facebook-icon

เมื่อรุ่นพี่ตัวป่วน 'ยูซอนโฮ' แอบชอบรุ่นน้อง 'ลีโดยอง' แต่หารู้ไม่... ว่าจริงๆ แล้วรุ่นน้องโดยองน่ะ ไม่ได้เนิร์ดๆ อย่างที่คิด!

​ตอนที่ 12-1 ทำตัวแย่ๆ แทน

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 12-1 ทำตัวแย่ๆ แทน

คำค้น : แกล้งกวนป่วนใจ นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 689

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2562 17:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 12-1 ทำตัวแย่ๆ แทน
แบบอักษร

12. ทำตัวแย่ๆ แทน


ซอนอูหายใจเข้าลึกๆ ถึงจะลองมองย้อนกลับไปว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไงแต่ก็ไม่มีส่วนไหนที่ทำผิดพลาดเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนั้นแต่เหมือนว่าฟ้าไม่คิดจะให้อภัยเขาเลย ซอนอูทุกข์ใจแล้วทุกข์ใจอีกกับความลำบากต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ ถึงเขาจะไม่ได้นับถือศาสนาแต่ก็จะลองสวดภาวนาดู

พระเจ้าครับ อดีตผมไปทำบาปอะไรมาถึงไม่ยอมให้อภัยกันแล้วเหตุผลที่ต้องชดใช้ความผิดด้วยวิธีแบบนั้นมันคืออะไรกันครับ ได้ยินมาว่าพระเจ้าจะมอบความทุกข์เท่าๆ ที่มนุษย์จะทนได้แต่ทำไมถึงทำกับผมแบบนั้นล่ะครับ ผมขอคำอธิบายเหตุผลนั้นแบบง่ายๆ ด้วย!

ทว่าพระเจ้าก็ไม่ได้ตอบรับการภาวนาที่จริงจังนั้นเลย วันนี้ซอนอูก็มองรถยนต์คันหรูจากทางเข้าคอนโดก่อนจะกลั้นน้ำตาไว้

“ทำไมโดยองถึงนิสัยนุ่มนวลแบบนั้นก็ไม่รู้ บอกให้เขาขึ้นมาแป๊บหนึ่งสิ”

“โอ๊ย จะให้ขึ้นไปทำไม ผมก็เพิ่งจะลงมาเองเนี่ย จะนับโดยองเป็นลูกชายงั้นเหรอ”

“นี่ ยูซอนอู อิจฉาในสิ่งที่ควรอิจฉาหน่อย มาอิจฉารุ่นน้องในเรื่องแบบนี้ได้ไง”

“พี่เองก็เป็นเหรอ จริงๆ เลย! ไม่รู้ความจริงก็อย่าเคลิ้มไปอยู่ข้างเขาแล้วช่วยอยู่ข้างน้องตัวเองหน่อยเถอะ!”


วันนี้เป็นวันที่สี่แล้วที่โดยองมารับซอนอูทุกเช้า หลังจากความวุ่นวายในห้องน้ำวันนั้นช่วงสายวันต่อมา โดยองก็มาถึงหน้าบ้านตรงกับเวลาที่ซอนอูจะออกไปมหาวิทยาลัยพอดีแบบไม่ได้บอกล่วงหน้า เขาโค้งให้ครอบครัวของซอนอูพร้อมกับพูดคุยขอความเข้าใจว่าอาการบาดเจ็บที่ขาของซอนอูเป็นความรับผิดชอบของเขาดังนั้นจึงจะมารับทุกเช้าแบบนี้จนกว่ารุ่นพี่จะหายดี ซึ่งเมื่อมองสถานการณ์แล้วผู้ถูกกระทำอย่างยูซอนอูก็คิดว่ามันคือกลั่นแกล้ง ดังนั้นซอนอูจึงได้แต่บอกว่าช่างมันเถอะ ไม่เอา ทว่าถึงจะแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์เลย ‘ถ้าอย่างนั้นฝากลูกชายของเราด้วยนะ’ แต่พ่อกับแม่ก็ทำให้สถานการณ์ทั้งหมดสำเร็จไปขั้นหนึ่งโดยไม่ปราณีซอนอู แม่โบกมือไปมาพร้อมกับบอกว่า ‘ไปมหาวิทยาลัยสบายๆ ก็ดีสิ ทำไมเป็นงั้นล่ะ’ ดูราวกับเป็นผู้ภักดีของยมทูต ไม่ต่างจากการสั่งให้ลูกชายไปเซอร์เวย์โลกหลังความตายก่อนจะหมดอายุขัยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเลย หลังจากซอนอูร้องคร่ำครวญเหมือนถูกตบติดตาข่ายก็ทำได้เพียงเข้าไปนั่งรถของโดยอง แม้จะเป็นเวลาสองวันแล้วนับตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีแต่เขาก็ยังไม่ชินเลย

“ไปโรงเรียนดีๆ นะลูกชายของเรา ซื้อของอร่อยๆ ทานกับโดยองด้วยล่ะ”

แม่โบกมือให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจนกระทั่งขึ้นลิฟต์ไปกับพี่สาวคนโต ซอนอูอยากกระชากหน้ากากให้ครอบครับเห็นตัวตนของโดยองสักครั้งแต่ความสงสัยว่าจะทุกคนเชื่อเรื่องนั้นไหมก็หนักแน่นเหลือเกิน ดังนั้นเลยกัดปากและตัดสินใจจะเอาชนะความยากลำบากนี้คนเดียว

ลิฟต์ที่ลงมาจากชั้นสิบสามอย่างเชื่องช้าก็ ปิ๊ง! หยุดที่ชั้นหนึ่ง เมื่อประตูเปิดออกก่อนโดยองก็เข้ามาในสายตาซอนอูจนต้องก้าวถอยหลังด้วยความตกใจกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหัน โดยองมารอรับรุ่นพี่ที่ลงมาช้ากว่าที่คิดด้วยตัวเอง เขามองซอนอูที่ลงมาได้จังหวะก่อนจะฉีกยิ้มอย่างใจดี ‘รุ่นพี่มาแล้ว’ และพูดทักทายพร้อมกับยื่นมือออกไป

“มะ... มือ ทำไมเหรอ”

“จะประคองรุ่นพี่ไงครับ”

“ไม่เป็นไรครับ จะเดินคนเดียวครับ ไม่ได้ขาขาดครับ”

“อย่าทำให้หัวร้อนแล้วทำตามที่สั่งสิครับ”

“ครับ”

จริงๆ ความมีน้ำใจของโดยองที่ได้เห็นมันเป็นน้ำใจที่มากเกินไป ถึงซอนอูจะแค่เดินอย่างช้าๆ แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ทว่าโดยองกลับประคองและถือของให้ ทำหน้าที่แทนแขนของซอนอูทุกอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าโดยองไม่ได้ทำเองทั้งหมด มันเป็นสิ่งที่พวกลูกน้องใต้บังคับบัญชาของโดยองที่หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกที่กับแจโฮเป็นคนทำแทน ซอนอูไม่รู้เลยว่าพวกสมาชิกในองค์กรไปหลบซ่อนอยู่ตรงไหนแล้วรู้ได้ยังว่าต้องรับใช้คุณชายถึงออกมาแบบนี้ และมันก็ทำให้เขาไม่สบายใจพอสมควร เขาจินตนาการถึงการกระทำต่างๆ ที่เคยทำกับโดยองอย่างไร้มารยาทแล้วขนก็ลุกซู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ซอนอูที่ไม่สามารถอดกลั้นความรู้อยากเห็นไว้ได้จึงถามโดยองเป็นนัยๆ ‘คือว่า...’ ก่อนจะปริปากพูดก็รู้สึกได้ถึงสายตาของโดยองกับแจโฮที่จ้องมองมายังตัวเอง

พูด ไม่พูด พูด ไม่พูด?

เขากังวลแล้วใช้ความกล้าพูดออกไป

“ตอนนั้นที่ฉันเคยแกล้งนายน่ะ คน... คนอื่นเห็นกันหมดทุกคนไหม ทำไมบางครั้งถ้านายโทรไป คนพวกนั้นก็จะโผล่...”

“อ๋อ ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกครับ แค่พี่แจโฮ”

จบประโยคนั้น ดวงตาของซอนอูกับแจโฮก็ประสานกัน ถึงจะแลกสายตาผ่านเส้นผมสีดำแต่กับสายตาแหลมคมแปลกๆ ของแจโฮก็ทำให้ซอนอูตัวหด

คนคนนั้น ทำไมจู่ๆ ถึงมองด้วยหางตาแบบนั้นล่ะ น่ากลัว

อย่างไรก็ตามเพื่อจะหนีสายตานั้นเขาเลยมองออกไปนอกหน้าต่างพลางปาดเหงื่อด้วยฝ่ามือ แจโฮก็สงสัยว่าทำไมหลังจากซอนอูมองมาที่เขาครั้งหนึ่งถึงกระดิกขากระวนกระวายแบบนั้น

ฉันก็แค่มองเพื่อทักทายด้วยสายตาเท่านั้น ทำไมคุณซอนอูถึงเป็นแบบนั้นนะ

ราวกับไม่ทันคิดว่าการจ้องมองของตัวเองไม่ได้เหมือนการทักทายทางสายตาเลย

“พี่แจโฮ ช่วยมองข้างหน้าแล้วขับรถที ทำไมมองรุ่นพี่ซอนอูแบบนั้น”

“เปล่าครับ เห็นดูไม่ค่อยสบายใจ ผมเลยกังวลว่าตัวเองจะเสียมารยาทรึเปล่าน่ะครับ”

“ขับรถแล้วไม่มองข้างหน้าก็กระวนกระวายสิ รุ่นพี่ ไม่เป็นไรนะครับ พี่แจโฮเป็นเบสไดรฟ์เวอร์* บางครั้งก็ต้องขับรถเร็วเพราะเรื่องขององค์กรบ้างแต่ไม่เคยโดนใบสั่งเลยล่ะครับ”

โดยองที่เข้าใจความหมายของเบสไดรฟ์เวอร์ผิดก็ยิ้มกว้างๆ ก่อนจะตบบ่าซอนอู วางใจได้ไม่ตายหรอก เพราะคำๆ นั้นระยะความสบายใจของซอนอูเลยห่างออกไปอีกก้าว ถึงที่ผ่านมาเขาจะใช้ชีวิตเพลิดเพลินอยู่ดีกินดีเพราะโดยอง แม้จะมีบริการมีรับถึงที่ทุกวันแต่ในฐานะผู้ใช้บริการเขาไม่ได้สบายใจเลย ‘มีเจตนาแอบแฝงอะไรกันแน่!’ ซอนอูไม่สามารถสะบัดความคิดนี้ทิ้งไปได้ ก่อนจะเล่าสถานการณ์ล่าสุดให้จีซูฟังอย่างละเอียดเพราะหวังว่าจะได้รับคำแนะนำบ้างแต่เจ้านั่นยังมีประโยชน์กับชีวิตซอนอูไม่เท่าเศษขี้ตาเลยด้วยซ้ำ ‘เขาทำอะไรให้ก็รับมาให้หมดดิ แล้วหุบปากซะ!’ มันเป็นคำแนะนำที่ไหนกันเล่า แค่ทำเป็นไม่รู้ใช่ไหม ความโมโหเดือดดาลขึ้นมาจากก้นบึ้งราวกับลาวาภูเขาไฟที่ไม่สามารถปะทุออกมาได้ เพราะโดยองนั่งอยู่ข้างๆ ซอนอูจึงปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือเงียบๆ กับคำถามว่า ‘ดูอะไรทำไมถึงตัวสั่นแล้วทำหน้าโมโหแบบนั้น’ จากโดยอง ตัวเองจะกล้าบอกว่าด่ารุ่นน้องอยู่ก็เลยโมโหได้ยังไง วันนี้ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าก็ทำได้แค่เช็ดน้ำตาอีกแล้ว


เมื่อมาถึงแถวๆ มหาวิทยาลัยและจอดรถชิดริมถนน โดยองเป็นคนลงจากรถก่อนแล้วรอให้ซอนอูตามลงมา หลังจากแจโฮเช็กว่าทั้งสองคนลงไปเรียบร้อยแล้วจึงลงจากเบาะคนขับเช่นกัน ภาพโดยองสะพายกระเป๋าทำไม่รู้ไม่ชี้กับซอนอูที่โค้งอย่างเป็นทางการซ้ำไปซ้ำมาให้แจโฮช่างต่างกันเหลือเกิน ทุกๆ ครั้งที่เวลาซอนอูทำท่าทางกระวนกระวายอย่างไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงเวลาเขามอง แจโฮรู้สึกว่ามันช่างตลกเสียจริง อีกฝ่ายสุภาพนอบน้อมแบบนั้นแม้กระทั่งกับตัวเขา เมื่อกลัวว่าบรรยากาศจะแปลกไปมากกว่านี้ จึงยิ้มบางๆ ก่อนจะจบด้วยการสบตาทักทายกันเบาๆ

โดยองมองซอนอูถือกระเป๋ากับเสื้อคลุมอย่างทุลักทุเลนิ่งๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องถืออะไรเยอะขนาดนั้น แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะใช้เวลาหยิบของนานขนาดนี้ โดยองรอไม่ไหวสุดท้ายจึงระเบิดความอึดอัดก่อนจะชวนคุย

“เดี๋ยวผมถือกระเป๋าให้ครับ รุ่นพี่”

“ฮะ?! ไม่ๆ เดี๋ยวฉันถือเอง ไม่เป็นไร ไม่ต้องสนใจหรอก”

ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แค่ไม่ถูกใจกับการกระทำที่เชื่องช้าเลยบอกว่าจะช่วยก็แค่นั้นเอง แถมน้ำเสียงก็ไม่ได้หยาบคายหรือดุดันอะไรด้วยซ้ำ แต่คนเป็นรุ่นพี่กลับทำตัวเกร็งๆ แบบนั้นทุกครั้งเวลาชวนคุยตั้งแต่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา โดยองละล้าละลังก่อนจะตอบไปว่าโอเค ไม่ได้กินอะไรมานี่แต่ทำไมรู้สึกถึงรสขมๆ นะ

ถึงจะถูกกดขี่แค่ไหน คนเราก็ต้องมีวันฮึดสู้ไม่ใช่เหรอ


โดยองไม่สบอารมณ์กับความคิดนั้นจึงทิ้งซอนอูไว้แบบนั้นแล้วหันหลังกลับมา คุณชายรับการทักทายอย่างสุภาพจากแจโฮก็เดินนำหน้าไปก่อน ส่วนรุ่นพี่ที่มีเรียนคลาสเดียวกันก็ร้องโอดโอยก่อนจะเดินขึ้นเนินตามมาด้านหลัง ตามที่เจ้าตัวได้พูดว่าไม่ได้ขาขาด ทว่าเขาก็สงสัยว่ามีเหตุผลพิเศษอะไรถึงต้องใช้ไม้ค้ำแบบนั้นไหม ความคิดไร้สาระค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นจนหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว แต่พอหันกลับไปซอนอูก็ไม่อยู่ในสายตาแล้ว เพราะทิ้งซอนอูไว้ข้างหลังแล้วเดินมาก่อนจึงอดกังวลใจไม่ได้ เฮ้อออ แม่งเอ้ย โดยองจึงเดินกลับไปหาซอนอูทั้งๆ ที่เดินนำหน้าไปสักพักแล้ว ซอนอูไม่สามารถผ่านพ้นความยากลำบากบนเนินที่ไม่เหมือนเนินนั้นได้เลย ไม่รู้ว่ากระเป๋าที่ถืออยู่หนักหรือไม้ค้ำเป็นภาระก็ไม่รู้ โดยองถอนหายใจก่อนจะยึดไม้ค้ำจากซอนอูเป็นอย่างแรก ของชิ้นต่อไปที่ยึดมาก็คือกระเป๋า ซอนอูเองก็เบิกตากว้างด้วยความงุนงงกับท่าทีของโดยองที่เดินหายไปแล้วแต่โผล่มาอีกครั้ง ‘มองอะไรแบบนั้นครับ’ ก่อนจะพูดขึ้นแล้วลดสายตาก้มมองลงมา

“ประท้วงเหรอครับ”

“เอ๋?”

“เปล่า แค่หลุดปากน่ะ จริงๆ เลย พอผมผลักมายังถนนเลยเจ็บขาเหรอครับ ก็รู้อยู่ว่าไม่ต้องใช้ไม้ค้ำก็ได้แล้วทำไมยังใช้อยู่อีกครับ”

“ไม่ คือมัน... ถ้าไม่ใช้ขาข้างที่เจ็บเดินก็จะหายไวขึ้น... ที่โรงพยาบาลบอก...”

“เพราะงั้นถ้าไม่มีไม้ค้ำก็เดินไม่ได้เหรอครับ”

“เปล่า ไม่ใช่ครับ”

“ถ้างั้นก็ไปครับ เดี๋ยวผมถือกระเป๋าให้”

และครั้งนี้โดยองก็เดินนำหน้าไปก่อนเช่นเคย ส่วนซอนอูก็เลยเดินกะโผลกกะเผลกตามอีกคนไป ทว่าผ่านไปไม่เท่าไหร่ความเร็วก็เข้าที่เข้าทางกับซอนอูได้อย่างเป็นธรรมชาติ ถึงจะไม่ได้เดินข้างกันแต่ตอนนี้โดยองที่เคยนำหน้าไปไกลกลับเดินห่างกันแค่ประมาณก้าวเดียว เพราะยังไงคลาสเรียนก็เริ่มขึ้นแล้วแถมยังน่าจะเช็กชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย ตอนนี้ก็แค่หวังว่าจะเข้าไปเรียนทันก่อนจบคลาสเท่านั้น

เพราะมีรถไปรับเลยไม่ต้องต่อสู้กับผู้คนในรถไฟใต้ดิน อีกทั้งสายลมก็อบอุ่น แผ่นหลังและลาดไหล่ของโดยองอยู่ข้างหน้าเขาเพียงนิดเดียว แค่นิดเดียวจริงๆ บนนั้นก็มีกระเป๋าสะพายอยู่ ซอนอูเองก็เคยพิงโดยองอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยเห็นภาพด้านหลังของโดยองเลย อธิบายยังไงดีล่ะกับความรู้สึกนี้ ซอนอูยื่นปากจู๋ตกอยู่ในห้วงความคิด รู้สึกว่ามันห่างไกลขึ้นอย่างฉันพลับและไม่ใช่ความรู้สึกที่คุ้นเคย


ห้องเรียนวิชาพื้นฐานไกลจากทั้งประตูหน้าและประตูหลังของมหาวิทยาลัย อยู่กึ่งกลางมหาวิทยาลัยจนเหล่านักศึกษาพูดไม่ออกกับเซนส์การตั้งแผนผังบ้าบอแบบนี้ แต่ยังไงทั้งสองคนก็ใกล้จะถึงแล้ว แต่ใกล้ก็คือใกล้ เพราะเมื่อช่วงเวลาที่เคยสงบสุขไม่กี่นาทีก่อนผ่านไปกลับมีแง่หินไร้ประโยชน์ปรากฎขึ้นตรงหน้าพวกเขา ถ้าจะพูดตรงๆ ก็คือถ้าเปรียบซอนอูเป็นคนอ่อนแอแล้ว คนพวกนั้นก็เป็นแค่คนพิการนั่นแหละ

“นี่ ตอนนั้นแกแกล้งเด็กๆ ฉันโคตรแรงเลยนี่ สุดท้ายมาเป็นเบ๊ไอ้ลูกหมานี่แล้วเรอะ”

เป็นพวกนักศึกษาความประพฤติไม่ดีที่เคยมาหาเรื่องโดยองแล้วครั้งหนึ่งจนวิญญาณหลุดไปไม่เหลือสักกรัมเดียว ซอนอูไม่รู้จะทำยังไงกับบรรยากาศที่น่ากลัวนี้ เขากระวนกระวายก่อนจะจิ้มที่สีข้างโดยอง ‘นี่ อย่าไปสร้างเรื่องเลย ไปกันเถอะ แค่ก้มหัวให้ครั้งเดียวเราก็จะไปถึงห้องเรียนได้อย่างปลอดภัย’ กัดฟันไว้พร้อมกับพยายามเกลี้ยกล่อมรุ่นน้องด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สำหรับนักศึกษาธรรมดาๆ แล้วไม่มีใครอยากยุ่งกับพวกคนที่เหมือนซากศพพวกนี้หรอกักศึกษาทั่วไปยใบหน้าเปื้อนยิ้มอจนวิญญาณหลุดไปไม่เหลือสักกรัมเดียวสเท่านั้นงงมันเถอะ ไม่เอา ทว่าถึงจะแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนแค่ไห แต่แน่นอนว่าไม่ในโดยองรวมอยู่ในคำว่านักศึกษาธรรมดาๆ อยู่แล้ว เพราะโดยองคิดว่าชีวิตของคนพวกนี้ยังน่าดึงดูให้เข้าไปเล่นด้วยจริงๆ พร้อมกับจุ๊ปาก

“จุ๊ๆๆ คำว่าเบ๊นี่น่าจะเรียกคนอย่างพวกนายนะ”

“หืม แกนี่แยกปากกับสมองออกจากกันได้สินะ ทำไมปากเก่งขนาดนี้วะ”

“ถ้าจะมาพูดพร่ำก็เงียบไปซะ วันนี้คุณพี่โคตรยุ่งเลย”

ตอนแรกคิดว่าจะสวนกลับไปเงียบๆ ด้วยคำไม่กี่คำ ยิ่งเป็นคนปากเบาเท่าไหร่หมัดก็เบาไปด้วย ทุกคนที่เขาเจอมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นแหละ คนพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการคาดเดาของโดยอง แต่ทว่าเรื่องทุกอย่างบนโลกนี้ก็มีข้อยกเว้นเสมอ

“คงจะยุ่งเพราะว่าเป็นคนถือกระเป๋าให้ไอ้เป๋สินะครับ ไอ้ลูกหมาา”

แพลนและความอดทนทั้งหมดของโดยองแตกกระจายกลายเป็นฝุ่นฟุ้งเพราะคำๆ นั้น ความเดือดดาลที่เคยสะกดกลั้นเอาไว้ระเบิดในชั่วพริบตา ไม่ใช่เพราะคำว่าไอ้ลูกหมา ไม่ได้เป็นเพราะคำว่าคนถือกระเป๋า แต่คำเดียวที่ไม่ถูกใจเขาคือคำว่าไอ้เป๋ที่ใช้เรียกซอนอู โดยองอยากจะอัดคนพวกนี้ให้หมอบเอาให้ร้องออกมาไม่ได้ และใกล้จะได้ทำจริงๆ ตามที่ใจอยากแล้ว ก่อนจะใช้ร่างกายก็ต้องยืดไหล่ก่อน กำแบกำปั้นซ้ำไปซ้ำมาพร้อมกับผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังจากถอนหายใจออกยาวๆ พลางวอร์มเสียง บรรยากาศเลวร้ายกว่าเมื่อครู่นี้ก็บังเกิดขึ้น

“...พูดพอหรือยัง”

“ยังพูดไม่จบ ไอ้ลูกหมา ฉันจะพูดจนกว่าฟ้าวันนี้จะสางเลย เด็กเวร”

“งั้นก็พูดเพ้อเจ้อให้เต็มที่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้วที่จะได้ยื่นปากออกมา”

โดยองกระตุกยิ้ม แค่มองสีหน้าโดยองเพียงอย่างเดียวซอนอูก็รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ คำพูดจากปากนักศึกษาพวกนั้นก็เงียบลงเป็นจังหวะเดียวกับการปล่อยหมัดอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวของโดยอง รุ่นน้องที่พูดว่าอยากใช้ชีวิตเงียบๆ ในมหาวิทยาลัยคนนั้นหายไปไหนแล้วนะ ได้ยินผ่านๆ ว่าเป้าหมายคือจะไม่อยู่นอกสายตาพ่อแม่และใช้ทุนการศึกษาอย่างราบรื่นจนเรียนจบ แต่อยู่ๆ คิดจะทำตัวเจ๋งขึ้นมาก็ได้เหรอ


* คนขับรถยอดเยี่ยม

ความคิดเห็น