ภาคสองนี้เราจะพยายามแต่งให้ดีกว่าเดิมนะคะ ขอคำชี้แนะด้วยนะ ><

ชื่อตอน : บทที่ 21 แลก

คำค้น : BTS , kookv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.9k

ความคิดเห็น : 45

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2562 20:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21 แลก
แบบอักษร

XXI

แลก



ทันทีที่ยุนกิกลับมา นัมจุนจึงพาสองหนุ่มไปยังรังของลัทธิเพื่อไม่ให้เป็นการประวิงเวลาไปมากกว่านี้ สีหน้าของทุกคนต่างเคร่งเครียด เสียงเพลงจากวิทยุไม่ได้ช่วยให้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของพวกเขา เมื่อรถของนัมจุนแล่นออกมายังนอกเขตหมู่บ้าน ความเจริญและทิวทัศน์บ้านเรือนที่คุ้นตาได้หายไป สองข้างทางโอบล้อมไปด้วยหญ้ารกเรี้ยวและต้นไม้สูงสีเขียวมืดๆ พื้นดินแห้งแตกระแหงเกินกว่าจะชักชวนให้ผู้คนอยากเข้ามาทำเล

     แต่เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้นัมจุนต้องรีบเหยียบเบรก

     ยุนกิซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังเกือบหัวคะมำ “เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆถึงเบรก?”

     ไม่มีใครตอบคำถามของคนตัวขาว ทำให้เจ้าตัวต้องชะแง้คอออกมาดู เบื้องหน้าของพวกเขาคือกลุ่มคนในชุดคลุมในจำนวนร้อยกว่ากำลังยืนถืออาวุธครบครัน นัมจุนกลืนน้ำลายเอื้อกเมื่อเห็นศีรษะของชายนักสืบอยู่ในมือของคนที่ยืนถือเลื่อย

     “ดูเหมือนพวกมันจะไหวตัวทัน ทั้งหมู่บ้านเหลือแค่คนในลัทธิและพวกมันฆ่าตัวเกะกะจนหมด”

     คำกล่าวของนัมจุนยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับยุนกิ

     “งั้นจะรออะไรล่ะ รีบกลับรถสิ”

     “ไม่ได้หรอก ก็พวกมันไม่ยอมปล่อยเรา”

     หลังจากที่จองกุกพูดจบและมองขึ้นบนกระจก สายตาอีกสองคู่จึงเลื่อนไปยังหลังรถ

     “เวรเอ๊ย”

     พวกมันอีกร้อยคนเข้ามาปิดทางด้านหลัง เห็นจะปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขากำลังจนตรอก แต่ไม่ใช่สำหรับบุตรแห่งงูทั้งสองคน

     “เอาไงดี ขับฝ่าเลยดีไหมครับ” นัมจุนถามอย่างสิ้นคิด เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อจริงๆ

     “ถ้าเข้าไป ผมเกรงว่าสภาพรถของคุณจะไม่สวย และคุณอาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่” จองกุกตอบเสียงเรียบเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว เช่นเดียวกับยุนกิที่ทำสีหน้านิ่งเฉยไม่ต่างกัน

     นัมจุนจิ๊ปาก ลูบหน้าผากชื้นเหงื่อด้วยความกลัวเพราะเขายังไม่อยากตาย “แล้วคุณมีแผนไหมล่ะ”

     ยังไม่ทันที่คนถูกถามจะได้เผยอปากตอบ พวกคนในชุดคลุมก็ขว้างทั้งก้อนหินและดินใส่รถคันหรู เสียงลั่นไกดังขึ้นสนั่นตามด้วยกระจกหน้ารถที่แตกร้าวเป็นรูโหว

     “ไม่มีหรอกแผน มีแต่บุกเท่านั้น”

     ดวงตาของยุนกิเรืองแสงสีฟ้าสว่างวาบ รูม่านตาหดเล็กกลายเป็นลีบแหลมเหมือนอสรพิษ เมื่อเขาได้มองตรงไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น ฉับพลันชายคนที่ยืนถือศีรษะอาบเลือดของนักสืบก็ถูกไฟสีน้ำเงินคลอก ตามด้วยคนที่สอง... สาม... ไปเรื่อยๆจนคนที่อยู่ถัดออกไปต้องกรีดร้องโหยหวนให้กับไฟปริศนา นัมจุนอ้าปากมองตามไฟสีน้ำเงินที่ไหม้ลามทั้งซ้ายขวา กระทั่งรถพวกเขาอยู่ในกลางวงล้อมทะเลไฟ เสียงร้องทรมานและผิวพุพองจากการโดนเผาทำให้ที่นี่เหมือนนรกดีๆ

     จองกุกเห็นโอกาสเมื่อชาวบ้านเริ่มกระจายออก “ตอนนี้แหละคุณนัมจุน ขับออกไปเลย”

     นัมจุนเหยียบคันเร่งมิด ล้อยางถูกับถนนจนควันขึ้นก่อนพารถทั้งคันวิ่งฝ่าออกไป ยุนกิหันไปดูผลงานพร้อมกับยิ้มกริ่ม เมื่อตัวรถห่างออกมาได้เกินหนึ่งกิโลเมตร กล้ามเนื้อที่เครียดเกร็งของนัมจุนได้คลายลง เขาผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก

     “นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว”

     “ขอบคุณยุนกิเถอะ และพวกมนุษย์ไม่เคยทำให้พวกผมต้องกลัวหรอก”

     เขาส่งยิ้มให้คนตัวขาวผ่านกระจกข้างบน “ขอบคุณนะครับคุณยุนกิ”

     “เออ ไม่ต้องขอบคุณหรอก ก็อย่างที่จองกุกว่า ผมไม่เคยนึกกลัวมนุษย์หน้าไหนทั้งนั้น โดยเฉพาะคนบ้าอย่างพวกเมื่อกี้”

     แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรน่ะสิ นัมจุนยกยิ้มคนเดียวเงียบๆ การที่มีจองกุกกับยุนกิคอยอยู่ด้วยมันดีอย่างนี้นี่เอง

     แต่ถึงจะสบายใจอย่างไร อีกใจหนึ่งของจองกุกกลับเป็นทุกข์เพราะความห่วงใยที่มีต่อภรรยาและลูกๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง ขอให้ไปช่วยทันก่อนที่พวกมันจะคืนชีพพระเจ้าได้สำเร็จทีเถิด

     ท่านยะโฮวาห์ ถ้าท่านเมตตา โปรดช่วยคุ้มครองพวกเขาด้วยเถอะ ผมขอแค่นี้จริงๆ

     ขณะที่จองกุกกำลังขอพรกับพระเจ้าในใจ ตัวรถได้วิ่งไต่ขึ้นมาถึงภูเขา ทางถนนเริ่มคดเคี้ยวและสูงชันเรื่อยๆ บางโค้งก็หักศอกและชันมากจนรถของนัมจุนแทบไม่มีแรง แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาได้ด้วยดี พวกเขาเดินทางมาถึงยอดเขาอย่างปลอดภัย รถไม่ได้ดับกลางคันเหมือนอย่างที่นัมจุนคิดไว้

     รถคันหรูเลี้ยวเข้าถนนลูกรัง ตัวรถสั่นโคลงเคลงเพราะพื้นที่ไม่เรียบเหมือนถนนคอนกรีต แสงตะวันริบหรี่เมื่อนัมจุนขับผ่านหมู่ต้นไม้ที่ยืนล้อมราวกับอยากข่มขวัญ มันทั้งสูงและมีใบสีเขียวปี๋ที่ดูเยอะเกินไป ให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ในป่าช้าหลังสุสานก็มิปาน

     ตัวรถหยุดสั่นหลังจากตะเกียกตะกายพ้นจากดงป่าได้สำเร็จ เส้นทางทอดตัวไปยังแนวรั้วเหล็กดัดสีดำซึ่งมีลวดลายคดโง้งอย่างหรูหรา ทว่าในเวลาเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความขลัง ประตูรั้วเปิดอ้าไว้อยู่แล้วเหมือนเชื้อเชิญ ทำให้นัมจุนแอบระแวงตงิดๆในยามที่ได้ขับผ่าน

     “เหมือนกับว่าเรากำลังติดกับพวกมันเลยนะ”

     “ไม่มีทางเลือก” จองกุกตอบเสียงเบา “ยังไงพวกเราก็ต้องเดินตามเกมส์พวกมันไปก่อน แต่ถ้าเห็นหัวหน้าของพวกมันเมื่อไรเดี๋ยวได้รู้กันแน่”

     ยุนกิกวาดตามองทิวทัศน์ข้างนอก พื้นที่แห่งนี้ถูกปูด้วยทุ่งหญ้าแห้งสีเขียวซีด และต้นไม้เหี่ยวเฉาซึ่งยังคงยืนต้นท้าทายกับกระแสลมหนาว บรรยากาศสลดหดหู่เข้ากันกับท้องฟ้าสีเทาอึมครึม นัมจุนจอดรถอยู่ตรงหน้าคฤหาสน์สีดำสไตล์โกธิคหลังหนึ่ง โดยข้างหลังคือยอดผาสูงลิ่วที่ไม่มีต้นไม้สักต้น

     “ที่นี่แหละ รังของพวกมัน”

     ชายหนุ่มสามคนลงจากรถ เงยมองคฤหาสน์หลังโอ่อ่าแต่เก่าโทรมและคลุมไปด้วยเถาวัลย์ ข้างนอกนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากพวกเขา ชวนให้จองกุกคิดต่อไปว่าหากได้เข้าไปข้างในแล้ว พวกคนในลัทธิจะรอต้อนรับด้วยกระสุนปืนหรือเปล่า

     “เข้าไปกันเถอะ” ยุนกิพูดขึ้นพลางเดินมือล้วงกระเป๋าเข้าไปอย่างสบายใจ

     “เดี๋ยวสิครับคุณยุนกิ จะบุกเข้าไปทั้งยังงี้เลยเหรอ? เราไม่จำเป็นต้องเข้าทางห้องเก็บของหรือประตูหลังเหรอครับ”

     มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ละหนา

     คนฟังกระตุกยิ้มขำ  “ก็บอกแล้วไง พวกมนุษย์ไม่มีวันทำให้ผมกลัวหรอก”

     นัมจุนได้แต่ส่ายหน้าเอือมขณะเดินตามหลังสองหนุ่มเข้าไปในตัวคฤหาสน์

     ประตูใหญ่เปิดอ้า สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือห้องโถงมืดสลัว มันมืดและอับกว่าที่จองกุกคิด มีเพียงแสงจากเทียนติดผนังแทนที่จะเป็นโคมระย้าที่ห้อยนิ่งๆอยู่เหนือศีรษะ และที่น่าแปลกคือไม่มีใครต้อนรับพวกเขา ไม่มีแม้กระทั่งยามหรือสาวกที่ควรเดินผ่านสักคนสองคน ที่นี่เงียบสงัดจนไม่น่าไว้ใจ

     แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังเดินขึ้นบันไดตรงไปยังชั้นสอง ทุกฝีก้าวนั้นจองกุกคอยสูดดมกลิ่นจางๆที่อยู่รอบกาย เขาสัมผัสถึงกลิ่นแทฮยองและไข่อีกสิบหกฟองได้ รวมถึงกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยซึ่งน่าจะเป็นของพวกสาวกที่ลักพาตัวภรรยาเขากับลูกๆ ตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากตามหาแทฮยองและจัดการกับคนในลัทธิให้หมด ในเมื่อบังอาจมาพรากสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขาแถมยังจะฆ่าแทฮยองเพื่อการสังเวย พวกมันก็ต้องเตรียมใจรับแรงโทสะจากเขาเช่นกัน!



     เสียงโซ่ตรวนดังขึ้นตามแรงขัดขืนของลิซ่า เธอถูกพวกเดียวกันจับได้และลากมายังห้องทำพิธีพร้อมกับแทฮยอง แขนเล็กเริ่มต่อต้านทว่าไม่อาจสู้แรงของชายวัยกลางสองคนซึ่งคอยจับโซ่ไว้ได้ ดวงตากลมโตทว่าบัดนี้ดูคมกริบเมื่อได้จ้องเขม็งไปยังหญิงสาวคนหนึ่งบนบัลลังก์ ชุดสีแดงยาวสยายได้ย้ำเตือนลิซ่าว่าหล่อนคนนั้นคือคนที่ตัวเองควรเกรงกลัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้ทำให้เธอมีใจกล้า เป้าหมายเดียวที่เธอต้องการคือ ช่วยเหลือแทฮยองที่กำลังนอนหมดสติบนแท่นพิธีและพาไข่สิบหกฟองให้ออกไปจากสถานที่นรกแห่งนี้ให้ได้

     ใบหน้าอ่อนเยาว์ของหญิงสาวชุดแดงกำลังหันมาทางเธอ แต่เธอมีความดื้อและกล้าหาญพอที่จะจ้องตอบหล่อนอย่างไม่ยอมแพ้ ไม่มีใครคาดคิดว่าภรรยาของเทพแห่งงูจะรอดชีวิตจากการล้างบาของพวกคริสตจักร แต่เพราะความช่วยเหลือของเหล่าสาวกและน้ำพิษแห่งความเยาว์วัยจากสามี ได้ทำให้หล่อนมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ อำนาจการปกครองล้วนตกอยู่ในมือหล่อน โดยมีว่าที่ปรึกษาอย่างแจจินซึ่งตอนนี้กำลังยืนอยู่ข้างๆแม่ของเธอ ยองฮวา สายตาเหยียดหยันของแม่ทำให้ความกล้าหาญของเธอลดฮวบอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงความเศร้าและความรู้สึกน้อยใจ เธอรู้ว่ายองฮวาผิดหวังในตัวเธอมาก มากมายหลายครั้งหลายหน ในตอนนี้ก็เช่นกัน บางทีในสายตาของหล่อนอาจไม่ได้เห็นเธอเป็นลูกแล้วก็ได้ ถึงได้ยอมให้เธอถูกล่ามโซ่ทั้งข้อมือและข้อเท้าแบบนี้

     “ในที่สุด วันที่พวกเราได้รอคอยก็มาถึงสักที” แจจินเดินยิ้มขณะถือไม้เท้า สายตาช้อนมองว่าที่ประมุขและภรรยาของเทพแห่งงูบนบัลลังก์ “การรอคอยในการกลับมาของสามีคุณได้ถึงคราวสิ้นสุดลงแล้ว ท่านซองอึน”

     หญิงสาวในชุดแดงไม่ได้ตอบอะไร กลับเอาแต่จ้องกลับด้วยสายตาเรียบนิ่ง ราวกับมนุษย์ผู้ไร้ความรู้สึก

     “มาเริ่มกันเลยดีไหม เดี๋ยวคุณพ่อเขาจะตามมาเจอ” แม้คำถามจะดูร้อนรน ทว่าน้ำเสียงของแจจินยังคงเคล้าไปด้วยความยียวนและความใจเย็นอย่างน่าเหลือเชื่อ จนยองฮวายังรู้สึกหมั่นไส้แทน

     “ก็รีบซะสิ อยากให้ทุกอย่างที่เรารอคอยพังทลายลงก่อนรึไง”

     “แหม อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิยองฮวา”

     คนใจเย็นส่งยิ้มขำให้หญิงวัยกลางข้างๆ ก่อนเพยิดหน้าให้กับคนทำพิธีที่ยืนถือเทียนเล่มใหญ่ คนถูกมอบหมายเดินไปยังแท่นหินซึ่งมีร่างบางนอนหมดสติ โดยข้อมือถูกพันธนาการด้วยที่ล็อกแขนเย็นเฉียบ

     เขาจุดไฟให้กับเหล่าเทียนบนเส้นวงกลมสีขาวที่ล้อมรอบแท่นหิน จากนั้นก็ยืนข้างๆแทฮยองด้วยการหันหลังให้กับผู้เป็นประมุข รับหนังสือเล่มหนาจากผู้ช่วยก่อนท่องบทสวดเพื่อเริ่มพิธี เหล่าสาวกที่ยืนดูก็นั่งคุกเข่า ยกมือมากุมไว้ตรงตำแหน่งอกพร้อมขยับปากสวดตามงึมงำ ยกเว้นลิซ่าที่ยังดิ้นขัดขืนไม่เลิก

     “อย่าทำอะไรแทฮยองนะ!”

     ทุกคนไม่สนใจเสียงโวยวายและเริ่มสวดต่อเสียงดังขึ้น ดังเสียจนกลบเสียงโซ่ของลิซ่าแทบมิด และได้ปลุกคนที่อยู่ในห้วงนิทราตื่นขึ้นมาเห็นความจริง

     เปลือกตาบางปรือขึ้นช้าๆ แทฮยองกะพริบตาปรับทัศนียภาพก่อนกวาดมองรอบๆตามเสียง เขาตกใจกลัวกับสถานที่อันไม่คุ้นเคยรวมถึงชายในชุดคลุมที่กำลังยืนถือหนังสือข้างๆ ในสมองรีบเรียบเรียงเหตุการณ์ก่อนหน้า ก่อนที่สายตาจะสะดุดกับกองไข่ทั้งสิบหกฟองซึ่งวางรวมอยู่บนพื้นกลางวงเหล่าสาวก เขาเพิ่งรู้ว่าไข่ถูกขโมยมาด้วย นึกว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่ถูกจับได้ แล้วจองกุกกับเด็กๆล่ะ พวกเขาถูกจับมาด้วยหรือเปล่า หรือไปไหนแล้ว ทำไมถึงมีแค่ลิซ่าที่เขาเห็นอยู่ล่ะ

     “ลิซ!”

     “แทฮยอง!”

     เขาออกแรงดิ้น แต่เพราะข้อมือถูกตรึงทำให้เขาหนีไปไหนไม่ได้ แผ่นหลังของเขาจึงเสียดสีกับหินแข็งๆเย็นเยียบครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาเขามองเพียงไข่ตรงหน้าอย่างเดียว ทำให้ไม่ทันเห็นว่ามีสายตาคู่หนึ่งจากแท่นบัลลังก์กำลังจดจ้องเขาอยู่

     “ปล่อยแทฮยองไปเดี๋ยวนี้!”

     ลิซ่าดิ้นแรงขึ้น แต่นั่นก็หมายความว่าเธอต้องเจ็บมากขึ้นเช่นกัน ชายทั้งสองกระชากเธอให้กลับมาที่เดิมโดยไม่สนว่าร่างเล็กๆจะบอบช้ำหรือไม่ หนำซ้ำยังหาโซ่ล็อกคอมาสวมให้เธออีกต่างหาก สภาพเธอในตอนนี้ไม่ต่างจากทาสที่กำลังถูกนำไปขายสักนิด

     ยองฮวาหันมาบ่นด้วยความรำคาญ “เงียบซะ! อีกหน่อยแกก็จะได้เป็นเครื่องสังเวยตามเพื่อนของแกแล้ว ถ้าไม่สวดก็ยืนดูอยู่เฉยๆก็พอเข้าใจไหม!”

     “ฮึก” จิตใจของคนเป็นลูกแตกละเอียดด้วยคำพูดของแม่ตัวเอง ลิซ่านึกสมเพชในใจว่าทำไมถึงให้ความเคารพกับอีกฝ่ายมาทั้งชีวิต ทั้งๆที่หล่อนไม่เคยมอบความรักและปฏิบัติกับเธออย่างอ่อนโยนเลยสักครั้ง  แต่เหนือสิ่งอื่นใดในความเสียใจนั้น คือเธอสังเวชตัวเองที่ทำได้เพียงยืนรอเวลาตายของเพื่อนตัวเองอยู่เฉยๆ โดยที่เธอไม่อาจทำอะไรได้เลยแม้แต่น้อย

     พระเจ้า ได้โปรดคุ้มครองแทฮยองด้วยเถอะ

     หนังสือในมือถูกแทนที่ด้วยกริชเล่มยาว ใบมีดหยักคมเหมือนลูกคลื่นต่างกับมีดทั่วไป บนด้ามถูกสลักเป็นลวดลายแปลกๆที่แม้แต่แทฮยองเองยังไม่เข้าใจ เขาออกแรงดิ้นขณะที่เหงื่อเริ่มไหลตามกรอบหน้าและลำคอ ดวงตาเบิกโตด้วยความกลัวเพราะตอนนี้กริชที่ว่านั้นได้เลื่อนมาอยู่ตำแหน่งอกเขาแล้ว เขารู้ว่าปลายมีดนั้นเล็งมาที่ใด มันคือตำแหน่งที่แทงเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้เขาหลับได้ตลอดไป

     “ปล่อยแทฮยอง! ได้โปรดเถอะ เขาเป็นแค่มนุษย์นะ!”

     เสียงตะโกนนั้นไม่ได้แล่นเข้าหูของผู้ทำพิธี เจ้าตัวยังคงขยับปากสวดพร้อมกับชูมือขึ้นสูงถึงเหนือศีรษะ ในวินาทีนั้นหัวใจของร่างบางเต้นระรัวจนเจ้าของยังต้องกลืนน้ำลายไปหลายอึก

     “ปลิดชีพมัน”

     สิ้นคำสั่งของหญิงสาวในชุดแดง เสียงตะโกนของลิซ่าและเสียงผลักประตูก็ดังขึ้นพร้อมกัน

     “ไม่!!!”

     “แท!!!”

     ฉึก!

     ใบมีดถูกปักลงตรงกลางหัวใจที่กำลังเต้นถี่รัว ทว่าเพียงวินาทีต่อมา หัวใจดวงนั้นได้นิ่งสงบพร้อมกับเปลือกตาที่ค่อยๆหย่อนลงช้าๆ แทฮยองหายใจรวยรินด้วยความทรมานกับเลือดที่ไหลอาบร่าง ขณะที่ลิซ่าแทบจะกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ

     “แทฮยอง!!!”

     เธอตะเบ็งเสียงร้อง แต่เสียงร้องนั้นไม่อาจช่วยร่างบางให้พ้นจากความตายได้

     แม้แต่คนที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างจองกุก ก็ไม่อาจเสกหัวใจของภรรยาให้กลับมาเต้นได้อีกครั้ง

     “แทฮยอง!”

     นัมจุนกับยุนกิตะโกนเรียก แต่เปลือกตาบางก็เอาแต่ดื้อจะปิดลงอยู่ท่าเดียว

     กระทั่งมันก็ปิดสนิทไปตลอดกาล เมื่อเขาหันหน้ามาเจอกับน้ำตาของสามี

     “ขอโทษ...”

     จองกุกอ่านปากนั้นก่อนก้มหน้าหลับตา หัวเข่าทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง หัวใจหน่วงหนึบจนรู้สึกเหมือนเต้นช้าลง แต่ของเหลวบนดวงตากลับไม่ยอมหยุดไหล

     ทำไมเขาถึงมาช้าอีกแล้ว

     ทำไมถึงช่วยแทฮยองไว้ไม่ได้...

     “โอ ดูนั่นสิ”

     ทุกคนมองตามนิ้วชี้ของยองฮวา เปลือกไข่ใบหนึ่งกำลังแตกร้าวและขยับยุกยิก จนในที่สุดเปลือกไข่นั้นก็หลุดลอก กลายเป็นลูกงูสีเขียวที่พยายามเลื้อยออกมาดิ้นอยู่ข้างนอก ซองอึนลุกขึ้นยืนทั้งน้ำตา รอยยิ้มแห่งความปิติปรากฏบนใบหน้างดงามอ่อนเยาว์

     “สามีข้า...”

     ลูกงูตัวนั้นดิ้นพล่าน มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนโตกว่างูยักษ์ทั่วไป มันอ้าปากกว้างขณะที่ลำตัวมันยาวเกินยี่สิบเมตร ตัวสูงใหญ่เกือบตึกสามชั้น ขนาดจองกุกในร่างงูยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมันด้วยซ้ำ

     “ฟ่อ!”

     “ไอ้กุก! ลุกขึ้น! ลุกขึ้นมาสู้กับมันก่อน!”

     ท่ามกลางเสียงสรรเสริญยินดีของสาวก เสียงของยุนกิที่ว่าอยู่ใกล้ที่สุดแล้วยังไม่สามารถเรียกร่างสูงให้ฟื้นคืนสติได้ มีเพียงเสียงอื้ออึงดังก้องอยู่ในหูของจองกุกเท่านั้น พื้นที่เขาเห็นอยู่ก็สั่นพร่าเพราะม่านน้ำตา

     ในหัวของเขาเอาแต่นึกถึงแทฮยอง...

‘พี่กุก... รักน้า’

‘น้า... พี่กุก ถ้าพี่พาไป แทสัญญาว่าจะเป็นเด็กดีของพี่กุกตลอดไปเลยยย’

‘จอน จองกุก ขอให้รับแหวนนี้เป็นเครื่องหมายแสดงความรักและความซื่อสัตย์ของผม’

‘ถ้าอยากให้แทยกโทษ พี่กุกต้องสัญญากับแทก่อน... สัญญากับแทว่าจะไม่ทิ้งแทไปไหน จะอยู่กับแทและลูกๆตลอดไป’

‘แต่แทไม่ไหวแล้ว ฮึก ทุกๆคนเห็นแทเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ จองกุก ฮึก ไม่มีวันเข้าใจแทหรอก’

‘มันไม่ใช่คนอ่ะกุก ฮึก มันเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ แทน่ะ... ฮึก แทอยากเอาออก! แทไม่อยากเลี้ยง!’

‘ฉันไม่ชอบแมงมุม เพราะพวกมันน่าขยะแขยง’

‘และก็ชอบกินหิมะ... แต่โดนแม่สั่งห้ามเพราะพวกมันสกปรก แต่รู้มะ ฉันก็แอบกินอยู่ดี คิก...’

‘ฮึก ผมกลัวแล้ว... ปล่อยผมไปเถอะฮะ’

‘นายชื่ออาไยอ่ะ?’

‘คือเยา... ไปขอเล่นม้าหมุน แต่ไม่มีใครอยากให้เยาเล่นด้วย’

‘จกุก... จกุก... จกุก’

     “จองกุก! จองกุก! มีสติหน่อยสิ! มึงมาสู้กับไอ้งูยักษ์นั่นก่อน!”

     เมื่อความทรงจำสุดท้ายหลั่งไหลเข้ามาและเลือนหายไปกับเสียงตะโกน ในที่สุดยุนกิก็สามารถปลุกจองกุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยการเขย่าไหล่พร้อมเรียกชื่อเสียงดังๆ ใบหน้าชื้นน้ำตาเงยขึ้น ดวงตากลมแดงก่ำช้อนมองหน้าเพื่อนตัวขาวอย่างเหม่อลอย ทำเอาหัวใจของยุนกิพาลเจ็บปวดไปด้วย

     “มึงตั้งสติไว้ ยังมีสิ่งนึงที่มึงทำเพื่อแทฮยองได้”

     เขาได้ยิน แต่มันไม่มีแรงฮึดสู้...

     “มึงกับกู และคุณนัมจุน ต้องรอดออกไปจากที่นี่ด้วยกัน”

     ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อล่ะ

     “จองกุก... กูรู้ว่ามึงเสียใจแค่ไหน... แต่มึงต้องอยู่เพื่อแทยุนกับเจค มึงจะทิ้งลูกมึงไม่ได้จองกุก”

     จริงด้วย

     ลูกของเขา กำลังรออยู่...

     เขาจะยอมแพ้ไม่ได้

     ทั้งหมดนี้ ทำเพื่อแทฮยอง

     จองกุกประคองตัวลุกขึ้นด้วยตัวเอง ขาทั้งสองหยุดสั่นเทาไม่เหมือนในตอนแรก ตอนนี้พวกสาวกกำลังก้มกราบแสดงความยินดีกันอยู่ ส่วนลิซ่าก็นั่งปล่อยโฮอยู่คนเดียว

     ดวงตากลมส่องแสงสีอำพัน เพ่งมองไปยังข้างหลังของงูยักษ์ตัวเขียว บนบัลลังก์นั้นมีหญิงสาวในชุดแดงกำลังนั่งยิ้มอย่างมีความสุข ใบตาอันแสนคุ้นเคย เขาจำได้ดีว่าหล่อนคือใคร

     ในเมื่อพระเจ้าของพวกมันพรากดวงใจเขาไป...

     เขาก็จะทำลายผู้ที่เป็นดวงใจของมันเช่นกัน!

     “ก้า กูมีแผนละ” เขาเรียกเพื่อนตัวขาวที่ยืนเคียงบ่าไม่ไปไหน เจ้าของชื่อหันมา จ้องมองเขานิ่งๆเหมือนรอฟังคำนี้มานานแล้ว

     “ว่ามาเลย”

     “มึงหันเหความสนใจของเพมชินไว้ ส่วนกูจะไปจัดการนังนั่นเอง”

     ยุนกิเบิกตากว้างนิดๆ เลื่อนสายตามองตามคำพูดสุดท้ายของร่างสูง จะว่าไหวมันก็ไหวอยู่หรอก แต่จะถ่วงเวลาได้นานแค่ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน

     “ตกลง”

     ขณะที่นัมจุนกำลังมองค้างอยู่ที่ร่างไร้วิญญาณของลูกชายทั้งน้ำตา จองกุกและยุนกิได้เดินเข้าไปหากลุ่มสาวกที่ยืนล้อมงูตัวยักษ์ไว้

     แต่เมื่อจองกุกเดินเข้าไปไกล้ คลื่นพลังบางอย่างก็ระเบิดเป็นวงกว้าง ซัดร่างของสาวกทุกคนให้ปลิวกระเด็นติดผนังราวกับแผ่นขนมปัง แม้แต่ลิซ่ากับคนทำพิธียังโดนลูกหลง

     “จะตื่นมาเพื่อฆ่าเมียกูทำไม...”

     จองกุกกำหมัดอย่างเคียดแค้น มีเสียงกะกร้าวลอดตามไรฟันเมื่อเขาขบกราม งูยักษ์ขู่ฟ่อเสียงสนั่นก่อนใช้หางมหึมาฟาดมาที่เขากับยุนกิ แต่เพียงแค่เขายกเท้ายันหางนั้นไว้ ก็สามารถต้านแรงทั้งหมดแม้เท้าอีกข้างที่ยันพื้นไว้จะถอยไปตามแรงก็ตาม

     งูสีเขียวรีบชักหางกลับ มันรู้ว่าตัวเองกำลังประมาทกับบุคคลที่ไม่ธรรมดาอยู่

     “ฟ่อ!”

     สิ้นเสียงขู่นั้น มันก็อ้าปากและพ่นงูพิษนับร้อยใส่เขาราวกับฉีดน้ำ แต่โชคดีที่เขาสร้างเปลวไฟขึ้นมาป้องกันไว้ได้ทัน ทำให้งูทุกตัวที่มันพ่นออกมามีสภาพไหม้เป็นเถ้าถ่าน ยุนกิใช้จังหวะนี้วิ่งเข้าไปประชิดตัว พุ่งหมัดใส่ท้องของมันจนตัวหงาย เมื่อทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผน จองกุกจึงวิ่งเลาะขอบเข้าไปในมุมมืด โผล่ตัวอีกทีก็อยู่ข้างหลังบัลลังก์ของว่าที่ประมุขแล้ว

     ซองอึนเฝ้าดูการต่อสู้ด้วยความเป็นห่วง แต่กลับไม่รู้ถึงภัยที่กำลังคลืบคลานจากทางด้านหลัง

     “แรงเยอะจังวะ” ยุนกินิ่วหน้าเมื่อต้องใช้มือดันหางที่กำลังพยายามกดลงมาทับเขา แต่พละกำลังของมันมีมากกว่าที่คิด เท้าทั้งสองก็ไถลไปข้างหลังจนพื้นแตกเป็นรอย

     แต่มีสิ่งหนึ่งเบนความสนใจจากราชันย์แห่งงู ลางสังหรณ์ของมันได้บังคับสายตาให้หันไปทางบัลลังก์ เมื่อมันเห็นจองกุกที่กำลังจะถึงตัวซองอึน หางใหญ่โตก็เปลี่ยนมาฟาดร่างยุนกิเสียกระเด็น มันรีบพุ่งตัวไปยังคนมุ่งร้ายหมายมั่นจะเด็ดชีพผู้เป็นดวงใจ

     “ฟ่อ!”

     ปากอ้ากว้างเผยเขี้ยวยาวแหลมราวกับงาช้าง จังหวะที่จวนจะเข้าไปงับตัวของจองกุก ลำคอของมันก็โดนตรึงไว้และถูกแทงด้วยอาวุธชนิดเดียวกัน

     จองกุกและซองอึนต่างตกตะลึงกับภาพงูเงี้ยวที่กำลังสู้กันอย่างดุเดือด งูสีขาวกัดคอของงูสีเขียวไว้ด้วยปากที่เล็กกว่า แต่แรงกัดมหาศาลทำให้ราชันย์แห่งงูยากจะดิ้นหลุด มันจึงใช้กลยุทธ์โดยการล้มตัวลงกลิ้งกับพื้น ใช้ลำตัวที่ใหญ่กว่ารัดร่างของงูตัวขาวไว้แน่นหนึบจนงูสีขาวหายใจไม่ออก ต้องยอมถอนเขี้ยวออกแต่โดยดี คนถูกรัดพยายามดิ้นพราดเพื่อหลุดจากพันธนาการอันแน่นหนา ยุนกิที่จำได้ว่างูสีขาวคือใครจึงเข้าไปช่วย เขาชูมือขึ้นและเสกเหล่างูพิษให้เลื้อยออกมาจากแขนเสื้อ ตรงเข้าไปกัดร่างของงูสีเขียวพร้อมฉีดพิษมรณะที่รุนแรงที่สุด ทำให้ผิวหนังของมันเริ่มพุพองเหมือนโดนเผา สุดท้ายจึงต้องปล่อยงูสีขาวเพื่อจัดการกับงูพิษตัวจิ๋วด้วยการกลิ้งไปตามพื้น

     “ท่านแม่...”

     เสียงเปรยเบาๆได้เรียกสายตาของซองอึนให้ช้อนมอง เมื่อรู้ว่าจองกุกอยู่ข้างหลัง หล่อนจึงถอยออกมาเงียบๆเพื่อย่องไปซ่อนตัว แต่เมื่อหล่อนหันหลังและก้าวออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว หน้าอกหล่อนก็ทะลุด้วยมือของใครบางคนที่ชุ่มเลือด

     “อ่ะ...” หล่อนก้มมอง มือข้างนั้นถอนออกอย่างรวดเร็วจนตัวหล่อนล้มพับไปกองกับพื้น แววตาเย็นชาและเหี้ยมเกรียมของจองกุกจ้องมองหญิงสาวครู่หนึ่งก่อนเบี่ยงออก สนใจงูสีขาวผู้เป็นมารดาที่ตอนนี้กำลังลุกขึ้นมายืนหยัดสู้

     เขากำลังสับสนว่าทำไมคุณแม่ถึงมาที่นี่ ครั้งล่าสุดที่เจอกัน เขาไม่เห็นว่าเธอจะมีประกายความอยากช่วยสักนิด หรือเป็นตัวเขาที่ดูไม่ออก

     เมื่อขายาวก้าวออกไป บาดแผลขนาดใหญ่บนอกของซองอึนก็เริ่มสมานตัวกัน โดยที่หล่อนก็ยังไม่ได้สติ

     “ท่านมาช่วยข้าทำไม”

     จองกุกยืนถามอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ยุนกิกำลังเรียกร้องความสนใจจากงูยักษ์อยู่ ทำให้ผู้เป็นแม่มีเวลาหันมาตอบคำถาม

     ดวงตาสีแดงเพลิงที่เคยเย็นชา บัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความห่วงใย

“ก็มาปกป้องลูกชายและลูกสะใภ้ตัวเองไงล่ะ”

     คำตอบนั้นทำเอาคนฟังหัวหมุน แล้วที่ผ่านมาที่อีกฝ่ายส่งคนมาขโมยลูกของเขามันหมายความว่าอย่างไร

     “แต่ท่านแม่บอกว่าไม่ชอบแทฮยอง แถมยังส่งคนมา---”

     “แม่บอกตอนไหนว่าไม่ชอบเขา”

     เขานิ่งเงียบ มันก็จริงอย่างที่คุณแม่พูด

     “แต่ท่านเคยบอกว่าอยากฆ่าแทฮยอง”

     “นั่นก็แค่อารมณ์โกรธชั่ววูบ เป็นเพราะลูกทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง เรื่องที่แม่กลัวที่สุดถึงได้เกิดขึ้นไงล่ะ”

     “หมายความว่าไง?”

     “ที่บรรพบุรุษของพวกเราทอดทิ้งเหล่าสาวก เพราะพวกเขาเริ่มไม่เห็นด้วยกับการกระทำของจอมราชันย์ ไม่มีใครอยากให้เขาคนนั้นฟื้นคืนชีพ แต่เมื่อลูกกับแทฮยองได้ให้กำเนิดไข่ แม่จึงอยากซ่อนไข่ไว้แต่ลูกก็เข้ามาขัดขวางได้ทุกที”

     “ละ... แล้วทำไมท่านถึงไม่ขอดีๆ?”

     “นั่นเพราะแม่รู้ว่าลูกหัวดื้อคนนี้ไม่มีวันยอม”

     จองกุกผงะไปครู่ใหญ่ ถูกที่เธอพูดอีกนั่นแหละ ใครจะไปอยากห่างลูกของตัวเองกัน ยิ่งเขาเป็นพ่อที่หวงไข่มากๆแล้ว เรื่องที่ให้ใครก็ได้มาแตะต้องไข่ก็ยิ่งไม่มีทาง

     สายตาของนางพญางูขาวเลื่อนไปยังร่างไร้ลมหายใจของลูกสะใภ้ เธอหลุบตาด้วยความรู้สึกผิด

     “ขอโทษที่แม่มาช้า พอดีแม่รวบรวมกำลังพลอยู่”

     “อะไรนะ?”

     ทันใดนั้นกองทัพงูพิษนานาชนิดก็กรูเข้ามาในห้องกันอย่างต่อเนื่องปานน้ำตก พวกมันรุมฉกงูสีเขียวและฉีดพิษใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางตัวก็เล็งที่ดวงตาจนราชันย์แห่งงูตาบอดไปข้างหนึ่ง องครักษ์มาร์คเดินเข้ามาดูผลงานด้วยความภูมิใจก่อนเดินไปพยุงร่างสะบักสะบอมของยุนกิ

     “นี่สินะ ที่เขาบอกว่าความช่วยเหลือย่อมมาทีหลัง”

     มาร์คหัวเราะเบาๆ “ก็ยังดีกว่าไม่มานะสหาย”

     จองกุกมองกำลังเสริมของคุณแม่ด้วยความหวัง เขาอยากสมทบด้วย จึงวิ่งเข้าไปหาร่างของภรรยาเพื่อดึงกริชบนอก

     “พี่ขอโทษ แท...”

     มือข้างนั้นลูบใบหน้าซีดเซียวอย่างอ่อนโยน เปลือกตาที่ปิดสนิททำให้ใจของเขาเจ็บแปลบ

     “เดี๋ยวพี่จะแก้แค้นให้แทเอง”

     เขาดึงกริชออกด้วยความทะนุถนอมเพราะไม่อยากให้ร่างภรรยาเสียโฉม ก่อนวิ่งไปหายุนกิกับมาร์คที่ยืนอยู่ไม่ไกล

     “ก้า เอาพิษมึงมา”

     “ห๊ะ?”

     “ไม่ต้องมาห๊ะ กูบอกว่าเอาพิษมึงมา”

     “จะเอาไปทำอะไร” เพราะไม่ใช่ของที่จะให้กันง่ายๆจึงต้องมีการซักถามกันหน่อย

     ร่างสูงไม่ตอบ แต่ยกกริชขึ้นและแกว่งไปมาทำให้ยุนกิเข้าใจ

     “อ้อ ส่งมานี่สิ”

     ขณะที่งูยักษ์กำลังรับมือกับกองทัพอสรพิษ นางพญางูขาวก็มองหาจังหวะเข้าไปปิดฉาก เพราะหากการต่อสู้ยืดเยื้อ อาจทำให้ฝ่ายของลูกชายพลิกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอาได้ เมื่อเห็นว่างูยักษ์กำลังสะบัดศีรษะให้กับน้ำพิษบนดวงตา เธอจึงรีบพุ่งปราดเข้าไปกัดคอตรงรอยเดิมก่อนย้ำเขี้ยวเพื่อฉีดพิษ แต่แรงขัดขืนของมันมีมากมายจนตัวเธอเกือบปลิว

     จองกุกวิ่งเข้ามาพร้อมกับกริชอาบพิษ เขามองดูผู้เป็นแม่ด้วยความประทับใจจากนั้นจึงหายตัว ขึ้นไปเกาะบนศีรษะของงูยักษ์สีเขียวด้วยความทุลักทุเล เพราะแรงดิ้นของมันทำให้เขาเกือบหงายตก เมื่อแรงดิ้นเบาลง เขาได้ชูกริชขึ้นก่อนแทงลงที่กลางหัวเต็มๆ

     “ฟ่อ!”

     แต่แค่นี้มันยังไม่สะใจ เขาไถลตัวลงจากศีรษะพลางลากกริชไปตามแนวกระดูกสันหลัง เนื้อบนศีรษะแหวกออกเรื่อยลงมาถึงกลางลำตัว จองกุกทิ้งกริชไว้อย่างนั้นก่อนรีบวิ่งออกมา งูยักษ์ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด นางพญางูขาวก็สานงานต่อ จับอีกฝ่ายกดพื้นและสะบัดคอแรงๆจนแผลเหวอะ เลือดสีแดงสาดกระเซ็นก่อนที่ร่างของราชันย์แห่งงูจะค่อยๆสงบนิ่ง ส่วนเหล่างูพิษไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ เข้าไปรุมฉกรุมกัดแม้ว่าร่างนั้นจะไร้ปฏิกิริยาตอบสนองไปแล้ว

     รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าของทุกคน มาร์คกอดคอยุนกิด้วยความดีใจ ส่วนนัมจุนก็นึกโล่งอกที่ทุกอย่างจบลงเสียที

     จองกุกยิ้มอ่อน แต่ส่งสายตาอ่อนน้อมให้ผู้เป็นแม่เชิงขอบคุณปนซาบซึ้ง

     ความสุขอยู่กับพวกเขาได้ไม่นานก็ถึงคราวต้องกลับมาหวาดผวา เพราะอยู่ดีๆร่างแน่นิ่งของงูยักษ์ได้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับบาดแผลตามร่างกายที่สมานตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงแผลบนกลางหลังที่จองกุกฝากไว้ก็เคลื่อนตัวเชื่อมติดกัน ปากแผลแนบปิดสนิทโดยไม่ต้องพึ่งการเย็บใดๆ

     และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเพราะเหล่ากองทัพงูพิษอันภาคภูมิใจ กลับถูกมันเขมือบทีละหลายสิบตัว กระทั่งภายในห้องเหลือเพียงพวกเขาที่ยังคงมีชีวิตรอด

     “ฉิบหายแล้วไง” ยุนกิสบถอยู่ข้างๆมาร์ค ตอนนี้เขานึกถึงน้ำมนต์ที่สุด รู้อย่างนี้พกมาด้วยสักขวดน่าจะดีกว่า ขณะที่นางพญางูขาวเริ่มถอยออกมาตั้งหลัก

     จองกุกมองดูคู่แค้นด้วยสายตาหวาดกลัว เขาไม่เคยกลัวใครหน้าไหนเท่าเจ้างูยักษ์ทนทาญาติตัวนี้มาก่อน หากยังขืนสู้แบบนี้ต่อไป เป็นไปได้มากที่พวกเขาจะเป็นฝ่ายแพ้ ไม่มีสิ่งใดสยบราชันย์แห่งงูได้เลยจริงๆ

     ในเมื่อสู้ไปก็มีแต่แพ้ งั้นจะสู้ไปเพื่ออะไร...

     ยามนี้เขาท้อเหลือเกิน ภาพที่เขาจะได้ไปกลับไปหาลูกๆก็เลือนรางเต็มที

     นี่เขาจะไม่มีวันแก้แค้นให้แทฮยองได้สำเร็จเลยหรือ

     จองกุกเลื่อนสายตามองศพของภรรยาอย่างอ่อนล้า ไฟแห่งความหวังในตอนแรกที่ลุกโชนกลับมอดดับลงอย่างง่ายดาย

     จะทำอย่างไรดี...

     “อั่ก!” ตัวของยุนกิและมาร์คปลิวไปไกลถึงประตูทางเข้าด้วยแรงปัดเพียงครั้งเดียว ส่วนนางพญางูขาวก็เผาสิ่งที่อยู่รอบกายเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายโจมตี แต่งูยักษ์กลับเลื้อยเข้ามาอย่างสบายๆก่อนกัดขย้ำคอสีขาวและจับกระแทกไปกับผนัง วินาทีนั้นจองกุกเหมือนใจจะขาด แต่ก็ท้อแท้เกินกว่าจะเข้าไปช่วยแม่ของตัวเองได้

     สู้ไปแล้วจะได้ความหมายอะไร

     ในเมื่อเขาสูญเสียดวงใจไปแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรต้องหวังกับการต่อสู้อันไร้ประโยชน์นี้

     สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้ คือการได้เห็นแทฮยองลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

     “ฟ่อ!”

      เมื่อร่างบอบช้ำของงูสีขาวล้มลง มันก็หันมาทางจองกุกพร้อมส่งเสียงขู่ขวัญ ก่อนเลื้อยเข้ามาอย่างว่องไวเพื่อคิดบัญชีสะสาง

     “ข้ายอมแล้ว”

     มันอ้าปากหวังจะงับเขา แต่คำพูดนั้นทำให้มันหยุดชะงัก

     “ข้าอยากให้เจ้าคืนชีวิตให้กับแทฮยอง...”

     ปากอันใหญ่โตหุบลง

     “โดยแลกวิญญาณของข้าเป็นเครื่องสังเวย”

     “ไอ้กุก! อย่า!”

     ยุนกิพยายามลุกขึ้น เค้นเสียงตะโกนเพื่อเตือนสติเพื่อนรัก นางพญางูขาวที่นอนนิ่งก็ค่อยๆขยับหัวขึ้นเพื่อเฝ้าดูลูกชาย

     ตอนนี้จองกุกเหมือนเป็นคนบ้า...

     ความปรารถนาที่จะเห็นภรรยากลับมามีชีวิตอีกครั้งกำลังทำให้เขาขาดสติ

     แต่สำหรับเขาแล้วมันก็คุ้ม เพียงแค่นึกภาพตอนที่แทฮยองลุกขึ้นมาก็ทำให้เขาฉีกยิ้มกว้าง

     แม้ว่านั่นจะหมายถึงจุดจบของเขาเองก็ตาม

     ถ้าเพื่อแทฮยองแล้ว... อะไรเขาก็ยอมแลกได้ทั้งนั้น

     ในนาทีต่อมา งูยักษ์ก็ยอมรับข้อเสนอนั้นด้วยการอ้าปากขึ้น จองกุกก็ยืนนิ่งๆไม่ขยับไปไหน เขาหลับตาลงขณะที่รู้สึกเหมือนตัวเบาหวิว แถมทรมานเหมือนมีใครมาแย่งลมหายใจ

     แต่พอนึกขึ้นได้ว่าคนที่กำลังรับลมหายใจต่อจากเขาคือแทฮยอง แค่นั้นก็ทำให้เขายิ้มออกมาอย่างมีความสุขแล้ว

     ยุนกิน้ำตาไหลเมื่อเห็นวิญญาณของเพื่อนกำลังออกจากร่าง นึกโกรธตัวเองที่ไม่สารถห้ามเจ้าตัวไว้ได้

     ในที่สุดทุกอย่างก็จบลงหลังจากงูยักษ์ได้กลืนกินดวงวิญญาณของจองกุก แต่กลับมีบางคนกำลังลืมตาขึ้น ฟื้นคืนจากความตายอย่างช้าๆ

     แทฮยองหอบเอาอากาศเฮือกแรกเข้าปอด บาดแผลบนอกค่อยๆสมานกระทั่งหายเป็นปลิดทิ้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่จองกุกล้มลงด้วยร่างไร้วิญญาณ

     และเป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างของงูยักษ์กำลังสลายหายไป

     “สามีข้า!”

     ซองอึนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาไม่กี่นาทีได้วิ่งเข้าไปหาผู้เป็นสามี ราชันย์แห่งงูมองมาทางหล่อนด้วยความเจ็บปวด พยายามเลื้อยไปหาหญิงสาวอย่างอ่อนแรง ทว่ายังไม่ทันที่มือของหล่อนจะได้สัมผัสตัวของสามี ร่างงูยักษ์นั้นก็แตกสลายกลายเป็นขี้เถ้าปลิวว่อนไปในอากาศ หล่อนมองตาค้าง ก่อนที่น้ำตาสายใหญ่จะไหลอาบแก้มเนียน

     “สามีของแกช่างโง่เขลา ยอมแลกดวงวิญญาณที่สำคัญที่สุดไป”

     คำพูดของนางพญางูขาวไม่ได้ทะลุโสตประสาทของหล่อนเลย

     “ถ้าไม่มีดวงวิญญาณของแทฮยอง ก็เท่ากับว่าสามีแกไม่เคยได้คืนชีพ”

     เพราะงั้นจึงต้องสลายหายไปจากโลกนี้ และกลับไปอยู่กับความตายอีกครั้ง

     “ฮึก ไม่... ไม่จริง มันไม่จริง!”

     ซองอึนร่ำไห้เหมือนคนขาดสติ ส่วนยุนกิก็เดินไปปลดพันธนาการให้ร่างบาง

     “แทฮยอง”

     “พี่ยุนกิ?” เมื่อข้อมือบางเป็นอิสระ แทฮยองก็หันมองไปรอบๆเพื่อเชื่อมต่อกับความทรงจำสุดท้าย ลิซ่ายังคงนอนไม่ได้สติกับสาวกคนอื่น ผู้ชายแปลกหน้าในเครื่องแบบทหารกำลังยืนมองเขา ไข่ทั้งสิบหกฟองก็ยังคงกองรวมกันบนพื้นใกล้ๆด้วยสภาพสมบูรณ์ไร้รอยแตก งูขาวตัวใหญ่ที่คล้ายกับในฝันกำลังมองหญิงสาวที่นั่งสะอื้นไห้

     แต่ร่างของสามีที่นอนนิ่งอยู่ทำให้เขาเกิดความสงสัย

     “พี่กุก”

     เท้าเรียวแตะบนพื้นหยาบกร้าน ค่อยๆก้าวเข้าไปหาร่างตรงหน้าที่ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง ยุนกิหลุบตาลงเพราะไม่อยากรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

     “พี่กุกมานอนทำอะไรตรงนี้ ลุกเร็ว มาอธิบายให้แทฟังก่อน”

     เขาย่อกายนั่งลงข้างๆ ส่งมือเขย่าไหล่หนาหวังปลุกคนขี้เซา

     “ตื่นสักทีสิพี่กุก ไม่งั้นแทงอนจริงๆนะ”

     แต่เขย่าสักเท่าไร คนขี้เซาตรงหน้าก็ไม่ยอมตื่นเสียที

     “ทำไมไม่ตื่นล่ะ”

     ทุกอย่างเริ่มดูแปลกๆ แทฮยองรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี สามีของเขาดูนิ่งเกินไป

     “พี่กุก...”

     จากเขย่าไหล่ก็เปลี่ยนมาแนบหูกับอกกว้าง แทฮยองลองเงียบฟัง เนื้อตัวที่เคยอุ่นกลับเย็นเฉียบ แผ่นอกที่เขาซบมาหลายต่อหลายครั้ง กลับไร้เสียงแผ่วๆที่เคยเต้นให้เขาฟังยามได้หลับตา

     มือเรียวกำเสื้อของอีกฝ่าย ไม่นานเสื้อตัวนั้นก็เปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา

     “ฮึก... พี่กุก...”

     แทฮยองสะอื้นไห้ตัวโยน เรียวแขนค่อยๆยกร่างไร้วิญญาณของสามีขึ้นมากอดไว้ แก้มเปียกชื้นแนบกับกลุ่มผมสีนิล น้ำตาไหลลงสู่ปลายจมูกก่อนหยดใส่ใบหน้าหลับพริ้มหยดแล้วหยดเล่า

     เขารู้สึกเหมือนหัวใจจะแตกสลาย

     ทำไมพี่กุกถึงไม่รักษาสัญญา

     ไหนบอกว่าจะอยู่กับเขาและลูกๆตลอดไปไง

     คนโกหก...

     “ฮึก ฮือ... พี่กุก อึ้ก! ทำไม... ฮึก ทำไมถึงทิ้ง... ฮึก แท...”

     แทฮยองกลั้นสะอื้นจนเจ็บคอ แต่เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บนั้นเมื่อเทียบกับหัวใจที่พังเละไม่มีชิ้นดี

     ถ้าเขาขาดจองกุก เขาจะอยู่ยังไง...

     ใครจะคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับเขา

     ที่เขายิ้มมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่ามีจองกุก

     แต่คนคนนั้นได้ทิ้งเขาไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ

     ทิ้งไป... โดยที่ลูกอีกสิบหกคนยังไม่ทันเห็นหน้าพ่อด้วยซ้ำ...

     “แทฮยอง”

     เสียงเรียกได้ดึงสายตาของร่างบางให้ช้อนขึ้นมอง นางพญางูขาวค่อยๆเลื้อยเข้ามาอยู่ข้างๆ

     “ที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพื่อเธอ”

     คนฟังได้แต่นั่งสะอื้น ส่งมือลูบเกลี่ยใบหน้าอย่างอาวรณ์

     “เขายอมแลกชีวิตเพื่อให้เธอได้ฟื้นขึ้นมา แม้เทพแห่งงูจะหายไปแล้ว แต่วิญญาณที่ถูกมันกินไม่ได้ถูกปลดปล่อยตาม”

     เพราะยังมีโอกาสที่ราชันย์แห่งงูจะฟื้นคืนจากความตายอีกครั้ง

     “เพราะงั้นที่เธอทำได้ในตอนนี้ คือการมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเขานะ”

     ร่างบางพยักหน้า สายตายังคงจดจ้องดวงตาที่ปิดสนิทของสามี และริมฝีปากบางที่ไม่สามารถยิ้มให้เขาได้อีกแล้ว

ทำไมพี่ถึงเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างนี้นะ พี่กุก

ทำไมไม่นึกถึงใจแทบ้างเลย...

     หลังจากที่เขาได้จูบจองกุกเป็นครั้งสุดท้าย ยุนกิก็เข้าไปช่วยลิซ่าที่เพิ่งตื่นจากอาการหมดสติ ทุกคนรีบออกไปจากที่นี่โดยนางพญางูขาวไม่ลืมเผาคฤหาสน์หลังนี้ให้มอดไหม้เป็นจุล ทิ้งให้เหล่าสาวกและซองอึนที่ยังคงนั่งร้องไห้ถูกเผาอยู่ข้างใน

     “ยังไงซะ ข้าก็ขอรับศพของลูกชายไปทำพิธีฝังตามธรรมเนียมละกันนะ”

     สิ้นประโยคเชิงขอร้อง ยุนกิก็ส่งร่างของจองกุกให้กับองครักษ์มาร์ค แทฮยองมองตามทั้งที่ยังไม่หยุดสะอื้น

     “ขอบคุณทุกคนที่ก้าวผ่านอันตรายในวันนี้มาด้วยกัน พวกเราจะไม่มีวันลืม”

     ทุกคนก้มศีรษะให้กัน ก่อนที่ราชินีจะเอ่ยกับร่างบางด้วยน้ำสียงอ่อนหวาน

     “แทฮยอง แม่ต้องขอโทษสำหรับทุกสิ่งที่ทำไว้กับเธอ”

     “ไม่เป็นไรครับ...” เขาพยายามยิ้มให้ดูมีความสุขที่สุด

     “ฝากดูแลหลานๆด้วยนะ เดี๋ยวว่างเมื่อไรจะแวะไปเยี่ยม”

     “ครับ ขอบคุณนะครับคุณแม่”

     เธอยิ้มเอ็นดูพลางยกมือลูบศีรษะทุยเบาๆ

     “จ้ะ หนูแทฮยอง”

     ร่างบางเหลียวมองใบหน้าของสามีอีกครั้ง มือขาวซีดกับปลายนิ้วที่เริ่มเป็นสีม่วงได้เตือนเขาว่าต่อจากนี้จะไม่ได้เจออีกฝ่ายแล้ว

     “ผมขอ... จับมือพี่กุกเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมครับ”

     “ได้สิ เชิญเลย”

     เขาขยับเข้าไปใกล้ร่างซีดเซียวนั้น มือเรียวประคองมือหนาขึ้นมากุมแนบอก

แทรักพี่กุกนะ

รัก...

พี่กุกคือคนเดียวที่แทจะรักตลอดไป

แทจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อพี่กุกนะฮะ

ลาก่อน ที่รักของแท

     “จุ๊บ”

     แทฮยองจุมพิษฝ่ามือข้างนั้นทั้งน้ำตาก่อนเอามาแนบแก้ม ซึมซับสัมผัสของฝ่ามือที่คอยดูแลเขามาตลอดเป็นครั้งสุดท้าย ภาพนั้นทำเอาลิซ่าที่คอยยืนดูอยู่ข้างหลังถึงกับปิดปากสะอื้นไห้ ขณะที่ใจของคนเป็นแม่ก็แตกสลายไม่เป็นชิ้นดีเช่นกัน แต่เธอเรียนรู้วิธีควบคุมอารมณ์ได้ดี เพราะเธอไม่อยากให้ตัวเองดูอ่อนแอในสายตาประชาชน เช่น มาร์คกับยุนกิ เป็นต้น

     “ลาก่อน หวังว่าเราจะได้พบกันใหม่”

     เธอโบกมือลาระหว่างที่รถคันหรูแล่นออกไปจากคฤหาสน์ ดวงตะวันคล้อยลงต่ำสู่ทิวเขา ท้องฟ้าสีส้มก็เริ่มเปลี่ยนเป็นมืดสลัว

     มืด... เหมือนกับหัวใจของแทฮยองในตอนนี้...




     จีมินหอบหิ้วกระเป๋าขึ้นรถด้วยท่าทางอ่อนแรง สีหน้าเศร้าหมองปรากฏให้เห็นในตอนที่เขาอยู่คนเดียวเท่านั้น ตอนนี้คุณพ่อกับคุณแม่กำลังเตรียมเอกสารงานอยู่ในบ้าน ทำให้เขาได้มีเวลาคิดอะไรคนเดียวเรื่อยเปื่อยก่อนจะได้จากบ้านหลังนี้ตลอดไป

     เขาคิดถึงยุนกิ...

     คิดถึงแทฮยอง...

     ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง

     เขายังจำคำมั่นที่แฟนหนุ่มให้ไว้ได้เป็นอย่างดี เจ้าตัวบอกว่าจะกลับมาก่อนค่ำ

     นี่ก็จวนอาทิตย์จะตกดินแล้ว แต่ไม่เห็นวี่แววของคนที่ให้สัญญากับเขาเลย

     หรือว่าจะไม่มา?

     “เฮ้อ” เขายืนพิงรถจนเริ่มเมื่อขา จึงหมุนตัวเข้าไปในบ้านหวังนั่งพักสักหน่อย

     “จีม”

     แต่กลับมีเสียงที่แสนคุ้นเคยรั้งขาเขาไว้

     เมื่อเขาหันไปตามต้นเสียง ปากอิ่มที่คาดว่าจะไม่ได้ยิ้มอีกแล้วได้ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ เขารีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วและพุ่งเข้ากอดร่างหนาทันที

     กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยกับไออุ่นจากแผ่นอก

     คิดถึงจัง...

     “จีมนึกว่ากิจะไม่มาซะแล้ว”

     ยุนกิหลุดยิ้มพลางลูบปลอบศีรษะทุย “ก็กลับมาแล้วนี่ไง ไม่ผิดสัญญาด้วย”

     “แทเป็นไงบ้าง? ช่วยได้ไหม”

     สิ้นคำถามนั้น รอยยิ้มของคนตัวขาวก็หุบลงเกือบครึ่งหนึ่ง

     “ช่วยได้”

     “จริงเหรอ! ดีจัง แล้ว...”

     “แต่จองกุก... เขา...”

     ยุนกิไม่กล้าพูดต่อ เพราะแค่นึกถึงภาพไร้วิญญาณของเพื่อนรักก็ทำเขาเจ็บปวดจะแย่แล้ว บรรยากาศเริ่มสงัด จีมินที่เห็นประกายสั่นระริกในดวงตาของแฟนหนุ่มจึงพอตีความได้บ้าง เขาดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดพร้อมลูบหลังปลอบประโลม

     ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรต่อ มีเพียงความเงียบและหัวใจของแฟนหนุ่มที่เต้นอยู่แนบอกเท่านั้นที่เขารับรู้

     ขณะที่เขาได้คนรักกลับคืน แต่กลับมีคนหนึ่งต้องเสียสิ่งนั้นไปตลอดกาล




     หลายสัปดาห์ผ่านไป ทุกอย่างในครอบครัวคิมเหมือนจะดีขึ้น พวกเขามีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกคนซึ่งคือหญิงสาวผู้เป็นเพื่อนของลูกชายคนเล็ก ลิซ่า เธอเป็นเด็กร่าเริงมีความขยัน เข้ากับคนอื่นได้ง่ายจนแบคฮยอนยังชื่นชอบ และที่สำคัญคือไข่ทั้งสิบหกฟองในตอนนี้ ได้กลายเป็นเด็กชายหญิงตัวเล็กๆที่วิ่งเล่นซุกซนไปทั่วบ้าน เวลาว่างก็ชอบแปลงเป็นงูและออกผจญภัยในสวนองุ่นของคุณแม่ของซอกจิน บ้างก็ไปล่าหนูในสวนหลังบ้าน ทำให้บรรยากาศในบ้านดูครึกครื้นมีชีวิตชีวาราวกับอยู่ในสวนสนุก

     “เฮีย เฮียอย่าแย่งของน้องสิ”

     แทยุนผู้เป็นพี่คนโตรับหน้าที่ดูแลความรักใคร่กลมเกลียวของน้องๆ ส่วนเจคก็ใช้เวลาหมดไปกับการเล่นเกมส์กับจองฮยอน น้องชายหน้ากระต่ายซึ่งมีรสนิยมที่คล้ายคลึงกันทำให้พวกเขาเข้ากันได้เกือบทุกๆเรื่อง

     “แง พี่แทยุน ช่วยทาทาด้วย”

     ทาทา เจ้าเด็กชายจ้ำม่ำจอมขี้แยซึ่งเป็นน้องเล็กสุดก็เข้ามาฟ้องพี่สาวเหมือนเคย

     “ไม่ได้แย่งสักหน่อย! ก็ขอแล้วแต่จู่ๆทาทาก็ร้องเอง พี่แทก็รู้ว่าเจ้าทาขี้ฟ้องขนาดไหน”

     วีทัน แต่คนอื่นชอบเรียกเจ้าตัวว่าเฮียวี ชอบรังแกทาทาอยู่เรื่อยแต่ก็ถูกจับได้ทุกครั้งเช่นกัน

     “อย่าคิดว่าพี่ไม่เห็นน้า ก็เห็นอยู่ว่าเฮียแย่งรถบังคับจากน้อง”

     “โห่ย เจ๊ก็จับได้ทุกทีละน่า”

     “ฮะๆ หูตาเจ๊ไวนะบอกไว้ก่อน”

     “พี่แทยุน เฮียวี ทาทา ไปหาของกินในป่ากันไหม ได้ข่าวว่าที่นั่นมีรังหนูอยู่เพียบเลย!”

     จองซุน เด็กสาวหน้าสวยผู้มีนัยน์ตาเรียวได้เดินเข้ามาชวนสมาชิกที่เหลือไปหาของว่างกิน

     “อื้ม เอาสิ ทาทากำลังหิวอยู่พอดีเลย!”

     “เฮียเอาด้วยป่ะ”

     “ไปก็ได้ ก็เบื่อๆพอดี”

     “พี่แทไปด้วยไหมคะ?”

     “ไปอยู่แล้ว ไม่งั้นจะมีใครดูแลพวกเธอล่ะ”

     จองซุนหันไปตะโกนถามพี่ๆผู้ชายที่กำลังสุมหัวเล่นเกมส์บนโซฟา

     “พี่เจค พี่จองฮยอน พี่แทฮัน ไปหาของกินในป่ากันไหม ที่นั่นมีหนูเพียบเลยน้า พวกเราต้องได้กินจนพุงกางแน่ๆ”

     “แทฮันตอบดิ” จองฮยอนสั่งขณะพยายามล้มบอสกับเจคอยู่

     “เดี๋ยวก็เจอพังพอนงาบ” แทฮันตอบแต่ตายังไม่ละจากหน้าจอ

     “จะไปมีได้ไงกันเล่า เพ้อเจ้อ”

     “ไปชวนคนอื่นด้วยสิ เผื่อมีคนอยากไป” แทยุนบอก ซึ่งผู้เป็นน้องสาวก็พยักหน้ารับทันที

     “พี่เซนา พี่วอลกุก พี่โซยา พี่มินฮยอง พี่มิริน พี่มินอา จีซัง ไปหาของกินในป่ากันไหม!”

     เด็กชายหญิงที่กำลังนั่งดูหนังอยู่ได้หันตามเสียงเรียก สีหน้าแต่ละคนบ่งบอกว่าพวกเขาอิ่มแล้ว อยากคุยเล่นและดูหนังมากกว่า

     “ช่างเถอะ เราไปกันแค่นี้แหละ”

     วีทันพูดขึ้นก่อนเป็นคนเดินนำออกไปจากบ้าน แต่แรงดึงแขนเสื้อจากข้างหลังทำให้เขาต้องหยุดเดิน

     “เดี๋ยว ยังไม่ได้ไปขอคุณแม่เลย เดี๋ยวพี่ไปขอคุณแม่ก่อนแล้วจะมาบอก”

     “เร็วๆด้วยล่ะเจ๊แท ไม่งั้นพวกผมไปก่อนนา”

     เมื่อแทยุนเดินออกไป ร่างเล็กๆขี้เซาก็เดินถือตุ๊กตาเป็ดลงมาจากชั้นสอง สภาพบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าตัวยังไม่ได้อาบน้ำ

     “หนู หนูเพิ่งตื่นเหรอ?” วีทันถามพลางเอามือยีหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู

     “อือ”

     “พี่วิกกี้ตื่นสายแบบนี้ เดี๋ยวตอนกลางคืนก็ได้เป็นนกฮูกหรอก” ทาทาพูดเสียงเจื้อยแจ้ว

     แต่วิกกี้ก็ทำแค่หาวหวอด

     “พวกเราจะไปล่าหนูในป่า หนูอยากไปกับพวกเฮียไหม”

     “ไป หนูอยากไป”

     พูดยังไม่ทันจบ ร่างของวิกกี้ก็โงนเงนก่อนล้มหัวคะมำไปนอนบนพื้น แถมยังหลับปุ๋ยไปทั้งอย่างนั้น ทุกคนที่เห็นจึงพยายามลากน้องสาวขึ้นไปนอนบนเตียงตามเดิม ถ้าจะพาวิกกี้มาด้วย เห็นทีต้องมีใครคนใดคนหนึ่งคอยแบกร่างขี้เซาของเจ้าตัวเสียแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสักคนอยากรับหน้าที่นั้น

     ทางด้านของแทยุนที่วิ่งไปหาผู้เป็นแม่ในห้องนั่งเล่น ใบหน้าที่หันออกไปทางหน้าต่างทำให้เธอไม่เห็นสีหน้าของมารดา แต่มือที่ลูบแหวนวงเรียบบนนิ้วนางทำให้เธอพอเดาสีหน้าในยามนี้ของอีกคนออก

     “แม่คะ หนูขอพาน้องไปเล่นในป่านะ”

     ไม่นาน ร่างบางซึ่งกำลังทอดมองวิวข้างนอกบนเก้าอี้โยกก็ตอบรับเสียงแผ่ว

     “ครับ”

     “หนูจะพาน้องๆกลับมาถึงก่อนเย็นนะคะ”

     “ครับ...”

     ไม่มีครั้งไหนที่ผู้เป็นแม่หันมามองเธอเลย นั่นทำให้เด็กหญิงรู้สึกเศร้าสลดนิดหน่อย แต่พอนึกถึงสภาพจิตใจในตอนนี้ของมารดาก็อดสงสารไม่ได้ คุณแม่ของเธอกลายเป็นคนเงียบและชอบอยู่ลำพัง

     ไม่เหมือนแม่แทใจดีคนเดิมที่เธอรู้จัก

     “หนูไปก่อนนะคะ”

     “ระวังตัวด้วยนะ”

     “ค่ะ”

     แทยุนปล่อยคุณแม่ให้นั่งคนเดียวบนเก้าอี้โยก เมื่อบานประตูปิดลง แทฮยองก็กลับมาจมดิ่งกับความคิดอีกครั้ง

ถ้าพี่กุกได้มาเห็นลูกๆทั้งสิบแปดคนวิ่งเล่นทั่วบ้านจะรู้สึกยังไงนะ

ต้องดีใจมากแน่ๆเลย และก็ยิ้มโชว์ฟันกระต่ายให้

และคงต้องพูดว่า แทไปเรียนเถอะ เดี๋ยวพี่จะคอยดูแลเด็กๆเอง

แต่พี่กุกไม่ได้อยู่กับแทแล้ว...

ตอนนี้พี่กุกคงมองลงมาจากบนฟ้าสินะ

แทมีความสุขดีฮะพี่กุก เด็กๆแข็งแรงและร่าเริงกันมากๆ แทยุนเป็นพี่ที่ดีของน้องทุกคนได้ดีมากเลยล่ะ

พี่กุกไม่ต้องห่วงนะฮะ แทกับครอบครัวจะดูแลเด็กๆเอง พี่แค่คอยเฝ้าดูและส่งยิ้มลงมาก็พอ

แทคิดถึงพี่กุกนะ

คิดถึง... ตลอดเวลา

     น้ำตาสายเล็กไหลลงมาอาบแก้มใสเป็นครั้งที่สองของวัน เรียวนิ้วอ่อนลูบแหวนแต่งงานบนนิ้วนางซ้ำๆ ราวกับว่ามันคือสิ่งเดียวที่ทำให้ร่างบางรู้สึกเหมือนได้คุยกับสามี

     สายตาทอดมองนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย โดยที่ปากสีแดงซีดยังคงพร่ำบอกคิดถึงใครอีกคนไม่ขาด

     “ฮึก... แทคิดถึง ฮึก... พี่กุกนะ...”




To be continued

_______________________________

ยังไม่จบนะคะ...


ความคิดเห็น