ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 เกิดมาครั้งนี้ผมเป็นโอเมก้า

ชื่อตอน : บทที่ 1 เกิดมาครั้งนี้ผมเป็นโอเมก้า

คำค้น : omegaverse , yaoi , นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มี.ค. 2562 21:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 เกิดมาครั้งนี้ผมเป็นโอเมก้า
แบบอักษร

บทที่ 1

เกิดมาครั้งนี้ผมเป็นโอเมก้า

กระดาษสีขาวสะอาดที่พิมพ์ด้วยหมึกดำและบรรจงพับอย่างดีใส่ลงในซองปิดผนึกส่งตรงจากโรงพยาบาลมาถึงมือของผู้ปกครองที่มานั่งรอผลการตรวจเพศรองของลูก ๆ หลาน ๆ ของพวกเขากันด้วยความตื่นเต้นนั้นทำให้ผมที่ตอนแรกก็เฉยชากับบรรยากาศพวกนี้ตื่นเต้นไปด้วย ไม่ใช่อะไรผมดูจากผลการเรียน ดูจากผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายแล้วยังไงก็คงไม่พ้นเบต้าเหมือนเดิม

อาฮะ เหมือนเดิมนั่นแหละ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าท่านจะให้ผมมาเกิดใหม่ทั้งที จะเปลี่ยนโลกให้ผมหน่อยก็ไม่ได้ ไปโลกพวกเคโมะหูสัตว์ก็ได้ โลกธรรมดาที่ไม่ใช่โอเมก้าแบบนี้ก็ยังดี หรืออย่างน้อยก็ช่วยเหวี่ยงผมไปอยู่ในร่างคนที่อายุสักยี่สิบเหมือนตอนที่ผมตายเพราะสำลักฝุ่นใจกลางเมืองหลวงที่แก้ไขด้วยการรดน้ำจนต้นไม้ข้างทางเขียวขจีสิ ไม่ใช่เหวี่ยงมาอยู่ในร่างเด็กเจ็ดขวบให้เริ่มเรียนประถมต้นใหม่แบบนี้ มันน่าเบื่อเกินไปนะท่านนะ แต่บ่นไปก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้วใช่ไหมล่ะ ก็อยู่มาตั้งสามปีแล้วนี่

“เด็กชาย ชญานนท์ คงวิสิฐกุล” ถึงคิวผมแล้วล่ะ จุดนี้แม่ผมนี่ดูตื่นเต้นมากอย่างกับว่านี่เป็นผลของตัวเอง คือตื่นเต้นกว่าผมเยอะเลย เกินไปละแม่ครับ แม่! ยังไงผมก็เป็นเบต้าไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ในครอบครัวหรอกน่า

ผมถูกพาเข้ามาในห้องพยาบาลที่มีคุณหมอหน้าตาดีในชุดกาวน์สีขาวโอโม่นั่งยิ้มอยู่ สาวแว่นสุดยอด แต่อายุห่างเยอะเลยได้แต่มองแล้วเก็บไว้เป็นภาพจำเผื่อตอนโตขึ้น

“น้องตะวันนะคะ” คุณหมอช่างเสียงหวานจับใจผมเหลือเกินมือเรียวขาวอมชมพูยื่นซองมาให้กับคุณแม่ ก่อนจะเปิดแฟ้มประวัติของผม “น้องเป็นโอเมก้านะคะ”

นั่นไง บอกแล้วว่าต้องเบ--- ห๊ะ อะไรนะ โอเมก้างั้นเหรอ? บ้าบอ ให้ตายเถอะ! ท่านจะเล่นตลกอะไร ใช่ที่ไหม ตอบ!!!

“โอเมก้าเหรอคะ” แม่ผมทวนถามเพื่อความแน่ใจ ในน้ำเสียงป้าแกทำไมแฝงความดีอกดีใจเจือไว้ด้วยล่ะ ป้า ๆ โอเมก้านี่มันลำบากนะครับ ป้าครับ ต้องซื้อยาด้วยนะ

“ใช่ค่ะ น้องเป็นโอเมก้า เดี๋ยวหลังจากออกจากห้องนี้ไป คุณแม่ไปที่ห้องป. 4/2 นะคะ จะมีผู้เชี่ยวชาญอีกท่านให้คำแนะนำในการเลี้ยงดูเด็กที่เป็นโอเมก้าอยู่ค่ะ”

“ค่ะ ๆ ได้ค่ะ” คุณแม่เอาจดหมายยัดใส่กระเป๋า ก่อนที่จะรีบลากผมเดินออกไปหาผู้เชี่ยวชาญทันที มือก็กดโทรศัพท์ยิก ๆ คงส่งไลน์ไปบอกพ่อล่ะมั้ง

คุณเขาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งเครียดปล่อยให้ผู้ใหญ่ในร่างเด็กอย่างผมนั่งหาวอยู่ใกล้ ๆ จนต้องแอบไปจกขนมของผู้ใหญ่มากิน

โอเมก้าก็โอเมก้า อย่างน้อยในโลกนี้มันก็ไม่ได้ต่ำติดดินล่ะวะ ออกจะเป็นที่ต้องการของสังคม แต่มันก็จะน่ากลัว ๆ หน่อยถ้าต้องท้องป่องขึ้นมา อืม... แค่คิดก็รู้สึกขนลุกหน่อย ๆ แล้วสิ

หลังจากที่แม่ซักคุณผู้สูงวัยจนขาวสะอาดข้อมูลเต็มหัวแล้ว เขาก็พาผมกลับบ้านไปหาครอบครัวขนาดใหญ่ที่ผมแม่งโคตรสงสัยเลยว่าพ่อกับแม่ของไอ้เด็กคนนี้มันไม่รู้จักยาคุมใช่ไหม ถึงปล่อยให้ตัวเองมีลูกตั้ง 7 คนแบบนี้น่ะ แล้วยังไม่ปิดอู่ด้วยนะ ผมรู้ ผมเห็น ผมได้ยิน

เซ็กส์จัดกว่าโอเมก้าตอนฮีทก็พ่อแม่ผมนี่แหละ

ละถามว่ามีเงินเยอะพอเลี้ยงดูไหม? ก็ไม่ไง ข้าวไข่เจียวกับกะหล่ำปลีผัดน้ำปลาเป็นพยาน บางวันดีหน่อยได้แกงจากคนข้างบ้านมาซดให้คล่องคอ ตอนแรกได้เข้าโรงเรียนก็ดีใจว่าจะได้กินอิ่มสักมื้อ แต่ก็นะ กินเพื่ออยู่จริง ๆ ไส้กรอกเหี่ยว ๆ สามชิ้น น้ำแกงที่ไม่มีเนื้อและข้าวในถาดหลุม ดีที่นมโรงเรียนยังพออร่อยอยู่บ้าง

พี่น้องเจ็ดคนของผมพี่ ๆ สี่คนเป็นเบต้า มีผมเป็นโอเมก้า ส่วนน้อง ๆ ผลตรวจแรกเกิดเป็นเบต้า แต่ไม่รู้จะฟลุคเปลี่ยนตอนโตเหมือนผมไหม ไม่มีอัลฟ่าหลุดมาเลยสักคนทั้งที่อัตราเกิดของอัลฟ่าสูงกว่าโอเมก้าแท้ ๆ เลย เอาเถอะ อีกหน่อยอาจจะมีก็ได้ถ้าพ่อหรือแม่ผมไม่ทำหมันสักทีแบบนี้

“เรารอดแล้วค่ะพี่ชัย” ทันทีที่เท้าเหยียบพื้นบ้าน คุณแม่วัยสามสิบต้น ๆ ของผมก็กระโจนกอดพ่อที่ดูท่าจะลางานกลับมาก่อนด้วยความดีอกดีใจ แต่ผมรี่รู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมายังไงไม่รู้

ลางร้าย นี่มันลางร้ายชัด ๆ

สายตาของบุพการีทั้งสองของผมจับจ้องมาราวกับว่าตรงหน้าพวกเขาเป็นบ่อเงินบ่อทอง เดี๋ยว คิดอะไรกันอยู่น่ะ นี่ลูกนะ ลูกชายของพวกคุณไง

“พี่ได้ยินว่าเพื่อนท่านประธานหาโอเมก้าหน้าตาดี ๆ ให้ลูกชายเขาอยู่ พี่แจ้งหัวหน้าไปแล้ว พรุ่งนี้เขาคงมาดูตัว” เฮ้ย ๆ จะขายกันแบบนี้เลยเรอะ ใจเย็นก่อนนะลุง “ตะวันมันหน้าตาน่ารักเหมือนเธอ เขาน่าจะสนใจรับมันไปแหละ”

“ขอให้ได้สักสามสี่ล้านตาก็พอใจแล้วค่ะ” เอ่อะ ค่าตัวผอม ๆ แห้ง ๆ มีดีแต่แก้มยุ้ยอย่างผมเนี่ยนะจะได้ถึงหลักล้าน ป้าละเมออะไรอยู่ หยุดเลย ไม่ต้องมาทำน้ำตาคลอมองหน้าผมเลยป้า “แม่ไม่ได้รังเกียจหนูนะลูก แต่พ่อกับแม่ต้องทำเพื่อพี่ ๆ น้อง ๆ นะตะวันลูกรัก”

เอิ่ม เพิ่งจะมารักเพราะผมขายได้น่ะสิ ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ ไม่ต้องมาพร่ำความลำบากใส่ผมด้วย ถ้ารู้ว่าเลี้ยงไม่ได้ทำไมไม่ไปฝังยาคุมหรือทำหมันสักทีล่ะ ห๊ะ

ผมกลอกตามองเพดานก่อนจะเดินหน้าบูดเข้าห้องนอนแคบ ๆ ที่เราพี่น้องต้องนอนเบียด ๆ กันในห้องบ้านพักรูหนูนี่ อาบน้ำ คลุมโปง นอนแม่ง

ข้าวเขิ้วไม่กินมันแล้ว เคืองเว้ย

วันต่อมาผมถูกบังคับให้หยุดเรียนแต่ไม่ได้ทำให้ผมตื่นสายได้เพราะในช่วงสายนั้นมีรถหรูยี่ห้อไม้จิ้มฟันสามง่ามมาจอดรับพวกเราไปยังโรงพยาบาลเอกชนแพงหูฉี่ชนิดที่ต้องให้ขายของทุกอย่างที่มีในบ้านมารักษาหมอที่นี่ทีนึงยังแทบจะไม่พอจ่าย ระหว่างที่มองโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาอลังการอยู่ผมก็ถูกจับเจาะเลือดไปสี่หลอดตรวจมันทุกโรคที่มีให้ติ๊กในคอมเลยล่ะมั้ง ก่อนจะถูกลากมายังร้านอาหารมีระดับร้านนึงที่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก

ร้านอาหารห้าดาวคำเล็กไม่อิ่มท้องแต่ราคาชวนอิ่มจนจุกนี่... ครอบครัวที่มาดูตัวผมจะต้องรวยขนาดไหนกันเนี่ย

“เด็กคนนี้เหรอคะ ที่คุณบอกว่าเป็นโอเมก้า” หญิงสาวที่โคตรสวยในสายตาผมนี่ล่ะเอ่ยถามขึ้น อื้อฮือ อก เอว สะโพก สุดติ่งพอ ๆ กับคุณหมอคนเมื่อวาน แต่เธอดูเผ็ดกว่าเยอะ และที่สำคัญ... มีเจ้าของแล้ว

หงูววววว

“ครับ นี่ผลการตรวจที่ทางโรงเรียนให้มาครับ” ซองสีขาวที่ยังปิดผนึกไว้ถูกส่งให้กับคุณคนงามที่มีสามีหน้าตาดีดีกรีลูกครึ่งนั่งจิบกาแฟอยู่ข้าง ๆ เธอเลิกคิ้วมองซองนั้นอย่างประหลาดใจที่มันไม่มีร่องรอยการแกะเลย แต่ก็ไม่ถามอะไรรับมาเปิดดูโดยดี

“อืม...” จู่ ๆ คุณผู้ชายที่ผมแอบเห็นว่าเล็มขนมปังไปหน่อยก็ส่งเสียงขึ้นมา “ไหนยิ้มสิ”

ยิ้ม...

ยิ้มกันทั้งบ้านล่ะครับ เขาไม่ได้สั่งระบุตัวตนมาก็ยิ้มกันหมดทั้งพ่อแม่และผม กลายเป็นตัวตลกไปเลยที่นี้ขายหน้าชะมัด

“แก้มยุ้ยดีนะ” มืออุ่น ๆ ยื่นมือหยิกแก้มผมเบา ๆ สายตาของเขาที่มองมาก็ดูจะพึงพอใจอยู่ “แต่ผอมแห้งไปหน่อย ต้องขุนกันอีกเยอะ”

“มีเวลาต่ำ ๆ ก็ห้าปี ขุนทันอยู่แล้วค่ะคุณ” หืม ห้าปี นี่ใจคอจะให้ผมมีลูกตั้งแต่อายุสิบห้าเลยเหรอ คือฮีทแรกมาก็เอาเลย? “ผลตรวจนี่ก็ดูไม่เลวนะคะ เลือดกรุปโอ เป็นโอเมก้า ค่าเลือดก็ดูปกติดี”

“แล้วแต่เธอเลย ฉันยังไงก็ได้” เหมือนจะเป็นคนง่าย ๆ กว่าที่คิดนะคุณน้าคนนี้น่ะ อาจจะดีก็ได้... มั้ง

ว่าไปแล้วก็เป็นลูกครึ่งที่พูดไทยชัดดีจัง

“รอแต่ผลการตรวจโรคอื่น ๆ มาก็พอแล้วล่ะค่ะ” ริมฝีปากหนาที่เคลือบด้วยลิปสติกสีนู้ดแย้มยิ้มออกมา รอยยิ้มของเธอแฝงความกดดันจาง ๆ เอาไว้ยังไงไม่รู้ “ผอมแห้งต้องขุนกันอีกเยอะขนาดนี้... ฉันให้ล้านห้า”

โอ๊ะ ค่าตัวผมขึ้นเจ็ดหลักได้ด้วยเว้ย เป็นไปได้ ถึงมันจะเป็นครึ่งเดียวของที่แม่ผมตั้งไว้ก็เถอะ อันที่จริงห้าแสนผมก็ว่าเยอะละนะ ค่าเลี้ยงดูผมสิบปีมันไม่ถึงล้านหร๊อก

“เอ่อ คุณวษา ลูกผมคนนี้ถึงจะตัวผอมไปสักหน่อย และผมกับภรรยาก็เลี้ยงดูเขามาอย่างดี...” พ่อผมครับ นี่พ่อผม โกหกหน้าเจื่อน พ่อผมเอง เลี้ยงดูอย่างดีครับ เป็นไข้ยังต้องไปเอายาที่ห้องพยาบาลของโรงเรียนมากินเอง ดูแลอย่างดีเลยครับพี่น้องครับ ไม่ได้โม้

“คุณเลี้ยงเขามาสิบปี แต่ที่เหลือทั้งชีวิตเขาบ้านฉันเป็นคนเลี้ยง” คนสวยสวนกลับมาได้จี๊ดมาก สิบปีกับอีกสามสี่สิบปีแถมโตแล้วด้วย... “ฉันให้มากสุดสองล้านห้า แลกกับการที่คุณและครอบครัวห้ามติดต่อเด็กคนนี้อีก”

“ค่ะ ได้ค่ะ” คราวนี้แม่ของผมเป็นคนตอบกลับมา ตอบรับเอาเลยคงจะกลัวว่าถ้าต่อรองไปมากกว่านี้เขาจะไม่เอาล่ะสิโอเมก้าไม่ได้มีผมคนเดียวที่ยังไม่ถูกจองตัวไว้สักหน่อย

ดีลค่าตัวผมเสร็จกันแบบดื้อ ๆ แบบนี้แหละ ทนายของคุณวษาเขาก็เขียนสัญญามาให้พ่อกับแม่เซ็นรับหลังจากที่ผลการตรวจโรคออกมา ปกติทุกอย่างมีแค่น้ำหนักและส่วนสูงที่ต่ำกว่าเกณฑ์ไปหน่อยแค่นั้นเอง ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร ก็ผมผอมกะหร่องขนาดนี้จะตามเกณฑ์ได้ต้องกระดูกใหญ่เบอร์ไหนกัน

ขามาเดินทางมากับพ่อแม่ของตัวเอง ขากลับต้องกลับไปกับคนอื่นและอาจจะไม่ได้เห็นคนที่เลี้ยงดูผมมาอีก พี่น้องก็ไม่ได้บอกลากันสักคำมันก็หวิว ๆ ใจนะครับ ถึงจะมาเป็นครอบครัวนี้แค่สามปีก็เถอะ

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ” ผู้ปกครองคนใหม่ของผมจูงผมขึ้นรถคันหรูที่ดูจะแพงกว่าคันที่ส่งไปรับพวกผมมาซะอีก พวกเขานั่งประกบข้างผมไว้ราวกับกลัวว่าผมจะหนีไป โอเค ถ้าเป็นเด็กคนนี้จริง ๆ ก็คงจะหาเรื่องเจ็บตัวงอแงหนีกลับบ้านนั่นล่ะ แต่นี่เป็นผมไง ผมที่อายุยี่สิบกว่า ผ่านโลกมาครั้งนึงแล้ว และรู้แก่ใจดีกว่าคนตัวเล็ก ๆ อย่างผมเนี่ยไม่สามารถหลีกหนีคนมีเงินไปได้นานหรอก

มันคือความเป็นไปไม่ได้ และผมก็ไม่คิดจะหาเรื่องใส่ตัวด้วย เดี๋ยวจะโชคดีเจอพวกลักเด็กไปขายหรือไปขอทาน สู้ไปอยู่กับคนรวย ๆ ที่มีข้าวให้กินครบสามมื้อจะดีกว่า

“วุฒิ เดี๋ยวไปทำเรื่องลาออกให้เด็กคนนี้แล้วเอาเขาเข้าโรงเรียนนานาชาติด้วยล่ะ” ฉิบหาย ต้องออกจากโรงเรียนรัฐบาลที่เรียนอยู่ด้วยเหรอ แล้วโดนยัดเข้านานาชาติอีก ภาษาอังกฤษที่งู ๆ ปลา ๆ หอย ๆ กุ้ง ๆ ผมจะเอาตัวรอดได้ยังไงกันล่ะครับเนี่ย

“คะ คุณน้าครับ...” ผมหันไปหาคุณน้าผู้ชายที่ดูน่าจะใจดีกว่าคนสวยขาโหด “จะพาผมไปไหนเหรอฮะ”

ผมใช้ดวงตาใสแจ๋วราวกับลูกกวางน้อยผู้น่าสงสารมองคนตัวใหญ่ที่นั่งไสลด์หน้าจอไอแพด เอ๊ะ หรือแท็บเลตหว่า ไม่รู้อ่ะ สักอย่างนั่นแหละ ไม่เกี่ยวกับผมอยู่ละ ขอแค่น้าแกไม่เมินสายตาลูกหมาของผมก็พอ

“ไปบ้านใหม่ของตะวันไงครับ” ใจดีจริง ๆ ด้วยล่ะ ว่าแต่คำว่าบ้านใหม่นี่ คือเขาจะยกบ้านให้ผมอยู่หลังนึงคนเดียวเลยหรือมันคือบ้านเขากันล่ะ “บ้านของพวกเรา”

จบ เคลียร์ อดได้บ้านเป็นของตัวเองครับ แยกย้ายได้ ดีนะยังไม่ทันจะได้หวังอะไรมาเลยตกมาไม่สูงเท่าไหร่

“วันนี้รถติดจริง ๆ” เสียงบ่นพึมพำจากคุณน้าผู้หญิง “น้องตะวันหิวหรือเปล่าคะ”

“ไม่ฮะ” ไม่มีความรู้สึกหิวสักนิดเลยล่ะคุณ เพิ่งกินไปเมื่อกี้นี้ไง ถึงมันจะเป็นคำน้อย ๆ ก็เถอะ แต่รวม ๆ มันก็ค่อนข้างจะอิ่มกว่าข้าวที่บ้านหน่อยนึงนะ

“กินน้อยแบบนี้น่ะสิถึงได้ผอมแห้งขนาดนี้” เอ่อะ ผมว่าผมโดนย้ำคำนี้หลายรอบยังไงไม่รู้แหะ ตอนส่องกระจกเมื่อเช้าก็ว่าผมยังมีเนื้อหนังอยู่นะ “เฮ้อ ถ้ายังติดขนาดนี้กลับไปไม่ทันชัชท์แน่”

ชัชท์? ใครหว่า แล้วทำไมต้องรีบกลับไปให้ทันเขาด้วยล่ะ

“ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่คุณ” คุณน้าลูกครึ่งที่ผมยังไม่รู้จักชื่อวางไอแพดลง น่าให้ผมเรียกมันว่าไอแพดไปก่อน ใช่ไม่ใช่ไว้ค่อยหน้าแตกอีกที

“แต่ฉันอยากให้พวกเขาได้รู้จักกันก่อนนี่น่า” น้ำเสียงของคุณน้าวษาดูจะเป็นกังวลหน่อย ๆ สรุปชัชท์นี่คือลูกชายคุณน้าเขาสินะ “อีกหน่อยก็จะเป็นคู่กันแล้ว จะไม่ให้ทำความรู้จักกันไว้เลยมันก็ยังไงอยู่นะคุณ”

“เอาน่า ยังไงคืนนี้ชัชท์ก็กลับบ้าน ค่อยแนะนำให้รู้จักกันตอนนั้นก็ได้” เอ่อ อะไร ยังไง ทำไมละครับคุณน้าทั้งสอง แค่จะแนะนำให้รู้จักกันมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นวันนี้สักหน่อยนี่... “เครื่องออกแปดโมงกว่าชัชท์คงกลับไม่ดึกนักหรอก”

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะค่ะ” เสียงที่ตอบรับมานั้นแฝงความไม่สบอารมณ์ไว้ เอ่อ ผมว่าผมทำตัวเรียบร้อยดีกว่า ถึงอยากจะรู้เรื่องอื่นเกี่ยวกับคู่ผมเพิ่มสักหน่อยก็เถอะนะ

ฝ่ารถติดอยู่พักใหญ่กว่ารถหรูจะเลี้ยวเข้าหมูบ้านที่ดูทางเข้าแล้วหรูกว่ารถ บ่งบอกความเป็นคนมีเงินได้อย่างดีชนิดที่ว่า ถ้าเป็นชาติก่อนผมคงเบ้หน้าใส่แล้วนึกอิจฉาในใจ แต่พอดีชีวิตนี้ได้เข้ามาอยู่ไงเลยไม่ต้องอิจฉาใคร กลับกันต้องมีคนอิจฉาผม ฮา~

ผมเหลือบมองเวลาจากนาฬิกาดิจิทัลบนรถ อืม บ่ายสาม ก็ไม่เย็นแต่ว่าที่สามีผมออกไปข้างนอกแล้ว... สงสัยจะเป็นพวกช่างเที่ยวแน่ ๆ เกเรแต่เล็กเลย เอ๊ะ เดี๋ยวสิ จะว่าไปตอนที่คุณน้าเขาคุยกันบนรถนี่เขาบอกว่าเครื่องออกแปดโมงกว่า งั้นก็แสดงว่าคู่ผมจะไปไหนน่ะสินะ

ฮะ ฮะ อิสระ ผมมองเห็นแสงสว่างแห่งอิสรภาพ!!!

“กลับมาแล้วเหรอคะ คุณฌอณ คุณวษา” ผู้หญิงท่าทาใจดี ตัวท้วมนิด ๆ มีอายุหน่อย ๆ เดินมาต้อนรับการกลับมาของเจ้าของบ้าน ดูทรงแล้วจะต้องเป็นพวกพี่เลี้ยงแน่ ๆ จากประสบการณ์ของผมที่ดูละครหลังข่าวมาทรงนี้หน้าที่แบบนี้ ยังไงก็คงจะชื่อน้อย อิ่ม อุ่น ยิ้ม อะไรประมาณนี้แน่นอน ตะวันคอนเฟิร์ม “เด็กคนนี้...”

“โอเมก้าที่เราจะรับเลี้ยงน่ะค่ะ ป้าน้อย” นั่นไง เห็นไหม จะต้องชื่อทำนองนี้แหละถึงจะเรียลที่สุด กี่ภพ กี่ชาติ กี่ปี พี่เลี้ยงสูงวัยยังไงก็ต้องชื่อแบบนี้ “ตะวัน นี่ป้าน้อย เป็นพี่เลี้ยงของชัชท์เขา”

“สวัสดีครับ” ผมไหว้คุณป้าที่ดูแล้วคงจะมีอำนาจในบ้านรองจากพวกเจ้านายนิดหน่อยอย่างสุภาพ กลัวเขาไม่ถูกใจแล้วส่งผมกลับน่ะครับ อย่างน้อยขออิ่มท้องแบบจริงจังสักมื้อก่อนค่อยโดนดีดก็ยังดี

“แก้มยุ้ยเขียวเด็กคนนี้” แก้มป่อง ๆ ของผมถูกบีบอีกแล้ว อื้ม คุณป้ามือเย็นดีจังเลย “แต่ผอมเชียว ตัวเล็กไปหน่อยนะคะหนู”

ผอมอีกแล้ว ย้ำจังเลยเรื่องผอม ข้าวเปล่าไข่เจียวผสมน้ำแล้วก็ผัดผักมันก็ได้แค่นี่ล่ะครับทุกท่านครับ พี่คนโตผมนี่ผอมกว่านี้อีกนะจะบอกให้

“ยังไงก็ฝากป้าน้อยดูแลเขาให้ดีด้วยนะคะ” ในใจจะมีต่อว่าเดี๋ยวไม่แข็งแรงพอจะคลอดเด็กอ้วน ๆ สักสองสามสี่คนหรือเปล่านะ... คงไม่มั้ง “แล้วนี่ชัชท์ออกไปนานยังคะ”

“คุณหนูเพิ่งออกไปเมื่อสิบนาทีก่อนนี่เองค่ะ ตอนแรกแกก็จะรออยู่แต่เพื่อน ๆ โทรมาเร่งเลยรีบออกไป” ป้าน้อยตอบกลับคุณนายของบ้านด้วยรอยยิ้ม แล้วย่อตัวมาอุ้มผมขึ้นไปชมความสูง

เอ่อ ผมอายุสิบปีแล้วนะไม่ใช่เด็กห้าขวบ อุ้มได้สบายขนาดนี้เลยเหรอ...

“มาค่ะ หนูตะวัน ไปกินข้าวกันนะคะ” กินข้าวเย็นตอนบ่ายสาม... ครั้งแรกในชีวิต ทั้งชีวิตนี้และชีวิตที่แล้วเลย มีหวังได้นอนอืดยาวไปแน่ ๆ “แพ้อะไรหรือเปล่าคะ”

“แพ้ถั่วฮะ” ผมตอบกลับไปเสียงเบา ร่างกายนี้แพ้ถั่วทั้งถั่วลิสงและถั่วเหลืองเลยล่ะครับ มันแย่มากเพราะมันทำให้ผมดื่มนมถั่วเหลืองไม่ได้ต้องกินนมวัวหรือนมแพะทั้งที่นมถั่วเหลือง 125 ml 5 บาท แต่นมวัวกล่องนึงสิบบาท... สรุปคือถ้าไม่ใช่นมโรงเรียนผมอย่าหวังจะได้กินเลย

“แพ้ถั่วเหรอคะ อืม...” ป้าน้อยวางผมลงบนเก้าอี้เสริมเบาะก่อนจะดึงเอาอาหารบนโต๊ะบางอย่างไปไว้อีกฝั่งไม่ให้ผมเอื้อมถึง “เดี๋ยวป้าให้ห้องครัวทำให้เพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างแล้วกันนะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ แค่นี้ก็เยอะแล้ว” ทั้งปลาทอด ไข่เจียวปู ต้มจืดเต้าหู้ไข่ กุ้งแม่น้ำที่แกะเปลือกวางไว้เรียบร้อยสวยงาม มันเยอะกว่ากับข้าวที่ผมกินทุกวันตลอดสามปีที่ผ่านมาอีก กับข้าวหลายอย่างขนาดนี้แต่กินกันแค่สามคนเอง... เหลือแน่ ๆ

“เอางั้นเหรอคะ... ก็ได้ ๆ” ดวงตาลูกหมาน้อยยังคงใช้ได้ผมกับผู้ใหญ่เหมือนเคย ครั้งนี้ผมชนะ “กินเยอะ ๆ เลยนะคะหนูตะวัน ถ้าไม่พอบอกได้เดี๋ยวป้าให้คนทำเพิ่มให้”

“ขอบคุณฮะ”

ผมนั่งรอผู้ใหญ่สองคนมานั่งประจำที่ก่อนจะลงมือกินข้าวกัน ป้าน้อยเอาน้ำส้ม น้ำเปล่าและนมจืดแก้วใหญ่มาวางไว้ให้ผมกิน ไอ้ผมก็ไม่อยากทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวังไงเลยซัดซะเต็มคราบ ท้องป่องกันไปข้างเลย

หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน แต่ถ้านอนตอนนี้ดึก ๆ ก็ต้องตื่นตาค้างแน่ ๆ เพราะงั้นผมสมควรจะไปหาอะไรทำสักหน่อย แต่ยังไม่ทันที่จะไปหาอะไรทำก็โดนจูงไปดูห้องนอนที่คุณน้าให้คนเตรียมเอาไว้ให้ซะก่อนแล้ว

ห้องนอนกว้างคุมโทนสีอ่อนสะอาดตาไม่ได้มีของตกแต่งเยอะเกินจำเป็น แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นแห้งแล้งอะไรเลย ของที่ควรมีก็มีครบครัน ที่ไม่ต้องมีก็ได้อย่างโคมไฟหัวเตียงก็มีให้ และที่โดนใจผมมากสุด ๆ คือนั่น! ตรงนั้น ตู้เย็น อันนี้ขอยกนิ้วให้คนเอามาวางเลยเยี่ยมยอดที่สุด

“ไฟเปิดปิดจากมือถือเครื่องนี้ได้เลยนะ” น้าฌอณส่งมือถือเครื่องนึงมาให้ ถึงจะไม่ท็อปแต่ราคาก็ไม่น้อยนะครับเนี่ย โอ๊ะ ทีวีก็ติดผนังด้วย แล้วประตูสองบานนี่... คือไรอ่ะ “ประตูสีฟ้านี่เป็นห้องน้ำและห้องอาบน้ำ”

“อ่า... ครับ” สายตาผมคงสื่อถึงคำถามไปหน่อย คุณน้าเขาเลยเดินไปเปิดให้ดู อื้อฮือ อ่างอาบน้ำก็มี บ้านเดิมผมนี่เป็นถังพลาสติกที่ห้ามลงไปแช่ล่ะ แถมไม่ได้แยกโซนเปียกโซนแห้งแบบนี้ด้วย

“ส่วนประตูไม้ถ้าเปิดไปจะเป็นห้องนอนของชัชท์เขา”

“...” ติดสตั๊นไปสามวิ นี่จะอำนวยความสะดวกให้ลูกชายมาผสมพันธุ์กับแม่พันธุ์ขนาดไหนกันเนี่ยคุณน้า

“เสื้อผ้าฉันให้คนเตรียมมาให้ส่วนนึงก่อนแล้วอยู่ในตู้ เอาไว้อีกสองสามวันส่วนที่เหลือก็คงจะมา ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็บอกมาได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจ” มือร้อนยื่นมาขยี้หัวผมจนผมยุ่ง ก่อนจะเดินออกไปทิ้งผมไว้เป็นอลิสในแดนมหัศจรรย์

เอ่อ... ตอนนี้ผมต้องการแผนที่สักแผ่น มีใครมีไหม

เพื่อเป็นการไม่รบกวนใคร ถึงตัวจะเป็นเด็กแต่สมองยังเป็นผู้ใหญ่ ชื่อของเขาคือตะวัน ก็ขอเดินจงกรมรอบห้องแทนจะไปเดินซนหลงทางในวัลเดอร์เฮ้าท์แล้วกันนะครับ

ผมมองลอดหน้าต่างบานใหญ่ออกไป ห้องนี้ไม่มีระเบียงเหมือนห้องข้าง ๆ แหะ แต่ผมก็ไม่ได้ชอบไปนั่งสังเคราะห์แสงอยู่แล้วเพราะงั้นจงช่างมัน มองสวนดีกว่า ตอนแรกผมก็แอบนึกนะว่าบ้านใหญ่ขนาดนี้ยังไงสวนก็ทรงเป็นแนวยุโรปเก๋ ๆ ซ้ายขวาเหมือนกันอะไรเทือก ๆ นี้ แต่มองออกไปแล้วมันกลับกันเลย นี่มันสวนผลไม้ชัด ๆ ต้นกล้วย ต้นมะม่วง ต้นลำไย เรียงกันเป็นแถวแล้ว ไกล ๆ นั่นเหมือนจะเห็นต้นพริกด้วย

บางทีนี่อาจจะไม่ใช่สวนผลไม้แต่เป็นผักสวนครัวก็ได้... ไว้มีโอกาสค่อยไปเดินสำรวจ

ไม่รู้ทุกคนเป็นเหมือนผมไหม พอหนังท้องตึงหนังตาหน่อยแล้วไม่มีอะไรให้ทำมันก็ง่วง ง่วงมาก ๆ ด้วย แต่มันไม่มีอะไรจะทำนี่ เมื่อคืนก็โดนพ่อกับแม่ซักฟอกอยู่ค่อนคืนกว่าจะได้ซุกหัวนอน แล้วยังต้องตื่นแต่เช้ามาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยจะมีให้เลือกอีก... งั้นอาบน้ำนอนแล้วนะ

อืม นอนแล้วนะครับ

ในขณะที่อยู่ในห้วงฝัน ผมได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้นแผ่วเบาก่อนที่เสียงใครสักคนจะดังอื้ออึง แต่ผมง่วงเกินกว่าจะลุกขึ้นมามองว่าเป็นใครปล่อยไปก่อนได้ไหมนะ ระหว่างที่ผมกำลังตีกับความคิดในหัวของตัวเองอยู่ สัมผัสที่ร้อนผ่าวจากผิวเนื้อของใครสักคนก็ทาบทับมาบนแผ่นหลังของผม ตัวผมถูกจับพลิกคว่ำลงกับเตียงก่อนที่กางเกงจะถูกดึงออกไป

“ใครน่--- “ผมส่งเสียงถามคนที่บุกรุกเข้ามาผมในห้อง แต่มันไม่ทันจะได้พูดจนจบประโยคช่องทางด้านหลังก็ถูกอะไรบางอย่างที่ขนาดไม่เล็กนั้นรุกรานเข้ามาอย่างหยาบโล้น “ไม่ อึก เจ็บ”

“ชู่ว์” มีการมาทำเสียงเบา ๆ ที่ข้างหูอีก ณ จุดนี้ผมตื่นเต็มตาแล้วครับแต่ตัวโดนกดไว้จนขยับไม่ได้เลย ไฟก็มืดสนิท... คนที่กำลังข่มขืนผมเป็นใครกัน “ไม่ดื้อนะ”

ความใหญ่โตที่แทรกเข้ามาในตัวผมมันเกินกว่าที่โอเมก้าซึ่งยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์อย่างผมจะรับได้ ผมรู้ว่าตอนนี้ส่วนที่รองรับท่อนเนื้อนั้นเอาไว้มันฉีกขาดไปแล้ว ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจากเส้นประสาทในทุกอณูจนทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตา แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความทรมานของผมจบลง

เขายังคงขยับกายเข้ามาในตัวผมไม่หยุด ผมสัมผัสได้ว่าท่อนเนื้อนั้นมันขยายขึ้นอีกจนคับแน่นอยู่ในช่องทางรักของผม มือที่เริ่มเปียกชื้นนั้นกุมสะโพกของผมเอาไว้และบังคับให้ตัวผมขยับไปตามการเคลื่อนไหวของเขา

“อ๊ะ... อา...” คมเขี้ยวที่กัดฝังบริเวณหลังคอตีตราพันธนาการตัวผมมันทำให้ร่างกายของผมร้อนวาบ ความอบอุ่นจากทั่วร่างกายไหลเวียนมาที่หัวใจของผม

นี่... ผมถูกทำพันธะอย่างนั้นเหรอ

ความคิดของผมล่องลอยไปไกลในขณะที่ธารน้ำอุ่นร้อนฉีดพุ่งเข้ามาในช่องท้อง

“จับคู่ไว้ก่อนนะ แล้วเราค่อยมาเจอกันใหม่” มันคือเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนที่ผมจะหมดสติไป

มันคงเป็นเสียงของสามีของผม... ใช่ไหม

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


น้องโดนกินแล้วววว ไวไฟกันจังเลยนะวัยรุ่น แหม ๆ มีการมาตีตราไว้ด้วย นิสัยน้าาา

หวีดน้องกันแล้วอย่าลืมติดแท็ก #ตะวันเป็นโอเมก้า กันด้วยนะคะ

ขอบคุณค่าาา


ว่างๆไปพูดคุยกันในทวิตได้น้า

ความคิดเห็น