนุ่มยืนสั่งเครื่องดื่มอยู่ไม่ได้ห่างกันมากนัก ทำให้เขาได้ยินในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดกับพนักงาน

     “เอาช็อกโกแลตร้อนหนึ่งที่ และก็เอสเปรสโซ่ที่นึงครับ”

     ไม่นานชายหนุ่มก็เดินยิ้มกลับมาคุยเล่นกับเขาต่อ

     “แฟนคุณต้องดีใจมากแน่ที่มีคนซื้อดอกไม้ช่อใหญ่ๆไปให้”

     คนฟังยิ้มพลางลูบดอกกุหลาบสีแดงสดเบาๆ “ปกติเขาก็ดีใจนะ แต่ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะรับช่อดอกไม้ผมรึเปล่า”

     “ทำไมล่ะ?”

     “ก็ผมไปทำธุระโดยไม่บอกเขานานเป็นเดือน ผมไม่ได้ติดต่อเขากลับไปเลย ตอนนี้เขาต้องงอนผมมากแน่ๆ”

     “ไม่หรอก อย่างมากคงแค่บ่นแหละ”

     ชายหนุ่มหยุดทำหน้าบูด ช้อนมองร่างบางครู่หนึ่ง “ผมก็เลย... ถ่อไปซื้อดอกกุหลาบยี่สิบสี่ดอกเพื่อไปง้อเขา คุณรู้ไหมว่าดอกกุหลาบยี่สิบสี่ดอกหมายถึงอะไร”

     “อ่า ขอโทษทีที่ผมไม่ใช่พวกโรแมนติก เพราะงั้นผมไม่รู้หรอก”

     “มันมีความหมายว่าผมคิดถึงคุณมากๆ ถึงจะไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไร แต่มันก็บอกถึงความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีให้เขาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”

     ร่างบางยิ้ม เฝ้ามองอีกคนยกช่อกุหลาบขึ้นมาจัดกลีบ “คุณเป็นแฟนที่เอาใจใส่ดีจริงๆ”

     “อย่าพูดยังงั้นเลย ก็ผมทิ้งเขาให้อยู่คนเดียวตั้งนาน”

     “ช็อกโกแลตร้อนกับเอสเปรสโซ่และฮันนี่โทสต์ได้แล้วค่ะ”

     พนักงานสาวยกแก้วกับจานของหวานมาเสิร์ฟอย่างประณีต แทฮยองเลิกคิ้วเมื่อเห็นจานฮันนี่โทสต์

     “คุณสั่งมาด้วยเหรอ”

     “ใช่ ก็เผื่อคุณหิว และก็ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ กินได้ตามสบายเลย”

     “ขอบคุณครับ”

     ร่างบางใช้ส้อมจิ้มขนมปังเป็นอันดับแรก ระหว่างนั้นก็ชำเลืองมองชายหนุ่มที่โรยผงน้ำตาลไปครึ่งซอง

เป็นคนกินขมจังเลยนะ

     เขาครุ่นคิดอยู่ในใจคนเดียวก่อนสนใจของหวานต่อ ทำให้ตัวเองกลายเป็นฝ่ายถูกแอบมอง ชายหนุ่มไล่สายตาลงมายังแหวนบนนิ้วนาง เขาจ้องมันนิ่งๆแล้วค่อยเอ่ยถาม

     “คุณมีแฟนรึยัง”

     “หืม? ก็... มีแล้วครับ” แทฮยองไม่กล้าบอกความจริงจึงเอออวยตามน้ำ

     “เขาอยู่ไหนล่ะ วันหยุดแบบนี้คุณไม่ได้ชวนเขาไปเดทเหรอ”

     ปากอิ่มเม้มแน่นด้วยความอึดอัด “ไม่ครับ เขาบอกว่าอยากพัก...”

     “งั้นคุณก็เหงาแย่เลยสิ”

     ใช่ เหงามาก “ก็ไม่เหงาเท่าไรหรอก ผมชินกับการอยู่คนเดียวแล้ว”

     ชายหนุ่มซ่อนรอยยิ้มด้วยการยกแก้วขึ้นจิบกาแฟ “งั้นคุณก็ไม่ต้องการเขา?”

     ทำไมถึงถามอะไรแปลกๆนะ “ต้องการสิครับ แต่...”

     อีกฝ่ายเงียบฟังพลางจิ้มขนมปังเข้าปาก

     “แต่เขา... ไม่เคยกลับมา”

     “ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนไหม”

     แทฮยองเงยหน้าขึ้น สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ขัน

     “ผมแค่ล้อเล่นน่า กินต่อเถอะ”

     เขามองดูคนตรงหน้ากินทั้งฮันนี่โทสต์พร้อมดื่มกาแฟ ยิ่งมองก็ยิ่งคล้าย ไม่มีส่วนไหนที่ชายหนุ่มต่างไปจากสามีของเขาเลย ทั้งไฝเม็ดเล็กที่อยู่ใต้ปากและอีกหนึ่งจุดบนลำคอข้างซ้าย ราวกับว่าคนตรงหน้าเขาเป็นตัวก็อปปี้ของจองกุกเลยแน่ะ

     ทั้งคู่เดินออกมาจากร้านคาเฟ่หลังจ่ายเงินเสร็จ แทฮยองก้มศีรษะขอบคุณอีกครั้ง

     “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ ไว้เจอกันอีกเมื่อไรผมจะเลี้ยงคืนบ้างนะ”

     “ไม่เป็นไร... เอ่อ ว่าแต่... บ้านคุณอยู่แถวไหนเหรอ” ชายหนุ่มลูบท้ายทอยป้อยๆ

     แทฮยองชอบแววตาขัดเขินที่อีกฝ่ายใช้มองเขา จึงส่งยิ้มหวานปนเอ็นดูไปให้ “ก็ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไรหรอกครับ ผมก็แค่มาเดินเล่นแก้เบื่อ”

     คนฟังพยักหน้ารับรู้พลางร้องอ๋อในใจ มือหนาคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเก็บใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม

     “แย่จัง แฟนผมเขาไปบ้านเพื่อนอ่ะ ให้ผมเดินไปส่งคุณสักหน่อยไหม ไหนๆบ้านคุณก็อยู่แถวนี้”

     ร่างบางเบิกตากว้าง จะบอกว่าดีใจก็ไม่ปฏิเสธ แต่ความเกรงอกเกรงใจ – ที่มาจากใจจริง – ก็มีมากไม่แพ้กัน “เอ่อ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ เราเพิ่งรู้จักกันเองนะ”

     “ก็ดีแล้วนี่ เราจะได้สนิทกันมากขึ้นไง”

     “แต่มัน...”

     “ผมไม่อยากเป็นแค่คนรู้จัก”

     พวงแก้มเนียนเริ่มร้อนฉ่า แทฮยองรู้สึกว่าแก้มตัวเองกำลังจะระเบิด

     “งั้นก็ได้ครับ...”

     สุดท้ายเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความใจกล้าของชายหนุ่ม ยอมให้อีกคนเดินตามกลับบ้านโดยที่ตลอดทางเจ้าตัวก็ซักไซ้ถามถึงเรื่องราวต่างๆไม่หยุด ส่วนใหญ่ที่ถามจะเกี่ยวกับโรงเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้าไปพร้อมกับแบคฮยอน

     “เพื่อนที่โน่นเขาเป็นไงบ้างล่ะ?”

     “ก็ดีครับ ทุกคนดูเทคแคร์กันดี พวกเขาชอบชวนผมไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน เล่นด้วยกัน ติวหนังสือด้วยกัน จะเรียกได้ว่าที่นี่คือชีวิตใหม่ของผมเลยก็ว่าได้”

     ชายหนุ่มคลี่ยิ้มดีใจ “ดีแล้ว เพื่อนดีๆยังงี้ใช่ว่าจะหาง่ายนะ แล้วช่วงนี้คุณชอบทำอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า”

     “จะให้ผมตอบว่าไม่มีเลยก็คงน่าเกลียดเกินไปสินะ”

     “จริงดิ”

     เขาพยักหน้า

     “แล้วกับแฟนคุณล่ะ ไม่ได้นึกถึงเขาเป็นพิเศษเลยเหรอ ไหนบอกว่าเขาไม่กลับมา”

     “ผมคิดถึงเขามากครับ...” ดวงตาเรียวหรี่แสงลง “ตลอดเวลา...”

     ดูเผินๆเหมือนชายหนุ่มจะเห็นใจ “ผมว่าเขาก็คิดถึงคุณเหมือนกัน”

     แทฮยองระบายยิ้ม เขาก็หวังให้เป็นอย่างนั้น “ถึงแล้ว นั่นแหละบ้านผม”

     “ว้าว! บ้านคุณกว้างจังเลย”

     “ความจริงแล้วมันเป็นบ้านของคุณยายผมน่ะ”

     พวกเขาหยุดยืนตรงหน้าประตูรั้วและคุยเล่นกันนิดหน่อยก่อนล่ำลากัน แทฮยองผลักประตูพลางสอดตัวเข้าไปข้างใน โครงเหล็กของรั้วที่บดบังอยู่ทำให้เขาไม่เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย

     “คุณ!”

     เขาหยุดปิดประตูรั้ว ชะโงกหัวออกมาเลิกคิ้วสงสัย

     “ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”

     โอ ให้ตายเถอะ คุยกันมาจนถึงป่านนี้ทำไมเขาถึงยังไม่แนะนำตัวเองนะ เขานี่มันมารยาทแย่จริงๆ

     “ผมแทฮยอง... จอน แทฮยองครับ”

     ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้น

     “แล้วคุณล่ะ ชื่ออะไร”    

     รอยยิ้มดีใจเปลี่ยนเป็นยียวนทันควัน เจ้าของร่างสูงเดินถือช่อกุหลาบเข้ามาหาช้าๆ

     “ทำไมผมต้องบอกคุณ”

     จะกวนประสาทกันไปถึงไหนนะผู้ชายคนนี้

     “ก็ผมบอกแล้ว ตาคุณบอกผมบ้างสิ” แทฮยองขมวดคิ้วงงปนหงุดหงิด ถ้าเล่นตัวอีก เขาสาบานว่าจะกระแทกปิดประตูรั้วไม่ยอมให้เห็นหน้าอีกเลย

     ทันใดนั้นสายตาและรอยยิ้มของชายหนุ่มกลับดูอ่อนลง เหลือเพียงความอ่อนโยนบนใบหน้านั้น

     “ทำไมต้องบอก”

     “.....”

     “นี่ไม่รู้จริงๆเหรอ”

     เดี๋ยวนะ นี่มันชักเริ่มแปลกๆ

     “คุณ...”

     “หรือต้องให้พี่บอกว่าชื่อจอน จองกุก ผัวของจอน แทฮยองกันล่ะ”

     นี่มัน...

     คือเรื่องจริงใช่ไหม...

     เขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหม

     “พี่กุก... ตัวจริงเหรอ”

     ชายตรงหน้าที่อ้างตัวว่าคือจอน จองกุกส่งยิ้มขำขัน

     “หล่อแบบนี้ก็มีแค่พี่คนเดียวอยู่แล้วสิแท”

     ร่างบางเริ่มน้ำตาคลอ มือกำเข้าหากันแน่น

     “หรือพี่หล่อน้อยลง? เมียพี่ถึงดูไม่ออก”

     เขารีบผลักประตูรั้วออกมา วิ่งเข้าไปกระโดดกอดสามีเต็มเหนี่ยว ทำเอาคนถูกกอดที่ตั้งรับไม่ทันเกือบหงายหลัง

     “ฮือ... พี่กุกคนบ้า! ฮึก หายไปไหนมา...”

     แผ่นอกแกร่งโดนกำปั้นภรรยาทุบรัว จองกุกยิ้มเอ็นดูก่อนกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

     “พี่ขอโทษ พี่ไม่มีอะไรจะแก้ตัวทั้งนั้นครับ”

     “ฮึก พี่ปล่อยให้แทอยู่คนเดียวกับลูก ฮึก ตั้งหนึ่งเดือน!”

     “ขอโทษ...”

     มือที่คอยทุบอกเปลี่ยนเป็นกำเสื้อของอีกฝ่ายแน่น แทฮยองซบหน้าลงกับความอบอุ่นที่เฝ้าโหยหามาตลอด จองกุกไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมาเขาทรมานแค่ไหน

     “แถมยังทำอะไรตามใจ ฮึก... ไม่เห็นใจแทเลยสักนิด ฮึก คนเห็นแก่ตัว...”

     “ขอโทษนะ... คนดี...”

     จองกุกใช้มืออีกข้างที่ว่างลูบปลอบแผ่นหลังสั่นระริกขึ้นมาถึงศีรษะทุย เขาประทับจูบบนหน้าผากมนเบาๆ ขณะที่แทฮยองถูหน้าลงกับแผงอกกว้าง ราวกับกลัวว่าอีกคนจะหายไปอีก

     ปัง!

     “เซอร์ไพรส์!”

     เสียงระเบิดดังขึ้นตามด้วยเสียงของคนอีกยี่สิบกว่าชีวิตที่ยืนดึงเชือกปล่อยพลุกระดาษอยู่ข้างหลัง แทฮยองหันไปมองด้วยสีหน้าเหลอหลาทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของสามี

     “ทุกคน...”

     ทั้งลูกๆของเขาทั้งสิบแปดคน ทั้งพ่อนัม แม่จิน พี่แบค ลิซ่า คุณยาย ทั้งจีมินกับยุนกิ พี่ยูค และพี่เจโฮป ทั้งคุณพ่อคุณแม่ของจีมิน ทุกคนต่างยืนส่งยิ้มให้ทำเอาเขามึนตึ้บไปหมด

     “นี่มันอะไร”

     “ก็เซอร์ไพรส์ไงล่ะ ทุกคนมาแสดงความยินดีที่แทกับคุณจองกุกจะได้อยู่ด้วยกันอีกไง”

     เป็นจีมินที่ตอบคำถามนั้น และหากสังเกตดีๆ ตามต้นไม้และริมทางเดินมีไฟกะพริบโดยที่เขายังไม่ทันได้เห็น ประตูหน้าบ้านที่เปิดอ้าไว้ เผยให้เห็นถึงภายในห้องที่เต็มไปด้วยลูกโป่งหลากสี ธงกระดาษแบนเนอร์ทรงสามเหลี่ยม และอื่นๆที่เขายังไม่เห็น

     “ทุกคนทำทั้งหมดนี้เพื่อนายนะแท” ลิซ่าเอ่ยขึ้น เดินถือเค้กก้อนโตไปหา

     แทฮยองน้ำตาร่วงอีกรอบเมื่อเห็นข้อความบนหน้าเค้ก

     “ยินดีต้อนรับสู่ความสุขอีกครั้งนะแท”

     “ฮึก”

     “ขอให้นายกับคุณจองกุกรักกันไปนานๆนะ”

     “มีความสุขมากๆนะแท อย่ากลับไปเศร้าอีกนะ”

     “อย่าร้องไห้มาก น้ำตาไม่เหมาะกับนายหรอกแทฮยอง”

     “ยิ้มเยอะๆนะ ต่อจากนี้ไปพี่โฮปคนนี้จะทำให้นายหัวเราะบ่อยๆเอง”

     “มีความสุขกับครอบครัวให้มากๆนะลูก”

     “ขอให้คุณแม่กับคุณพ่อมีความสุขนะคะ รักกันแบบนี้ตลอดไปเลยนะ”

     เขายังคงร้องไห้ท่ามกลางคำอวยพรของทุกคน ความสุขที่ตั้งรับไม่ทันทำให้เขาไม่อยากกักเก็บน้ำตาไว้อีกแล้ว

     “แท”

     เสียงเรียกชื่อแผ่วนุ่มของร่างสูง ทำให้เขาต้องปาดน้ำตาและหันไปมองด้วยความสงสัย ผู้เป็นสามียื่นช่อดอกไม้ให้เขาพร้อมกับส่งยิ้มแสนอบอุ่น

     “คิดถึงนะครับ”

     เขาระบายยิ้มกว้าง มือเรียวโอบอุ้มช่อกุหลาบแดงยี่สิบสี่ดอกอย่างทะนุถนอม กลิ่นหอมของมันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย

     แต่ความสุขของเขาไม่ได้อยู่ที่ช่อดอกไม้หรอก

     ครอบครัวต่างหาก คือความสุขทั้งหมดของเขา

     และเขาจะไม่ยอมสูญเสียมันไปอีก

     “ทะ... ทาทาอยากกอดคุณพ่อกับคุณแม่จังเลยฮะ”

     คู่สามีภรรยาหันไปยิ้มกับลูกคนเล็กสุด ยิ่งเด็กๆทั้งสิบหกคนที่ไม่เคยเห็นหน้าคุณพ่อมาก่อน ก็ยิ่งอยากเข้าไปกอดให้หายคิดถึง

     “มาสิ มาทุกคนเลย”

     สิ้นคำอนุญาตของผู้เป็นพ่อ เด็กๆทั้งสิบแปดก็วิ่งกรูกันเข้ามาแย่งกอดเหมือนผึ้งแตกรัง แทฮยองกับจองกุกตัวเอนอยู่ท่ามกลางวงล้อมเพราะถูกดึงเข้าไปกอดไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ไหนจะถูกอ้อนขอหอมแก้มอีก เรียกได้ว่าเป็นความอลหม่านโดยแท้

     “กอดพ่อเบาๆลูก ยัยตัวเล็ก อย่าดึงกางเกงพ่อสิ! พ่อยังไม่อยากอายต่อหน้าคนอื่นนะ”

     ทุกคนหัวเราะให้กับบรรยากาศครอบครัวตรงหน้า จีมินเดินปลีกออกไปสะอื้นไห้เงียบๆเพราะไม่อยากให้ใครเห็น โดยเฉพาะเพื่อนรักอย่างแทฮยอง แต่การกระทำนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของแฟนหนุ่มอยู่ดี ยุนกิค่อยๆเดินเข้าไปหาก่อนใช้ลำแขนแกร่งโอบกอดจากทางด้านหลัง คางคมวางบนไหล่สั่นเทาของคนตัวเล็ก

     “โอเคไหมจีม”

     “ฮึก จีมดีใจอ่ะยุนกิ คือจีม... ไม่เคยเห็นแท ฮึก ยิ้มออกมาได้มีความสุข... ขนาดนั้นมาก่อน”

     ร่างเล็กพยายามปิดปากสะอื้น ใบหน้าแดงก่ำเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข

     “ตลอดเวลาที่จีมอยู่กับแท... ฮึก แทชอบดูถูกตัวเอง อึ้ก บอกว่าไม่อยากเกิดมาบ้างล่ะ... ขนาดจีมยังไม่รู้ว่า ฮึก จะทำยังไงให้แทมีความสุข แต่คุณจองกุก ฮึก กลับทำให้แทยิ้มได้ขนาดนั้น...”

     ยุนกินิ่งฟังอย่างตั้งใจ

     เขารู้... ว่าภายใต้ความยินดีนั้นก็ซ่อนไว้ซึ่งความริษยา

     จีมินกับจองกุกเคยไม่ถูกกันมาก่อน ไม่แปลกที่จีมินจะแอบรู้สึกแบบนั้น

     แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป จองกุกได้พิสูจน์แล้วว่าตัวเองสามารถดูแลแทฮยองได้ตลอดไป

     จีมินก็เริ่มโตขึ้น ทั้งความคิดและจิตใจ จึงพยายามเปิดใจรับจองกุกมาตลอด จนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่จีมินเชื่อในตัวจองกุกอย่างสนิทใจเสียที

     ดีใจเหลือเกินที่แทแทของเขาจะไม่กลับไปทำหน้าเศร้าอีกแล้ว

     จองกุกมอบความสุขให้แทได้มากกว่าเขาจริงด้วย

     เขาเลือกคนไม่ผิดจริงๆสินะ

     ขอฝากแทไว้ด้วยละกัน จองกุก...

     ในระหว่างที่ร่างเล็กกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความคิด ยุนกิได้ผละอ้อมแขนและถอยออกมา

     “จีม”

     คนถูกเรียกปาดน้ำตาออกเล็กน้อยก่อนหันหลังไปตามต้นเสียง แต่สิ่งที่เขาพบคือความว่างเปล่า

     และเมื่อก้มหน้าลงมา เขาเห็นยุนกิกำลังคุกเข่า

     พร้อมกับแหวนเพชร...

     “แต่งงานกับผมนะ”

     “อึ้ก...” เขาปิดปากกลั้นสะอื้น แต่ไม่อาจกลั้นน้ำตาสายใหญ่ให้หยุดไหลได้

     ยุนกิยังคงเฝ้ารอคำตอบ ขณะที่ทุกคนเริ่มหันมามองกันเป็นตาเดียว

     เขามองไปทางคุณพ่อกับคุณแม่ และพวกเขาพยักหน้าอนุญาต

     “แต่งเลย! แต่งเลย! แต่งเลย!”

     ทุกๆคนส่งเสียงเชียร์อย่างลุ้นระทึก ส่วนแทฮยองนั้นตะโกนเชียร์เสียงดังกว่าใครเพื่อน

     “แต่งเลยชิมชิม!”

     เขาเลื่อนสายตากลับมาที่แหวนเพชรอีกครั้ง ไม่รู้ว่าดวงตาของเขาพร่ามัวเพราะน้ำตาหรือแสงวูบวาบจากเพชรเม็ดนั้นกันแน่

     “แต่งครับ”

     “ฮู้เร่!”

     เสียงโห่กราวและเสียงปรบมือดังตีกันให้วุ่น ทว่าเสียงทุ้มลึกที่ออกมาจากริมฝีปากหนากลับชัดที่สุดสำหรับจีมิน

     “กิสัญญาว่าจะดูแลและซื่อสัตย์กับจีมตลอดไป”

     มือขาวซีดกุมมือเรียวเล็กไว้ ก่อนที่แหวนจะสวมคล้องให้กับนิ้วนางข้างซ้าย

     “และจะรักจีม... ตราบเท่าที่ผู้ชายคนนี้ยังหายใจ”

     จองกุกทำท่าจะอ้วกอย่างล้อเลียนจนโดนแทฮยองตีไหล่ไปหนึ่งที ส่วนยูคยอมกำลังน้ำตาคลอเบ้า

     “จีมก็จะรักยุนกิ ตราบเท่าที่จีมยังหายใจเหมือนกัน”

     “จูบเลยคร้าบ! เชียร์คู่นี้ใจจะขาดอยู่แล้ว!”

     หลังจากโฮซอกตะโกนเสร็จ เสียงเชียร์และเสียงปรบมือก็ดังขึ้นอีกรอบ

     “จูบเลย! จูบเลย! จูบเลย!”

     “ไม่เอาน่าทุกคน...”

     ร่างเล็กกล่าวแบบขวยเขิน ก้มหน้าเอียงอายได้ครู่เดียวก็ถูกแฟนหนุ่มจับจูบเสียงั้น เสียงโห่แซวดังขึ้นไม่ขาดสายขณะที่คนเป็นพ่อแม่แอบเบะปากด้วยความหมั่นไส้ ส่วนเด็กๆทั้งสิบแปดคนก็กระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ แต่มีแค่วิกกี้ที่ยังยืนง่วงเหงาหาวนอนอยู่

     จองกุกรวบเอวบางของภรรยาเข้ามากอดไว้หลวมๆ ยืนดูเพื่อนรักของตนมอบจูบดื่มด่ำให้กับร่างเล็ก โดยที่ในใจแอบอวยพรให้คู่รักมีความสุขกันไปนานๆ

     การที่เขากลับมาได้เป็นเพราะความเสียสละคุณแม่ เธอยอมทำสัญญากับจอมปีศาจเพื่อคืนชีวิตให้กับเขา แม้ว่าข้อแลกเปลี่ยนจะเป็นดวงวิญญาณของเธอก็ตาม

     ยามนี้เขารู้สึกคิดถึงคุณแม่เหลือเกิน

     หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็อยากเข้าไปนอนตักคุณแม่และบอกรักท่านอีกสักครั้ง...

     ส่วนแทฮยองนั้น ไม่รู้ว่าเจ้าตัวร้องไห้ออกมาเป็นรอบที่เท่าไรแล้ว แต่น้ำตาในครั้งนี้ไม่ได้ไหลออกมาเพราะความเจ็บปวดดังทุกๆครา

     ในชีวิตนี้เขาผ่านอะไรมามากมาย ทุกอย่างที่เขาพบเจอไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือดี ล้วนคือบทเรียนอันมีค่าที่คอยช่วยเขาก้าวผ่านอุปสรรคในครั้งต่อๆไป

     หากอดีตอันเลวร้ายคือสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนว่าเขาเคยเป็นใคร

     ความสุขในปัจจุบันก็จะช่วยเตือนว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

     ตอนนี้เขามีชีวิตใหม่ มีสามีที่ดีซึ่งพร้อมจะปกป้องดูแลเขาตลอดไป และมีลูกที่เขาต้องคอยเลี้ยงดู ให้คำชี้แนะที่ถูกต้องเพื่อทำให้เด็กๆกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

     ในชีวิตนี้เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

     นอกจากสิ่งล้ำค่า ที่เรียกว่าครอบครัว

     และทำหน้าที่ของคุณแม่ให้เต็มที่เท่านั้นก็พอ...



จบบริบูรณ์

​____________________________________________


จบแล้วจ้า อันนี้คือจบจริงๆแล้วนะ 

รู้สึกยังไงบ้างคะ?

สำหรับไรท์ก็ค่อนข้างใจหายนิดนึงนะ ตอนแรกที่แต่งๆก็ไม่ได้อะไรมากหรอกค่ะ แต่พอแต่งไปเรื่อยๆมันรู้สึกเหมือนผูกพันกับพี่กุกกับน้องแทซะงั้น T T ตอนที่เขียนก็นั่งถามตัวเองไปว่า นี่เราแต่งจบแล้วเหรอ

มันเป็นอะไรที่ยาวนานนะ คือไรท์ไม่เคยแต่งเรื่องไหนให้มีภาคสองมาก่อนเลย (เพราะความขี้เกียจของตัวเองเลยอยากให้มันจบแค่ที่ภาคหนึ่ง555) เพราะงั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชีวิตไรท์ที่ลองแต่งให้มีภาคสอง การแต่งภาคสองต่อก็เป็นอะไรที่สนุกอีกแบบ และก็รู้สึกสบายใจที่ได้กลับมาสัมผัสกับตัวละครเดิมๆ แต่บางครั้งมันก็ทำให้ไรท์ท้อเหมือนกัน เพราะอย่างที่รู้ว่าภาคสองคือภาคที่ทุกอย่างเริ่มน่าเบื่อ และมันก็เป็นจริงๆค่ะ555 โดยเฉพาะต้นเรื่องถึงกลางเรื่อง ไรท์ลองไปไล่อ่านมาแล้ว ก็ดูเอื่อยๆช้าๆและก็ออกนอกทะเลนิดหน่อย ไรท์วางโครงเรื่องไว้แล้วค่ะว่าจะให้ภาคนี้ดำเนินแบบไหน แต่มีคนรีเควสมา ไรท์ก็เลยต้องแต่งใส่ลงไปด้วย แต่ก็สนุกดีค่ะ คลายความเครียดในเนื้อเรื่องหลักได้ดีเลย

และไรท์ขอขอบคุณทุกคอมเม้นต์ทุกกำลังใจนะคะ ที่ช่วยให้ไรท์มีกำลังใจแต่งภาคสองจนจบ ขอบคุณจริงๆค่ะ รวมถึงคอมเม้นต์ติเตียนด้วย ไม่ใช่ว่าไรท์ไม่ลองนำไปคิดทบทวนนะคะ ก็คิดแล้ว แต่ทุกคนก็ต่างมุมมอง ต่างความคิดกันเนอะไรท์ที่เป็นคนคิดฉากวางโครงเรื่องก็จะคิดอีกแบบนึง นักอ่านก็คิดอีกแบบนึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอขอบคุณความคิดต่างมุมมองนั้นนะคะ ไรท์ชอบนะที่มีคนเม้นต์แบบนี้ มันทำให้เรารู้ว่าตัวเองยังมีข้อบกพร่องที่เราอาจมองข้าม ขอบคุณในความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของพวกคุณนะคะ^^

ใครที่อ่านเรื่องนี้แล้วงง ไรท์ก็ขอโทษด้วยนะ ความจริงไรท์ก็ไม่รู้หรอกว่านิยายไรท์มันแนวอะไร คือมันผสมๆกันอ่ะ5555 ปมในเรื่องก็อาจจะยุ่งยากซับซ้อนหน่อย เพราะไรท์ชอบพวกปริศนาค่ะ คิดกันให้ปวดหัวไปเลยยยย

เรื่องนี้ ไรท์ไม่เขียนสเปเชี่ยลนะ (ถ้าเปิดพรีก็ค่อยว่ากันทีหลัง) แต่ไรท์จะเขียนบทส่งท้ายสั้นๆให้นะคะ เอาไว้แก้คิดถึงน้องแทกับพี่กุก ฮือออ

สุดท้ายนี้ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่อยากบอกว่าเหนื่อยมากกกกกกกก และก็สนุกในเวลาเดียวกันด้วย ขอบคุณรีดเดอร์ที่น่ารักทุกคนที่ติดตามมาจนจบน้าาา xxx

และก็ขอฝากเรื่องใหม่ด้วยนะคะ เรื่อง Tiger เสือสมิง นี่กำลังแแต่งเลยล่ะ กำลังเดือดได้ที่ด้วย5555 เรื่องนี้น้องแทเราเป็นเสือค่ะ เป็นคนน่ารักนะ แต่ร่านเว่อรรรร์ ก็เลยเป็นฟิคกุกวีที่มีออลวีด้วย

ไปละน้าาาา เจอกันอีกในเรื่องต่อไปเด้อ ไปละ ฟิ้ววววววววว



ความคิดเห็น