สวัสดีนักอ่านที่หลงเข้ามานะคะ😂 เรื่องนี้ก็สยองๆหน่อยนะ และก็อย่าลืมเอาตับมาด้วยล่ะ คราวนี้นายเอกเราใจร้ายมากๆ ชอบไม่ชอบหรืออยากติชมอะไรก็เม้นต์พูดคุยได้เลยน้าาาา

เขี้ยวที่ 12 : แจกันที่แตกร้าว

ชื่อตอน : เขี้ยวที่ 12 : แจกันที่แตกร้าว

คำค้น : BTS , kookv , allv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2562 01:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เขี้ยวที่ 12 : แจกันที่แตกร้าว
แบบอักษร

เขี้ยวที่ 12

แจกันที่แตกร้าว

“เมื่อแจกันแห่งความเชื่อใจได้แตกลงฉันใด

ดอกไม้ซึ่งเปรียบเสมือนความรักย่อมพังลงฉันนั้น”


     มันช่างเจ็บเหลือเกิน จองกุกยังคงจำคำสอนของคุณพ่อได้ดี คำสอนที่อธิบายถึงความรักในตอนที่เขายังรักใครไม่เป็น 

     แต่เมื่อได้รักแล้ว ก็เพิ่งรู้ว่ามันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด…

     และได้รู้ว่าสิ่งที่เจ็บที่สุดเมื่อโดนหักหลังคือ… ความรักของอีกคนเป็นเพียงแค่การแสดง

     “ผมทำอะไรผิด”

     จองกุกเฝ้าถามคำถามนี้ขณะอาบน้ำในห้องน้ำอันเงียบสนิท มีเพียงเสียงน้ำสาดจากฝักบัวที่คอยอยู่เป็นเพื่อน หยาดน้ำที่ชะโลมร่างกายได้ปัดไล่ความอ่อนล้า แต่ไม่อาจชะล้างความเจ็บปวดภายในใจ เขาเพิ่งรู้ว่าการยืนให้น้ำฝักบัวสาดร่างไม่ได้ช่วยอะไรเลย

     เขาจะไม่รู้สึกดีขึ้นหากไม่ได้ร้องไห้

     แต่น้ำตามันไม่ยอมไหล…

     เพราะความรู้สึกสับสนและการไม่ยอมรับความจริง ทำให้เขาติดอยู่ในวังวนของตัวเอง 

     สู้โกหกตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ?

     ดีกว่าต้องมานั่งยอมรับ นั่งเสียใจในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเสียไป

     แล้วไหนจะชีวิตที่ไร้บ้านนั่นล่ะ ไหนจะคำสัญญาอีก จะให้เขาทิ้งสองคนนั้นไปงั้นหรือ 

     นายจะเห็นแก่ตัวไม่ได้นะ จองกุก

     นายจะต้องไม่ทิ้งพวกเขา…

     กดมันเข้าไปสิ ความเสียใจพวกนั้นน่ะ กดมันเข้าไปเลย เอาให้ลึกจนลืมไปเลยยิ่งดี

     ที่เหลือก็แค่ทำตัวปกติ…

     ในเมื่ออีกคนแสร้งว่ารัก เขาก็ต้องแสร้งว่ารักกลับ

     “อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ”

     เมื่อเขามุดตัวเข้ามาในเต็นท์ ร่างบางที่กำลังหวีผมอยู่ได้หันมาถามเสียงหวาน คลานมานั่งบนตักเอาจมูกสูดดมกลิ่นสบู่

     “ตัวหอมจัง”

     วงแขนเล็กยกขึ้นกอดรอบคอหนา อ้อมกอดนั้นเคยเป็นของเขา แต่ตอนนี้กลับถูกแบ่งให้ใครอีกคน

     “นิ่งเชียว นี่แน่ะ!” 

     วิโอเรลขโมยหอมแก้มฟอดหนึ่งเพราะเห็นเขาเงียบผิดปกติ แต่ใจเขากลับไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อริมฝีปากอีกคนสัมผัสผิว

     “ยังนิ่งอีก ไหนดูซิว่ายังจะนิ่งได้อีกไหม”

     สุดท้ายเขาก็ถูกจูบ แต่จูบนั้นช่างจืดชืดไร้รสชาติ ทั้งที่ร่างบางสอดลิ้นเข้ามากระหวัดเหมือนทุกครั้ง 

     วิโอเรลกำลังจูบเขา แต่ทำไมเขารู้สึกเหมือนได้จูบกับคนอื่น

     ยิ่งได้สัมผัสก็ยิ่งเจ็บ

     “พอก่อน…” เขาดันไหล่บางออกเบาๆ “พวกเจโฮปเขารอนานแล้ว เราออกไปกันดีกว่า”

     ร่างบางมุ่ยหน้า แลบเลียปากด้วยความเสียดาย “ก็ได้ แต่เรายังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะ”

     ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าในดวงตาคู่นั้น มีภาพของใครอีกคนที่ไม่ใช่เขา

     แต่กลับเป็นภาพของไอ้เพื่อนสารเลวแทน

     “ไปกินสิ จีมเขาเตรียมไว้ให้แล้วแน่ะ”

     “แล้วจองกุกไม่หิวเหรอ”

     “ไม่หิวครับ…”

     ตอนนี้เขาไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น เหมือนกับที่เขาไม่อยากได้รับสัมผัสจากวิโอเรลอีก

     เพราะเดี๋ยวจะเกลียดอีกคนไปมากกว่านี้

     “กว่าจะย้ายก้นมาได้นะ นึกว่าต้องให้ไปต่อยท้องแล้วอุ้มขึ้นรถซะอีก”

     “จีมก็… จะเป็นมิจฉาชีพแล้วเหรอ” วิโอเรลเดินไปบีบไหล่หนาของจีมินที่นั่งล้อมวงทานข้าวเช้ากับคนอื่น คนถูกแซวก็เคี้ยวข้าวจนแก้มตุ่ย ไม่ตอบอะไรร่างบางอีก

     “ป่านนี้พวกไอ้นัมเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ หวังว่าจะยังปลอดภัยกันอยู่นะ” โฮซอกตีหน้าเศร้าขณะเขี่ยข้าวเล่น ความกังวลทำให้เขาทานอาหารไม่อร่อย

     “พวกนั้นต้องปลอดภัยแน่ เชื่อสิ” จีมินหันมาปลอบใจ 

     ส่วนจองกุกไม่คิดเหมือนสองคนนั้น

     เขากลับภาวนาขอให้พวกมันตาย!

     ยุนกิกินข้าวเงียบๆพลางช้อนมองจองกุกอย่างสังเกต ทุกอย่างจะยังคงปกติต่อไปหากจีมินไม่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วร้องโวยวาย

     “เฮ้ย! พวกมึง มันจะสายแล้ว เอาข้าวไปกินในรถเหอะ”

     “อ้าว งั้นก็รีบไปกันดิ เดี๋ยวกูจะเหยียบคันเร่งมิดเลย”

     ทุกคนพร้อมใจกันลุกขึ้น ทยอยเดินถือข้าวกล่องขึ้นรถไปทีละคน ส่วนวิโอเรลก็สะกิดเรียกจองกุกก่อนยื่นกล่องข้าวให้

     “กินเยอะๆนะ เดี๋ยวไม่มีแรงเดินขึ้นเขา”

     รอยยิ้มที่เสแสร้งนั่น ทำไมต้องส่งมาให้เขาด้วย

     เขาเอียนมันจะแย่อยู่แล้ว…




     ท้องฟ้าเริ่มมีสีเมื่อแสงอาทิตย์ส่องให้เห็นอยู่รำไร และหนุ่มทั้งห้าคนต้องเดินขึ้นยอดเขาเพื่อชมแสงตะวันนั้น แต่ความเหนื่อยอ่อนกลับเป็นอุปสรรคอันใหญ่ยิ่งสำหรับปาร์ค จีมิน เจ้าตัวหืดขึ้นคอจนต้องนั่งพักหายใจอยู่บนก้อนหินริมทาง เหงื่อเม็ดเย็นกลิ้งไปตามใบหน้าซีดเซียวเหมือนศพ ความแห้งผากในลำคอและหัวใจที่เต้นรัวราวกับจะระเบิดทำให้เขาต้องกุมอกซ้ายไว้ ความรู้สึกเหมือนจะขาดใจตายเสียให้ได้

     โฮซอกผู้เดินนำกลุ่มเป็นคนเห็นอาการของจีมินเป็นคนแรก

     “จีม มึงไหวไหม หน้าซีดไปหมดแล้วนะ”

     จองกุกเข้ามาดูอาการด้วยความเป็นห่วง ก่อนหยิบขวดน้ำจากกระเป๋าเป้ให้

     “ดื่มหน่อยเหอะมึง เห็นสีหน้ามึงแล้วทรมานแทนว่ะ”

     “ขะ… แฮ่ก ขอบใจมาก… กุก…”

     “แต่อย่ากินเยอะนะเว้ย เดี๋ยวมันจุกตอนเดิน”

     “อืม” จีมินครางรับพลางยกขวดน้ำกระดกไปสองสามอึก พอให้คอได้กลับมาชุ่มชื้น เขานึกว่าตัวเองจะตายแล้วเสียอีก หัวใจก็เหมือนจะฉีกขาดจากกันเลย

     “เหลือไม่ถึงครึ่งทาง พวกเราจะพักนานไม่ได้ เดี๋ยวดวงอาทิตย์ได้ขึ้นก่อนพอดี” ยุนกิพยักเพยิดไปยังยอดเขา จีมินที่ได้ฟังก็ทำหน้าหงิกงอ เพราะขาอ่อนล้าทั้งสองของเขาไม่มีแรงแม้แต่จะยืน

     “พวกมึงไปก่อนเลย ปล่อยกูนั่งตรงนี้แหละ”

     “มึงอย่าพูดงั้นดิจีม” โฮซอกเดินทำหน้าจริงจังลงมา “เหลือแค่ไม่ถึงสิบเมตรก็จะถึงแล้วนะเว้ย มึงเห็นแสงนั่นป่ะ มึงอย่าท้อดิ”

     คนฟังมองขึ้นไปบนฟ้าตามนิ้วชี้ของเพื่อน “แต่กูไม่ไหวแล้วจริงๆ… กูไม่อยากเป็นตัวถ่วงพวกมึง”

     “ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นตัวถ่วง---”

     “เพราะงั้นพวกมึงไปก่อนเลย กูจะนั่งรอตรงนี้เอง”

     จองกุกนิ่วหน้าเพราะเริ่มไม่ไหว เขาอยากให้ทุกคนขึ้นไปถึงยอดเขาพร้อมกัน โดยที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง คิดได้ดังนั้น เขาจึงลงไปนั่งยองอยู่ข้างหน้าจีมิน

     “มึงขี่หลังกูจีม”

     “อย่าพูดเป็นเล่นน่า! ไม่ใช่แบกตุ๊กตานะเว้ยถึงมาพูดง่ายๆ” จีมินถลึงตาใส่อย่างเอ็ดอึง เพราะความกล้าหาญที่ไม่ดูเวล่ำเวลาของเพื่อนหน้ากระต่าย

     “ถ้ามึงทำตัวเป็นฮีโร่ ก็เท่ากับมึงทำให้ตัวเองเหนื่อยเพิ่ม” ยุนกิเตือน แต่ทั้งหมดก็เพื่อความหวังดี

     “แต่กูทิ้งให้ใครคนนึงอยู่ข้างหลังไม่ได้”

     ทุกคนนิ่งเงียบกับประโยคที่มาจากใจของร่างสูง และยิ่งสายตามุ่งมั่นนั้น ยิ่งทำให้โฮซอกรู้สึกละอายใจ

     “มึงขึ้นหลังกู เดี๋ยวนี้”

     “ขาหักมากูไม่รับผิดชอบนะเว้ย”

     วิโอเรลมองดูภาพที่จีมินปีนขึ้นขี่หลังจองกุกด้วยความประทับใจ นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาก็เหลียวหลังดูอย่างชื่นชม เพราะไม่มีใครยอมสละแผ่นหลังเพื่อเพิ่มความเหนื่อยให้ตัวเองง่ายๆหรอก แต่ดูเหมือนจองกุกจะรักคนอื่นมากกว่ารักตัวเอง

     ชายหนุ่มทั้งห้าคนเริ่มออกตัวเดินอีกครั้ง ส่วนร่างสูงยังคงมีท่าทีสบายๆแม้ทางเดินจะชันขึ้นก็ตาม ด้วยความที่อยากให้กำลังใจแฟนหนุ่ม วิโอเรลจึงเดินขึ้นมาส่งยิ้มหวาน

     “จองกุกเท่จังเลย สมแล้วที่วีรัก”

     ร่างสูงหันมาฝืนยิ้ม 

เก็บคำว่ารักไปใช้กับคนอื่นดีกว่าไหม

และรอยยิ้มจอมปลอมนั่นน่ะ เลิกส่งมาให้สักที…


     ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยอดเขาพร้อมกับนักท่องเที่ยวที่มีอยู่หยอมแหยม ทุกคนต่างไปรวมตัวกัน ณ ริมชะง่อนซึ่งเป็นทิศทางที่เห็นดวงตะวันได้ถนัดตา จองกุกย่อตัวปล่อยให้จีมินลงจากหลัง

     “ขอบใจ เพื่อน”

     “ไม่เป็นไร” 

     จีมินฉีกยิ้มกว้าง เอามือตบไหล่เชิงซาบซึ้งก่อนคล้องคอเพื่อนตัวสูง พาไปชมแสงอาทิตย์ยามเช้าด้วยกัน วิโอเรลนั้นไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่ระบายยิ้มกับความน่ารักของเด็กหนุ่มทั้งสอง แล้วค่อยเดินไปยืนข้างจองกุกอย่างเงียบๆ

     “โคตรสวย แสงอาทิตย์ตอนเช้า” โฮซอกสูดอาการบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด รอยยิ้มร่าผุดขึ้นหลังรู้สึกอิ่มเอมกับภาพเบื้องหน้า

     “ใช่… สวยเหมือนได้อยู่สวรรค์เลย” จีมินออกความคิดเห็นบ้าง

     “มึงก็พูดเว่อร์ไป แต่ก็… คุ้มกับความเหนื่อยอยู่นะ” ยุนกิยกยิ้มบาง เท้าสะเอวมองความสวยแห่งธรรมชาติที่อยู่เบื้องหน้า

     รอยยิ้มเริ่มประดับบนใบหน้าหล่อเหลาของจองกุก เขายกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปในวินาทีที่ดวงตะวันโผล่ออกมาครึ่งดวง สีส้มของมันช่างนวลเนียนและให้ความรู้สึกอบอุ่นในใจ เส้นขอบฟ้าสีทองตัดกันกับท้องนภาสีฟ้า โดยมีเทือกเขาสีดำคอยตัดขอบ ผืนป่าถูกทะเลหมอกจางๆคลุมทับ จึงให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังยืนอยู่บนเมฆ คำพูดที่บอกว่าเหมือนได้อยู่สวรรค์ของจีมินก็ท่าจะจริง ตอนนี้เพื่อนๆที่เหลือเห็นด้วยกับคำพูดนั้นแล้ว

     ลมเย็นๆพัดคลอ ความเจ็บปวดในใจก็เริ่มทุเลาลงอย่างน่าประหลาด

     “จองกุก”

     แต่ไม่นานมันก็กลับมารุนแรงอีกครั้ง เพียงเพราะเสียงทุ้มหวานของใครบางคน

     “ขอบคุณที่พาวีมาที่นี่นะ… มันสวยมากๆเลย”

     ร่างสูงไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น เขาแค่คลี่ยิ้มบางและพยักหน้าเบาๆ

     “ไว้เรามาที่นี่อีกนะ พวกเราสามคน…”

     มือเรียวยื่นมาจับมือหนาหลวมๆ รอยยิ้มเบื้องหน้าและสัมผัสอ่อนโยนที่มือ สิ่งเหล่านั้น… ล้วนให้ความรู้สึกว่างเปล่า

     “จองกุกสัญญากับวีนะ”

     เกลียด…

     “ว่าจะไม่ทิ้งวีกับน้องชายไปไหน”

     ทำไมคนตรงหน้าถึงทำตัวได้น่าเกลียดชังขนาดนี้

     “ครับ… สัญญา…”

     “จุ๊บ รักจองกุกที่สุดเลย”

ทำไมคุณถึงพูดคำว่ารักได้ง่ายดายเหลือเกิน

หรือว่ามัน… ไม่มีความหมายสำหรับคุณเลย…

     “เอ้าๆ มาถ่ายรูปรวมกัน พวกมึงมารวมกันตรงนี้เร็วเข้า”

     ทุกคนเดินไปยืนอยู่ข้างหลังโฮซอกที่ยืนถือไม้เซลฟี่คนเดียว โดยพวกเขาหันหลังให้กับดวงตะวันที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาทีละนิดจากทิวเขา 

     เมื่อตัวเลขนับถอยหลังหมดลง ภาพแห่งความทรงจำบนยอดเขาก็ถูกบันทึกไว้ ใบหน้าของทุกคนมีรอยยิ้มแต่งแต้ม ทว่ากลับมีคนหนึ่งที่ยิ้มออกมาได้ขมขื่นที่สุด เจโฮปสังเกตเห็นเมื่อลองเช็คภาพ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะคิดว่าเจ้าตัวคงเหนื่อยจากการแบกเพื่อนขึ้นเขา




     หลังจากขับรถลงภูเขา อีกหนึ่งสถานที่ที่ชายหนุ่มทั้งห้าคนไปต่อนั่นก็คือ สะพานข้ามแม่น้ำซึ่งสร้างจากไม้ ตัวสะพานทอดยาวไปถึงภูเขาอีกลูกหนึ่ง ซึ่งมีความสูงถึง 60 เมตร ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเห็นทิวทัศน์ป่าไม้และทะเลหมอก รวมถึงแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขากลายเป็นน้ำตกอันงดงามแห่งหมู่บ้านโฮรังงี แต่คนที่กลัวความสูงอย่างโฮซอกกลับไม่เห็นความสวยงามในทิวทัศน์นั้นเลย เขานั่งกอดเข่าตัวเองเพราะไม่กล้ามองลงไปข้างล่าง เมื่อเพื่อนสะกิดเรียกให้เดินต่อก็ไม่เดิน เห็นบอกว่าเดินแล้วตาลาย เหมือนพื้นข้างล่างกำลังเดินตามเขา

     “พื้นบ้าอะไรเดินตามได้ มึงเพ้อละ ไป เดินต่อ” จีมินเท้าสะเอวพลางเอาเท้าสะกิดก้นให้อีกคนเดินต่อ

     “กูขอพักก่อน กูไม่ไหวแล้วจริงๆ”

     “มึงกลัวความสูงเหรอ?” ยุนกิหันมาถามเสียงเนือย

     “อือ”

     “กูบอกไว้เลยนะ ว่ากูจะไม่อุ้มมึงเด็ดขาด” 

     “ก็ไม่ได้ขอให้อุ้ม”

     “แต่ขามึงสั่นขนาดนั้น เดี๋ยวก็เซตกลงไปตายอีก” คนบ่นส่ายหน้าอิดเอือม

     “พวกมึงรีบเดินเหอะ ท้องกูเริ่มร้องแล้ว” จีมินเอามือจับท้องพร้อมเบ้หน้าให้ดูน่าสงสาร

     “จีม มึงแบกมันดิ๊ ท่าจะไม่ไหวแล้ว”

     “น่ะ กูอีกละ… ช่างเหอะ ป่ะๆๆ” เขาดึงเจโฮปให้ลุกขึ้น จับแขนอีกคนให้มาคล้องคอตัวเองเพื่อช่วยประคอง “มึงก็ไม่น่ากลัวความสูงเลยนะโฮป มองทางข้างหน้านู่นสิ อย่าไปมองข้างล่าง”

     “เออ รู้น่า”

     ทางด้านของจองกุกก็กำลังนั่งถ่ายรูปวิวบนริมสะพาน พยายามหาอะไรทำเพื่อไม่ให้คิดถึงใครบางคน แต่คนที่เขาไม่อยากเจอกลับเข้ามาสวมกอดจากทางด้านหลัง

     “จองกุกเอาแต่ถ่ายรูปแม่น้ำ มาถ่ายวีบ้างสิ วีอุตส่าห์อาสาตัวเป็นนายแบบให้เลยนะ”

     เพราะเหตุนี้ เขาจึงต้องลุกขึ้นและไล่ถ่ายรูปอีกคนจนกว่าเจ้าตัวจะพอใจ 

     “เอาท่านั่งบ้างนะ” เขาพูดอะไรออกไปบ้างเพราะไม่อยากให้ร่างบางสงสัย

     “เอาสิ นั่งตรงไหนดี?”

     “นั่งตรงนู้นละกัน”

     เขาบุ้ยปากไปยังบริเวณที่ไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน เพราะต้องการฉากหลังโล่งๆที่ไม่มีใครเดินสากไปมา ส่วนวิโอเรลก็เดินเขย่งเท้าไปนั่งกลางสะพานอย่างอารมณ์ดี โพสต์ท่านั่งขัดสมาธิโดยเอามือรองคางไว้ เป็นท่าประจำตัวที่จองกุกเดาไม่ยาก

     ตากล้องหนุ่มถอยห่างออกมาจากร่างบางเพื่อกะระยะห่าง ก่อนวางกล้องลงกับสะพานและก้มลงไปส่องดู ปรากฏว่าต่ำไปเพราะไม่เห็นฉากหลัง เขาจึงลองเปลี่ยนมานอนแผ่ ยกกล้องขึ้นสูงอีกนิดจากนั้นให้สัญญาณ

     จำเป็นต้องลงทุนขนาดนี้ไหม เพื่อนอีกสามคนคิด

     “เสร็จแล้ว ลองมาดูสิ” จองกุกชูกล้องเรียกให้นายแบบตัวน้อยมาดู

     “กำลังดีเลย!” เมื่อเห็นฝีมือการถ่ายรูปของแฟนหนุ่มจึงกล่าวชม เพื่อนๆที่เหลือซึ่งยืนดูข้างหลังก็เดินมาดูบ้าง

     “ถ่ายสวยนี่กุก” ยุนกิชม

     “แต๊งกิ้ว”

     “มึงไปนั่งกับวิโอดิ เดี๋ยวกูถ่ายให้” 

     ร่างบางที่ได้ยินดังนั้นก็ตาพราวระยับ เพราะไม่เคยถ่ายรูปคู่กับแฟนหนุ่มเลย มีแต่อีกฝ่ายถ่ายให้ตลอด

     “ไปถ่ายรูปกันนะจองกุก! เรายังไม่เคยถ่ายคู่กันเลย”

     อีกคนทำตาออดอ้อน ขณะที่เขาแค่แสร้งยิ้มยังลำบาก

     “งั้นสักรูปหน่อยก็ได้”

     “เย้! ไปกันๆ แต่ขอรูปแบบถ่ายจากข้างหลังนะ”

     ยุนกิทำนิ้วโอเคพลางรับกล้องจากเพื่อนตัวสูง ถึงจะไม่ได้มีฝีมือเท่าจองกุก แต่เขาก็พอรู้เทคนิคอยู่บ้าง 

     ระหว่างที่เดินตามถ่ายรูปของคู่รักสุดหวาน เขาสังเกตได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ในรูปเหมือนจะมีความสุขกันดี แต่ท่าทางของจองกุกดูแปลกไป ตั้งแต่มีวิโอเรลเข้ามาร่วมเดินทางด้วย เขาก็คอยสังเกตอยู่ตลอดว่าเจ้าตัวยิ้มและหัวเราะบ่อยมาก คอยเอาใจวิโอเรลไม่ห่าง ผิดกับวันนี้ที่อีกฝ่ายกลับมาเงียบอีกครั้ง ยิ้มกี่ครั้งเขาแทบนับครั้งได้ และยิ้มแต่ละครั้งยังดูเหมือนไม่ค่อยเต็มใจ

     เขาเงยหน้ามองจองกุกกับวิโอเรลที่เดินจับมือไปตามสะพาน แม้จะใกล้ชิดกันยังไง แต่เขาสัมผัสถึงช่องว่างเล็กๆที่คั่นกลางระหว่างทั้งสอง เขาสงสัยเหลือเกินว่าทำไมวิโอเรลถึงไม่รู้สึกตัวบ้าง…




     ในช่วงเที่ยง โฮซอกขับรถพามาทานข้าวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ภายในร้านแน่นเอียดและเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเกรียวกราว ไม่ใช่สถานที่ที่จองกุกชอบเท่าไรนัก 

     พวกเขาเดินไปนั่งประจำที่ โต๊ะหนึ่งมีสี่ที่นั่ง ยุนกิเป็นคนอาสาออกไปนั่งคนเดียวบนโต๊ะใกล้ๆ เขาชอบนั่งคนเดียวอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกเหงาเท่าไร

     แต่จู่ๆจองกุกก็ย้ายตัวมานั่งกับเขา ทิ้งให้วิโอเรลนั่งทำหน้างง

     “มึงไม่ไปนั่งกับแฟนมึงอ่ะ?” เขาถามพลางสางผมเพื่อไล่ความง่วง

     “เห็นมึงนั่งคนเดียวเลยมานั่งเป็นเพื่อน”

     คำตอบนั้นทำให้ดวงตาเล็กตี่หรี่ลงจนกลายเป็นเขม็ง ใช่ เขากำลังจับผิดเจ้าเพื่อนจอมเงียบอยู่

     “แฟนมึงไม่ว่าเหรอ”

     จองกุกเหลียวหลังไปดูร่างบางที่หยอกล้อกับจีมินอย่างสนุกสนาน

     “ไม่หรอก อยู่ห่างกันบ้างก็ดี”

     ชัดเลย

     ยุนกิแค่นหัวเราะในลำคอทีหนึ่ง ก่อนเทน้ำใส่แก้วให้ทั้งของตัวเองกับจองกุก

     “ทะเลาะกันอ่ะดี๊…”

     “อย่ามาทำเป็นฉลาดหน่อยเลย”

     “ก็รูปถ่ายมันออกมาชัดขนาดนั้น แล้วจะยังคำตอบเมื่อกี้อีก ใครไม่รู้ก็บ้าแล้ว”

     เขาก้มหน้าดูดน้ำเงียบๆ ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆมาคัดค้าน

     “เขาไม่ดีเหรอ?”

     อีกฝ่ายวกกลับเข้าเรื่อง แต่คำถามนั้นตรงเกินไปจนน่าตกใจ

     และที่น่าแปลก เขากลับอยากปกป้องวิโอเรล

     “เปล่า… เขาดีมากๆ”

     เพื่อนตัวขาวพยายามมองเข้าไปในตาและสังเกตท่าทางประกอบอื่นๆ ส่วนจองกุกเหล่มองทางซ้ายก่อนสบตาอีกครั้ง ทว่าอากัปกิริยานั้นก็พอเป็นหลักฐานชัดเจนสำหรับอีกคน

     “มึงทำตัวเป็นคนดีเกินไป กุก”

     ร่างสูงหลบตา

     “มึงถึงได้เจ็บเองยังงี้ไง”

     “กู…”

     “ถ้าเขาไม่ใช่สำหรับมึง… ก็อย่าฝืนดิวะ”

     จองกุกเงียบอีกครั้ง

     “ยิ่งมึงทำงั้นอ่ะ มึงยิ่งเหมือนคนโง่รู้ป่ะ”

     เขาไม่ถือสา เพราะรู้ว่ายุนกิเป็นคนพูดตรง 

     “ใช่… กูเป็นคนโง่”

     เป็นคนโง่ที่ตอนนี้เกลียดคนใจร้ายเข้าไส้

     แต่ที่น่าขันที่สุดคือ…

     คนโง่คนนี้ หยุดรักคนใจร้ายไม่ได้เลย

     “กูอยากร้องไห้…”

     จองกุกภาวนาเบาๆ โดยมียุนกิคอยรับฟัง

     “แต่ก็ร้องไม่ออก”

     ทั้งโง่ ทั้งอ่อนแอ นี่แหละตัวเขา

     “กูทำอะไรผิดรึเปล่า”

     “มึงอย่าเอาแต่โทษตัวเอง”

     “กูไม่ดีพอใช่ไหม”

     “มึงดีทุกอย่าง…”

     “หรือกูหาให้เขาไม่พอ”

     “มึงดูแลเขาดีมาตลอด”

     “กูบอกว่ารักเขา…”

     “เขาก็รักมึงเหมือนกัน”

     “แล้วทำไมเขาถึงแบ่งความรักของกูให้คนอื่น…”

     ยุนกิอึ้งไปพักใหญ่หลังรู้แล้วว่าต้นตอที่ทำให้เพื่อนคนนี้เศร้าโศรกคืออะไร เขาได้แต่นั่งมองดวงตาแดงก่ำของร่างสูงที่เอ่อล้นไปด้วยความเจ็บปวด… แต่กลับไม่มีน้ำตาสักหยดรินไหล 

     จองกุกควบคุมตัวเองได้ดีมากทีเดียว

     แต่ถ้ามากเกินไป… ก็อาจไม่ดีต่อตัวเขาเองได้

     “มึงอย่ากลั้น”

     “กูไม่ได้กลั้น แต่มันร้องไม่ออกจริงๆ…” น้ำเสียงของร่างสูงในตอนนี้เหมือนกับจะหมดแรง ยุนกิที่ทนเห็นเพื่อนอยู่ในสภาพนี้ไม่ไหวจึงลุกขึ้นยืน

     “งั้นมึงมานี่… กับกู”

     เขาลากเพื่อนตัวสูงให้ออกไปนอกร้านด้วยกันท่ามกลางสายตาของสหายอีกสามคน แต่สักพัก จีมินและเจโฮปก็กลับมาพูดคุยถึงเกมส์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออก แต่วิโอเรลยังคงไล่สายตาตามแผ่นหลังของแฟนหนุ่ม

     ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าท่าทีของจองกุกเปลี่ยนไป เพียงแต่เขายังไม่พูด เพราะตั้งใจว่าจะลองถามเมื่อกลับถึงที่พัก

     เขารู้… ว่าจูบของพวกเขารสชาติไม่เหมือนเดิม

     รู้ว่าสายตาที่มองมามันดูว่างเปล่าแค่ไหน

     อ้อมกอดที่ได้กลับมา เขารู้ว่ามันเริ่มไร้ความรู้สึก

     รอยยิ้มที่เห็นอยู่ทั้งวัน กลับดูฝืดขมจนเขายังแอบเจ็บในใจ

     ความใกล้ชิดในวันนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกถึงระยะห่างและกำแพงบางๆ ซึ่งตัวเขาไม่เคยสร้างมันขึ้นมาเลย

     ทุกอย่าง… จองกุกล้วนเป็นคนทำทั้งนั้น

     ทำไมจู่ๆถึงกลายเป็นแบบนี้

     “จองกุกเป็นอะไร… ทำไมจองกุกไม่เหมือนเดิม…”

     แล้วจองกุกจะยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้อยู่ใช่ไหม…

     จะดูแลเขาและลูก ไม่ทิ้งกันไปไหน

     ถ้าจองกุกผิดสัญญา…

     เขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อได้อยู่กับจองกุกตลอดไปเอง




  ​To be continued

_____________________________

ดราม่าไปป่าวเนี่ย😅 แต่​สงสารจองกุกอ่ะ แงงงง หวังว่าจะเคลียร์กันได้นะ T.T ไม่งั้นหนูวีไม่ยอมแน่ๆ

ความคิดเห็น