facebook-icon Twitter-icon

พระจันทร์ที่อ่อนโยนและงามสง่า แท้จริงแล้วซ่อนเร้นด้านที่เฉยชาไร้ใจ #จักรวาฬพระจันทร์ยิ้ม

จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.9 (2/2) [ เจ้าวาฬน้องใหม่ของชมรมน้ำใสใจจริง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์

ชื่อตอน : จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.9 (2/2) [ เจ้าวาฬน้องใหม่ของชมรมน้ำใสใจจริง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์

คำค้น : เจ้าวาฬ , YAOI , ธัญล่าฝัน , จักรวาฬพระจันทร์ยิ้ม , ความฝัน , พระอาทิตย์ , พระจันทร์ , ทะเล

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.4k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มี.ค. 2562 19:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
จักร’วาฬ’พระจันทร์ยิ้ม Ep.9 (2/2) [ เจ้าวาฬน้องใหม่ของชมรมน้ำใสใจจริง ] ฉบับรีไรท์ตีพิมพ์
แบบอักษร

9

เจ้าวาฬน้องใหม่ของชมรมน้ำใสใจจริง

​(ต่อจากตอนที่แล้ว)












มีคนเคยบอกว่าเพลง...เป็นบ้านของความเจ็บปวด แต่สำหรับเจ้าวาฬ ในตอนนี้มันเป็นบ้านหลังใหญ่ของรอยยิ้ม เสียงดนตรีฟังสบายกับลมเย็นๆ ของแอร์หน้ารถที่โชยแผ่วกับใครสักคนที่เป็นเซฟโซนของเรา ฟังดูเข้าท่าจนไม่น่าจะมีอะไรดีไปกว่านี้


ตอนที่เดินลงจากตึกมา ยังนึกตกใจที่เจอกับพี่พระจันทร์ยิ้มที่เดินสวนมาจากทางสนามบาสพอดี เขาสวมเสื้อกล้ามสีส้มกับกางเกงบาสขาสั้นสีดำ มือถือลูกบาสสีส้ม มีเฮดแบนด์คาดศีรษะอยู่ พร้อมกับเหงื่อเม็ดโตที่ซึมตามไรผม


เจ้าวาฬแค่ยิ้มให้แล้วเบี่ยงตัวหลบ แต่พี่กลับเปิดประตูรถให้เขาขึ้นมานั่ง โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร เจ้าวาฬ ต้นข้าว และตุ้งติ้งก็ขึ้นมานั่งบนรถหรูของพี่เสียแล้ว สองคนนั้นชวนพี่คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือแม้กระทั่งคลอเพลงตามแล้วก็ส่งเสียงฮิ้วฮ้าวกันอยู่สองคนด้านหลัง พี่แค่ยิ้ม แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของใครบางคนสั่นไหว ร่างเล็กหันหน้าออกนอกหน้าต่าง เท้าคางเพื่อใช้มือปิดเสี้ยวหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง กลั้นยิ้มจนเมื่อยหน้าแทบแย่


เพลงที่ร้องว่าฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ เนื้อหาคุ้นหู ทำนองเก่าๆ คล้ายว่าจะเป็นเวอร์ชันแรกทำให้ร่างเล็กพยักหน้าตามจังหวะของเพลง ผู้วิเศษสำหรับเจ้าวาฬไม่จำเป็นต้องเสกปราสาทงามได้ ไม่จำเป็นต้องมีราชรถใด เพราะเจ้าวาฬไม่ได้อยากได้เจ้าชายในนิทานก่อนนอน แค่คนธรรมดาที่มอบรอยยิ้มอบอุ่นให้ทุกครั้งที่พบกัน ใครสักคนที่รู้ว่าเราควรจะทานสลัดผลไม้ในวันที่เบื่ออาหาร แค่พระจันทร์ดวงเดียว แต่สง่างามอยู่บนท้องฟ้าโดยไม่ต้องมีใครไปเทียบ


คำว่าใคร เป็นคำถาม และเจ้าวาฬมีคำตอบอยู่แล้วอย่างชัดเจน


ปีหนึ่งได้คำตอบตอนที่รถจอดลงที่หน้าห้างสรรพสินค้าว่าเรามีจุดหมายอยู่ที่ใด ร่างสูงเดินนำไปยังโซนของใช้จำพวกเครื่องสำอาง เลือกครีมกันแดดยี่ห้อแพงออกมาสองสามยี่ห้อ เปิดฝาดูแล้วดมกลิ่นของมัน


โครงหน้าคมยามที่พึงพอใจกับอะไรบางอย่างดูเซ็กซี่แทบละลาย ดวงตาสีดำสนิทหันมาสบตากับคนร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นระยะ ขณะที่ปีหนึ่งอีกสองคนขอตัวไปเลือกซื้อดินสอเขียนคิ้วแบบกันน้ำอยู่ที่ฝั่งเครื่องสำอางผู้หญิง รอยยิ้มร้ายของร่างสูงผุดพรายอย่างน่าหลงใหล ยิ่งจ้องนานก็ยิ่งแทบหยุดหายใจ


คล้ายกับจงใจล่อลวงให้ตกหลุมรักซ้ำๆ จนถอนตัวไม่ขึ้น


พี่หยิบตัวเทสเตอร์ออกมาแล้วบีบเนื้อครีมสีขาวลงบนหลังมือของเจ้าวาฬ ใช้ปลายนิ้วลูบวนจนเนื้อครีมซึมลงไปกับผิวเนื้อ ยกมือขึ้นไปแล้วจรดปลายจมูกลงบนหลังมือ เจ้าวาฬหยุดหายใจไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในห้องซาวน่า ลมหายใจผ่าวร้อน ดวงตาพร่ามัว เหมือนจะเป็นลม พี่แค่ดมกลิ่นของมัน แต่ริมฝีปากร้อนที่เฉียดหลังมืออยู่ถึงสองสามครั้งนั้นทำให้หัวใจไม่อาจห้ามไม่ให้คิดไปไกล


พระจันทร์ที่ดูเฉียบเย็น แท้จริงนั้นร้อนเร่าไม่ต่างจากดวงอาทิตย์


ร่างเล็กค่อยผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ ตอนที่พี่เก็บครีมขวดนั้นเข้าที่เดิม แล้วหยิบขวดใหม่ออกมา บีบเนื้อครีมลงที่หลังมืออีกข้างของเจ้าวาฬ แล้วลูบมันอย่างช้าๆ ใบหน้าคมนั้นเรียบเฉยเหมือนกับคนไม่ได้คิดอะไร แต่เจ้าวาฬกำลังคิดไปไกลออกนอกจักรวาล พี่จรดปลายจมูกลงมาอีกครั้ง คราวนี้ฝังแน่นเนิ่นนาน ช่วงชิงลมหายใจไปได้อย่างง่ายดาย ดวงวิญญาณล่องลอยอย่างไร้จุดหมายยามที่ดวงตาสีดำสนิทเงยขึ้นสบตา


มันดีนะ แต่ก็กลัว


ถ้าวันนึงพี่หายไป เจ้าวาฬต้องแย่แน่ๆ


ราวกับร่างสูงอ่านความรู้สึกของเขาออกได้ พี่ผละออกไปตอนที่วางครีมกันแดดขวดนั้นลงในตะกร้า พาเจ้าวาฬมาเลือกซื้อปลอกแขน แต่กลับไม่ใช่ไซซ์ของเขาเอง เป็นไซซ์ที่เจ้าวาฬสวมแล้วรัดแขนอย่างพอดี เลือกซื้อหมวกที่ลองแล้วลองอีกจนกว่าจะหาใบที่พี่ถูกใจได้ แต่แล้วมันก็กลับเป็นไซซ์ของเจ้าวาฬอีกเหมือนเดิม


“หิวไหม”


“ครับ?”


“หิวหรือยังครับ ทุ่มครึ่งแล้ว”


เจ้าวาฬตอบไปแม้ลมหายใจกำลังสะดุดชะงัก ทำไมพี่ชอบทำเสียงทุ้มใส่อยู่เรื่อย ได้ยินทีไรก็อยากจะนั่งลงกรี๊ดทุกที


“ไม่เป็นไรครับ คือผม...”


“โทรตามเพื่อนสิ บอกให้มาเจอกันที่ร้านนี้นะ” ชี้มือไปที่ร้านอาหารเกาหลีประเภทเนื้อย่าง ซึ่งดูจากการตกแต่งของร้านแล้วคงแพงน่าดู


เจ้าวาฬอยากทานข้าวกับพี่นะ แต่แพงขนาดนี้ก็เกรงใจอยู่ไม่น้อย ดูท่าแล้วพี่คงไม่ยอมหารแน่ๆ แต่จะปฏิเสธก็กลัวจะเสียโอกาสดีๆ ไป เลยต้องยกหูโทรศัพท์แล้วปล่อยเลยตามเลย


แม้จะไม่ถูกต้อง แต่ถูกใจก็คงพอโอเค


ร่างบางไหว้ขอบคุณอีกครั้งสำหรับมื้ออาหาร และสำหรับที่พี่มาส่งเขาเป็นคนสุดท้าย อ้อมแอ้มเบาๆ ว่าให้พี่ขับรถดีๆ แต่ไม่กล้าบอกว่าถ้าพี่ถึงแล้วโทรบอกผมได้ไหม กลัวพี่จะถามว่าในฐานะอะไรครับ แล้วหาที่ลงให้ไม่ถูก


ยืนมองร่างของตัวเองในกระจกบานสูง มือข้างหนึ่งถือผ้าขนหนูผืนเล็กแล้วคลี่มันออก ขยี้ลงบนกลุ่มผมเส้นเล็กละเอียดที่เปียกน้ำ แชมพูขวดสีม่วงกลิ่นหอมอ่อนโชยเบาๆ ผ่อนคลายจากลาเวนเดอร์ที่ฟุ้งกระจาย ก่อนจะคลี่ยิ้มเมื่อประสานสายตากับตัวเองในเงา


ตั้งแต่วันนั้นที่เริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองฝันร้าย แววตาของเขาไม่เคยเปลี่ยนเป็นประกายแบบนี้มากนัก บางครั้งมันหม่นแสง บางครั้งไร้ซึ่งความหวัง และบางครั้งทอแววความมืดดำเหมือนท้องทะเลลึกยามกลางคืน หดหู่ อ่อนล้า จนไม่อยากจะส่องกระจกอีกแม้สักวินาที


วันนี้เจ้าวาฬเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ในดวงตามีความทะเยอทะยาน จนต้องหัวเราะในลำคอทักทายมัน สัญญาณอันดีแต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ตื่นจากฝัน นั่งลงที่ปลายเตียง กดโทรศัพท์หาพี่หมอดาวเสาร์เพื่อเล่าเรื่องราวของวันนี้ให้ฟัง อยากได้ยินเสียงย้ำชัดว่ามันกำลังจะหายไป ฝันสีเทาที่คอยหลอกหลอน หลังจากนี้จะสว่างขึ้นแล้วใช่หรือไม่ แค่ยืนยันเบาๆ ให้มีแรงสู้


แต่พี่หมอคงยุ่ง ถึงไม่รับสายเจ้าวาฬ


ลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดแลบท็อปบนโต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะเปิดกระทู้ที่อยู่กับมันมาหลายปี วันนี้อัปเดตอีกครั้งเพื่อให้เพื่อนร่วมฝันรับรู้ความเป็นไป สีเทาที่เข้มข้นจนคล้ายสีดำ วันเวลาล่วงเลยจนแทบจางหาย กระนั้นสีเทายังเจือจาง รอคอยเวลาอันสมควรที่จะทำให้มันจางลงไปได้ดีกว่านี้


สวัสดีครับ ว.52 เองครับ

ไม่ค่อยมีปรากฏให้เห็น ว่าบทเพลงจะสามารถรักษาอาการซึมเศร้าได้จริง เพราะเพลงที่มีเนื้อร้องมักชักจูงความคิด บางครั้งอาจทำให้แย่ลงไปกว่าเก่า แต่สำหรับผม บทเพลงไม่ใช่บ้านของความเศร้า ผมจะไม่ปฏิเสธว่าในอดีตมันเคยเป็นเช่นนั้น แต่นั่นก็เพราะเรากำหนดมุมมองของเราเอาไว้ตรงนั้น ในวันนี้ผมได้ลองฟังเพลงเดิมในมุมมองใหม่ มันไม่ได้แย่ อาจเพราะผมไม่ได้ฟังคนเดียว เพราะข้างๆ ผมมีเขาอยู่ด้วย

ยกยิ้มมุมปากขณะแตะปลายนิ้วลงบนคีย์บอร์ด หยุดสายตายังรูปพระจันทร์ที่ปรินต์มาแปะไว้บนฝาผนัง บทต่อไปยังไม่ได้เริ่มเพราะออดหน้าห้องดัง มาเปิดจึงได้รู้ว่าลุงยามถือถุงกระดาษสีน้ำตาลขึ้นมาให้ ไม่ได้ระบุว่าใครให้มา แค่เอามาให้เจ้าวาฬแล้วกลับลงไป


ร่างเล็กขมวดคิ้วยามที่เปิดถุงกระดาษออก หยิบของข้างในออกมาดูอย่างระมัดระวัง เอียงคอมองสำรวจชิ้นแรกจนถึงชิ้นสุดท้าย หัวใจไหวหวิว ราวกับถูกจูบอ่อนหัดแผ่วเบาสัมผัสจนแทบหลอมละลาย ของในถุงเป็นของใคร ไม่ต้องมีโน้ตแปะมาเจ้าวาฬก็รู้


ครีมกันแดด หมวกแก๊ป ปลอกแขนไซซ์ที่เพิ่งลองมา ขวดแชมพูที่เป็นสบู่ได้ด้วยในตัวเหมาะสำหรับการพกไปเข้าค่าย และผ้าเช็ดผมผืนเล็ก มุมผืนมีลายการ์ตูนรูปพระจันทร์กำลังยิ้มท่ามกลางหมู่ดาว


กระดาษโน้ตใบเล็กที่เขียนข้อความลายมือยึกยือแปะอยู่บนกล่องแชมพู หยิบมาอ่านแล้วคลี่ยิ้มกว้าง ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง เพราะพระจันทร์สวย จึงไม่แปลกที่จะหลงใหล เอื้อมมือไขว่คว้าสุดแขนเพื่อให้ได้มา มีสิทธิ์แล้วใช่ไหมที่จะทำแบบนั้น ไขว่คว้าดวงใจที่ใครๆ ต่างหมายปองให้มาเป็นของเขา


[ ให้ :) ]

คำเดียวสั้นๆ พร้อมกับจุดอิโมติคอนรูปหน้าคนยิ้ม ร่างเล็กแปะมันลงไปบนหน้าผากของตัวเอง หลับตาลงก่อนจะหัวเราะออกมา บางครั้งพี่ก็ทำให้เจ้าวาฬรู้สึกเหมือนตัวเองมีปีก มั่นใจเหลือเกินว่าจะบินจากท้องทะเลขึ้นสูงจนถึงดวงจันทร์ ยิ่งได้รับความหวังก็ยิ่งมีความหวัง หยิบปากกาสีเดียวกันออกมาแล้วจรดมันทับลงไปในตัวอักษรรูปยิ้มระบายทับจนสีเข้มเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจ


[ ให้ ♥​ ]


ให้ใจ


อยากได้หัวใจ


ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะมีวันนั้น


เสียงติ๊งต่องดังขึ้นจากหน้าจอจนต้องลุกขึ้นจากฝันเพ้อละเมอมามองหน้าจอ มีคนมาตอบกระทู้ของเจ้าวาฬ นั่งอ่านด้วยรอยยิ้ม เจ้าเก่าเจ้าเดิม เห็นกี่ทีก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที


CrescentMoon ผมเคยได้ยินมาว่า เพลงจะพิเศษหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนที่เราฟังด้วย เจ้าของกระทู้คงพบคนที่ทำให้เพลงที่ฟังกลายเป็นเพลงพิเศษแล้วใช่ไหมครับ ยินดีด้วยนะครับ ขอให้ตื่นจากฝันร้ายไวๆ :)

คลิกเมาส์เข้าไปเพื่อดูโปรไฟล์ของสมาชิกในกระทู้ที่เห็นชื่อมาสักพักใหญ่ๆ แต่ก็ต้องถอนหายใจด้วยความผิดหวัง เพราะไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเขาแม้แต่รูปโปรไฟล์ อีเมลก็ซ่อนไว้ ไม่มีกระทู้ที่เขียน มีแต่กระทู้ที่ติดตามเกี่ยวกับฟุตบอลบ้าง กระทู้ท่องเที่ยวบ้าง นอกนั้นก็จิปาถะจนไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของบัญชีเป็นอย่างไร


ถ้าเขายังพอมีความโชคดีเหลืออยู่บ้าง ก็อยากจะลองเจอกันดูสักครั้ง เพื่อขอบคุณที่คอยให้กำลังใจกันมาเสมอ


เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ต้องละสายตาจากหน้าจอเดินมาที่หัวเตียง ถอดสายชาร์จออกเพราะมองตัวเลขบนหน้าจอแล้วเห็นเปอร์เซ็นต์ว่าคงจะพอให้คุยได้นานหลายนาที กรอกเสียงทักทายลงไปเพราะจำได้ว่าเป็นเบอร์ที่ป้อมยาม ลุงยามอาจจะมีเรื่องด่วนอยากจะคุยกับเขาก็ได้


“สวัสดีครับ เจ้าวาฬเองครับ คุณลุงมีอะไรรึเปล่าครับ หรือมีใครจอดรถผิดช่องอีกแล้ว เดี๋ยวผมโทรตามนิติให้”


“...”


มีเพียงเสียงลมหายใจจากปลายสาย เพียงแผ่วเบาก็ทำให้ใจเสีย ลุงยามอายุมากแล้ว หรือแกจะเป็นอะไรไปเพราะทำงานหนักกันนะ


“ลุงครับ โอเคไหม ผมจะลงไป...”


“ฝันดีนะครับ”

“...”


“แล้ววันเสาร์นี้เจอกันตอนสิบโมงนะ”

ไม่ต้องมีลมพัดตึงก็หงายหลังจากภูกระดึงไปถึงเมืองเลย


เจ้าวาฬยกมือขึ้นปิดปาก เพราะปลายสายพูดแค่สองประโยคแล้วก็ตัดไป แม้เพียงเท่านั้นน้ำเสียงทุ้มที่เรียบนิ่งก็จำได้ขึ้นใจ เอาหน้าซุกผ้าห่มแล้วพันมันไว้รอบตัว กรี๊ดสุดเสียงอัดลงไปในหมอน แทบตายแต่ยังดีที่หายใจทัน ลุกขึ้นมาอีนุงตุงนังกับตัวเองว่าจะเอาอย่างไรต่อดี วิ่งลงไปจะทันไหม สภาพแบบนี้จะดูดีหรือเปล่า เพิ่งอาบน้ำออกมามีแต่ชุดคลุมตัวเดียว หรือจะช่างหัวชุดคลุมแล้วรีบกดลิฟต์ลงไปเลย


สุดท้ายความอายก็ทำให้พ่ายแพ้ พี่คงหัวเราะที่เจ้าวาฬรีบกระวีกระวาดลงมาทั้งที่อยู่ในสภาพแบบนั้น อีกทั้งประโยคสุดท้ายก็บอกแล้วนี่ว่าให้เจอกันอีกทีวันเสาร์ พี่คงกลับแล้วจริงๆ ลงไปก็คงไม่เจอ


นอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง คลี่ยิ้มกับโทรศัพท์แล้วถึงมาระลึกได้ในภายหลังว่า จริงๆ แล้วในท้องทะเลก็ไม่ได้มีแต่เจ้าวาฬผู้โดดเดี่ยวนี่นา ก็ยังมีน้องกุ้งน้องหอย น้องปูปลาม้าน้ำ แล้วก็มีผีด้วย


ผีทะเล :)


คนอะไร ผีทะเลชะมัดเลย แล้วแบบนี้จะไม่ให้ฝันดีได้ยังไงไหว


เป็นพระจันทร์ประเภทไหนกัน อบอุ่นจนจะบ้าตายอยู่แล้ว











ไม่มีเสียงกลองรบดังสนั่น และไม่มีชายฉกรรจ์มาปกปักปฐพี


มีแต่เจ้าวาฬที่วิ่งกระหืดกระหอบหิ้วกระเป๋าเป้ใบหนักลงมาจากรถบัสคันโตไปตามเสียงกลองทอมที่ตีอยู่หน้าห้องประชุม เพื่อเร่งน้องๆ จากชมรมน้ำใสใจจริงของมหาวิทยาลัยที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกับฐานทัพเรือสัตหีบให้วิ่งเร็วยิ่งขึ้น ในระหว่างทางรถคันข้างหน้าดันเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถติดยาวเป็นแพ กว่าจะเคลื่อนตัวได้ก็ทำให้เวลาล่วงเลยมานาน เวลาเบรกช่วงบ่ายจึงต้องถูกตัดออกไป แก้ปัญหาโดยการแจกกล่องขนมปังกับนมให้แล้วรีบเร่งให้น้องๆ เข้าห้องประชุมฟังบรรยายโดยเร็ว เจ้าวาฬก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องรีบกินรีบอิ่มเหมือนคนอื่นๆ กวาดสายตามองหาประธานชมรมที่วิ่งหัวหมุนตั้งแต่เช้าโดยยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปทักทาย พี่คงกำลังเตรียมตัวกล่าวรายงาน และไม่รู้ว่ามีอะไรตกถึงท้องหรือยัง


พอนิสิตแต่ละคนต้องตื่นแต่เช้า แล้วมานั่งฟังบรรยายในช่วงบ่าย แน่นอนว่าจะต้องมีบางคนที่ง่วงเหงาหาวนอน แต่ความจำเป็นทำให้ต้องปรือตาขึ้นมาฟังเพื่อรักษามารยาท เจ้าวาฬเป็นหนึ่งในนั้น ถ่างตาตัวเองเมื่อจ้องมองคนที่ยืนอยู่หลังโพเดียม รั้งตัวเองไว้ไม่ให้ถูกดึงลงสู่ห้วงแห่งฝัน (กลางวัน) เพราะไม่อยากให้พี่เสียใจตอนที่มองมาแล้วเห็นว่าผู้ฟังนั่งหลับ


มีหลักเกณฑ์หลายอย่างทีเดียวในการจัดวางปะการังเทียม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และอาจไม่ได้จบในคราวเดียว ต้องประสานไปอีกหลายฝ่ายเพื่อขอความร่วมมือ โชคยังดีที่ชมรมขอสปอนเซอร์จากองค์กรเอกชน คราวนี้จึงไม่ได้มีแค่นิสิตจากทางมหาวิทยาลัย วันพรุ่งนี้เราจะได้เห็นสำนักข่าวมาทำข่าว และเห็นนักการเมืองท้องถิ่นมาทำพิธีเปิดด้วย


กว่าจะเอาชีวิตรอดออกมาจากห้องประชุมได้ก็แทบแย่ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีวนิลา จริงๆ ต้องบอกว่า วนิล้า ดูเหนื่อยล้าเหมือนกับเจ้าวาฬที่เดินง่อกแง่กหิ้วกระเป๋าเข้ามาเก็บในห้องนอนที่แยกชายหญิง


ตุ้งติ้งแยกไปนอนกับผู้หญิงจากคณะอื่น ส่วนเจ้าวาฬกับต้นข้าวเลือกที่จะนอนด้วยกันในบังกะโลที่ต้องนอนสี่คน ไม่รู้ว่าอีกสองคนที่ถูกจัดมาคู่ด้วยจะเป็นใคร ขอแค่ไม่ใช่คนที่นอนกรนเป็นใช้ได้ เพราะเจ้าวาฬตื่นง่ายหลับยาก กว่าจะหลับได้ก็ใช้เวลาข่มตาตั้งนาน ถ้ามีคนนอนกรนมาอยู่ร่วมห้องคงตื่นมาตาเขียวเหมือนถูกชกเพราะนอนไม่หลับ


ต้นข้าวล้มตัวลงนอนทันทีที่เจอเตียง ทำให้เพื่อนรักอย่างเจ้าวาฬต้องดันกระเป๋าเข้าใต้เตียงให้เพื่อน ห่มผ้าให้เพื่อนด้วย ก่อนจะผละมาจัดของของตัวเองบ้าง


ประตูห้องถูกเปิดเข้ามา มีเสียงทักทายจากเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนที่ทำให้เจ้าตัวเล็กต้องเงยหน้าจากการพยายามล็อกตู้แล้วเอ่ยทักทายกลับไป เหมือนเจ้าวาฬจะไม่ใช่คนโปรดของพระเจ้า เพราะพอหนีจากเหมือนดาวมาได้ ก็ยังต้องมาเจอกับคนคนเดิมที่เคยสร้างฝันร้ายเอาไว้ในอดีต วันนี้อยู่ใกล้กันจนน่ากลัว เป็นรูมเมตกันที่เตียงข้างๆ


“หวัดดี”


“ครับ” เอ่ยตอบเสียงแผ่วแล้วก้มหน้าลงกับกระเป๋าตัวเอง


“จำเราได้ป้ะ”


“อืม”


จำได้สิ

นิมบัส หน้าลูกครึ่ง สูงกว่าเจ้าวาฬตั้งเยอะ ตอนแนะนำตัว ม.4 จำได้แม่นว่าชื่อนิมบัสมาจากชื่อของกลุ่มเมฆคิวมูโลนิมบัส เมฆรูปร่างใหญ่คล้ายภูเขา ฐานเมฆต่ำ สีดำ หนาทึบ มีฟ้าแลบฟ้าร้อง เป็นเมฆที่เรียกว่าฟ้าคะนองโดยแท้


ก็คะนองตามชื่อจริงๆ ของเขานั่นแหละ


ครั้งที่เจ้าวาฬถูกป้าที่เป็นผอ.โรงเรียนเรียกไปพบหลังจากที่ถูกเพื่อนแกล้งเพราะไม่ให้ลอกข้อสอบ นิมบัสเป็นคนเอาข่าวเรื่องนี้ไปแพร่ให้คนอื่นได้ยิน กลายเป็นว่าใครๆ ต่างก็พากันกล่าวถึงเขาในทางเสียหาย ไม่อยากคุยด้วย เลี่ยงที่จะเข้าหา เป็นเด็กขี้ฟ้อง เด็กเส้น หลานรักของป้าใครอย่าแตะ จนเพื่อนๆ ไม่มีใครอยากยุ่ง


เป็นคนเอากระเป๋าสตางค์ของเจ้าวาฬโยนลงสระว่ายน้ำ จุดที่ลึกที่สุดแล้วให้กระโดดลงไปเอา ทั้งที่วันนั้นไม่มีเรียนว่ายน้ำ เป็นคนหลอกให้เจ้าวาฬใส่ชุดนักเรียนมาคนเดียว ในวันที่คนอื่นสวมชุดพละกันทั้งหมด


เป็นอีกหนึ่งคน ที่ทำให้ช่วงเวลาม.ปลายสามปีถูกแต่งแต้มด้วยสีเทา ฝันร้ายที่ไม่อยากตื่นไปเจอ


“อะไร ทำไมหันหน้าหนีเราล่ะ” เสียงทุ้มของเขาเอ่ยพร้อมหัวเราะ


“ยังไม่หายโกรธเราอีกเหรอ มันก็นานแล้วป้ะ ถ้าไม่ได้เส้นป้าจริงก็ไม่เห็นต้องโกรธป้ะวะ ฝังใจอะไรขนาดนั้นอะ เป็นตุ๊ดอ๋อ?”


ถอนหายใจออกมาอย่างช้าๆ ตอนที่ตบหมอนหนุนให้ฟู เปิดกระเป๋าแล้วหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาคล้องคอ เอ่ยพูดด้วยเบาๆ โดยไม่มองหน้า


“จัดของกันเบาๆ หน่อยก็แล้วกันนะ เพื่อนเรานอนอยู่ เขาเหนื่อย เราไม่อยากให้ตื่น”


ก่อนจะเดินจากมา


ถอดรองเท้าเอาไว้บนชายหาด แล้วค่อยๆ หย่อนปลายเท้าลงไปสัมผัสกับความละเอียดนุ่มของพื้นทราย ค่อยๆ เดินเลียบชายหาดไปในบริเวณที่ถามทหารแล้วบอกว่าตรงนี้เดินเล่นได้ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ ด้วยความเหม่อลอย คิดอะไรไปตามใจโดยไม่ได้สนใจว่าความคิดนั้นจะย้ำชัดฝันเทาๆ ให้ชัดกว่าเดิมหรือไม่ ในเมื่อคนเขียนฝันยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยสักนิด


ไม่ได้อยากจะถอนหายใจ แต่ก็เผลอทำไปแล้ว ทรุดตัวลงนั่งริมหาดทราย ใกล้ๆ กับขอบทรายที่น้ำจะขึ้นมาถึง วาดมือลงกับพื้น หยิบเปลือกหอยขึ้นมาแล้วลองโยนมันลงไปในน้ำ


เหมือนอะไรรู้ไหม


เจ้าวาฬคลี่ยิ้มอ่อนๆ แค่นหัวเราะกับตัวเอง มันก็เหมือนกับแผล การสร้างบาดแผลนั้นง่ายนิดเดียว ส่วนหลังจากนั้น มันจะกระจายวงกว้างแค่ไหน หรือจมลึกลงไปแค่ไหน ใครจะสน


มีเพียงสายน้ำเท่านั้น ที่รู้ว่าความอัดอั้นนั้นลึกล้ำเท่าไหร่ มีเพียงผู้ถูกกระทำ ที่จะมองเห็นว่าแม้ผิวน้ำที่กระจายวงกว้างนั้นเริ่มจางหายไปจนเรียบนิ่งเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น แต่แท้จริงแล้วหินก้อนหนักๆ ที่ถูกโยนลงมานั้นทับถมความรู้สึกจนใกล้จะถึงจุดล้นเอ่อ แม้กระทบเพียงนิดเดียวน้ำก็กระฉอกออกมาได้อย่างง่ายดาย ความรู้สึกของคนเราก็เช่นกัน บอบบางเพียงนั้น เปราะบางง่ายจนไม่อาจเอาน้ำของเราไปวัดกับน้ำของใคร เขาอาจไม่เห็นว่าหินก้อนนั้นมันแหลมคม บาดลึกทำร้าย แต่สำหรับเจ้าวาฬ มันเป็นหินก้อนเล็กๆ ที่ร้ายกาจจนไม่อยากเฉียดใกล้อีก


ไม่ได้อยากให้ความเศร้าเป็นงานอดิเรกสักหน่อย แต่ทำไงได้ ยังไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้นนี่นะ


ตอนที่ลมโชยต้องหน้า สัมผัสบนไหล่ทำให้ต้องละสายตาจากการมองภาพผ่านเลนส์มามองว่าเกิดอะไรขึ้นกับผ้าคลุมผืนบาง เจ้าของมันเดินไปนั่งอยู่เบื้องหน้าเจ้าวาฬ ปล่อยให้น้องปีหนึ่งคลี่ยิ้มแล้วกระชับผ้าคลุมไหล่ให้ตัวเองแน่นขึ้น แม้วันนี้พี่จะดูเหนื่อย แต่บนใบหน้านั้นยังมีรอยความสดใส มุมปากเจือรอยยิ้มจางตอนที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปท้องฟ้าตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เปลี่ยนจากวันสีส้มให้กลายเป็นสีน้ำเงิน


มันกำลังทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวหรือเปล่านะ


ไม่ใช่ แม้ว่านี่คือการมาเจอกันระหว่าง 52 Hz. ผู้เดียวดายกับท้องฟ้าสีเศร้า แต่มันไม่ได้ทำให้รู้สึกหงอยเหงาอย่างที่คิด ตอนแรกคิดว่าจะเหน็บหนาว นั่งจมอยู่กับความคิดงี่เง่าของตัวเอง แต่ช่วงเวลานั้นก็ไม่ได้อยู่นาน เพียงไม่นานพระจันทร์ดวงสวยก็เข้ามาทำให้ผืนฟ้ากลับกลายเป็นท้องฟ้าที่น่ามองอีกครั้ง


พี่มาได้ตรงเวลาเสมอ ราวกับคอยจ้องมองเขาอยู่ทุกย่างที่ก้าวไป


ร่างเล็กกลั้นใจเอ่ยถามออกไปก่อน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ แบบนี้


“เหนื่อยไหมครับ”


พี่แค่หัวเราะเบาๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ปีหนึ่งเลยเงียบบ้าง คิดว่าพี่คงเหนื่อยเกินกว่าที่จะมีแรงแค้นเสียงออกมาอีกแม้แต่แอะเดียว มองไปยังท้องฟ้ากว้าง ไม่ได้คุยกันก็ไม่เป็นไร ได้นั่งมองพระอาทิตย์ตกด้วยกันก็เป็นบรรยากาศที่โรแมนติกสุดใจ ถือว่าเกินคาดแล้วล่ะสำหรับเจ้าวาฬ


ตอนที่ยกกล้องขึ้นมา หวังจะบันทึกภาพแผ่นหลังของคนเบื้องหน้าที่นั่งอยู่ มันย้อนแสง แต่ก็ไม่คิดจะปรับแสงของภาพใหม่ ชอบที่เห็นเพียงเงา ชอบตัวเองที่แม้จะเป็นเงาด้านหลังแต่ก็ยังรับรู้ด้วยหัวใจว่านี่คือเงาของใคร เล็งโฟกัสให้พี่อยู่ในจุดที่สวยที่สุดในภาพ กำลังจะแอบกดชัตเตอร์ แต่แล้วโจรขโมยภาพก็ถูกจับได้ เจ้าของเงาหันมาพร้อมรอยยิ้มและสายตาคมกริบสีรัตติกาลจ้องมาที่กล้องของเขาพอดี


เสียงแชะลั่นขึ้น ปีหนึ่งแทบจะมุดหน้าตัวเองลงทรายไปตามปูลม ยิ่งพี่หัวเราะก็ยิ่งทำให้อายเข้าไปใหญ่ รูปนี้สวย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจเพราะรอยยิ้มนั้นถูกมอบให้คนหลังกล้องล่ะมั้ง คิดว่างั้น ถ้าพี่ไม่ได้ยิ้มให้เจ้าวาฬแล้วจะยิ้มให้ต้นมะพร้าวที่ไหนล่ะ จริงไหม


“หายแล้วครับ”


เสียงทุ้มลอยมาทำให้ปีหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากการก้มงุดๆ มองไหล่กว้างของพี่ที่ดูอบอุ่นน่าซบจะตายไป


“หายเหนื่อยแล้ว”


ให้ตาย...ทำไงดี


จู่ๆ พี่ก็หันมาบอกแบบนั้น ไม่ได้ตั้งตัวสักนิด มือไม้ก็ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน แกะกะเสียจนอยากตัดมันทิ้ง เจ้าวาฬคงเลิ่กลั่กจนพี่สงสาร ก็เลยจะลุกหนีไปเพื่อให้วาฬตัวน้อยได้มีโอกาสหาปะการังซุกซ่อนตัวเพื่อตั้งหลัก ขอบคุณครับ ในความเมตตานั้นช่างงดงามเสียจนอยากขอบคุณอีกร้อยครั้ง


...อย่างนั้นเหรอ...


เปล่า จริงๆ แล้วพี่ใจร้ายกว่าที่คิด ร่างสูงไม่ได้เดินหนีไป แต่ลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาใกล้เจ้าวาฬอีก ก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แผ่วเบาแต่สั่นคลอนหัวใจอย่างรุนแรง คงทำให้เจ้าวาฬจำภาพที่พระอาทิตย์ตกในวันนี้ไปจนวันตาย เพราะมันเป็นวันแรกที่สร้างภาพจำของพระอาทิตย์ตกในเฟรมเอาไว้ด้วยคนสองคนที่ไม่น่าจะมาบรรจบกันได้ เพราะอีกคนคือท้องฟ้า ส่วนอีกคนคือทะเล


“ถ่ายคู่กันดีกว่านะครับ”


พี่ใช้กล้องของเจ้าวาฬ หมุนจอมาด้านหน้า มือหนานั้นอ้อมมาจับศีรษะของเจ้าวาฬให้เอียงเข้าหาจอภาพนิดหนึ่ง พี่เองก็เช่นกัน ศีรษะของเราสัมผัสกันเล็กน้อย คลี่ยิ้มออกมาอย่างตลกๆ ลั่นชัตเตอร์แม้ว่าหน้าของเราจะเลือนราง แต่ความรู้สึกกลับชัดเจนราวกับยืนดูพระอาทิตย์ตกอยู่นอกจักรวาลด้วยกันจริงๆ


กลัวว่าพี่จะได้ยินเสียงใจเต้น


“ไอ้...”


เสียงของพี่เป็นเอกตะโกนเรียกชื่อจริงๆ ของพี่พระจันทร์ยิ้มจากริมหาด ทั้งคู่หันไปมอง ส่วนพี่นั้นยืนขึ้นพร้อมกับส่งมือให้เจ้าวาฬจับเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น พอเห็นว่าปีหนึ่งลังเล แขนแกร่งก็คว้าเอวเล็กแล้วรั้งให้ยืนขึ้นเสียเอง ดันแผ่นหลังบางๆ ให้เดินเข้าฝั่งแล้วตอบกลับเพื่อนที่เจ้าวาฬคุ้นตาที่กำลังยืนมองคนทั้งคู่อยู่


“มีอะไรมึง”


“กูมาตาม ข้าวเสร็จแล้ว รีบกินจะได้รีบเข้านอนกัน พรุ่งนี้ตื่นเช้า”


“อืม ขอบใจ”


เจ้าวาฬเลยต้องพลอยยกมือไหว้ขอบคุณไปด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่เป็นเอกถึงส่งสายตายิ้มล้อๆ มาให้ เพราะพี่พระจันทร์ยิ้มเตะทรายใส่เพื่อนเสียก่อน แล้วก็บอกว่า ‘หยุดทำสายตาแบบนั้นใส่น้องได้แล้ว’


“คร้าบเพื่อนรัก วันหลังกูจะไม่เข้ามาในจังหวะแบบนี้ก็แล้วกันเนอะ”


“เนอะที่ตีน จะกินข้าวก็รีบไป มายืนอ้อล้ออยู่ได้”


“อู้ว มีคนอารมณ์เสีย โอ๊ยๆ ไปแล้วๆ ฮ่าๆ”


ทำท่าจะเตะอีกทีพี่เป็นเอกถึงได้วิ่งหนีไป


แอบเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงเล็กน้อยว่าดวงตาสีนิลนั้นโกรธจริงหรือไม่ โล่งใจที่มันไม่ใช่ แววตาที่น่าหลงใหลคู่นั้นทอแววขบขัน โคลงหัวเจ้าวาฬแล้วแตะข้อศอกให้ออกเดินไปเบื้องหน้า


ร่างเล็กโบกมือให้ตุ้งติ้งที่กวักมือเรียก พร้อมกับชี้ลงไปที่เก้าอี้ที่คาดว่าคงจองไว้ให้ หันมามองพี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนไหว้ลา แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างเพื่อนที่เขี่ยพริกออกไว้ให้เพราะรู้ว่าเจ้าวาฬไม่ทานรสจัด


“เออนี่ มีคนเค้าฝากมาให้มึงอะค่ะขวัญใจ”


ต้นข้าวยื่นกล่องที่สลักลายไทยกล่องเล็กให้เจ้าวาฬขณะพูดทั้งๆ ที่ไข่เจียวยังเต็มปาก ร่างเล็กรวบช้อนส้อมอย่างสุภาพก่อนจะเอื้อมมือไปรับมาจากเพื่อนที่นั่งตรงข้าม ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเพราะเขาไม่เคยมีของลายไทยแบบนี้มาก่อน


“อย่าถามกูนะว่าของใคร เค้าฝากต่อๆ กันมา บอกว่าให้มึง”


“แกะดิ อยากรู้ว่าคืออะไรอะ” แม้แต่ตุ้งติ้งก็ชะโงกหน้ามามอง ต้นข้าวพยักหน้าเห็นด้วย


ร่างเล็กเลยดื่มน้ำล้างคอแล้วเปิดกล่องสีเงินสลักลวดลายสวยงามนั้นออก ข้างในเป็นขนมไทยก้อนสีเหลืองแต้มด้านบนสีเข้มเอาไว้เหมือนลูกจัน เพื่อนทั้งคู่ขมวดคิ้ว บ่นอุบว่าขนมไรวะ ไม่เคยเห็น หรือ นึกว่าจะเป็นการ์ดบอกรักอะไรเทือกนี้ พอไม่ได้อยู่ในลิสต์ที่จะสนใจ เลยเลือกจะหันกลับไปสนใจจานอาหารมื้อหลักตรงหน้าต่อ


อาจมีแค่เจ้าวาฬที่รู้จักมัน ขนมไทยหาทานยาก ชื่อเพราะ แทบจะไม่เคยเห็นแล้วในชีวิตประจำวัน คุ้นๆ เพราะคุณแม่เคยทำให้ทานก่อนท่านจะย้ายไปอยู่นอก ขนมที่เห็นแล้วก็ได้แต่คลี่ยิ้มออกมา เพราะรู้ทันทีว่ามันมาจากใคร


ขนมเสน่ห์จันทร์


เอี้ยวตัวไปมองคนร่างสูงที่นั่งอยู่โต๊ะห่างออกไปตั้งไกล บังเอิญหรือเปล่าไม่รู้ พี่ดื่มน้ำในแก้วใสแต่จ้องมาที่เจ้าวาฬพอดี ใบหน้าเขาดูเรียบเฉย แต่ดวงตาสีดำขลับกลับมีประกายจนทำให้ต้องหลบสายตา บอกแล้วไงว่าหัวใจเป็นเพียงก้อนเนื้อ ใครจะไปสู้กับอะไรหนักๆ ตั้งขนาดนี้ได้ไหวกันเล่า


มองเจ้าขนมตัวดีแล้วปิดฝากล่องเอาไว้ ขอโทษต้นข้าวกับตุ้งติ้งอยู่ในใจที่เสน่ห์จันทร์กล่องนี้เจ้าวาฬจะกินคนเดียวไม่แบ่งใคร จะกินจนความรู้สึกมันระเบิดอยู่ในอกจนตู้ม เป็นโกโก้ครั้นช์ระเบิดกระจาย เพราะหลงรักพี่จนมากกว่านี้ไม่ไหว ไม่รู้จะเอาจากไหนให้แล้ว


“ทานให้อร่อยนะครับ”

สะดุ้งสุดตัวเพราะจู่ๆ ห้องทานข้าวก็มีเสียงทุ้มของประธานชมรมที่เอ่ยผ่านโทรโข่งบอกกับคนที่นั่งรวมกันอยู่ในห้องอาหาร สมาชิกชมรมคนอื่นเอ่ยขอบคุณ บ้างก็ตอบกลับว่าเช่นกัน ปนกับเสียงกรี๊ดเบาๆ ของสาวๆ ต่างคณะที่เจ้าวาฬจำชื่อไม่ได้ แม้แต่ร่างบางก็พลอยพยักหน้าไปด้วยตอนที่ตั้งใจจะพยายามทานข้าวในจานต่อให้หมด


พี่คลี่ยิ้มตอนที่เดินไปเก็บจาน เจ้าวาฬน้อยคงไม่รู้ว่าประโยคเมื่อครู่มีจุดมุ่งหมายตั้งใจจะบอกกับคนคนเดียว


ทานให้อร่อยนะครับ คนดี :)






TBC.

สำหรับพระเอกของเรานั้นก็คือ..

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว