email-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์น่ารักๆและนักอ่านที่สนับสนุนทุกคนนะคะ 🎀🍀🎊☺️🐰🍓☀️🍄🔆🎄☀️🎁👑

Rewrite บทที่ 4 ออกกำลังกาย

ชื่อตอน : Rewrite บทที่ 4 ออกกำลังกาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.2k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 01:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Rewrite บทที่ 4 ออกกำลังกาย
แบบอักษร

พอเห็นบ่าวทั้งสองทำหน้าเลิ่กลั่กลุกลี้ลุกลน ลู่หนิงเหมยก็นึกขึ้นได้รีบแก้คำทันที 

“ข้าหมายถึงสีชมพูสีเดียวกับดอกเหมย” 

หลูเฟิงกับฉิงหลี่มองหน้าแล้วพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก “เช่นนี้นี่เอง บ่าวจะรีบไปสั่งตัดโดยเร็ว คุณหนูต้องการกี่ชุดหรือเจ้าคะ” 

“ข้าชอบดอกเหมยยิ่งนัก สีชมพูเอามาให้มากหน่อยสักสี่ถึงห้าชุด สีแดงสองชุด สีฟ้าสองชุด สีเขียวใบไม้อ่อนสองชุด แล้วก็สีเหลืองอีกสองชุด เลือกมาอย่าให้ลายปักซ้ำกัน” 

“เจ้าค่ะคุณหนู!” 

ถึงจะตอบรับอย่างกระตือรือร้น แต่ลู่หนิงเหมยก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าบ่าวทั้งสองมีแววประหลาดใจซุกซ่อนอยู่  

เจ้าของร่างเดิมเป็นคนที่ชอบเสื้อผ้าสีอ่อนเกือบขาวล้วนดุจดั่งแม่ชีวัดหลินจื้อ การสั่งตัดชุดที่มีสีสันสดใสของนางนั้นแน่นอนว่าจะต้องเป็นที่แปลกใจเป็นธรรมดา 

“พวกเจ้าพกเงินไปสามพันตำลึง ขาดเหลืออย่างไรก็กลับมาเอาที่ข้าได้” 

ลู่หนิงเหมยหยิบถุงเงินในหีบที่แกะสลักงดงามออกมาสองถุง ส่งมันให้กับสาวใช้คนละถุงก่อนจะเพิ่งมาสังเกตว่าเสื้อผ้าของพวกนางที่สวมใส่อยู่นั้นเก่ามากแล้ว มีร่องรอยการขาดและรอยปะเล็กๆอยู่เต็มไปหมด 

แบบนี้ไม่เท่ากับว่านางเป็นนายหญิงที่ไม่ได้ความหรอกหรือ ถึงได้ปล่อยให้บ่าวรับใช้คนสนิทสวมใส่ชุดราวกับคนไม่มีอันจะกินเช่นนี้ 

“พวกเจ้ามีขนาดตัวใกล้เคียงกับข้า เสื้อผ้าพวกนี้ข้าไม่ต้องการมันอีกแล้ว ข้ายกให้พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันใช้” 

หลูเฟิงกับฉิงหลี่ได้ยินก็เบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง พวกนางไม่ค่อยจะได้รับของจากผู้เป็นนายบ่อยนัก หนึ่งปีจะมีแค่หนสองหน เป็นแค่เศษเงินเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่อยู่ๆคุณหนูของพวกนางก็ยกเสื้อผ้าราคาแพงที่ต่อให้ทำงานเป็นบ่าวรับใช้ทั้งชาติก็ไม่สามารถเก็บเงินซื้อได้ หลูเฟิงกับฉิงหลี่มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความลังเล 

“เสื้อผ้าพวกนี้ราคาแพงมาก อีกทั้งยังเป็นผ้าเนื้อดี พวกบ่าวรับเอาไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” 

“เจ้าปฏิเสธน้ำใจจากข้าอย่างนั้นหรือ” ลู่หนิงเหมยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย 

“หามิได้เจ้าค่ะ! เพียงแต่บ่าวเป็นสาวใช้ที่ต่ำต้อย ไม่มีค่าพอที่จะรับเสื้อผ้าราคาแพงเช่นนี้” 

“หากพวกเจ้าไม่รับ ข้าก็เอาไปทิ้งอยู่ดี ไม่สู้ยกให้พวกเจ้านำไปสวมใส่ไม่ดีกว่าหรืออย่างไร ยังไงเสื้อผ้าที่พวกเจ้าสวมใส่อยู่ก็เก่ามากแล้ว” ลู่หนิงเหมยเอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตากระจ่างใสงดงามดูว่างเปล่า 

“ตะ แต่ว่า...” 

“ไม่มีแต่ ข้าอยากให้ พวกเจ้าก็ต้องรับมันเอาไว้ สำหรับข้านั้นไม่มีสิ่งของนอกกายชิ้นใดมีค่าเทียบเท่ากับการมีชีวิตอยู่ พวกเจ้าคอยดูแลรับใช้ข้าอย่างดีมาโดยตลอด ข้าจะปล่อยให้พวกเจ้าต้องลำบากได้อย่างไร” 

“เป็นบุญของบ่าวที่มีเจ้านายจิตใจดีมีเมตตาเช่นคุณหนูเจ้าค่ะ เพียงแต่เสื้อผ้าเหล่านี้เหมาะสำหรับสตรีที่มีฐานะสูงศักดิ์ บ่าวใส่แล้วเกรงว่าจะถูกตำหนิหาว่าบ่าวคิดตีตนเสมอนายเจ้าค่ะ” 

“หากเป็นเช่นนั้น เงินที่เหลือจากการสั่งตัดชุดของข้า พวกเจ้าก็นำมันไปซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับตัวเองเถิด ส่วนเสื้อผ้าพวกนี้เจ้าก็เก็บมันเอาไว้ คราใดที่วังหลวงมีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองหรืองานพิธีต่างๆ พวกเจ้าก็ค่อยหยิบเอามาใส่แล้วติดตามข้าเข้าไปในวัง จะได้ดูเรียบร้อยสะอาดสะอ้านสมกับเป็นสาวใช้คนสนิทของพระคู่หมั้น” 

หลูเฟิงกับฉิงหลี่ได้ยินก็แย้มยิ้มทั้งน้ำตา เอื้อมมือมารับชุดจากนายหญิงด้วยใบหน้าปลื้มปิติ ลู่หนิงเหมยเห็นก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ 

เจ้าของร่างเดิมเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตน กิริยาอ่อนหวานเป็นที่รักใคร่ของบ่าวไพร่อยู่แล้ว นางไม่เคยกดขี่รังแกบ่าวในเรือนแต่นางก็ไม่ได้เป็นคนช่างสังเกตเลยสักนิดว่าพวกเขาขาดเหลืออะไรหรือไม่ หรือมีเรื่องทุกข์ร้อนอันใดหรือไม่ เพราะเหตุนี้บ่าวคนสนิทถึงได้ดูเหมือนคนไม่มีอันจะกิน อยากจะร้องขอแต่พวกนางก็ไม่กล้าเอ่ยปากเองเพราะคิดว่าตนเป็นเพียงบ่าวรับใช้ที่ต่ำต้อย ไม่สมควรจะร้องขอผู้เป็นนาย 

หากอยากได้ความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์จากบ่าวไพร่ ก็ต้องใช้น้ำใจและความหวังดีซื้อใจพวกนางก่อนมิใช่หรอกหรือ... 

“พวกเจ้ารีบไปสั่งตัดชุดให้ข้าได้แล้ว ประเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน” 

“เจ้าค่ะ!” 

กล่าวจบหลูเฟิงกับฉิงหลี่ก็ค่อยๆพาตัวเองออกจากเรือนเหมยฟ้าแล้วปิดประตูให้นางอย่างเรียบร้อย ทีนี้นางก็จะได้ยืดเส้นยืดสายเสียที 

ในยุคปัจจุบันนางมักจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้ร่างกายไม่ว่าจะทำอะไรก็กระฉับกระเฉงไปเสียทุกอย่าง 

แต่ดูเหมือนว่าร่างนี้จะบอบบางและอ่อนแอยิ่งนัก แค่ใช้เวลาเดินนานๆก็เหนื่อยหอบเหมือนคนวิ่งมาราวสิบกิโล นางจึงต้องหมั่นออกกำลังกายเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ร่างนี้ดูมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาหน่อย 

อย่างน้อยๆหากมีเหตุให้ต้องเผชิญอันตราย นางจะได้ใช้วิชาต่อสู้ที่เคยร่ำเรียนในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

หน่วยข่าวกรองของสหรัฐแน่นอนว่าคนที่ทำงานในหน่วยอย่างนางล้วนถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง  

ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ ความรู้ทางด้านภาษา ภูมิศาสตร์ การแก้รหัสลับ ภาษาโบราณ การแพทย์เฉพาะทางที่ใช้สำหรับการบาดเจ็บหนัก ต้องเปลี่ยนหรือจัดเรียงกระดูกฉับพลันในขณะทำภารกิจ นางล้วนผ่านการฝึกมาแล้วทั้งสิ้น แต่ก็วาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ต้องใช้ศาสตร์เหล่านั้นในยุคนี้ 

เพราะนั่นหมายถึงนางต้องพบเจอกับภัยอันตรายมิใช่หรอกหรือ ได้ชีวิตใหม่นางก็อยากจะเสพสุขกับช่วงชีวิตของที่นี่ให้คุ้มค่า นางจะไม่ให้เวลาแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ชาติก่อนไม่เคยได้มีเวลาเป็นของตัวเอง แม้กระทั่งเวลาจะกลับบ้านไปหามารดาก็แทบจะไม่มี 

โชคดีที่นางทำสมุดบัญชีเงินฝากเป็นชื่อของมารดา เงินเดือนของนางล้วนฝากอยู่ในนั้นมากมาย มากพอที่จะทำให้มารดาของนางในยุคปัจจุบันได้ใช้ไปจนแก่ ทั้งพินัยกรรมต่างๆนางก็จัดเตรียมเอาไว้อย่างเรียบร้อย ด้วยอาชีพที่นางทำถึงจะไม่มั่นคงต่อชีวิต ทว่ามันกลับมั่นคงทางการเงินเป็นอย่างมาก 

นางจึงไม่ได้เป็นกังวลกับคนในยุคปัจจุบัน นางมั่นใจว่ามารดาของนางจะมีเงินใช้เหลือเฟือ แต่ที่นางกังวลคือมารดาของนางจะเสียใจเพียงใด หากรู้ว่าลูกสาวที่เป็นที่รักมากกว่าสิ่งใดได้ตายจากโลกนั้นไปแล้ว 

นัยน์ตาของลู่หนิงเหมยเศร้าหมองลง ก่อนจะอันตรทานหายไปอย่างไร้ร่องรอย มือขาวถกแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้น จัดหาพื้นที่ในการออกกำลังกาย ใบหน้างดงามฉายความเย็นชาขึ้นมาหลายส่วนยามที่นางให้ความสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 

เวลาผ่านไปหลายเค่อ ลู่หนิงเหมยยังคงตั้งอกตั้งใจเล่นโยคะออกกำลังกายอย่างขะมักเขม้น โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่ามีคนจ้องมองนางอยู่ ความเงียบที่เข้ามาปกคลุม มีเพียงเสียงลมหายใจเหนื่อยหอบของลู่หนิงเหมยที่ยังดังแผ่วเบาอย่างต่อเนื่อง 

“เหมยเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไร” 

“สะพานโค้ง…หือ” ลู่หนิงเหมยตอบไปอย่างลืมตัวก่อนจะชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองอยู่ในเรือนเพียงคนเดียว นางจึงหันไปมองต้นเสียงทั้งๆที่กำลังทำท่าสะพานโค้งอยู่อย่างรวดเร็ว 

เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำขลับของไท่จื่อนางก็ต้องผงะด้วยความตกใจปล่อยมือจนหลังหล่นลงกระแทกพื้นดังตุบ! ความเจ็บแปล๊บแล่นไปทั่วทั้งแผ่นหลัง ร่างบางรู้สึกชาวาบจนต้องนอนนิ่งๆรอให้ความเจ็บปวดหายไป อดหันไปมองค้อนใส่คนที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ไม่ได้ 

ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ นางไม่ได้ยินเสียง ทั้งเสียงฝีเท้า เสียงนั่ง เสียงเดิน เขาทำได้อย่างไรกัน ปกติแค่เสียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยนางก็จะสัมผัสได้แล้วแท้ๆ ลู่หนิงเหมยเริ่มตระหนักได้หนึ่งอย่างภายในใจว่าบุรุษผู้นี้ไม่ธรรมดา… 

“ท่านเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่” 

“ก็ตั้งแต่เจ้าเริ่มทำท่าประหลาดๆ ท่าแรก...” หยางเจินกล่าวเสียงเรียบพลางนั่งจิบชาจนหมดไปเกือบครึ่งกาแล้ว 

ลู่หนิงเหมยกรอกสายตาไปมา หน้าแดงก่ำทั้งโมโหและก็อับอายในเวลาเดียวกัน นางกำลังเล่นโยคะของนางอย่างเงียบๆ แต่เขากล้าบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของนาง รบกวนการออกกำลังกายและยังนั่งเป็นลูกหมาน้อยจิบชาชั้นดีของนางจนเกือบหมด! 

“ท่าสะพานโค้งที่เจ้าทำเมื่อครู่นั้นแปลกตาที่สุดตั้งแต่ที่ข้านั่งดูมา เจ้าทำไปเพื่ออะไรรึ” หยางเจินเอ่ยเสียงเรียบ เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเข้ามาพบเห็นว่าที่พระชายาของตนกำลังทำอะไรเช่นนี้อยู่เหมือนกัน 

เดิมทีเขาแค่อยากจะมาจับตาดูนางด้วยตนเอง สาเหตุที่ทำให้นางเปลี่ยนไปยังคงค้างคาใจเขาเป็นอย่างมาก เขาตั้งใจจะไม่ปรากฏตัวออกมาทว่านางที่เป็นถึงว่าที่พระชายาของเขาดันเริ่มทำท่าประหลาดๆจนเขานึกอยากจะนั่งดูชม 

“มัน..มันเป็นการออกกำลังกายในแบบของข้า!” ลู่หนิงเหมยกัดฟันพูดหน้าแดง หยางเจินเห็นก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นมาน้อยๆ 

“การออกกำลังกายในแบบของเจ้าน่าขนลุกยิ่งนัก แต่ละทวงท่าอ่อนช้อยราวกับคนไร้กระดูก ดูสยดสยองชอบกล ผู้ใดมาพบเห็นเข้าคงตกใจไม่น้อย” 

 

〰️〰️〰️〰️〰️ 

[*1] เค่อ = การนับเวลาแบบจีน 1 วันจะมี 100 เค่อ 1 เค่อจึงประมาณ 15 นาที 

ความคิดเห็น