ติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ คลิกที่ชื่อ หรือดูตรงรายการโปรดได้เลยคร้าบ

แมะครับ...อย่าจิ้น! : 2

ชื่อตอน : แมะครับ...อย่าจิ้น! : 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2562 17:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แมะครับ...อย่าจิ้น! : 2
แบบอักษร

- 2 -


“...”

“- -”

“...”

“- -^”

“...”

“โว๊ะ!! เลิกจ้องกูได้แล้ว จะพูดอะไรก็พูดมา!”

ผมทำหน้าเอือมปนหงุดหงิดเพราะรำคาญเพื่อนรักทั้งสองที่เอาแต่จ้องหน้าผมอยู่ได้ มันจ้องแต่ไม่พูดอะไรมา2วันเต็มๆแล้วครับ และสาบานว่าเป็นช่วงเวลา2วันที่ผมอารมณ์เสียสุดๆไปเลย

ก็ใครกันมันปล่อยข่าวลือสร้างกระแสคู่จิ้นของผมกับไอ้โย่งนั่นกันล่ะ!? เรียกได้ว่าแฮชแท็กในทวิตเตอร์ของผมกับเขาแทบลุกเป็นไฟ! แถมรูปเสี้ยววิแต่ชวนจิ้นตอนผมจับหน้าท้องลอนแข็งของพี่เขาพร้อมกับเงยหน้าสบตานั้น...ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนได้เห็นรูปผมก็แทบไม่เชื่อตัวเอง...นี่กูทำอะไรไปแบบนั้นจริงๆเหรอวะ?

“ไหนมึงบอกกูว่าจะไม่ยอมมีข่าวคู่จิ้นกับผู้ชายอีกแล้วไง”

แล้วกูได้เป็นคนปล่อยข่าวเองรึยังไงล่ะเพื่อน!

จะบ้ารึไงครับแมะๆ(แม่ๆ) วันนั้นผมแทบจะต่อยกับพี่เขาอยู่แล้วนะ แมะดันมองว่าผมกับเขาสวีทกันในทุ่งลาเวนเดอร์ไปได้ยังไง!? ....แต่หากจะว่าพวกแมะๆแฟนคลับของผมจิ้นไปเองก็คงไม่ใช่ เพราะเรือนี้ดันมีกัปตันเรือเป็นพี่ๆวิศวะปี3แก๊งค์ดูมันส์(Domunz)ที่กระพือฝีพายให้เรือ #จอสบาส มันล่องได้ซะงั้น!

“นั่นสิ แล้วดันไปเป็นคู่จิ้นกับพี่จอสเดือนคณะวิศวะ สุดยอดนักกีฬาบาสของมหา’ลัยอีกต่างหาก!”

โห~ ไอ้พี่โย่งนั่นมันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ? แต่หล่อๆแบบนั้นจะเป็นเดือนคณะก็คงไม่แปลกหรอกมั้ง

“เดือนคณะแล้วไงอะ? เดี๋ยวกูก็เป็นเดือนมหา’ลัยโชว์ซะเลยนี่!”

ฮ่าาาา! อยากข่มโว้ย! ผมขิงเก่งปากไวไปงั้นแหละครับ! อย่างผมเนี่ยนะจะลงแข่งประกวดดาว-เดือน? แบบผมคงเหมาะกับแข่งกินวิบากหรือแข่งหลีดเดวิลเต้นฮาๆอะไรเทือกนั้นซะมากกว่า

“กรี๊ดดด! น้องบาสจะยอมลงประกวดเดือนมหา’ลัยจริงๆใช่มั้ยลูก?”

ผมทำตาโตรีบหันไปมองเสียงแสนคุ้นเคยของพี่รหัสที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างตกใจ จะไม่ให้คุ้นได้ยังไงล่ะครับ ก็เจ๊แกเล่นตะล่อมชวนผมลงประกวด3ครั้งหลังอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น จนผมต้องวิ่งหนีหลบหน้าเนี่ยล่ะครับ

“พะ...พี่มิลค์”

“พี่ผ่านมาได้ยินพอดีน่ะ ดีใจสุดๆไปเลย! งั้นพี่จะเสนอชื่อเราลงแข่งประกวดเดือนคณะก่อนละกันนะ! ขอบใจนะบาส!”

พี่รหัสพูดรัวเร็วพร้อมกับตบบ่าผมปุๆแล้วรีบวิ่งไปทันทีเหมือนกลัวผมปฏิเสธ

“อะ เอ่อ...พี่มิลค์!”

แล้วผมก็ทำได้แค่อ้าปากพะง้าบๆอย่างพูดไม่ออก....ชีวิตช่วงนี้กูซวยอะไรนักหนาวะเนี่ยยย???

“ชิบ หาย แล้ววว~”

ผมทึ้งหัวตัวเองอย่างกลุ้มใจ อุตส่าห์ปฏิเสธพี่เขามาได้เกือบเดือน ดันมาตายเพราะปากพล่อยๆของตัวเองซะงั้น! โถว~ ไอ้บาสนะไอ้บาสสส ปากกูเนี่ยยย.........นิ่มน่าจุ๊บดีจริงๆเลย! ว่าแล้วก็ขอทาลิปมันแปป

แหม~ ก็วิถีไอดอลนี่ครับ ปากไม่แดงไม่มีแรงเดิน

“มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกมึง...มึงออกจะหล่อ”

ไอ้ภูมิไฝตะเร้กตะน้อยคนน่ารักของผมพูดปลอบพลางขยับมานั่งใกล้ๆแล้วตบบ่าให้กำลังใจ

“หุ้ว! อย่ามาทำเป็นกลัวจะได้เป็นเดือนมอไปหน่อยเลยไอ้บาส...มึงจะชนะประกวดเดือนคณะรึเปล่ากูยังไม่แน่ใจเลย~”

หนอย~ ไอ้เบสท์! ดูถูกกูจังนะ! จะด่ากูว่าอ้วนยังไงก็ได้ แต่อย่ามาดูถูกว่ากูทำไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรที่สุรเดชทำไม่ได้...นอกจากตั้งใจเรียนโว้ย!

“เออ! งั้นถ้ากูได้เป็นเดือนมอ กูขอขี่คอมึงวิ่งรอบมอเลย โอเคมั้ย?”

ผมพูดพลางแสยะยิ้มมุมปากมองคอบางๆของเพื่อนตัวบาง(กว่าผม)ทันที เอาซี่~ มึงจะกล้าท้ากูอยู่มั้ยไอ้เบสท์?

“เหอะ! กูแถมฟ้อนเล็บรอบคณะโชว์เลยเอ้า!”

“หุยยย!! งั้นกูdeal!”

ผมรีบยื่นมือเช็คแฮนด์ทำสัญญาปีศาจกับเพื่อนรักตั้งแต่ประถมทันที ต่อหน้าสายตาเอือมๆของไอ้ภูมิที่ส่ายหัวมองผมกับไอ้เบสท์อย่างปลงๆกับความไร้สาระนี้

คอยดูเถอะ! ผมจะเป็นเดือนมหา’ลัยให้ได้!

.

.

“พี่เต้ครับ พี่ตี๋ฝากบอกว่าให้ไปซื้อเฟรนช์ฟรายด์เพิ่มครับ ตอนนี้พนักงานไม่มีใครว่างเลย”

“แล้วมาใช้เจ้าของร้านเนี่ยนะ?”

ผมกระพริบตาปริบๆอย่างไม่รู้จะตอบยังไงให้คนเป็น ‘เจ้าของร้าน’ ได้เข้าใจดี ว่าเมียเขาฝากผมมาสั่งให้เขาออกไปซื้อของให้หน่อย เพราะพี่ตี๋กำลังเล่นเกมส์อยู่ยังไม่จบตา

“จะให้ผมออกไปซื้อแทนมั้ยล่ะ?”

ผมเสนอตัวไปแทน ยังไงนี่ก็ร้านเหล้าของพี่เต้แฟน(?)พี่ตี๋ลูกพี่ลูกน้องของผม แถมหน้าที่ผมนอกจากร้องกับเล่นกีตาร์ในวงแล้วพี่เต้กับพี่ตี๋(เขาบอกผมเป็นพันครั้งว่าพวกเขาเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน)ก็ไม่เคยใช้ให้ผมทำหน้าที่อื่นเลย แค่ออกไปซื้อของแค่นี้ก็ไม่เห็นเป็นไร

“ไม่เอาอ่ะ ถ้ามึงออกไปแล้วเกิดอุบัติเหตุอะไรข้างนอกเดี๋ยวตี๋กับหม่าม๊ามึงเอากูตาย”

ผมยิ้มแหยๆให้คนเป็นเพื่อนสนิทญาติแล้วก็นั่งจูนกีตาร์ต่อไป หม่าม๊าของผมก็ห่วงผมจริงๆนั่นแหละครับ ขนาดมาเรียนไกลบ้านถึงที่นี่แล้วหม่าม๊าก็ไม่เคยลดความเป็นห่วงลงเลย นอกจากจะต้องวิดิโอคอลหาทุกวันแล้ว บางเดือนหม่าม๊าก็มาเซอร์ไพรส์ถึงหอเลยด้วย

“งั้นกูฝากมึงดูร้านด้วยนะ เดี๋ยวไอ้คิมกับคอปก็คงมาแล้ว”

ผมพยักหน้าให้คนเป็นเจ้าของร้านเหล้าแล้วก็นั่งกดมือถือเข้าทวิตเตอร์ไปพลางเพื่อรอเพื่อนร่วมวงอย่างพี่คิมและพี่คอปที่อาจจะมาสายเพราะพี่ๆก็เรียนหนักและใกล้จะจบกันแล้ว แต่นี่ก็เพิ่งจะ3ทุ่มครึ่งเองยังพอมีเวลานะ วงผมจะเล่นเป็นวงปิดท้ายตอน4ทุ่มครับ

22.05 น.

ติ๊ง!

Line group [คนดำไม่ห่างเหิน]

Kimmon : โทษทีนะพี่เต้ แต่วันนี้ผมกับคอปเตอร์ไปไม่ทันแน่ๆเลย ยางรถแตกอยู่แถวมอ

Tae : อ้าว? เป็นอะไรมั้ยพวกมึง?

Tae : กูก็อยู่ข้างนอก ตี๋ใช้ให้ออกมาซื้อของ

Copter : ไม่ได้เป็นอะไรมากพี่ แต่ต้องเปลี่ยนล้อสำรองก่อน

Copter : กลัวว่าจะนานไป สลับวงอื่นขึ้นมาเล่นก่อนดีมั้ยครับ

Tae : วงอื่นกลับกันไปหมดแล้วมั้ยล่ะพวกมึง มีพวกมึงเป็นวงสุดท้ายเนี่ย

ผมก้มอ่านแชทกรุ๊ปแล้วก็รีบมองหากลุ่มนักดนตรีที่เล่นจบไปแต่เหมือนกับว่าจะเหลือแค่พี่โก้มือกลอง กับพี่แอมมือคีย์บอร์ดเท่านั้น

Bas : ไม่ต้องห่วงครับพี่ๆ ฝากร้านไว้กับบาสซะอย่าง!

Tae : ...นี่ล่ะที่กูยิ่งห่วง

Kimmon : มีประกันร้านใช่มั้ยพี่?

Copter : งั้นพวกผมจะรีบไปถึงร้านให้เร็วที่สุด!

.

[เพลง คนที่ใช่ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรก็ใช่อยู่ดี : บาส สุรเดช]

~เคยผ่าน อะไรที่เลวร้าย

เคยเปลี่ยนให้ใครตั้งมากมาย

จะทุ่มเทเท่าไร ไม่ได้เลยหัวใจ

ต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้คนเดียว~

ผมนั่งบนเก้าอี้ทรงสูงและเริ่มดีดกีตาร์ท่ามกลางแสงไฟหลากสีที่สลับกันสาดส่องลงมา เสียงกลองและคีย์บอร์ดคลอไปกับเสียงของผมที่สังเกตได้ว่าคนในร้านต่างนิ่งเงียบและหันมามองผมเป็นตาเดียว...มันก็จะเขินอยู่หน่อยๆ เพราะปกติผมเป็นมือกีตาร์นี่ครับ อย่างมากก็แค่ร้องประสานกับพี่คอปเฉยๆ ไม่เคยร้องเดี่ยวๆเลย

~วันผ่าน จนเริ่มไม่แน่ใจ

มีไหม แค่ใครที่รักจริง

หรือต้องเจ็บอีกเท่าไร

ต้องทุ่มเทอีกเท่าไร

ต้องเปลี่ยนอีกแค่ไหนถึงได้เจอ~

กล้องมือถือและแสงแฟลชเริ่มส่องมาที่ผม พร้อมกับเสียงกรี๊ดเบาๆลอยตามมา ทำให้ผมต้องฉีกยิ้มกว้างอย่างคนเขิน ผมรู้สึกมีความสุขกับเสียงเพลงและช่วงเวลาตอนนี้จริงๆ เหมือนมันได้ปลดปล่อยความเป็นตัวตนของผมออกไป

~แต่พอได้ยินเสียงเธอ

บอกความรู้สึกให้ฟัง

ใจของฉันมันก็สั่ง

บอกกับฉันว่าเธอคือคนนั้น

และตัวฉันเองก็ได้รู้ว่า

ความรักที่หาอยู่

ที่ฉันคอยตามหาอยู่ อยู่ไม่ไกล~

จังหวะของเพลงที่เริ่มโยกได้เบาๆทำให้ผมลุกจากเก้าอี้ทรงสูง คว้าไมค์ออกจากแท่นแล้วร้องเพลงพร้อมกับโยกศีรษะและขยับตัวไปตามทำนอง แน่นอนว่าเสียงกรี๊ดดังต่อเนื่องเป็นระลอก

~อยาก ขอบคุณเธอมากที่สุด

ที่ทำให้โลกฉันเปลี่ยนไป

เธอทำให้รู้ให้มั่นใจ

ถ้าเจอคนที่ใช่

ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร ก็ใช่อยู่ดี~

ผมฉีกยิ้มหวานให้กับคนในร้านที่หันมองมาจนสายตาไปสะดุดกับคนตัวสูงโย่งที่ยืนมองผมอยู่ไม่วางตา ต่อให้ผู้คนจะมากและไฟจะมืดไปกว่านี้...ผมกลับมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจน ก็ออร่าความหล่อเท่ของเขาบวกกับรูปร่างสมชายน่ามองนั้นมันเด่นจนถ้าใครไม่มองก็คงตาบอดแน่ๆ

~แต่พอได้ยินเสียงเธอ

บอกความรู้สึกให้ฟัง

ใจของฉันมันก็สั่ง

บอกกับฉันว่าเธอคือคนนั้น

และตัวฉันเองก็ได้รู้ว่า

ความรักที่หาอยู่ ที่ฉันคอย...~

ชั่วครู่ที่เราสบตากันแล้วผมรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพราะสายตาคู่นั้นมันมีความรู้สึกหลากหลายที่ส่งมาเหมือนเอ่อท้นจนผมรับรู้ หากก็เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่เขาจะหลบตาแล้วยกแก้วขึ้นกระดกรวดเดียวลงคอ

~...ตามหาอยู่...ไม่ไกล...~

.

ให้ตายเถอะ...เมื่อกี้ผมเผลอรู้สึกใจสั่นงั้นเหรอ?

แต่นั่นมันผู้ชายนะ แถมยังเคยเกือบมีเรื่องกันด้วย!

สงสัยผมจะเข้าไปอ่านแท็ก #จอสบาส มากจนชักจะอินไปหน่อย บรื๋อ~ บ้าไปแล้วไอ้บาส!

.

“น้องสาววว~ ร้องเพลงเพราะจัง ให้พี่ไปส่งบ้านป่าว?”

ผมหันมองคนเมา3-4คนที่เดินเข้ามาใกล้ขณะที่ผมกำลังจะขี่บิ๊กไบค์กลับหอหลังจากเล่นดนตรีเสร็จ สุดท้ายพี่คิมกับพี่คอปก็มาไม่ทัน พี่เต้เลยให้ผมกลับเองโดยไม่ต้องรอร้านปิด

“น้องสาวพ่อมึงสิ”

ผมพูดพึมพำและก้าวขึ้นคร่อมสมเกียรติลูกรักโดยไม่สนใจคนแปลกหน้า พี่คิมเคยสอนว่าอย่าต่อล้อต่อเถียงกับคนเมา เพราะมันไม่มีประโยชน์ มีแต่จะเสียกับเสียดังนั้น...เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง

“เดี๋ยว~ จะไปไหนจ้ะ? คุยกันก่อนซี่~”

“...”

ผมเริ่มนับหนึ่งถึงร้อยในใจเพื่อสงบสติอารมณ์ที่เริ่มจะคุกรุ่น ไม่ได้อยากจะบ่นให้ใครฟังนักหรอกนะครับ แต่ด้วยใบหน้าที่ออกจะสวยมากกว่าหล่อของผมนั้น ทำให้ผมมักจะถูกล้อและลวนลามทางคำพูดหรือแม้แต่ทางการกระทำเสมอๆ ผมไม่ได้อยากจะชิน และหากมันล้ำเส้นหรือถูกล่วงเกิน ผมเองก็สู้ตายเหมือนกัน

“พี่บอกว่าพี่จะไปส่งไงล่ะครับ~”

หมับ

ขวับ

ผมสะบัดหน้าหันมองมือหยาบที่คว้าแขนผมเอาไว้และพยายามจะดึงผมให้ลงจากบิ๊กไบค์ จนมันใช้มืออีกข้างคว้าเอวผมแล้วลากลงมา

“ปล่อย!!”

ผมขึ้นเสียงแล้วพยายามดิ้นให้หลุด หากว่ามันและเพื่อนมันก็รีบเข้ามาล๊อคตัวผมแล้วลากไปทางลานจอดรถทันที

“ไปสนุกกันดีกว่าเนอะ!”

“ไอ้พวกเหี้ยยย ปล่อยกูวว..อุ๊ป!”

ผมพยายามเตะขาและดิ้นสุดแรงพร้อมกับแหกปาก หากว่ามันก็เอื้อมมือปิดปากผม ให้ตายเถอะ! นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย!?

ผลั๊วะ!

ผลั่ก!!

ตุ๊บ!

ผมหล่นลงกับพื้นก้นจ้ำเบ้าเมื่อคนที่มันแบกผมถูกแรงถีบให้ล้มลง เงยหน้ามองคนมาช่วยก็พบว่าเขาคือคนเดียวกับที่สบตาผมในร้าน...พี่จอส

“มึงเป็นใคร!?”

ผมพยายามขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยสองขา ตอนนี้พวกมันไม่สนใจผมแล้วล่ะ แต่ดูเหมือนมันกำลังจะรุมพี่จอสซะมากกว่า!

“เสือก!!”

ผลั๊วะ!

ผลั่ก!

ผลั๊วะ!

ไม่รอตอบคำถามโง่ๆของคนเมา พี่จอสตรงเข้าต่อยและถีบพวกมันทันที ผมเองก็คันไม้คันมือร่วมวงกระโดดถีบไอ้คนใกล้ตัวที่จำได้ว่ามันเป็นคนลากผมลงมาจากรถ

ตุ๊บ ผลั๊วะ

โอ๊ยยย!

ผลั๊วะ ผลั่ก

โอ๊ยยย!

พวกมัน3คนล้มลงไปร้องโอดครวญกองแทบเท้าผมกับพี่จอสทันที

หึ! ให้มันรู้ซะบ้างว่ามาแหยมกับใคร!

“เป็นอะไรมั้ย?”

คนตัวสูงเดินมาถามพร้อมกับจับผมหมุนไปมาหาร่องรอยบอบช้ำ ซึ่งผมเองน่ะไม่มีหรอก แต่เขานี่สิ มีทั้งรอยหมัดและรอยเตะตามตัวจนเสื้อเปื้อนฝุ่นไปหมด

“ไม่ครับ...ขอบคุณนะพี่”

ผมยิ้มขอบคุณพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณ ยังไงเขาก็อายุมากกว่าผม แถมยังต้องมามีเรื่องก็เพราะผมอีกต่างหาก

“เห้ย!! ไอ้จอส ระวัง!!”

โครม!!

ไม่ทันขาดคำ รถมอเตอร์ไซค์สีแดงก็พุ่งเข้าชนคนตรงหน้าผมจนเขาล้มกระแทกลงไปกับพื้น

“พี่จอส!!!”

“สมน้ำหน้า! คิดจะมีเรื่องกับพวกกูเองนะ ช่วยไม่ได้!”

บรื๊นนน

ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้านับสิบคู่รีบวิ่งมามุงพวกเราทันที ผมที่อยู่ใกล้ที่สุดก็รีบเข้าไปดูอาการของรุ่นพี่ต่างคณะ

“โทร1669 เรียกรถพยาบาลทีครับ!”

ตอนนี้ผมตั้งสติแล้วพยายามขยับตัวเขาให้น้อยที่สุดเพื่อลดการขยับกันกระดูกเคลื่อนผิดรูป

“พี่จอส”

ผมตบแก้มเพื่อเรียกเขา คนบนพื้นก็เงยหน้ามองผมและสบสายตาที่ผมไม่รู้ความหมายอีกครั้ง เขาขยับศีรษะมาวางบนตักผมแล้วจ้องมองผมแบบนั้น

“บาส...”

“ไอ้จอส ทำใจดีๆนะเว้ย กูเรียกรถพยาบาลแล้ว มึงอย่าตายนะ กูยังไม่ได้ใช้หนี้มึงเลย เอ๊ะ! หรือตายไปก็ดีแล้ววะ? ไม่สิๆๆ อย่าตายนะมึงง!!”

พี่ที่ผมเจอในโรงอาหารพุ่งตัวเข้ามาแล้วละล่ำละลักพูดทันที

“ใจเย็นๆครับพี่ ผมคิดว่าไม่น่าจะอันตรายต่ออวัยวะสำคัญนะครับ ศีรษะก็ไม่กระแทกพื้น...แต่ขานี่สิ”

ผมพูดตามที่ผมเห็นและเพื่อให้คนในเหตุการณ์สงบสติลง ดูขาผิดรูปแล้วน่าจะหักแต่ไม่มีกระดูกโผล่หรือเลือดไหลทะลัก ก็ดีกว่ากระแทกถูกอวัยวะสำคัญในช่องท้องนั่นล่ะ

“ขาหักเหรอไอ้จอส!? ชิบหายแล้ว!! มึงจะเป็นไอ้ด้วนงั้นเหรอ!?”

แต่ผมว่าเพื่อนเขานั่นล่ะที่จะทำให้สถานการณ์มันน่ากลัวกว่าเดิม

“ไอ้ซี...”

“ถ้ามึงพิการ ก็จะได้เบี้ยคนพิการใช่มั้ย? แต่มันไม่คุ้มนะถ้ามึง...”

“ไอ้ซี!!”

ผมตกใจกับเสียงดังของผู้บาดเจ็บเล็กน้อย

“ครับ!?”

“มึงออกไปก่อนเถอะ...กูขอนอนรอรถเงียบๆดีกว่า”

“ครับ”

ผมมัวแต่มองคนโวยวายจนไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่นอนหนุนตักตอนนี้เอามือผมไปบีบแน่นแค่ไหน แต่นั่นก็คงจะเพราะว่าเขากำลังเจ็บอยู่

“อดทนนะครับ เดี๋ยวรถก็มาแล้ว”

“อืม”

เขาหลับตาข่มความเจ็บที่ดูจะทรมานแล้วบีบมือผมแน่น ผมเองก็บีบมือเขาตอบไปอย่างให้กำลังใจเช่นกัน ผมเข้าใจนะว่าคนเราตอนกำลังทรมานมันหวาดกลัวไปหมดเหมือนกำลังทนทุกข์เพียงคนเดียว...มันเป็นความรู้สึกลำพังปนกับความกลัว กลัวตาย

“พี่ไม่ได้อยู่คนเดียวนะ ผมก็อยู่กับพี่ตรงนี้ไง เดี๋ยวก็หายเจ็บแล้วนะครับ”

“...”

เขาลืมตาขึ้นมองผมเหมือนเพิ่งรู้ตัว ผมเองก็ทำได้แค่มองตอบและยิ้มให้พร้อมกับบีบมือเขาอีกครั้ง

“ผมจะอยู่ตรงนี้กับพี่นะครับ”

.

.

.

To be continued

Ps : เป็นฟิคคู่แรกที่เราแต่ง(แต่ไม่ใช่นิยายเรื่องแรกนะจ้ะ ติดตามนิยายเรื่องอื่นของI’m Mynt ได้นะครับ)

ดีใจที่มีคนชอบน้าาา แต่ถ้าทำให้ใครไม่พอใจในส่วนไหนของฟิคก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคร้าบบ

Facebook : I’m Mynt

Twitter : Imynt



ความคิดเห็น