email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 6 คนมีชื่อเสียง

ชื่อตอน : บทที่ 6 คนมีชื่อเสียง

คำค้น : รักวุ่นวาย...หัวใจมีปัญหา , รักวุ่นวายหัวใจมีปัญหา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 327

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2562 11:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 คนมีชื่อเสียง
แบบอักษร

บทที่ ๖

คนมีชื่อเสียง


​ พอกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาค่ำ ในบ้านวันนี้เงียบ มีเพียงแม่บ้านที่กำลังจัดโต๊ะอาหารเย็น คงเป็นเพราะทั้งพงพัฒน์และรสรินต้องไปออกงานสังคมบ่อย ๆ ส่วนคิมหันต์พี่ชายก็ยังไม่กลับมาจากต่างประเทศ ดังนั้นเหมันต์จึงชินแล้วแหละกับการต้องอยู่คนเดียว

ในตอนเป็นเด็กก็ไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะเหมันต์เป็นเด็กขี้แงกลัวทุกอย่าง ชอบถูกคนอื่นแกล้งอยู่เป็นประจำ แต่ก็มีเพียงคนเดียวที่เป็นทั้งเพื่อนและคนที่คอยปกป้องเหมันต์ ทว่าเขาหนีไปเสียก่อน...เขาบอกว่าจะกลับมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้พี่พายุก็ไม่เคยติดต่อกลับมาอีกเลย

เหมันต์จำฝังใจไม่เคยลืม...พี่พายุไอ้คนโกหก

“ไหนบอกว่าไปสี่ปีไงเล่า นี่ผ่านมาตั้งสิบกว่าปีแล้วนะ ไอ้คนโกหก”

คนเอาแต่ใจพูดกับตัวเองเบา ๆ ด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ พอเข้ามาถึงในบ้านก็รีบเดินขึ้นไปชั้นบนทันที แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อแม่บ้านทักขึ้นซะก่อน

“คุณหนูคะโต๊ะอาหารเย็นจัดเสร็จแล้วค่ะ”

“วันนี้ผมไม่ทาน ไม่หิว ถ้าไม่มีใครกินก็เก็บเลย”

น้ำเสียงเหนื่อย ๆ ก็เพราะว่าวันนี้เขาถูกไต้ฝุ่นใช้งานเยอะมาก ๆ จัดเอกสารใส่แฟ้มตั้งสองตะกร้าให้เสร็จภายในวันเดียว แบบนี้เรียกว่าแกล้งกันชัด และต้องเก่งแค่ไหนกันถึงจะทำได้ คืองานจัดเอกสารมันก็ต้องใช้สมองนะไม่ใช่ง่าย ๆ เลย...แต่คนอย่างคุณหนูเหมันต์ทำได้อยู่แล้ว เพราะเกิดมาเป็นคนฉลาด นี่ไม่ได้อวยตัวเองนะ แต่เป็นคนฉลาดจริง ๆ

“ไม่กินจริง ๆ เหรอคุณ กลิ่นอาหารฟุ้งเชียวท่าทางอร่อย”

ไต้ฝุ่นที่เดินตามมาติด ๆ พูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าเหมันต์ไม่มีปฏิกิริยาต่อคำพูดนั้น เขาหันหลังกลับแล้วเดินขึ้นห้องทันที

คนมองตามได้แต่ขมวดคิ้วนิด ๆ อย่าบอกนะว่ายังงอแงเรื่องนั้นอยู่ เมื่อคิดได้แบบนั้นแววตาและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นบนใบหน้าไต้ฝุ่นทันที

“คุณพา...” แม่บ้านยังไม่ทันได้พูดจบ ไต้ฝุ่นรีบเอานิ้วชี้มาแตะริมฝีปากตัวเอง เพื่อเป็นการบอกให้ว่า...อย่าเรียกชื่อนี้ “ลืมตัวค่ะ”

ได้ฝุ่นเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วพูดขึ้น

“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวเอาอาหารแค่อย่างสองอย่างใส่ไว้ในตู้เย็นให้ผมนะครับ ดึก ๆ ผมจะลงมาอุ่นทานเอง”

“ค่ะ”



เมื่อขึ้นมาบนห้องเหมันต์นอนตะแคงหันหลังกอดหมอนข้างอยู่บนเตียง พร้อมด้วยกับเหล่าแม่หมูและลูกหมูวางไว้รอบ ๆ เตียง ไต้ฝุ่นมองการกระทำนั้นแล้วได้แต่สายหน้าไปมา

คนอะไรโตขนาดนี้...ยังสะสมตุ๊กตาเป็นเด็ก ๆ ไปได้

เขาเดินเข้าไปที่เตียง จัดการเอาตุ๊กตาหมูบางส่วนออกไปวางไว้ที่โซฟาปลายเตียง แล้วขึ้นไปนอนบนเตียงประกบเหมันต์พร้อมกับสวมกอดแน่น หากไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากอีกคนเช่นเคย ไต้ฝุ่นเองก็ยังนึกสงสัยว่าทำไมไม่โวยวาย

“คุณหนูของพี่เป็นอะไรครับ”

คำพูดแกล้งยั่วอารมณ์

“กำลังดราม่าอย่ามาพูดมาก แล้วช่วยกรุณาออกไปห่าง ๆ จากผมด้วย ทำแบบนี้บ่อย ๆ มันดูไม่ดี และเป็นผมที่เป็นฝ่ายเสียหายนะรู้ไว้ด้วย อีกอย่างคนดังอย่างผมไม่ใช่ว่าใคร ๆ จะมาทำแบบนี้กับผมก็ได้ แต่คุณมันหน้าด้านไง”

“พูดมากอีกละจับแค่ตรงประเด็นดราม่าก็พอเรื่องอื่นผมไม่สน แต่ผมว่าตอนนี้เรา...” ไต้ฝุ่นค่อย ๆ เลื่อนมือสอดเข้าไปในเสื้อของเหมันต์ “มาทำอย่างอื่นให้หายดราม่าดีกว่าไหม”

“หยุดเลยนะไอ้บ้า ไอ้เลว”

เหมันต์โวยวายลั่น จับมือไต้ฝุ่นออกไป แล้วลุกขึ้นจากเตียง

“มันขึ้นแล้วนะคุณ ความบิ๊กของมันจะทะลุออกมาอยู่ละ”

คนพูดยิ้มเจ่าเล่ห์ สายตามองไปที่เป้ากางเกงตัวเอง ตอนนี้เหมันต์ใบหน้าร้อนวูบวาบไปหมด เพราะไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาทำอนาจารต่อหน้าแบบนี้

“ไอ้ลามก คอยดูเถอะผมจะกำจัดคุณออกไปจากบ้านหลังนี้ให้ได้ คอยดูนะคอยดู”

“งั้นผมขอสักครั้ง เอาให้มันจนคุณลืมไม่ลง ก่อนที่คุณจะกำจัด ผมก็แล้วกัน แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ”

พูดพร้อมกับลุกขึ้น เหมันต์รีบถอยหนี แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงดุ

“ถ้าเข้ามาใกล้ตัวผม ผมเอาแจกันปาหัวคุณจริง ๆ ด้วย...” เหมันต์หันไปหยิบแจกันดอกไม้จากโต๊ะหนังสือข้าง ๆ มา “ปาจริง ๆ ด้วยนะ”

ไต้ฝุ่นไม่ฟัง มือล้วงเข้าไปในกางเกง คลี่ยิ้มที่มุมปาก แววตาหยาดเยิ้ม เดินเข้าไปใกล้เหมันต์ยิ่งขึ้น

            ตอนนี้คนที่ถือแจอยู่ เริ่มมือสั่นเพราะไต้ฝุ่นไม่เคยกลัวคำขู่ของเขาเลย

            “บะบอกว่าอย่าเข้ามาใกล้ไงเล่า วันนี้อารมณ์ไม่ดีนะ และผมก็ยังไม่อยากเป็นฆาตกรฆ่าคนตาย ในคุกมันไม่เหมาะกับคนดี ๆ แบบผมหรอกนะ...” น้ำเสียงโวยวาย ไต้ฝุ่นใช้ความเร็วของตัวเองดึงแจกันในมือเหมันต์ออกทันที “ไอ้เลว”

            น้ำเสียงสลดลงเพราะรู้ลึก ๆ ว่ายังไงก็สู้อีตา รปภ. ไม่ได้อยู่ดี

            มือทั้งสองข้างถูกไต้ฝุ่นจับไว้จนไม่สามารถขยับได้ และในขณะเดียวกันริมฝีปากก็ถูกประกบจากคนข้างหน้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ลิ้นอุ่น ๆ พยายามสอดดุนดันเข้าไป ทว่าเหมันต์กัดฟันไว้แน่น ไต้ฝุ่นจึงผละจูบออก

            “ทำเป็นกัดฟัน วันไหนติดใจขึ้นมาอย่าร้องขอให้ผมทำก็แล้วกัน”

            “เลวที่สุด ป่าเถื่อนด้วย ชอบใช้กำลังบังคับอีกต่างหาก แต่ยังไงผมก็จะกำจัดคุณออกไปจากบ้านหลังนี้ให้ได้ คอยดูแล้วกัน”

            ในระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ของเหมันต์ก็ดังขึ้น ทั้งสองต่างนิดสักพัก  ก่อนที่คุณหนูเอาแต่ใจจะเดินสะบัดหน้าไปด้วยความไม่สบอารมณ์ไปรับโทรศัพท์

            “เหมันต์พูดครับ...จริงเหรอครับ แต่ว่าผมต้องเช็คคิวก่อนนะครับ เพราะว่าช่วงนี้งานแน่นมาก ใคร ๆ ก็อยากได้ผมไปออกรายการ ก็อย่างว่าแหละครับ ผมเป็นพระเอกดัง ผมหล่อ รวย เพอร์เฟ็ค ไปรายการไหนเหรดติ้งก็กระฉูด”

            คำพูดที่ไม่เคยทระนงตัวเอง ซึ่งใคร ๆ ก็รู้กันทั้งวงการว่าพระเอกรูปหล่อเคยดังอย่างเหมันต์เป็นคนแบบไหน....ถึงได้ไม่มีใครจ้างงานแบบนี้

รายการที่ติดต่อเข้ามานี้ถึงคราวชะตาขาดแล้วล่ะ

            “ผมกำลังให้ผู้จัดการส่วนตัวเช็คคิว...แป๊บนะ งานมันเยอะจริง ๆ แต่จะหาเวลาเจียด ๆ ให้ก่อน”

            คนพูดรีบเอามือปิดตรงสปีกเกอร์โฟนใบหน้าเครียดเมื่อครู่คลี่ยิ้มออกมา แววตาประกายความสุขขึ้นมาทันที ไต้ฝุ่นมองดูทีท่านั้นด้วยความสงสัย

            “พอมีเวลาว่างน่ะ...จะให้เริ่มวันไหน...โอเคได้ ๆ เดี๋ยวคุณก็ส่งที่อยู่มาให้ผมทางไลน์ก็แล้วกัน...อ้อแล้วชุดตอนเข้ากองถ่ายกับช่างแต่งหน้าไม่ต้องเตรียมนะผมมีของผมไปเอง พวกคุณทำงานให้ตรงตามเวลาที่นัดผมไว้ก็แล้วกัน...คนอย่างผมไม่ค่อยเรื่องมากหรอกไอ้ที่เป็นข่าวน่ะเค้าใส่ร้ายผมอ ย่าไปฟังให้มากนะ  อีกอย่างผมเป็นคนที่ตรงเวลามาก...ถ้าเข้าใจแล้วงั้นแค่นี้นะ...” คนพูดกำลังจะวางโทรศัพท์ “อะไรอีก...หา...เมื่อไหร่...พรุ่งนี้...ได้ ๆ สบายมากก็แค่ทำอาหาร”

            ปลายเสียงตอบรับมั่นใจแล้วกดวางโทรศัพท์ทันที แต่เมื่อวางโทรศัพท์เสร็จแล้ว ก็ต้องเครียดหนัก เพราะเขาให้ไปเป็นกรรมการตัดสินรายการแข่งขันการทำอาหาร แต่...เปิดรายการเทปแรกกรรมการต้องทำอาหารโชว์ ประเด็นคือทำอาหารไม่เป็น อีกอย่างก็ตกปากรับคำไปแล้วด้วย

            “เป็นอะไรคุณ ตอนคุยโทรศัพท์ยังอารมณ์ดีอยู่เลย อย่าบอกว่ากลับเข้มาโหมดเศร้าเพราะตุ๊กตาหมีอีกแล้ว”

            “หยุดพูดถึงได้ตุ๊กตาหมีเลยนะ ผมไม่ชอบ และไม่ชอบก็คือไม่ชอบ...” น้ำเสียงจริงจัง แล้วจึงพูดถึงเรื่องงานบ้าง “คือมีรายการติดต่อมาให้ผมไปเป็นกรรมตัดสินอาหาร”

            น้ำเสียงเริ่มมั่นใจ...ในความเป็นดารา (เคย) ดัง

            “อย่างคุณเนี่ยนะจะไปเป็นกรรมการตัดสินอาหาร แยกน้ำปลากับซีอิ้วขาวยังไม่ออกเลย ทอดไข่ก็ไม่เป็น เรียกได้ว่าไม่เคยเข้าครัวด้วยซ้ำไป”

            “อย่ามาดูถูกผมนะ ผมทานอาหารมาหมดทุกอย่างกับการแค่ชิม ๆ อาหารแล้วตัดสินไม่เห็นจะยากตรงไหน...” มือกอดอกสร้างความมั่นใจ “เอ๋...ว่าแต่คุณรู้ได้ยังว่าผม...”

            เพราะตอนแยกน้ำปลากับซีอิ้วไม่ออกมันตอนเด็ก ๆ นี่หว่า ส่วนทอดไข่ไม่เป็นกับไม่เคยเข้าครัวก็เป็นเรื่องจริง แล้วหมอนี่รู้ได้ยังไง

            “ผมก็เดามั่ว ๆ เอาน่ะ...” เมื่อถูกจับจ้องด้วยความสงสัย ไต้ฝุ่นจึงรีบตอบขึ้นแบบส่ง ๆ “ว่าแต่เมื่อกี้คุณทำหน้าเครียดทำไม”

            “ก็พรุ่งนี้บันทึกรายการเทปแรกเขาให้กรรมการทำอาหารโชว์ แล้วแจกให้คนในสตูดิโอกินนะสิ”

            “แล้วทำไม”

            “ก็ผมทำอาหารไม่เป็น เกิดมายังไม่เคยเข้าครัวเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยทางรายการเขาขอร้องอ้อนวอนให้ผมไป เพราะผมเป็นคนดัง ไปช่วยเรียกเหรดติ้งให้รายการเขา ผมก็เลยต้องจำใจไปทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ค่อยอยากจะไปสักเท่าไหร่หรอก”

            “จริงเหรอคุณ”

            “จริงสิ นี่ถ้าไม่ติดว่าโปรดิวเซอร์ขอร้องนะ ผมไม่ไปหรอก และถ้าไม่ไปเดี๋ยวเขาก็หาว่าผมเป็นคนดังแล้วหยิ่งอีก”

            “อ้อ...ก็นึกว่าตกงานไม่ทางเลือกก็เลยต้องไปเพราะห่างจากจอกี่ปีนะ...” เหมันต์ได้ยินแบบนี้ก็อ้าปากจะต่อเถียง ทว่าไต้ฝุ่นจึงรีบพูดขึ้น “ตอนอยู่เมืองนอกผมเคยเรียนทำอาหารมา แต่ไม่รู้ว่าคุณจะสนใจหรือเปล่า ส่วนมากเป็นอาหารฝรั่งที่สามารถเอามาประยุกต์กับอาหารไทยได้น่ะ”

            เพียงแค่ได้ยินว่าทำอาหารเป็น คนฟังก็ตาลุกวาว แต่เขาพยายามเก็บอาการไว้ ไม่แสดงความดีใจออกมา เพราะอย่างน้อย ๆ ก็อุ่นใจแล้วว่าจะมีคนสอนทำอาหาร

 แต่อย่าหวังว่าคนอย่างคุณหนูเหมันต์จะขอร้องให้หมอนี่สอนหรอก...ไม่มีทาง




ในห้องครัวตอนนี้ครุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอาหาร สุดท้ายคนปากแข็งก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับไต้ฝุ่นอีกจนได้ แต่ก็แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ...ก็มันจำเป็นจริง ๆ

“จำได้ไหมว่าพริกแกงมัสมั่นใส่อะไรลงไปบ้าง”

“จำได้”

คำว่าจำได้หนักแน่น...แต่ตอนลงมือทำจริง ๆ ค่อยว่ากันอีกที เพราเหมันต์เป็นผู้ไม่ยอมแพ้ใคร ทำไม่บอกก็บอกว่าได้ ปัญหาจึงเกิดขึ้นเป็นประจำในตอนลงสนามจริง ๆ

“แน่ใจ”

“อืม...คนอย่างผมทำได้อยู่แล้วน่า”

“ผมจะรอดูพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะ...ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่เราได้พริกแกงมัสมั่นแล้ว เราก็จะนำพริกแกงไปผัดกับน้ำมันพอให้พริกแกงหอมก็ค่อย ๆ ใส่หัวกะทิลงไป ค่อย ๆ ใส่นะ อย่าใส่ลงไปทีเดียวหมดเพราะเดี๋ยวกะทิจะไม่แตกมัน พอกะทิไม่แตกมันสีของแกงมันจะไม่สวยเข้าใจไหม”

คนฟังพยักหน้าตอบ

“หลังจากได้พริกแกงแล้วต้องทำอะไรต่ออีก”

“ใจเย็น ๆ สิคุณ”

“มันดึกแล้วนะ เดี๋ยวผมนอนไม่ครบสิบชั่วโมงหน้าผมจะไม่สดชื่น อีกอย่างต้องไปถ่ายรายการด้วยถ้าหน้าไม่เปะแล้วแย่เลย”

“ระหว่างเอาหน้าเปะกับทำอาหารเป็น...เลือกมาจะเอาอะไร”

คนพูดยื่นคำขาด

“เอาหน้าเปะก็แล้วกัน คุณทำต่อไปเลยนะผมไม่ไหวแล้ว...ง่วง”

พูดเสร็จก็ถอดผ้ากันเปื้อน แต่ไต้ฝุ่นจับไว้ก่อน

“เฮ้คุณ...ทำให้มันเสร็จก่อนสิ”

“ง่วง...จะนอน”

ดูเหมือนเหมันต์เอาแต่ใจคนเดิมจะกลับมาแล้ว และความเศร้าเรื่องตุ๊กตาหมีก็ดูเหมือนจะลืมไปแล้วเหมือนกัน จะถือว่าเป็นโชคดีของวันนี้ที่อยู่ดี ๆ ก็คนมีหลงผิดมาให้คุณหนูเหมไปเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันทำอาหารก็แล้วกัน

ไต้ฝุ่นจึงค่อยโล่งอกไปหน่อย เพราะเขาชอบให้คุณหนูเอาแต่ใจพยศ ไม่ชอบให้เงียบใส่

“ถ้าเดินออกไปนะ จะไม่ใช่แค่จูบ จะเปิดซิงในห้องครัวนี่แหละ แบบในหนังไงเคยดูไหม”

“ไอ้บ้าพูดจาน่าเกลียดที่สุด”

น้ำเสียโวยวายเหมือนเดิมกลับมาแล้ว

“งั้นก็อยู่ดูต่อไป ทำด้วย...ไปหยิบแซลม่อนมา”

“ไม่หยิบเพราะมันไม่ใช่หน้าที่ผม”

“จะเอาจริง ๆ ใช่มั้ย”

น้ำเสียงจริงจัง แววตาที่มองเหมันต์เป็นประกายหยาดเยิ้ม

“เออ ก็ได้ ๆ แต่อย่าหวังว่าผมจะยอมคุณอีกนะ ครั้งนี้ผมง่วงต่างหาก ถ้าผมไม่ง่วงผมไม่ยอมทำตามคำสั่งคุณหรอก เพราะคุณหนูอย่างผมไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของใคร"

“พูดมากอยู่นั่นแหละไม่อยากฟัง พูดแต่คำเดิม ๆ สงสัยสมองประมวลผลได้แต่นั้น....ไปหยิบปลามาให้ผมได้แล้ว”

คนพูดปัดมือไล่

“ชิ...รังแกคนไม่มีทางสู้น่าภูมิใจนักแหละ ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้พ่อสมองลิง”

เหมันต์สะบัดหน้าด้วยความไม่พอใจ เพราะเขาชอบถูกหมอนี่บังคับตลอด แล้วใครจะไปพอใจกันล่ะ

“ดีมาก...ว่านอนสอนง่ายแบบนี้รักตายเลย”

ไต้ฝุ่นพูดกวน ๆ พร้อมยักคิ้วให้หลักจากที่ปลาแซลม่อนถูกล้างทำความสะอาดเรียบร้อยพร้อมทำอาหาร

“อย่ามากวน”

“เราได้น้ำแกงมนัสมั่นแล้วใช่ไหม ถ้าเราทำมัสมันไก่ก็จะดูเบ ๆ เกินไป ฉะนั้นผมเลยเอา              ปลาแซลม่อนมาแทนไก่ แต่ว่าเราจะเอาปลาแซลม่อนไป Tataki ก่อน แล้วค่อยตักน้ำแกงมัสมั่นราด”

“ทาทากิคืออะไร”

“การทำให้สุกเฉพาะหนัง จากนั้นส่วนตรงเนื้อไม่ต้องเอาสุกมาก ถ้าสุกมากเดี๋ยวมันจะไม่ฉ่ำ เนื้อแห้ง ๆ กินแล้วไม่อร่อย”

“อืม ๆ เข้าใจแล้วรีบ ๆ ทำ”

เหมันต์เริ่มตาปรือ บ่งบอกว่าเจ้าตัวง่วงแล้วจริง ๆ ไต้ฝุ่นจึงเร่งทำอาหารทุกอย่างให้เร็วขึ้น

“ทานกับข้าว risotto นะ ตอนแรกว่าจะทำ Fettuccine Cream Cheese  แต่ผมคิดว่ามันเลี่ยนไป เอาไว้เจ้าของรายการไม่ไล่คุณออกก่อนเดี๋ยวผมจะสอนทำ”

**(risotto คือ ข้าวผัดสไตล์อิตาเลี่ยน         Fettuccine Cream Cheese   คือ พาสต้าซอสครีม)**

“ว่าง ๆ ก็หัดเอาหมาออกจากปากบ้างนะ พูดแต่ละอย่างนี่ไม่น่าฟังเลย”

คนฟังเพียงยิ้มแบบกวน ๆ แล้วยักคิ้วข้าวเดียวให้

ไต้ฝุ่นทำอาหารคล่องแคล่ว และลักษะท่าทางการทำยิ่งทำให้เหมันต์นึกถึงใครบางคนที่ไม่อยากนึกถึง แต่เมื่อเห็นตอนไต้ฝุ่นทำอาหารแล้วก็อดนึกไม่ได้ เพราะท่าทางแบบนี้คล้ายกันมาก ๆ

ตอนนี้ใบหน้าหล่อเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ความจริงแล้วถ้าตัดเรื่องปากไม่ดีของหมอนี่ออก เขาก็จัดได้ว่าเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากเลยทีเดียวนะ

“แต่...เดี๋ยวก่อน ผมจะไม่มีวันชมไอ้ผู้ชายนิสัยไม่ดีคนนี้หรอก”

เหมันต์ได้แต่พูดในใจเท่านั้น

            “เสร็จแล้วคุณลองชิมนะ รับรอบว่าอร่อย”

            หลังจากจัดจานเสร็จก็ให้เอามาวางไว้ให้เหมันต์ น่าตาน่ากินเชียว สีสันไม่ต้องพูดถึงแค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่านี่คือแกงมัสมั่นของไทย

            “Flavor ก็งั้น ๆ  ความจริงถ้าปลาแซลม่อนเอาไป Sous Vide น่าจะอร่อยกว่านี้นะ แต่โดยรวมก็พอใช้ได้ แม้ว่ามันจะยังดูไม่ Combinc best of both Worlds ก็ตาม”

            ***( Flavor คือ รสชาติ  Sous Vide คือ การทำอาหารให้สุกในถุงสุญญากาศ ด้วยความร้อนจากน้ำหรือไอน้ำ เพื่อรักษารสชาติและความชุ่มชื้นของอาหาร  Combinc best of both Worlds คือ การรวมจุดเด่นของอาหารไทยและอาหารตะวันตก)****

            “จะวิจารณ์อะไรก็ดูบริบทด้วยสิ ไม่ใช่ว่าไปดูรายการอาหารมาแล้วเซฟเขาพูดอะไรก็จะพูด ๆ ตาม ทำอย่างกับที่บ้านคุณมีเครื่อง Sous Vide อย่างนั้นแหละ พรุ่งนี้เอาตัวเองให้รอดก็แล้วกัน”

            “คนอย่างผมเก่งตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เกิดมาก็ร้องไห้ไม่ยอมหยุดแล้ว เขาบอกว่าเด็กที่ร้องไห้มาก ๆ คือเด็กฉลาด นั่นก็คือผมไง และกับแค่เรื่องทำอาหารจิ๊บ ๆ สบายมากเพราะ Cooking Method มันอยู่ในหัวผมหมดแล้ว เพราะผมเก่ง ผมรวย ผมเฟอร์เฟค ผมเป็นดาราดัง ไปละง่วงนอน...อ้อนี่ถ้ากินไม่หมดก็เอาไปให้หมาแถวหน้าบ้านกินนะ มันก็คงกินอยู่หรอก แต่ถ้าไม่กินก็คงต้องพัฒนาฝีมือกันต่อไป...เตือนแล้วนะ”

            ***(Cooking Method คือ ขั้นตอนการทำอาหาร)***

พูดเสร็จเหมันต์ก็เดินออกจากห้องครัวไปทันที ไต้ฝุ่นได้แต่มองตามแล้วส่ายหน้าไปมากับความปากแข็งของคุณหนูเอาแต่ใจ

“สักวันเถอะเหมถ้าพี่ทนไม่ไหว...พี่จะจับกดเลยคอยดู เอาให้พูดไม่ออกเลย”

​.

.

.

คิมหันต์.

ความคิดเห็น