email-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์น่ารักๆและนักอ่านที่สนับสนุนทุกคนนะคะ 🎀🍀🎊☺️🐰🍓☀️🍄🔆🎄☀️🎁👑

Rewrite บทที่ 2 เกี้ยวบุรุษ

ชื่อตอน : Rewrite บทที่ 2 เกี้ยวบุรุษ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 01:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Rewrite บทที่ 2 เกี้ยวบุรุษ
แบบอักษร

“หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็ไม่จำเป็นต้องสังหารเสือขาว…” 

“ย่อมเป็นเช่นนั้น” ลู่หนิงเหมยตอบเสียงเรียบ 

เสือขาวเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่ง ทรงพลังและดุร้ายก็จริง แต่ก็เป็นสัตว์ที่หายากยิ่งในแผนดินนี้ มันคู่ควรที่จะอยู่ข้างกายไท่จื่อเพื่อเสริมบารมีของเขาให้ดูสง่าผ่าเผยสมกับเป็นว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคต การฆ่าสัตว์ล้ำค่าตัวนี้ทิ้งนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์อันใดแล้ว ยังน่าเสียดายยิ่งนัก 

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าหยุดหายใจไปได้อย่างไร หากมิได้ตกใจเสือขาวของข้า” หยางเจินเอ่ยถาม 

รอยยิ้มร้ายกาจปรากฎขึ้นบนใบหน้างดงาม แววตาจ้องมองหยางเจินตาไม่กระพริบ “เป็นเพราะอาหารในสำรับ” 

เมื่อได้ยินทุกคนก็เพ่งมองไปที่สำรับของพระคู่หมั้นเป็นตาเดียว หยางเจินขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ 

“มีคนวางยาพิษรึ!” 

จะเป็นไปได้เช่นไร หากมีคนลอบวางยาพิษ เข็มเงินจะต้องเปลี่ยนสีเป็นสีดำ แต่ขณะที่ใช้เข็มเงินตรวจสอบก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย 

“ไม่วางยาพิษก็เหมือนวาง เพราะมันสามารถทำให้ข้าตกตายได้เช่นกัน” 

“เจ้าต้องการจะบอกอะไร” หยางเจินกล่าวถามหวังให้อีกฝ่ายคล้ายสงสัย ทุกคนที่ยืนอยู่โดยรอบก็รอฟังอย่างตั้งใจไม่แพ้กัน 

“ไม่มีผู้ใดในวังหลวงนี้ไม่รู้ว่าข้าแพ้เนื้อปู แพ้ขั้นรุนแรงส่งผลอันตรายถึงชีวิต! เหตุใดอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อปูถึงได้มาวางอยู่ในสำรับของข้าได้” 

ลู่หนิงเหมยยิ้มเย็น กล่าวต่อ “ข้าเป็นคู่หมั้นคู่หมายของท่าน ผู้ที่ลอบทำร้ายข้าหวังโยนความผิดให้ท่าน เพื่อให้ท่านต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเช่นนี้ ไม่ถือว่ามันเป็นการหมิ่นเกียรติเชื้อพระวงศ์ ลบหลู่องค์ฮ่องเต้หรอกหรือ…” 

เสียงของลู่หนิงเหมยทำให้ทุกคนอึ้งตะลึงตกหลุดไปอยู่ภายในห้วงภวังค์ของตัวเอง กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่กระจายรอบตัวว่าที่พระชายาจนแม้แต่หยางเจินยังทรงรับรู้ได้ 

การหมิ่นเกียรติเชื้อพระวงศ์มีโทษร้ายแรง ไม่ถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรก็ถูกเนรเทศไปยังที่ทุรกันดารกันทั้งครอบครัว มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ถึงโทษทัณฑ์นี้กัน 

ใบหน้าของลู่หนิงเหมยยังคงเรียบเฉยฉายความเย็นชา แรงกดดันรอบตัวนางเกิดขึ้นอย่างลึกลับจนผู้คนรู้สึกเกรงกลัวขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนแอไร้ค่าก่อนหน้านี้หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน  

ผู้คนตระหนกอยู่ภายในใจ หรือความเป็นความตายเมื่อครู่จะทำให้คุณหนูตระกูลลู่ผู้นี้ลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรมให้กับตัวเองและเอาคืนผู้คนที่ชอบรังแกนางให้ถึงที่สุด 

ไม่ว่าอย่างไร ท่าทางเย่อหยิ่งและโอหังราวกับต่อให้ฟ้าทล่มทลายลงมาสู่แผ่นดิน นางก็จะไม่ขยับเขยื้อนไปไหนนั้นก็ช่างถูกอกถูกใจใครหลายคนยิ่งนัก 

สมแล้วที่เป็นคู่หมั้นที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับไท่จื่อ นางเป็นสตรีที่ทั้งรูปโฉมงดงามล่มบ้านล่มเมือง มีไหวพริบ แรงกดดันก็ไม่น้อยไปกว่าไท่จื่อ หากไม่ใช่นางก็ไม่มีสตรีนางใดที่เหมาะสมกับไท่จื่อได้อีก 

หยางเจินยืนนิ่งอย่างใช้ความคิด เรื่องอาหารของลู่หนิงเหมยนั้นในวังหลวงต่างเคร่งครัดเป็นพิเศษ เป็นดั่งที่นางกล่าวไว้ไม่มีผิด แม้แต่ฮ่องเต้ยังทรงทราบ นับประสาอะไรกับคนครัวในวังหลวงที่จะไม่รู้ 

ไม่วางยาพิษก็เหมือนวางยาพิษ ตอนนี้เขาเข้าใจความหมายอย่างแจ่มแจ้ง ไม่มีอะไรให้ข้องใจแม้แต่น้อย 

“ทหาร! ไปจับตัวคนปรุงอาหารและจัดสำรับนี้มาให้หมด เอาไปสอบสวนหาคนทำผิดที่ตำหนักเหมันต์!” 

“พะยะค่ะ!” 

หลังจากที่หยางเจินหันไปสั่งการทหารองครักษ์อย่างดุดัน เหล่าองครักษ์มากมายก็พากันแยกย้ายไปตามคำสั่งของนายเหนือหัว งานชมการต่อสู้ของยอดฝีมือที่จัดขึ้นก็จบลง ขุนนางทั้งหลายต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง 

หยางเจินขมวดคิ้วดกดำเข้าหากันแน่น เขาประมาทเลินเล่อมัวแต่คิดที่จะหาวิธีกลั่นแกล้งลู่หนิงเหมยให้ขอถอนหมั้นกับเขาจนไม่ทันได้ระแวดระวังปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นวันนี้ 

หากนางไม่ฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกรอบ ความผิดทุกอย่างต้องบ่งชี้มาที่เขาแต่เพียงผู้เดียว ตำแหน่งไท่จื่อก็จะสั่นคลอน เป็นที่ครหาของผู้คน แผนการที่แยบยลเช่นนี้ ผู้อยู่เบื้องหลังย่อมไม่ธรรมดา! 

เขาเป็นต้นเหตุทำให้สตรีบริสุทธิ์นางหนึ่งต้องเกือบตายกลายเป็นเครื่องมือของพวกคนชั่วช้า ช่างน่าอับอายยิ่งนัก! หญิงเพียงคนเดียวยังมิอาจปกป้อง แล้วเขาจะขึ้นครองราชสมบัติต่อจากเสด็จพ่อได้อย่างไร 

“เจ้ากลับไปพักผ่อนที่จวนเสียเถอะ เดี๋ยวข้าไปส่ง”  

หยางเจินหันมากล่าวกับลู่หนิงเหมยอย่างห่วงใย ถึงเขาจะอยากถอนหมั้น แต่ก็ไม่ได้มีจิตใจโหดร้ายหมายเอาชีวิตนางหรือเกลียดชังนางเป็นพิเศษ 

“ข้าไม่อยากรบกวนท่าน ข้าจะกลับเอง” ลู่หนิงเหมยตอบแทบไม่ต้องคิด แววตาอ่อนหวานที่เคยมีไม่หลงเหลืออยู่บนใบหน้างามแม้แต่น้อย 

นางกล้าปฏิเสธเขาอย่างนั้นหรือ... 

โกรธเขาที่กลั่นแกล้งนางหรือไร? 

“มีคนปองร้ายเจ้าเช่นนี้ ข้าจะปล่อยให้เจ้ากลับจวนเพียงลำพังได้อย่างไรกัน” 

ได้ยินเช่นนั้นลู่หนิงเหมยก็มุมปากกระตุก นัยน์ตาหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เหอะ เจ้าลูกหมาน้อย! อย่ามาแสร้งทำเป็นห่วงใย ก่อนหน้านี้แกล้งข้าสารพัด ข้าจะไม่ลืมคิดบัญชีให้เจ้าของร่างเดิมแน่นอน! 

“อย่าได้กังวล ข้าปกป้องตัวเองได้” ลู่หนิงเหมยตอบเสียงเรียบ กริยาท่าทางสง่างาม 

หยางเจินเริ่มขมวดคิ้วมองวาจาและถ้อยคำของนางที่ดูผิดแผกแปลกไป มุมปากยกยิ้มขึ้นจางๆ “เจ้ารังเกียจข้าหรือเหมยเอ๋อร์ เจ้าถึงได้ไม่อยากให้ข้าไปส่ง” 

ลู่หนิงเหมยพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง “เป็นอย่างที่ท่านคิด…” 

หยางเจินสีหน้ามืดครึ้มราวกับห่าพายุกำลังจะโหมกระหน่ำเข้ามาทันที บ่าวไพร่ เหล่านางกำนัลที่อยู่โดยรอบพากันปิดปากเงียบเสียง ไอสังหารแผ่กระจายรอบตัวไท่จื่อจนทุกคนหายใจติดขัด ยกเว้นเสียแต่ว่าที่พระชายาที่ยืนยิ้มน้อยๆไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด 

พระคู่หมั้นกล่าวยอมรับว่ารังเกียจไท่จื่อเช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่บ่าวรับใช้อย่างพวกเขาก็คงจะหนีไม่พ้นความตายเสียแล้ว! 

“เจ้ารังเกียจคู่หมั้นคู่หมายของตนเองงั้นหรือ” เสียงเย็นเฉียบที่ใครๆฟังก็ต้องสั่นสะท้านด้วยความยำเกรงดังขึ้นราวกับลูกศรร้ายพุ่งตรงมาที่ลู่หนิงเหมย 

“ท่านกล่าวราวกับว่าไม่อยากจะถอนหมั้นกับข้า…” ลู่หนิงเหมยยิ้มหวาน ดวงตาเรียวสวยไม่หลบสายตาดุดันของหยางเจินที่มีสีหน้าไม่พอใจ บรรดาบ่าวไพร่ถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก 

พวกเขารู้มาโดยตลอดว่าไท่จื่อทรงอยากจะยกเลิกการหมั้นหมาย ถึงได้ชอบกลั่นแกล้งคุณหนูตระกูลลู่นับครั้งไม่ถ้วน ในเมืองหลวงนี้ไม่มีใครไม่รู้ แม้แต่องค์ฮ่องเต้ก็ยังทรงรับทราบแต่ก็ทรงปิดหูปิดตา เพราะอยากให้พิธีแต่งงานดำเนินต่อไป นึกไม่ถึงว่าลู่หนิงเหมยจะกล้ากล่าวต่อหน้าไท่จื่อตรงๆ 

“เจ้ากล้าถอนหมั้นด้วยหรือเหมยเอ๋อร์?” หยางเจินกล่าวด้วยวาจาเย้ยหยัน นัยน์ตาทอประกายบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง 

ลู่หนิงเหมยขมวดคิ้ว ขืนรอแต่งงานกับเขา นางได้เป็นหม้ายจนแก่ตายกันพอดี! นางไม่ได้มาเกิดใหม่เพื่อแก่ตายอย่างโดดเดี่ยว นางมาเพื่อมีชีวิตคู่ เสพความสุขไปจนกว่าจะแก่ตายสิถึงจะถูกต้อง  

 มือขาวดุจหิมะของลู่หนิงเหมยเอื้อมมาดึงปกเสื้อคลุมตัวนอกของหยางเจินอย่างโอหัง แต่ก็ไม่ได้คุกคามอีกฝ่ายมากนัก 

ทว่าท่าทางราวกับกำลังหาเรื่องไท่จื่อของนางก็ทำให้ทหารองครักษ์และผู้คนแตกตื่น แม้แต่องครักษ์เงาก็ปรากฏตัวขึ้นมารอบทิศทาง แต่ลู่หนิงเหมยหาได้สนใจไม่ นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาพยัคฆ์ร้ายของบุรุษตรงหน้าไร้ซึ่งความหวาดกลัว 

หยางเจินหัวใจกระตุกวูบ เผลอยกยิ้มมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขายืนนิ่งจ้องลึกลงไปในดวงตาสดใสของลู่หนิงเหมย ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามอำเภอใจโดยไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ สายตามองดูร่างบางว่าจะทำอะไรเขาได้ 

เนื่องจากความสูงที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ลู่หนิงเหมยจึงเขย่งปลายเท้าดันตัวเองให้สูงขึ้นพร้อมกับกระชากปกเสื้อของหยางเจินให้โน้มตัวลงมาเล็กน้อย ใบหน้างามอยู่ใกล้ปลายคางของหยางเจิน กลิ่นดอกเหมยลอยแตะจมูกร่างสูงชวนให้หลงไหล 

เหล่านางกำนัล ทหารองครักษ์ หน้าแดงขึ้นสี รีบคุกเข่ามุดหน้าลงดินไม่กล้าเงยขึ้นมามองภาพตรงหน้า องครักษ์เงาหันหลังหายวับไปกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย 

“ถ้าท่านอยากถอนหมั้นกับข้า ข้าก็จะถอนหมั้นให้” ลู่หนิงเหมยกล่าวกระซิบ หยางเจินเลิกคิ้วขึ้นสูงมองรูปหน้างดงามราวกับภาพวาดของนางแล้วก็ยกยิ้ม... 

“จริงหรือ?” 

“ข้าจะรีบถอนหมั้นกับท่าน เพราะตอนนี้ข้าเบื่อท่านจะแย่อยู่แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะได้ออกจากจวนเหวินแต่เช้าไปเกี้ยวพาบุรุษที่หล่อเหลาและสง่างามมากกว่าท่านได้อย่างสบายใจเสียที” 

รอยยิ้มของหยางเจินก่อนหน้านี้หุบลงเป็นพัลวัน! 

ความคิดเห็น