ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 ย่อย(2) โลกนี้มันอยู่ยาก

ชื่อตอน : บทที่ 1 ย่อย(2) โลกนี้มันอยู่ยาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 184

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มี.ค. 2562 22:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 ย่อย(2) โลกนี้มันอยู่ยาก
แบบอักษร

ย้อนกลับมาในปัจจุบัน

"บัดซบจริง ชีวิต!" ผมลุกขึ้นจากสภาพน่าสมเพชบนพื้น ถึงเเม้ว่าผมจะรู้สึกเเค้นเคืองเป็นอย่างมาก เเต่การนอนผสมบ่นไปก็ไม่ได้ช่วยให้ผมได้อะไรดีขึ้น ตอนนี้ควรทำให้สิ่งที่ทำได้เสียก่อน

"เอาไงละทีนี้ ในเมื่อต้องใช้ชีวิตเเบบผู้กล้าอนาถ ผู้กล้านี้มันอาชีพกากหมาจริง" เมื่อผมสังเกตโดยรอบก็พอคาดเดาได้ว่าาตัวเองอยู่ในอาณาจักร เพราะเห็นเค้าโครงของบ้านจำนวนมากติดกัน ภาพลักษร์เป็นเมืองใหญ่ที่มีกลิ่นไอของยุคขุนนางที่เทคโนโลยีไม่ทันสมัยเท่าโลกของผม

[ท่านได้รับฉายา ผู้กล้าไร้อาวุธ] เสียงเอคเฟคดังขึ้นพร้อมกับข้อความบนอากาศตรงหน้าผม เมื่อผมได้เห็นก็ตกใจนิดหน่อย จากนั้นจึงเผ้นสายตาอ่านอย่างละเอียด

"หึ ให้ฉายาสมตัวจริง ไหนดูสิมีคำอธิบายไหม" ผมเดาะลิ้นสมเพชฉายาของตัวเองที่ได้รับ ด้วยความอยากรู้จึงลองใช้นิ้วเเตะกล่องข้อความเล่นๆ เพื่อมันจะบอกอะไรมากกว่านี้ซึ่งมันก็ได้ผล

ฉายา ผู้กล้าไร้อาวุธ (ถาวร) - มีไว้ให้สำหรับผู้กล้าที่ไม่มีคุณสมบัติในการครอบครองอาวุธ ผลลัพธ์คือ ผู้ใช้ต้องอยู่กับมันไปจนกว่าผู้ใช้จะเสียชีวิต ผลกรรมจากการที่ผู้ใช้ลบลู่ความศักดิ์สิทธิ์ของผู้กล้าคือ อาวุธทุกชนิดจะปฎิเสธการให้พลังเเก่ผู้ใช้

"หืม? สมกับเป็นตัวเรา จะโชคร้ายก็ต้องไปให้สุดสินะ" ผมเอ่ยเสียงสมเพชตัวเอง สาเหตุที่ผมไม่ประหลาดใจหรือคิดมาก เพราะในเมื่อเจอเหตุการณ์อันเเสนยอดเเย่ไปมากมายเเล้ว ตัวผมในตอนนี้ก็ด้านช้าสุดขั้ว

"ไหนๆ เเล้ว ลองไปสำรวจอาณาจักรของไอ้ราชาขยะดีกว่า" ผมยิ้มเยาะเย้ยตัวเองจากนั้นจึงเริ่มเดินเข้าไปในตัวเมืองห่างราชวังค์อันหรูหรา สิ่งที่ติดกับตัวผมในช่วงเวลานี้มีเเต่ความมืดมิดเเห่งจิตใจ ดังนัั้นอะไรที่ผมคิดว่าเเย่ก็คงจะไม่พ้นปากของผม

-----      ผ่านไปหลายกว่าสิบนาที ผมก็เดินมาถึงใจกลางของอาณาจักร ตรงกลางเมืองเป็นเเหล่งรวมร้านค้ามากมายที่มีสินค้าหลากหลายชนิดวางขาย ซึ่งสำหรับคนเเปลกหน้าเช่นผมก็คงอาจจะตื่นเต้น เเต่มันไม่ใช่ ผมกลับสนใจสิ่งที่ลอยอยู่บนอากาศตรงหน้าผมมากกว่า

"เห้อ สเตตัสเรานี้ไม่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นก็รู้ว่าเราโคตรกระจอก" ผมถอนหายใจดังเฮือกในระหว่างที่กำลังเดินเรื่อยเปื่อย ผมใช้เวลานานสังเกตสเตตัสมาคร่าวๆ เเล้วก็พบว่ามันมีความเหมือนกับเกมส์เป็นพิเศษ จากที่ผมอ่านคำอธิบายเพิ่มเติม สรุปได้ว่า

Str = Strength หรือความเเข็งเเกร่ง Def = Defense คือพลังป้องกันกายภาพ Agi = Agility เเปลว่าความคล่องตัว เเละ Magic def = Magic defense คือพลังป้องกันเวทย์

ค่าสถานะโดยรวมตัวผมมองผ่านตาเปล่าไม่คิดวิเคราะห์อะไรก็รู้ได้ว่าอ่อนเเอมาก สิ่งที่ผมมีมากที่สุดคือความคล่องตัวซึ่งมาจากร่างกายอันผอมเพรียวของผม เเต่ความทนทานนั้นต่ำเพราะผมไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อคอยเสริม

"เเล้วไอ้สกิลนี้อธิบายกำกวมชะมัด" สิ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดหนักกว่าเดิมคือ สกิลที่มีติดตัวเพียงสกิลเดียวของผม ถ้าถามว่าผมไม่เข้าใจตรงไหนคงเป็นรายละเอียดอันกระชับของมัน

สืบทอด (สกิลติดตัว) -สืบรับความสามารถของผู้อื่น ในกรณีที่ตัวเองไม่สามารถรับได้สกิลจะไม่ทำงาน

เป็นคำอธิบายที่โคตรงง ส่วนเเรกพอทำความเข้าใจได้บ้าง เเต่พออ่านส่วนรับกลับไม่บอกอะไรเพิ่ม เเถมยังเป็นประโยคเชิงลบอีกต่างหาก 

"เห้อ ถ้าเรารู้อะไรบ้างก็คงดี..." สิ่งที่น่าลำบากใจสำหรับผมคือ การที่ผมไม่รู้อะไรเลย จากที่ผมคาดเดาผมน่าจะติดอยู่ในเกมส์ที่เซโตะเเนะนำ ซึ่งผมไม่เคยเล่น เเละไม่คิดจะลองเล่นเด็ดขาด อย่างน้อยถ้าผมพอมีองคืความรู้คร่าวๆ ผมก็น่าจะพัฒนาตัวเองไปได้ไกลกว่านี้

"โอ้ ท่านลูกค้ารูปหล่อ สนใจสินค้าของผมบ้างไหมครับ" ในขณะที่กังวลใจกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ เสียงของลุงเจ้าเล่ห์ก็เเซะเข้าหูผม เมื่อผมหันไปหาทางเสียงก็พบลุงสวมผ้าคลุมสีดำมิดชิดกวักมือเรียกผมอยู่

"ฉันไม่มีเงินหรอก คงต้องขอลา--" "เดี๋ยวก่อนสิครับ ถ้ากระผมจะให้ทดลองใช้ฟรี พอจะเข้าหูไหมครับ" ผมพยายามปฏิเสธลุงน่าสงสัยคนนี้ เเต่เขากลับยืนข้อเสนอที่ทำให้ผมสนใจขึ้นมา ผมเดินเข้าไปใกล้เขา เเละทำหน้ากดดันใส่

"เเน่ใจนะ?" "ธุรกิจจะเติบโตต้องมีความเสี่ยงครับ" ผมไม่สามารถเห็นถึงสีหน้าที่เเท้จริงของลุงน่าสงสัยคนนี้ได้ ที่สามารถพบเจอคือรอยยิ้มอันน่าขนลุกของเขา

"งั้นไม่เกรงใจเเล้วกัน" ผมพยักหน้าตกลงข้อเสนอของเขา จากนั้นจึงนั่งลงเลือนชายตามองสินค้าที่เกลือกก่ายอยู่บนพื้นผ้าสีดำที่ปูออกอยู่ ทุกชิ้นล้วนมีความไม่คุ้นตา เเละคาดเดายากว่ามันคืออะไร เเต่เเล้วผมก็ไปสะดุดตากับหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่ง

"ไอ้นี้มันคืออะไร" ผมชี้ไปยังหนังสือโบราณที่เย็บขึ้นด้วยหนังเก่า บนหนังสือมีฝุ่นเดาะสะสมจนเปื้อนไม่สะอาด เมื่อลุงพ่อค้าได้เห็นเขาก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างน่าสงสัย

"เเหม ท่านลูกค้า ตาเเหลมใช้ได้เลยนะครับ หนังสือเล่มนี้คือ ตำนานของมหาอาวุธ ครับ" "ตำนาน?" ผมจับคางครุ่นคิดสักพักก่อนจะเอ่ยอะไรต่อ ตำนานที่ว่าก็คือเรื่องเล่าที่มีข้อเท็จจริง เเละมีหลักฐานไม่ชัดเจน ถ้าคิดในความเป็นจริงหนังสือเล่มนี้ไร้ประโยชน์มาก เเต่กับติดตรงที่ว่ามันเกี่ยวข้องกับมหาอาวุธของผู้กล้าเนี้ยสิ

"นายรู้ได้ไงว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของจริง ไม่ใช่ว่านายอาจจะนำของปลอมมาขายเหรอหรือไม่ก็นายเป็นคนขายเอง" "ท่านลูกค้านี้มีความรอบคอบเสียจริงนะครับ งั้นผมขอยืนยันจากการใช้เนตรตรวจสอบให้ดูเเล้วดันครับ" ดวงตาที่ถูกเงาจากเสื้อคลุมปิดบังฉายเเสงสีเเดงออกมาผ่านดวงตา ทันใดนั้นตราสัญลักษณ์บนมือขวาของผมก็เปล่งเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว

**[ท่านได้สืบทอด สกิลเนตรตรวจสอบเเล้ว ต่องการใช้หรือไม่]** 

ผมตกใจทันทีเมื่อเห็นข้อความที่ไม่คาดคิด ทำไมอยู่ดีๆ ผมก็สืบทอดสกิลโดยที่ผมไม่ได้ทำอะไร สักพักผมเริ่มประคองสติ เเละลองใช้คำสั่ง

(ใช้) ผมคิดในใจไปว่าใช่ หลังจากนั้นผมก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างบนตาทั้งสอง สายตาที่จ้องบนสมุดค่อยๆ ปรากฏตัวหนังสือเรียงเป็นคำอธิบายออกมา

หนังสือ ตำนานของมหาอาวุธ -ถูกเขียนขึ้นโดยผู้นำของเหล่าผู้กล้าก่อนตาย

ความน่าเชื่อถือเพิ่มพูนขึ้นในสายตาผมเมื่อผมได้เห็นคำอธิบายนั้น เเสดงที่ลุงคนนี้ขายเป็นของจริง อีกทั้งสกิลนี้ยังสามารถวิเคราะห์หาความถูกต้องได้ด้วย

"โอ้ ท่านลูกค้ามีเนตรวิเคราะห์ด้วยเหรอครับ เเบบนี้ผมก็ไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์เเล้ว" "อ่า ฉันเชื่อเเล้วว่านี้ของจริง ดังนั้นฉันขอไอ้นี้เเล้วกัน" "ตามความประสงค์ของท่านลูกค้าครับ" ผมหยิบหนังสือเล่มเก่าขึ้นมาไว่ในมือซ้าย จากนั้นจึงใช้สกิลเนตรตรวจสอบอีกครั้ง มองสินค้าอื่นที่อยู่ข้างกัน

ผ้าซ่อนเร้น (วัตถุต้องสาป) - ผู้ใช้สามารถสวมใส่ตรงส่วนไหนของร่างกายเพื่อเพิ่มพลังทุกอย่างอีกหลายระดับ - เมื่อสวมเเล้วจะไม่สามารถถอดออกได้อีก

"เอา อันนี้ด้วย" ผมหยิบผ้าพันเเผลในกล่องที่เปิดอยู่มาพันมือขวาจนมิดชิด เท่านี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าผมเคยเป็นผู้กล้ามาก่อน อีกอย่างเมื่อได้เห็นสิ่งที่ตามมาผมก็ยิ้มปลื้มปิติ

ชื่อ: กิตติพัฒน์ นิรศาสตร์ 

ชื่อเล่น: เนมมุ

เลเวล: 1

ฉายา: ไม่มี

อาวุธที่ครอบครอง: ไม่มี

Str: 2 + (10)

Def: 1 + (5)

Agi: 3 + (15)

Magic def: 0

Mp: 10/10

สกิลติดตัว

-สืบทอด

เวทมนตร์

ไม่มี

"ท่านลูกค้าครับถ้าขอมากกว่านี้ ทางเราก็เจ๋งได้นะครับ" "งั้นขอเพิ่มอีกอันเเล้วกัน ไหนๆ ก็เพื่อธุรกิจในอนาคตไง" "เป็นปีศาจในคราบมนุษย์จริงๆ นะครับ" สุดท้ายเเล้วผมก็หยิบถุงมิติที่ใช้ใส่ของเข้าไปในช่องว่างของมิติ มันเป็นไอเท็มที่ดีที่สามารถช่วยผมลดภาระในการเเบกของได้ ในอนาคตต้องมีประโยชนืต่อผมมากมายเเน่่นอน

"หู้ว ดูสิพวกเรา พี่ชายคนนั้นกำลังซื้อของอย่างบ้าคลั่งเลย" ในระหว่างที่ผมกำลังสำราญกับการซื้อของ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาขัดขวางความสุขของผม ชายรูปร่างกล้ามยำเดินออกมาทักทายผมด้วยรอยยิ้มน่าเกลียด ลูกน้องสองคนที่ตามมาก็หัวเราะขบขันกัน

"พี่ชายจะว่าอะไรไหม ถ้าเราจะมาคุยกันเรื่องเงินสักก้อนหน่อย" ชายตัวใหญ่ที่มีหน้าตาน่าเกลียดยืนหน้าเขามาใกล้ผมเเล้วยิ้มอ่อน เมื่อผมได้เห็นร่างกายของผมก็สั่นไปมาไม่หยุด จากนั้นปากที่ไม่สามารถควบคุมได้ก็เปล่งคำพูดออกมา

"งั้นเราไปคุยกันในที่เงียบๆ ไหม เเถวนี้มันจะเด่นเกินไป" "ฮ่าๆๆ ตกลงพี่ชาย" ชายหน้าตาน่าเกลียดหัวเราะด้วยความชอบใจ หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินตามผมพร้อมกับลูกน้องของเขา พวกเราเข้ามาในซอยที่ค่อนข้างลึกไร้ซึ่งสายตาจากผู้คน

"พี่ชายคงไม่ต้องพูดมากสินะ งั้นส่งเงินมาได้เเล้ว" "ใช่ๆ รีบทำตามลูกพี่สั่งได้เเล้ว" ชายหน้าอัปลักษณ์ เเละเหล่าลูกน้องเดินเข้ามาใกล้ตัวผม เเต่ปฎิกิริยาที่เห็นคือตัวผมสั่นไม่หยุดดั่งกับเเผ่นดินไหว เมื่อลูกน้องคนหนึ่งเห็นเขาก็หัวเราะอย่างสนุกสนาน

"ดูสิ ลูกพี่มันสั่นเป็นเข้าเลย กร๊ากๆ มันต้องกลั่นลูกพี่เเน่ๆ" "ฮ่าๆๆ พี่ชายนี้ขี้ขลาดจังน้า" ลูกพี่ของพววกเขาหัวเราะอย่างสะใจ จากนั้นจึงเดินมาตบไหล่ผมเบาๆ เขายิ้มอย่างมั่นใจ เเละง้างมือเตรียมต่อยผมด้วยเเรงที่มี

"งั้นจะถนอมเเรงให้ละกั--" ตึก! ในขณะที่หมัดของเขาจะลอยเข้าหน้าผม กำปั้นอันรวดเร็วของผมก็ชกเข้าไปกลางหน้าของเต็มเเรง ร่างกายยักษ์ล้มหงายหลังกระเเทกพื้นเสียงดัง

"ลูกพี่!" พวกลูกน้องเข้ามาดูอาการลูกพี่ของพวกเขาด้วยสีหน้ากังวล เเต่เเล้วก็ถูกผลักกระเด็นโดยลูกพี่ของตน จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นมามองผมด้วยใบหน้าโหดเหี้ยม

"พี่ชายทำอะ--" ตึก! ในขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ ลูกถีบความเร็วสูงก็ปะทะหน้าอย่างจัง เขาล้มหงายหลังกลับไปกระเเทกพื้นเสียงดังอีกครั้ง

"ฮ่าๆๆ ไม่ไหวเเล้ว! หยุดไม่ได้จริงๆ!" ผมหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ภายในเสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความสนุกที่ไม่เคยลืม ร่างกายสั่นตื่นเต้นอย่างที่เคยเป็นอีกครั้ง ในที่สุดความหลังในวัยเด็กก็กลับมา

"ถึงจะเคยสัญญากับพ่อไว้ว่าจะเลิกชกต่อย เเล้วกลับมาตั้งใจเรียน เเต่ในเมื่อโลกเป็นเเบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้หว้า" ผมยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมา เเรงกดดันราวกัยสัตว์ป่าอันบ้าคลั่งปะทุออกจากร่าง อดีตที่เคยจ่างหายไปได้กลับมาอีกครั้งในโลกที่ห่วยเเเตกนี้

"เเกทำลูกพี่ได้!" ลูกน้องคนหนึ่งได้ระเบิดโทสะพุ่งเข้ามาเเหวกอากาศชกผม ถึงเเม้เขาจะเป็นเเค่ลูกน้องเเต่ร่างกายของเขานั้นมีกล้ามเนื้อที่ทรงพลังกว่าผมมาก ถ้าเป็นผมก่อนหน้านี้คงจะโดนต่อยปลิวอย่างง่ายดาย เเต่ไม่ใช่สำหรับผมที่มีสเตตัสเพิ่มขึ้นในตอนนี้

(ช้าไป) ผมเอี้ยวตัวหลบอย่างท่วนทัน จากหลังจึงสวนใส่ด้วยหมัดซ้ายเต็มกำลัง ร่างของเขาปลิวกระเด็นไปกว่าหนึ่งเมตร บนหน้ามีรอยช้ำจากหมัดอันรุนเเรงของผม

"หน้อยเเน่เเก! เร่งความเร็ว" ลูกน้องอีกคนเปิดใช้สกิลที่ผมไม่รู้จัก ร่างกายของเขาครอบด้วยเเสงสีขาวชั่วครู เมื่อเเสงหายไปร่างกายของเขาก็เคลื่อนไหวเร็วขึ้นจนผมมองตาตามไม่ทัน

"อึก!" ผมโดนต่อยเข้าหน้าอย่างจัง ถึงเเม้สเตตัสผมจะเพิ่มขึ้น เเต่พลังป้องกันทางกายภาพก็ไม่ใช่มาก ผมสามารถรู้สึกเจ็บได้จากหมัดธรรมดาของพวกเขา

**[ท่านได้สืบทอด สกิลเร่งความเร็วเเล้ว ต้องการใช้หรือไม่]** 

เมื่อผมเห็นข้อความใหม่ขึ้น รอยยิ้มอันชื่นชอบของผมก็ปรากฏออกมา จากนั้นริมฝึปากของผมก็เปิดกว้างใช้งานสกิลที่พึ่งได้

"เร่งความเร็ว!" สิ้นสุดการพูดเเสงสีข่าวก็ห่อหุ้มผมชั่วคราว ร่างกายของผมรู้สึกได้ถึงความเบาที่มากขึ้น ในขณะที่หมัดต่อไปกำลังจะพุ่งเข้ามา ดวงตาของผมก็สามารถจับความเร็วของหมัดนั้นได้

"ฝันไปเหอะ!" ผมหมุนตัวหลบหมัดที่พุ่งเข้ามา ใช้เท้าเป็นศูนย์กลางคงตัว ตั้งศอกมั่นคงในเเนวตรงเเล้วใช้เเรงหมุนเสริมการโจมตีเข้ากระเเทกหน้าของอีกฝ่าย ลูกน้องที่ไม่ทันความเร็วไม่สามรถหลบพ้นได้จึงได้นอนหมอบลงในที่สุด

"เเกจะจองงหองมากเกินไปเเล้ว!" เเต่การต่อสู้ยังไม่จบ ลูกพี่ของพวกเขาลุกขึ้นมาอีกครั้ง จิตสังหารพลุกพล่านออกมาจากตัวเขา ดูเหมือนว่าเขาต้องการฆ่าผมในวินาทีนี้

"เสริมพลัง! กายาเหล็ก!" ร่างกายของเขาเปล่งเเสงสีเเดงออกมาชั่วคราว อีกทั้งผิวกายภายนอกเเสดงให้เห็นความเเข็งอย่างไม่ต้องสงสัย ผมไม่รู้สึกได้ถึงว่ามีเนื้อหุ้มอันบางบนร่างนั้น

**[ท่านได้สืบทอด สกิลเสริมพลัง เเละกายาหินผา ต้องการใช้หรือไม่]** 

"ใช้สิ รอไร!" ผมตะโกนเสียงดัง ไม่นานนักเเสงสีเเดงก็ห่อหุ้ม เเละร่างกายมีสภาพเเข็งเเรงดั่งก้อนหิน ทันใดที่สกิลของผมทำงานชายหน้าเกลียดก็พุ่งเข้าใส่

"ตายซะ! ไอ้เด็กเวร!" หมัดอันหนักเเน่นของเขากระหน่ำใส่ผมอย่างต่อเนื่อง ถึงการโจมตีของเขาจะดุดันพอทำให้ผมบาดเจ็บสาหัสได้ เเต่ในขณะที่ผมมีความเร็วมากกว่า หมัดของเขาก็ไม่มีทางโดนตัวผม

"หลบไปเถอะ! ไอ้ขี้ขลาด เพราะยังไงเเกก็ทำอะไรร่างกายข้าไม่เข้า" "งั้นมึงก็รับกันเองเเล้วกัน" ผมใช้ช่องโหว่ที่เขาสร้างใช้ขาขวาที่เเข็งดั่งหินกระเเทกไอ้จ้อนเขาอย่างจัง เนื่องจากผมมีพลังเเบบเดียวกับเขา ดังนั้นมันไม่มีผลที่เขาจะเสริมความหนามากเเค่ไหน 

"อ๊ากกก!" "เงียบปากไปซะ ไอ้ยักษ์!" ผมใช้โอกาสภายในพริบตาที่เขากุมไอ้จ้อนลูกรักของเขา เเหวกหมัดหินข้างขวาอันทรงพลัง ชกเข้าที่คางด้วยท่าอัปเปอร์คัตเต็มกำลัง

"อั๊ก!" "ปิดฉาก ไอ้โง่!" เมื่อเขาทรุดเข่าลง ผมก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย ส้นเท้าขวาของผมยกสูงเหนือหัวเขา จากนั้นก็ดิ่งลงฟาดหน้าอย่างเต็มเเรง ลูกพี่ที่เล่อหยิ่งมาตั้งเเต่ตอนเเรกก็ได้สลบลงไปข้างเท้าผมอย่างน่าสมเพช

"จำไว้ตัวกูเคยเป็นอดีตนักเลงเก่ามาก่อนเฟ้ย ไอ้กระจอก" ผมบ่นกับกระสอบทรายข้างเท้าผม ในที่สุดด้านที่เเท้จริงของผมก็หวนคืนกลับมาสมบูรณ์ เด็กชายในวัยประถมที่บ้าเลือดถล่มพวกปากดีในห้องให้อยู่ใต้เท้า

"หึ คงไล่ไถ่เงินคนอื่นมาเยอะทีเดียว" หลังจากที่ผมชนะศัตรูทั้งหมดผมก็ค้นหาของในตัวพวกเขา สิ่งที่ได้กลับมาคือ เงินเหรียญตราที่คาดว่าคือเงินในโลกนี้ปริมารมากพอสมควร เเละเพื่อกลบตัวตนจากผู้กล้าคนอื่น

"เออ เสื้อเเกพอดีตัวเลย ขอเลยละกัน" ผมถอดชุดลูกน้องเขาคนเเรกที่ต่อสู้กับผม จากหลังจึงถอดเสื้อเชิตนักเรียนออก เเล้วใส่มันลงเเทนที่จากนั้นจึงคลุมตัวด้วยเสื้อนอกนักเรียน เพื่อลดความเด่นลงจากสายตาคนรอบข้าง

(เราจะต้องเเข็งเเกร่งมากกว่านี้) ในเมื่อโลกนี้มันเป็นเหมือนสถานที่นรกสำหรับผม ผมก็ต้องก้าวข้ามมันต่อไปด้วยความป่าเถื่อนของผม ถึงเเม้ภายในโลกจะมีเเต่ความยากลำบาก เเต่ผมก็จะไม่ยอมเเพ้ ผมจะสู้ เเละเเข็งเเกร่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม จนสักวันผมจะทำตามสัญญาที่ตัวเองมั่นไว้สำเร็จ 

(รอก่อนเถอะ หน้าพวกเเกไม่เหลือเเน่!) **เอาเเล้ว เนมมุเปิดโหมดดาร์กเเล้ว**

-----

ความคิดเห็น