ภาคสองนี้เราจะพยายามแต่งให้ดีกว่าเดิมนะคะ ขอคำชี้แนะด้วยนะ ><

บทที่ 20 หลบหนี

ชื่อตอน : บทที่ 20 หลบหนี

คำค้น : BTS , kookv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2562 00:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 หลบหนี
แบบอักษร

XX

หลบหนี



     จองกุกเดินเข้าไปนั่งข้างเด็กๆทั้งสองที่ยังขำกลิ้งกับการ์ตูนตลกบนหน้าจอโทรทัศน์ แทยุนกระโดดขึ้นไปนั่งตักเป็นคนแรก ขณะที่เจคไม่ค่อยใส่ใจตักคุณพ่อเท่าไรนัก เพราะความสนใจของเขามุ่งไปที่หนอนสีเหลืองน้ำมูกเยิ้ม ซึ่งแกล้งเจ้าเพื่อนหนอนสีแดงด้วยการใส่ยาถ่ายลงในอาหาร จากนั้นก็ขำก๊ากจนท้องแข็งอยู่คนเดียว โดยมีสายตาเอ็นดูของผู้เป็นพ่อจับจ้องไม่วางตา

     “แทยุน เจค พ่อมีเรื่องจะบอก”

     “เรื่องอะไรคะ?” เด็กหญิงถามเสียงใส ส่วนคนน้องก็ยังให้ความสนใจกับการ์ตูนเบื้องหน้า

     “พ่อจะไปตามหาแม่ ลูกทั้งสองต้องรออยู่ที่นี่”

     สิ้นประโยคนั้น ประกายความร่าเริงของสองพี่น้องพลันหายไปพริบตา เจคที่ติดการ์ตูนยังต้องละสายตามาจ้องคุณพ่อเพื่อขอเหตุผล

     จองกุกรีบเอ่ยต่อ “ที่ที่พ่อจะไปหามันอันตรายมาก… เพราะงั้นพ่อเลยไม่อยากให้ลูกตามไปด้วย”

     “แต่…” แทยุนอาลัยอาวรณ์ แต่เจคยังคงนิ่งฟังอย่างตั้งใจ

     “ลูกเข้าใจไหม” มือหนาลูบหัวทุยของลูกสาวอย่างปลอบโยน “เข้าใจพ่อไหมครับแท…”

     เด็กหญิงเบ้ปาก

     “พ่อแค่อยากให้ลูกปลอดภัยตอนที่พ่อกับแม่มาถึง”

     “เข้าใจครับ”

     เจคตอบเสียงเรียบ ทว่าแทยุนกลับตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

     “เข้าใจค่ะ…”

     ผู้เป็นพ่อยกยิ้ม เขารู้ว่าลูกทั้งสองเป็นห่วงเขาแค่ไหน แต่จะให้เด็กๆติดตามไปด้วยก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป เขาไม่อยากสูญเสียสิ่งสำคัญไปอีก เพราะแค่เสียลูกคนแรก เขาก็เศร้าซึมไปหลายวันทั้งยังโทษตัวเองทุกๆคืนว่า เป็นเพราะเขาเองนั่นแหละที่มาช้า และเขาสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม

     “ขอพ่อกอดหน่อยสิ”

     ไม่รอช้า เด็กๆก็พุ่งเข้ามากอดหนึบคนละข้าง จองกุกลูบศีรษะและฝากจูบบนหน้าผากคนละที ท่ามกลางสายตาชื่นชมของครอบครัวคิมและสหายอีกสองคน

     “คุณนัมจุน”

     เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียกเนือยๆของคนตัวขาว “ครับ?”

     “ผมจะไปบอกลาคนคนนึง… ช่วยฝากดูแลเพื่อนผมด้วยนะครับ”

     นัมจุนรับร่างอิดโรยของงูเห่าป่ามาอุ้มไว้อย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก เพราะเขาเป็นพวกที่ไม่ค่อยถูกกับสัตว์ชนิดนี้ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีพิษอย่างตระกูลงูเห่าทั้งหลาย

     “ได้ครับ แล้วคุณจะกลับมาที่นี่เมื่อไร?”

     “ไม่ถึงชั่วโมง ผมจะรีบกลับมา”

     “โอเคครับ”

     เมื่อประตูหน้าบ้านถูกมือซีดผลักออก ยุนกิก็รีบสาวเท้าตรงไปยังบิ๊กไบค์คันงามที่จอดทิ้งไว้ข้างสวนหย่อม เพื่อขับไปที่บ้านของผู้เป็นที่รักหวังล่ำลา




     “แม่ อัลบั้มรูปพวกนี้เอาไปด้วยป่าวครับ?”

     จีมินชะโงกหัวออกมาจากประตู ตะโกนถามมารดาที่ยังจัดของอยู่ชั้นล่าง

     “เอาไปด้วยสิลูก นั่นความทรงจำของครอบครัวเราเชียวนะ”

     เขาแอบบ่นงึมงำ “ก็สร้างใหม่ก็ได้ ไม่เห็นเป็นไร” ที่เขาบ่นน่ะ ก็เพราะขี้เกียจขนขึ้นรถนั่นแหละ แค่กระเป๋าสัมภาระก็อัดกันจะตายอยู่แล้ว

     แต่เหมือนแม่เขาจะรู้ล่วงหน้า ถึงได้ตะโกนกลับขึ้นมาว่า

     “ความทรงจำก็ต้องรักษาไว้ดีๆสิ พ่อเขามีความสุขทุกครั้งที่ได้ดูอัลบั้มรูป เอาไปหน่อยก็ไม่เสียหายหรอก”

     “คร้าบๆ ทราบแล้วครับ” ร่างเล็กเป่าลมใส่ผมม้าด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนหมุนร่างเข้าไปในห้องนอนตามเดิมเพื่อจัดกระเป๋าต่อ พูดตามตรง เขาค่อนข้างใจหายทีเดียวที่ต้องย้ายบ้าน เพราะที่นี่คือสถานที่ที่เขาเกิดและเติบโตมากับครอบครัว แถมเขายังเป็นพวกติดบ้าน จึงรู้สึกโหวงๆในใจไม่น้อยที่ต้องรู้ว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เขาผูกพันกับบ้านและหมู่บ้านแห่งนี้มากจริงๆ

     และที่สำคัญ เขาจะไม่ได้เจอแทฮยองแล้ว…

     ยังไม่ได้เดินทาง เขาก็รู้สึกคิดถึงอีกคนใจจะขาด ว่าแล้วก็อยากไปบอกลาเพื่อนรักเหลือเกิน

      “จีมลูก! ยุนกิเขามาหาแน่ะ”

     เขาสลัดความรู้สึกหน่วงๆในใจทันทีที่ได้ยินชื่อแฟนหนุ่ม ร่างเล็กจ้ำอ้าวลงไปชั้นล่าง ภาพที่เขาเห็นคือร่างสูงๆของชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้กับประตูหน้าบ้าน เมื่อเขาก้าวเข้าไป อีกฝ่ายจึงรู้ตัวและหันมาคลี่ยิ้มบางให้เขา

     “มีอะไรรึเปล่า คิดถึงเค้าอ่ะเด๊…”

     จีมินยังคงมีอารมณ์ขันเสมอ ยุนกิหลุดยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่กว้างกว่าตอนแรกและมีอารมณ์มากมายแอบแฝง ขนาดร่างเล็กยังสังเกตเห็น

     “มาแปลกนะเนี่ย เพิ่งเดทกันเมื่อเช้านี้เอง”

     จีมินยืนพิงประตู มองดูอีกฝ่ายควบคุมรอยยิ้มตัวเอง

     “จะเข้ามาสักหน่อยไหม ยืนตรงนี้นานๆเดี๋ยวเมื่อยนะ”

     “ไม่ต้องหรอก…” ร่างสูงกลับมายิ้มบางอีกครั้ง “มาเดินเล่นกับกิก็พอ กิมีเรื่องอยากจะคุยด้วย”

     “หืม?”

     ยุนกิพาร่างเล็กมาที่ร้านไอศกรีมแห่งหนึ่งซึ่งเจ้าตัวบ่นอยากมานักหนา ถ้วยไอศกรีมรสสตรอเบอร์รี่ทรงสูงถูกวางตรงหน้าคนตัวเล็ก ยุนกิเท้าคางมองแฟนตัวเองถูมืออย่างชอบใจ โดยไม่ลืมตักกินวิปครีมที่จีมินไม่ชอบเข้าไปด้วย

     ภายในร้านร้างลูกค้า จึงมีเพียงเสียงพูดคุยของคู่รักที่ดังแข่งกับเสียงเพลงในร้าน เป็นบรรยากาศที่ยุนกิชอบที่สุด

     “เอาจริงๆ วันนี้กิมาแปลกมากเลยนะ เพิ่งชวนเดทก็พามาเลี้ยงไอติมเฉย”

     จีมินอ้ำชิ้นสตรอเบอร์รี่อย่างมีความสุข ชวนให้คนที่นั่งกินฝั่งตรงข้ามอยากไปหยิกแก้มตุ่ยๆนั้น

     “แล้วไม่ดีเหรอ มีผัวสายเปย์”

     “โง้ย ชอบสิคร้าบ… ยุนกิของจีมน่ารักที่สุดเลย ขุนเค้าเยอะๆน้า”

     คนถูกชมยิ้มให้กับมือป้อมที่เอื้อมมาหยิกแก้มสากเบาๆ เขาจับมือข้างนั้นไว้และจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเรียวเล็ก

     “ถ้าน่ารัก ก็รักกันไปนานๆนะ”

     จีมินนิ่งค้างเล็กน้อย วันนี้แฟนของเขาดูแปลกไปจริงๆ เพราะเจ้าตัวหยอดคำหวานบ่อยเสียที่ไหนล่ะ จนเขานึกว่าคนตรงหน้าเป็นพวกไร้ความโรแมนติกไปแล้วด้วยซ้ำ

     “รักสิ… ก็รักตลอดแหละ”

     ยุนกิยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ปล่อยมือเล็กให้เป็นอิสระก่อนช่วยทานวิปครีมต่อ

     “ว่าแต่ กิมีเรื่องอะไรจะคุยกับจีมเหรอ?”

     ช้อนที่ตักวิปครีมเข้าปากชะงักครู่หนึ่ง ยุนกิหลุบตามองทางอื่นด้วยความลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมบอกไปเพราะเขาไม่อยากมีความลับกับอีกฝ่าย

     “กิอาจจะไม่ได้ตามไปนะ”

     คราวนี้ร่างเล็กชะงักบ้าง “อ้าว… หมายความว่าไง”

     “…..”

     “ไหนบอกว่าจะตามจีมไปไง”

     “มันค่อนข้างไม่แน่นอน” ยุนกิเขี่ยวิปครีมเล่น “กิอาจจะย้ายตามก็ได้… แต่คงช้าหน่อย”

     “กิมีธุระ?”

     “ก็คงงั้น”

     “เอาดีๆ” ตอนนี้จีมินไม่มีอารมณ์ขันแล้ว ดวงตาคู่นั้นมีแต่ความจริงจังและความสับสน “จีมจะได้ไม่ต้องหวัง”

     “นี่นอยด์เหรอ?”

     “ก็… จู่ๆมาบอกกันยังงี้อ่ะ จะให้จีมรู้สึกไง? ดีใจเหรอ”

     ยุนกิยกมือทั้งสองข้างประมาณว่ายอมแพ้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างเล็กได้สงบสติอารมณ์ด้วย

     “ก็กิกลัว… ว่าจีมจะรับไม่ได้”

     “รับไม่ได้อะไร ยังไม่เห็นพูดเลย”

     “ถ้าจีมฟัง จีมต้องไม่โวยวายนะ”

     “บอกมาก่อนสิ”

     “สัญญาก่อน แล้วกิจะบอก”

     ร่างเล็กกลอกตากับความพิรี้พิไรของแฟนหนุ่ม “ก็ได้… สัญญา”

     คำตอบนั้นทำให้ยุนกิคลี่ยิ้ม แต่ถ้าดูดีๆแล้ว มันคือรอยยิ้มที่ขมขื่น

     “แทฮยองหายตัวไป”

     “ห๊ะ!?” แขนที่กอดอกอยู่ถึงกลับคลายออก จีมินเด้งตัวจากพนักพิงเข้ามาซักไซ้ แต่ยุนกิรู้ทันจึงยกมือปราม

     “ฟังก่อน”

     เขายอมฟัง

     “มันเกิดขึ้นเพราะอุบัติเหตุ จองกุกกับหลานๆปลอดภัยดี แต่ไข่ที่เหลือและแทฮยองหายไป”

     จีมินพูดอะไรไม่ออก

     “พวกเรารู้ว่าใครเป็นคนทำ คุณนัมจุนกับจองกุกจะไปตามหา กิก็จะไปด้วย”

     “พวกนั้นเป็นใคร…”

     “พวกบูชางู ลัทธิดกซา”

     “…..”

     “รู้จักไหม”

     เขาสั่นส่ายหน้า

     “ที่นั่นอันตรายมาก กิไม่รู้ว่าจะได้กลับมาไหม… แต่กิอยากให้จีม---”

     “รองั้นเหรอ”

     “ใช่”

     สายตาของร่างเล็กเริ่มแข็งกระด้างเพราะความดื้อดึง “ไม่”

     คนฟังถอนใจด้วยความละเหี่ยใจ

     “จีมจะไปด้วย จีมอยากไปช่วยแท”

     “แต่จีม…”

     “แทคือเพื่อนคนสำคัญของจีมนะ”

     “…..”

     “และจีมก็… ทิ้งยุนกิไม่ได้”

     แม้จะดีใจแค่ไหน แต่ยุนกิต้องควบคุมตัวเองไว้

     “จีม ฟังก่อน”

     “แล้วถ้าเกิดว่า… พวกเราจะไม่ได้เจอกันอีกล่ะ”

     “พวกเราจะได้เจอกันอีกแน่…”

     “แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงพูดเหมือนกับว่า… กิจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาเลยล่ะ ที่นั่นน่ะ… มัน… ฮึก มันอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ”

     ใจของคนฟังหล่นไปอยู่ตาตุ่มเมื่อเห็นน้ำตาบนแก้มใส เขายื่นมือไปเช็ด แต่ถูกอีกคนสะบัดหน้าออก

     “ก็เพราะแบบนั้นไง กิเลยอยากให้จีมรอ”

     “จีมไม่อยากรอ!”

     “แต่กิไม่อยากเสียจีมไปนะ”

     “…..”

     “เอาเป็นว่ากิขอโทษที่พูดอะไรไม่คิด แต่ที่นั่นอันตรายจริงๆ กิไม่อยากให้จีมต้องมาลำบาก สัญญาเลยว่าจะพาแทฮบองกลับมาพร้อมกับคนอื่น… ก่อนค่ำ…”

      ร่างเล็กเริ่มปาดน้ำตา

     “กิกับจองกุกไม่ใช่มนุษย์ เพราะงั้นต้องพาแทฮยองออกมาอย่างปลอดภัยได้แน่”

     คนฟังได้แต่สูดน้ำมูก

     “เชื่อกิสิ…”

     “…..”

     “ได้โปรด”

     จีมินมองมือขาวซีดที่ยื่นมากุมมือของเขาไว้ นิ้วโป้งที่ลูบหลังมือทำให้เขาเริ่มใจอ่อน

     แต่เขาก็กลัวสูญเสียคนตรงหน้าไปอยู่ดี

     “จีม… ขอล่ะ”

     “…..”

     “ทำตามใจกิบ้างสักครั้ง… ได้ไหม…”

     เขาสูดลมหายใจเข้าไปจนสุดเพื่อปลอบใจตัวเอง ก่อนกล้ำกลืนฝืนพยักหน้าเบาๆ

     “ขอบคุณนะ”

     ร่างสูงจุมพิตบนมือข้างนั้นอย่างนุ่มนวล ก่อนยกขึ้นมากุมไว้กับหน้าผาก เหมือนมันเป็นที่พึ่งให้ใจเขาได้คลายความหวาดกลัว

     เขากับจองกุกต้องบุกฝ่าภยันตรายที่ไม่รู้ว่าจะรับมือไหวหรือไม่ หากพวกนั้นเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาและหยุดยั้งการคืนชีพได้ เขาก็ไม่หวั่นหรอก

     แต่หากคนในลัทธิปลุกพระเจ้าของพวกมันขึ้นมาได้สำเร็จ

     เขาก็ไม่รู้ ว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาพร้อมกับจองกุกหรือเปล่า

     ก็หวังว่าจีมินจะให้อภัย และใช้ชีวิตได้โดยไม่มีเขา…

     ขอแค่นั้นจริงๆ

     “จีม”

     “…..”

     “ขอจูบได้ไหม”

     สิ้นคำขอ ร่างเล็กจึงโน้มหน้าเข้าไปใกล้กับแฟนหนุ่ม ลมหายใจอุ่นเป่าปะทะก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะประกบแนบ พวกเขาหลับตาพริ้ม แลกความหวานและความขมขื่นผ่านจูบแห่งการล่ำลา เนิ่นนานนักที่พวกเขาไม่ยอมผละจากกัน ด้วยความกลัวว่าหากผละออกไป พวกเขาอาจจะไม่ได้เจอกันอีก ช่วงเวลานี้จึงอยากเก็บเกี่ยวความรู้สึกสุดท้ายให้ได้มากที่สุด พอที่จะทำให้คนรอได้มีความหวัง

     แม้มันจะเป็นความหวังที่ริบหรี่ก็ตาม




     ท่ามกลางกลิ่นเหม็นอับและอากาศหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ร่างบางนั่งกอดเข่าให้ความเงียบงันโอบล้อม เฝ้ารอความช่วยเหลือจนกระทั่งใจดวงน้อยสิ้นหวัง

     แทฮยองก้มหน้ากัดฟัน อดทนฟังเสียงท้องร้องที่ดังสู้กับเสียงคร่ำครวญจากเบื้องบน

     พี่กุกไปไหน ทำไมถึงไม่เห็นมาช่วยเลย…

     เหมือนพระเจ้าจะได้ยินคำเว้าวอนนั้น เสียงกุกกักจากกลอนประตูทำให้เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมกับไฟแห่งความหวังที่ถูกจุด

     “เฮ้… นี่ฉันเองนะ”

     ใครกัน?

     เสียงหวานใสเหมือนผู้หญิง ภายใต้หมวกชุดคลุมที่ปกปิดผมสีบลอนด์และริมฝีปากอวบอิ่ม

     ทว่าไม่นาน บุคคลแปลกหน้าก็ลดหมวกลงก่อนส่งยิ้มกว้าง

     “ฉันลิซ่าไง”

     “ลิซ?” แทบไม่อยากเชื่อ นั่นมันลิซ่าเพื่อนสาวจอมแสบจริงๆ

     แทฮยองรีบปรี่เข้าไปกำราวเหล็กสากกร้าน พินิจมองทั่วใบหน้าสวยซึ่งยังมีรอยแผลให้เห็นอยู่จางๆ

     “เธอมาอยู่ที่นี่ได้ไง”

     “เรืองนั้นจะเล่าให้ฟังทีหลัง ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราต้องออกไปจากที่นี่”

     เขาพยักหน้าอย่างเชื่อใจ เพราะลิซ่าคือความหวังเดียวของเขาในตอนนี้

     ประตูห้องขังถูกเปิดออก มอบคืนอิสรภาพให้กับร่างบาง ลิซ่าหันซ้ายหันขวาด้วยความพะว้าพะวัง เมื่อเห็นเส้นทางปลอดโปร่ง จึงจับมืออีกฝ่ายให้เดินตามด้วยกันกระทั่งถึงบันได

     “แล้วเธอไปได้กุญแจมาจากไหน?”

     คนถูกถามหันมายักไหล่ “ก็แค่ใส่ยาสลบให้พวกยามหน้าประตูกิน ของกล้วยๆ”

     แทฮยองรู้สึกโล่งใจขึ้นมาอีกเปราะหนึ่ง ความหวังที่ว่าอีกคนจะพาหนีไปได้ก็เพิ่มขึ้น

     “ขอบใจนะลิซ”

     “ไม่เป็นไร”

     หญิงสาวผลักบานประตูสนิมเขรอะออก เผยทางเดินสีส้มสลัวที่เต็มไปด้วยคบเพลิงบนผนัง และร่างไม่ได้สติของยามซึ่งนั่งคอพับอยู่หน้าประตู ลิซ่าใช้เท้าเขี่ยเพื่อไม่ให้เกะกะคนข้างหลัง

     “เราต้องเงียบๆเข้าไว้นะ”

     แทฮยองพยักหน้า

     “นี่ของนาย สวมซะ”

     ชุดคลุมตัวโคร่งถูกยัดใส่มือเรียว คนรับเพ่งพิจารณาเล็กน้อยก่อนขมวดคิ้วให้เพื่อนสาว

     “ใส่ไว้ จะได้เหมือนพวกเรา”

     เขาเข้าใจในทันที ลิซ่าต้องการให้เขาปลอมตัว

     ชุดคลุมกรอมเท้าห่อหุ้มร่างบางไว้ด้วยสีดำทะมึน ข้างหลังมีตราสัญลักษณ์วงกลมสีแดง ข้างในวงนั้นมีรูปงูที่ขดเป็นเกลียว แทฮยองเห็นมันจากข้างหลังลิซ่าและคาดเดาไปต่างๆนาๆ

     “พวกเธอเป็นใคร”

     คำถามนั้นชะลอฝีเท้าของหญิงสาว เธอหันมามองนิ่งๆก่อนกลับไปถอนใจ

     “คุณจองกุกคงไม่ได้เล่าให้ฟังสินะ ไม่สิ เพราะคุณจองกุกไม่เคยรู้ต่างหาก”

     คำพูดกำกวมทำให้ร่างบางกินเอ๋ออย่างไม่ยากเย็น

     “ก้มเร็ว! ก้ม!”

     ลิซ่าตีมือของอีกคนให้รีบก้มหัว เมื่อเห็นกลุ่มคนในชุดคลุมกำลังเดินมาทางนี้ แทฮยองจึงรีบก้มศีรษะตามเจ้าตัวทันที

     พวกเขาค้อมศีรษะทักทายให้กัน ก่อนที่คนกลุ่มนั้นจะเดินผ่านไป

     “ถ้าเห็นใครก้มหัวให้ นายก็ต้องทำตามนะ นั่นคือการทักทายของพวกเรา”

     ฟังดูไม่ยากอะไร แต่สิ่งที่เขาสนใจคือคำพูดเมื่อกี้ต่างหาก

     ทั้งคู่ออกตัวเดินอีกครั้ง ทางเดินว่างโล่งเหมาะแก่การถาม ร่างบางจึงเข้าไปสะกิดแขนคนข้างหน้าที่เดินนำโด่อย่างรีบร้อน

     “ลิซ เมื่อกี้เธอหมายความว่าไง ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยสิ”

     ลิซ่าหันมาเพียงเสี้ยวหน้า แต่หมวกฮู้ดทำให้เขาเห็นเพียงปลายจมูกรั้น

     “ที่นายมาอยู่ที่นี่ได้เพราะพวกลัทธิดกซา”

     “ดกซาเหรอ?”

     “เผ่าบูชางู นายอยู่ที่นี่นาน น่าจะเคยได้ยิน”

     “ก็… เคยได้ยินแหละ”

     “พวกเรามีพระเจ้าที่เคารพรัก ทุกคนที่นี่ต่างศรัทธาในเทพงูที่ชื่อว่าเพมชิน และภรรยาของเขา ซองอึน หรือที่รู้จักกันในนามสตรีในชุดแดง”

     แทฮยองย่นคิ้ว รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา

     “พวกเราถูกปลูกฝังว่าเพมชินคือผู้สร้างดินแดนแห่งความสุข คือพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่จริง แม้เขาจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่พวกเราถูกชี้นำโดยคำทำนาย นาบีและแจจินจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อคืนชีพพระเจ้าของเรา”

     คนฟังได้แต่เงียบ เพราะกำลังเรียบเรียงข้อมูลเพื่อจะได้ตามอีกฝ่ายทัน

     “นายอาจจะคิดว่ามันบ้าใช่ไหมล่ะ แต่คำทำนายของพวกเราคือความหวังสุดท้าย ในนั้นบอกว่าพระเจ้าจะฟื้นตื่นจากความตายเมื่อได้กินความตายเป็นอาหาร”

     “อะไรนะ?”

     “นายกับคุณจองกุกคือคนที่อยู่ในคำทำนาย หนึ่งมนุษย์ หนึ่งบุตรแห่งงู… พวกนายได้ให้กำเนิดทายาทและนั่นแหละคือสิ่งที่พวกเราต้องการ ตำนานเจ้าสาวงูมีไว้เพื่อทำให้คำทำนายเป็นจริง หากพญางูและนายได้คู่กัน ไข่พวกนั้นก็จะเป็นร่างสถิตของพระเจ้า วิญญาณของนายก็จะเป็นเครื่องสังเวย”

     แทฮยองอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก

     “แต่ถึงแม้คุณจองกุกจะฆ่าท่านพญางูไป ทุกอย่างก็ไม่สูญเปล่า เพราะเขารักนายแถมมีเชื้อสายสืบทอดจากบุตรแห่งงูที่พวกเราต้องการ”

     กลุ่มคนในชุดคลุมเดินมาทางพวกเขา ทั้งสองฝ่ายค้อมศีรษะให้กันก่อนเดินแยกไปคนละทาง

     “และเพื่อให้คำทำนายสมบูรณ์ นาบีกับแจจินจึงเป่าหูพ่อนายให้ทำลายลูกในท้อง ซึ่งถ้าทำสำเร็จ นายจะตายและกลายเป็นเส้นสังเวย ไข่ในท้องนายก็จะให้กำเนิดพระเจ้า แต่พอพิธีถูกขัด นาบีเลยพยายามจับเผานายทั้งเป็นเหมือนพวกแม่มด”

     “พระเจ้า…” สิ้นคำอุทาน ลิซ่าก็ไม่ได้พูดอะไรอีกทำให้บรรยากาศเงียบไปพักใหญ่

     เธอเล่าถึงขนาดนี้แล้ว แต่ร่างบางกลับไม่นึกแปลกใจอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องไข่ ซึ่งสำหรับเธอนั้นถือว่าดีทีเดียว เพราะตอนนี้ขอแค่แทฮยองปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว ความจริง... เธอไม่ได้อยากพาอีกฝ่ายไปหาลูกเท่าไรหรอก เพราะเธอเองก็กลัวคนคนนั้นเหมือนกัน

     สักพักเธอจึงเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

     “พวกเราแทรกซึมไปทั่วหมู่บ้าน ตอนนี้หมู่บ้านอันแกมีแต่พวกเรา ถ้าหนีออกไปข้างนอกก็น่าจะยากเอาการ”

     ลิซ่าพาแทฮยองเลี้ยวไปยังทางเดินซึ่งล้อมไปด้วยเสียงโหยหวนจากห้องขัง ประตูลูกกรงทำให้นักโทษยื่นมือมาดึงชายชุดคลุมของร่างบางไว้

     “อ๊ะ!”

     “ฉันนี่แหละคือเจ้าสาว... เจ้าสาว… ลูกในท้องฉัน!”

     “ปล่อยนะ! ช่วยด้วย ลิซ!”

     คนถูกเรียกรีบหันมาและวิ่งเข้าไปแกะมือเหี่ยวย่นที่มีผื่นตุ่มจากโรคระบาด เมื่อหญิงชราในห้องขังไม่ยอมปล่อย ลิซ่าจึงกระทืบมือข้างนั้นจนเจ้าของมันแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บ

     “มาเดินตรงกลาง อย่าไปเดินริม”

     หญิงสาวจูงมือเรียวเพื่อเดินนำทาง ขืนปล่อยไว้ก็ไม่รู้ว่าจะโดนนักโทษคนไหนฉุดกระชากไปอีก

     แทฮยองมองไปรอบๆอย่างตื่นกลัว เสียงร้องที่นี่เหมือนเสียงเดียวกับที่เขาได้ยินในห้องขังชั้นล่าง นักโทษบางคนใช้เลือดตัวเองเขียนข้อความแปลกๆและบ่นพึมพำคนเดียว บางคนก็ทำร้ายตัวเองสารพัดอย่าง เช่น จิกผมตัวเอง เอาหัวโขกกระแทกกับผนังบ้างล่ะ กัดนิ้วตัวเองจนเลือดโชกบ้างล่ะ บางคนก็นั่งช่วยตัวเองอย่างไม่ละอายใจ บ้างก็พร่ำเพ้อถึงพระเจ้าและเจ้าสาวในตำนาน

     ดูๆไปแล้ว ที่นี่ไม่ต่างจากโรงพยาบาลบ้าสักนิด!

     “พวกเขาทำอะไร…”

     แทฮยองเดินไปเกาะหลังลิซ่าด้วยความกลัว เพราะเสียงกระซิบและสายตาพวกนั้นตามหลอกหลอนเขาตลอดทาง

     “พวกคนวิปลาส…” หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว “มนุษย์นั้นมักหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามกลัว และมักหาตัวแทนที่คอยชี้นำทางให้กับชีวิต แต่ถ้ามากเกินไป จิตใจของคนพวกนั้นจะห่างไกลจากความจริง จนไม่อาจอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้ พวกเราเรียกมันว่าอาการจิตคลั่ง”

     “เหมือนกับ… ผู้ป่วยโรคจิตเภทป่ะ?”

     “ก็ใกล้เคียง แต่พวกนั้นมีความเป็นมนุษย์มากกว่านักโทษเหล่านั้นซะอีก”

     เสียงร้องระงมเริ่มเงียบหายหลังจากที่พวกเขาเดินห่างออกมาไกลพอสมควร

     “คนที่จับชายเสื้อฉัน… ทำไมเขาถึงเอาแต่เพ้อถึงเจ้าสาว?”

     “เพราะหล่อนยึดติดกับคำทำนายเกินไป หล่อนศรัทธาในพระเจ้ามากถึงขั้นยอมให้ตัวเองเป็นเจ้าสาวแทน โกหกแม้กระทั่งว่ามีไข่อยู่ในท้อง”

     แทฮยองกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ หญิงคนนั้นยิ่งกว่าบ้าเสียอีก

     “ถึงแล้ว! นั่นไงประตูทิศตะวันตก”

     สุดทางเดินนั้นมีประตูเล็กๆซึ่งไร้ร่างของยาม มันคือประตูเดียวที่ถูกปล่อยปละ เพราะไม่มีใครอยากเดินผ่านห้องขังของเหล่านักโทษวิกลจริต ลิซ่าเดินนำลิ่วหยิบกุญแจออกมาไข แต่ไขอย่างไรก็ไขไม่ออก

     “เปิดได้รึเปล่า” ร่างบางชะโงกถามอย่างเป็นกังวล

     “มันติดอ่ะ… บ้าฉิบ!”

     หญิงสาวยังคงพยายามไขต่อไป จึงไม่ทันรู้ว่ามีอันตรายกำลังคลืบคลานเข้ามาหาอย่างช้าๆ

     แทฮยองได้กลิ่นเทียนไขโชยจากข้างหลัง เขาเหลียวหลังไปดู แต่กลับโดนไม้เท้าฟาดเข้าที่หลังศีรษะอย่างแรง ลิซ่ารีบหันมาดูร่างบางที่นอนสลบบนพื้นข้างๆชุดคลุมสีแดงของใครบางคน

     “แทฮยอง! ฟื้นสิแทฮยอง! แทฮยอง!!”



​To be continued

​______________________________

เอ๊าาาาาล่ะ! ถูกจับตัวอีกแล้ว มีคนรู้ทันแผนลิซ่าซะงั้น หวังว่าสองหนุ่มของเราจะปลอดภัยนะ ทำไมรู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์?5555 ปมในเรื่องทั้งหมดก็เคลียร์หมดแล้วน้า เหลือแค่ปมที่ว่าแม่ของจองกุกตามล่าแทกับลูกทำไม

ใครที่ยังไม่ไปอ่านภาคหนึ่งและอ่านตอนนี้ไม่เข้าใจ ก็ลองไปอ่านภาคหนึ่งก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวจะงงแล้วตามไม่ทัน ไรท์ไปต่อไม่รอแล้วเด้อออ อีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว นั่งเขียนไปก็ใจหาย นิยายเรื่องนี้จะจบแล้วเหรอ ฮือออ ไรท์รู้สึกอาวรณ์ยังไงไม่รู้ มันใจหายแปลกๆอ่ะ T T

ความคิดเห็น