สวัสดีนักอ่านที่หลงเข้ามานะคะ😂 เรื่องนี้ก็สยองๆหน่อยนะ และก็อย่าลืมเอาตับมาด้วยล่ะ คราวนี้นายเอกเราใจร้ายมากๆ ชอบไม่ชอบหรืออยากติชมอะไรก็เม้นต์พูดคุยได้เลยน้าาาา

เขี้ยวที่ 11 : หมดลง

ชื่อตอน : เขี้ยวที่ 11 : หมดลง

คำค้น : BTS , kookv , allv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 27 เม.ย. 2562 18:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เขี้ยวที่ 11 : หมดลง
แบบอักษร

เขี้ยวที่ 11

หมดลง


     พวกเขาเดินจับมือกันถึงหน้าเต็นท์แต่การปรากฏตัวของโฮซอกและจีมินทำให้พวกเขาต้องผละจากกัน ทั้งสองรายงานว่าไม่พบวี่แววของนัมจุนกับซอกจินในป่าเลย เครื่องมือสื่อสารก็ยังคงติดต่อไม่ได้ คนที่คร่ำเครียดที่สุดน่าจะเป็นโฮซอกอย่างไม่ต้องสงสัย

     “เอาไงดี ไปแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานให้ช่วยหาไหม ลำพังพวกเราแค่ห้าคนไม่ไหวหรอก” จีมินออกความคิดเห็น สีหน้าสีตาเป็นกังวลไม่ต่างกัน

     “เห็นด้วยนะ พวกเราไม่เชี่ยวชาญเรื่องพื้นที่ที่นี่ ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่จัดการน่าจะดีกว่า ถ้าพวกไอ้นัมหลงทางจริงๆก็น่าจะหาเจอไม่ช้า” จองกุกสนับสนุน

     วิโอเรลพยักหน้าเห็นด้วยเงียบๆ ส่วนโฮซอกก็ได้แต่ถอนใจ

     “เอาตามที่พวกมึงว่าเลย กูเหนื่อยแล้ว”

     จีมินตบบ่าปลอบใจเบาๆ พวกเขาตระเวนหาเพื่อนจนเหนื่อยและยังไม่ได้ดื่มน้ำสักอึก จะรู้สึกท้อบ้างก็ไม่แปลก

     “งั้นเราไปพักกันเถอะ ส่วนมื้อเย็น... ก็กินข้าวที่พวกมึงซื้อมากันเองนะ แล้วพรุ่งนี้เช้ากูจะไปตลาดหาซื้อของมาทำอาหารให้”

     เมื่อภายในกลุ่มขาดเชฟยอดฝีมืออย่างซอกจิน จีมินที่ทำอาหารได้นิดหน่อยจึงอาสารับหน้าที่นี้แทน

     “เดี๋ยวกูช่วยมึงทำด้วย” โฮซอกก็เช่นกัน “แล้วเพื่อนหายไปตั้งสองคนแบบนี้ พวกมึงยังอยากจะเที่ยวต่ออีกป่ะ”

     ความเงียบระลอกแรกพัดเข้าปกคลุมบรรยากาศ มันคงรู้สึกเหงาแปลกๆถ้าพวกเขาจะเที่ยวต่อทั้งที่เพื่อนหาย แต่คนที่ตั้งหน้าตั้งตาคอยทริปนี้ตั้งแต่ยังไม่ปิดเทอมฤดูร้อนอย่างจีมินกลับคัดค้าน

    “ขออยู่ต่อเหอะมึง กลับบ้านไปกูก็เบื่อๆเซ็งๆไม่มีอะไรทำอ่ะ อีกอย่างเราเดินทางมาไกลถึงแปดร้อยกิโลฯเลยนะเว้ย ขึ้นเขาลงเขาก็แทบอ้วก เอาให้คุ้มหน่อยดิวะ”

     ทุกคนเริ่มคิดตาม ภาพที่จองกุกกับจีมินเกือบอาเจียนเพราะต้องเวียนหัวกับทางโค้งได้ผุดขึ้น การเดินทางที่ยากลำบากได้เปลี่ยนใจของโฮซอกชะงัด

     “เออ อยู่ก็อยู่ แล้วมึงว่าไงล่ะกุก?”

     “กูยังไงก็ได้”

     ขอแค่ได้อยู่กับวิโอเรลก็พอ...

     “มึงไปถามกิป่ะ?”

     จีมินโบกมือไล่อย่างขี้เกียจ “ไม่ต้องไปถามมันหรอก ก็คงตอบคล้ายๆไอ้กุกแหละ ก็บอกอยู่ว่าคนอย่างมันสนใจอะไรซะที่ไหน”

     ตะวันโรยร่วงสู่เส้นขอบฟ้า ทำให้แสงสีส้มและเมฆสีชมพูหวานกินท้องฟ้าไปครึ่งดวง ฝูงนกต่างบินกลับรังขณะที่สัตว์หากินกลางคืนเริ่มตื่นตัว ทุกคนล้วนอ่อนเพลียกับความวุ่นวายในวันนี้ จึงแยกย้ายไปอยู่เต็นท์ใครเต็นท์มันเพื่อพักผ่อนเอาแรง วิโอเรลอาบน้ำในห้องน้ำเสร็จก็ถือผ้าขนหนูกับชุดตัวเก่ากลับมา

     ส่วนจองกุกหาเสื่อมาปูหน้าเต็นท์ก่อนวางจัดถ้วยจานอย่างเป็นระเบียบ เขาไม่ชอบทานอาหารในเต็นท์เพราะกลัวที่นอนเลอะ จึงตัดสินใจนำมายักคิมบับที่ซื้อในตอนบ่ายออกมาทานข้างนอก

     “นั่นอะไรเหรอ?”

     ร่างบางคลานออกมาจากเต็นท์เพราะได้กลิ่นหอมทั้งที่ยังเช็ดผมอยู่ ดวงตารีเรียวจ้องข้าวห่อสาหร่ายแท่งยาวบนจานด้วยความสนใจ

     “วีไม่รู้จักเหรอ มายักคิมบับไง” จองกุกตอบพลางเรียงข้าวปั้นที่ว่าเป็นแถวดีๆ “ลองชิมดูสิ อร่อยมากเลยนะ”

     มือหนาดันจานให้คนข้างๆพร้อมกับถ้วยน้ำจิ้ม วิโอเรลนั่งขัดสมาธิหลังพาดผ้าขนหนูไว้บนไหล่ สีสันของมันดึงดูดให้เขาเอื้อมไปหยิบชิ้นหนึ่ง เขาทำจมูกฟุดฟิดขณะดมก่อนจุ่มกับน้ำจิ้ม พอลองกัดคำหนึ่งก็ตาเป็นประกาย ปากฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ

     “อร่อยอ่ะ!”

     “ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆนะ อดข้าวมาตั้งแต่เช้า ป่านนี้คงผอมกะหร่องแล้วมั้ง”

     จองกุกพูดไปยิ้มไป เขาลากเอวบางให้เจ้าตัวเขยิบมานั่งข้างหน้า ส่วนเขาก็นั่งซ้อนหลัง ระหว่างที่อีกคนนั่งสวาปามมายักคิมบับอยู่ เขาก็หยิบผ้าขนหนูบนไหล่บางมาเช็ดผมชุ่มอย่างนุ่มนวล กลิ่นแชมพูและกลิ่นสบู่กุหลาบลอยเตะจมูกโด่งหนา ชวนให้คนได้กลิ่นหลงเคลิ้ม ทำเอาอยากฝังจมูกสูดดมความหอมให้ชื่นฉ่ำใจ แต่เขาไม่กล้าทำเพราะกลัวร่างบางหงุดหงิด ยังศึกษาดูใจกันได้ไม่นานจึงไม่รู้ว่าเจ้าตัวมีนิสัยอย่างไรบ้าง เขารู้แค่ว่าวิโอเรลเป็นคนอ่อนโยน รักธรรมชาติ มารยาทดีมีเสน่ห์ ยิ้มหัวเราะง่ายเหมือนเด็กร่าเริงทั่วไป

     “ตอนนั้นวีหายไปไหนตั้งนาน ผมนั่งรอจนเบื่อก็ไม่เห็นมา ไหนบอกจะไม่เบี้ยวกันไง”

     ปากหยักบางเบ้ออกด้วยความน้อยใจ ทว่าคนถูกถามกลับแหงนหน้ามอง จ่อข้าวห่อสาหร่ายกับปากเขาจนต้องรับมากินแต่โดยดี

     “วีแค่ไปเดินเล่นน่ะ แต่เพลินไปนิดก็เลยลืมจองกุกซะสนิท”

     วิโอเรลหัวเราะแห้ง โดยไม่ทันรู้ว่าคนข้างหลังทำสีหน้าอย่างไร รู้สึกเช่นไรกับประโยคนั้น

     “อ๋อ ใช่สิ ก็ผมมันไม่สำคัญนี่เนอะ ปล่อยให้รอนานแค่ไหนก็ได้ไม่เห็นต้องสน”

     ร่างสูงตัดพ้ออย่างไม่จริงจังเท่าไรนัก ทั้งนี้แล้วก็เพื่อลองใจร่างบาง

     “โอ๋ จองกุกอ่า อย่าโกรธวีเลยน้า” วิโอเรลเริ่มงัดลูกอ้อนทันที ด้วยการเอนหลังพิงอกกว้างพร้อมเงยคอทำตาน่าสงสารปริบๆ มือเรียวก็ยื่นมาหยิกแก้มขาวเบาๆให้ยกยิ้ม แต่จองกุกใจแข็งกว่าที่เขาคิดนัก

     ร่างสูงเช็ดผมต่อไม่ได้เพราะอีกฝ่ายยังแหงนหน้าอยู่ แต่มันก็เกือบแห้งหมาดแล้ว คงไม่จำเป็นต้องเช็ดต่อหรอกกระมัง สู้มากินข้าวทำเมินต่อดีกว่า

     “นะ น้า... ถ้าวีหอมแก้มจองกุกครบห้าสิบครั้ง จองกุกต้องหายโกรธวีนะ”

     ความจริงก็อยากได้มากกว่าหอมแก้ม ทว่าตั้งห้าสิบครั้งก็ดูไม่เลว

     “ผมอยากได้ร้อยครั้ง”

     เขาใช้สิทธิ์คนงอนมาต่อรอง ทำให้ร่างบางต้องยอมทำตาม

     “แหงะ... ก็ได้... แต่จองกุกต้องสัญญานะว่าจะหายโกรธน่ะ”

     จองกุกแอบยิ้มกริ่มขณะยัดมายักคิมบับเข้าปาก ส่วนวิโอเรลก็หมุนตัวมานั่งคร่อมตัก ใช้แขนคล้องคออย่างออดอ้อน ท่านั่งล่อแหลมเสียขนาดนี้ ดีนะที่เขามีความอดทนสูงพอ ไม่หน้ามืดพาไปทำมิดีมิร้ายในเต็นท์

     เขาไม่ได้สัญญาตามที่ขอ แต่พยักหน้าส่งๆให้ทีหนึ่งและกินข้าวต่อ รอเวลาที่ริมฝีปากอิ่มอวบจะประทับลงมา

     “จุ๊บ! 1แล้วนะ”

     “อืม”

     เสียงจุ๊บดังขึ้นอีกครั้ง จองกุกพยายามกลั้นยิ้มกับพวงแก้มแดงของอีกคน แค่หอมแก้มมาทำเป็นกระดากอายไปได้ ขนาดจูบก็ยังทำมาแล้ว แต่ทุกครั้งที่ต้องยื่นปากมาหอมแก้มสาก วิโอเรลดูประหม่าราวกับเด็กสาวขี้อายไม่มีผิด ท่าทางเงอะงะไม่ประสีประสาก็ชวนมองอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะไม่ได้ทำในที่ลับตาคนจึงรู้สึกเกร็งเป็นแน่ แต่เขาสารภาพเลยว่ามันน่ารักมาก แถมน่ารังแกให้เขินหนักกว่าเดิมด้วย ว่าแล้วจะแกล้งอะไรดีนะ อุตส่าห์ได้กำไรแล้วมันก็ต้องเอาให้คุ้มสิ

     จองกุกยิ้มเจ้าเล่ห์ในยามที่ไล่สายตาลงต่ำ บั้นท้ายกลมงอนที่อยู่บนตักเขาก็น่าบีบไม่น้อย ว่าแล้วก็เลื้อยมือไปลูบคลำแถวสะโพกอิ่มสักพัก แต่ความใจร้อนทำให้เขาเผลอขยำก้นนิ่มอย่างไม่ตั้งใจ แต่ไม่นึกเสียดาย

     “อ๊ะ ขี้โกงอ่ะ... จองกุกแกล้งวีทำไม”

     เขาหลิ่วตาให้อย่างกวนๆ รู้สึกพอใจที่แก้มกลมนั้นแดงจัดกว่าเก่า

     “หยุดทำไมครับ ยังแค่ 32 ครั้งเองนะ”

     ฝ่ามือใหญ่หยุดคลึงแล้ว แต่ยังไม่ยอมผละออกไป ทำให้วิโอเรลรู้สึกหวั่น “กะ... ก็เอามือออกไปสักทีสิ”

     “เฮ้อ จะหายโกรธดีไหมน้า”

     “ง่า จองกุกใจร้าย...”

     แต่เพราะเขาไม่ดุเองด้วย ร่างสูงจึงย่ามใจไม่ยอมเอามือออก และต่อจากนี้เจ้าตัวคงเกรงใจน้อยลง

     วิโอเรลหอมแก้มข้างเดิมต่อแต่ไม่มีการถอนปากหนีไปตั้งหลัก จูบคาแก้มทั้งอย่างนั้นเพราะจะได้ไม่เมื่อยคอ เมื่อครบห้าสิบครั้งก็เหยหน้าเบะปากใส่

     “แค่ห้าสิบได้ไหม วีจุ๊บจนเมื่อยปากไปหมดแล้วอ่า”

     “งั้นผมก็ไม่หายโกรธ”

     ช่างเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจวิโอเรลคนนี้เหลือเกิน สุดท้ายก็ได้แต่จำใจหอมแก้มอีกข้างให้ครบห้าสิบครั้ง ส่วนร่างสูงก็นั่งอมยิ้มกินข้าวอย่างอิ่มสุข มือที่ค้างบนก้นกลมก็ฉวยโอกาสลูบไล้ งานนี้มีแต่ได้กับได้

     “จุ๊บ! 100! วีหอมครบแล้วนะ หายโกรธวีเดี๋ยวนี้เลย”

      ไม่งั้นมีรายการงอนคืนแน่ๆ!

     “ครับ หายแล้วๆ” จองกุกหอมแก้มนุ่มคืนเสียฟอดใหญ่ จับร่างบางให้หันมานั่งทานข้าวเหมือนเดิม “กินข้าวกันต่อเถอะ ค่ำมืดแล้วเดี๋ยวยุงกัด”

     วิโอเรลยอมทานข้าวห่อสาหร่ายต่อแม้จะยังมีขัดเขินอยู่ แน่ล่ะ โดนบีบก้นตอนเผลอเป็นใครก็เขินอายกันทั้งนั้น และแก้มแดงๆกับท่าทางเกร็งของเขาก็พาลให้คนมองยกยิ้มชอบใจ

     ดวงตาเรียวช้อนขึ้นหลังจากรู้ตัวมาได้สักพัก “มองอะไร”

     “มองคนน่ารักกินข้าว”

     “บ้า ที่อื่นมีให้มองตั้งเยอะก็ไม่มอง...”

     “ก็สายตาของผมมีแค่วีคนเดียว

     ร่างบางตลึงค้างเพราะตั้งรับไม่ทัน แก้มที่ว่าแดงแล้วยิ่งแดงจัดกว่าเก่า

     “ผมพูดจริงๆนะ” จู่ๆน้ำเสียงของจองกุกก็แผ่วนุ่มขึ้น “ผมไม่มองใครนอกจากวี... วีเป็นคนแรกที่ทำให้ผมได้รู้ว่าอาการใจเต้นเป็นยังไง... ได้รู้ว่าเวลาที่ไม่ได้เจอกันมันทรมานแค่ไหน”

     บรรยากาศเริ่มร้อนระอุ วิโอเรลรู้สึกอยากหาพัดสักเล่มมาไล่ความร้อน

     “และวีคือคนที่ผมอยากอยู่ดูแลตลอดไป... ตลอดไปจริงๆ”

     “จองกุก...”

     “แล้วสายตาของวีล่ะ มีผมอยู่ในนั้นบ้างรึเปล่า

     ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ วิโอเรลได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมครามในอก สายตาจริงจังและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ส่งผ่านมากำลังสะท้อนภาพของใครคนหนึ่ง เขาจึงหลุบตาลงก่อนที่จะระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ทำไมตัวเขาต้องอ่อนแอตอนที่อยู่ต่อหน้าเด็กคนนี้ด้วย...

     ร่างสูงไม่ยอมถอนสายตา กลับเฝ้ารอคำตอบอย่างคาดหวัง

     “จองกุก คือ...”

     เขาตั้งใจฟัง หวังว่าจะได้ยินคำตอบที่จินตนาการไว้ในใจ

     “กินข้าวเสร็จ... ไปที่นึงกับวีหน่อยนะ”

     ช่างเหนือความคาดหมาย แต่ก็ทำให้เขาแอบเจ็บใจนิดๆ อีกฝ่ายพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร หรือว่าจะเริ่มโลเล?

     จองกุกคลี่ยิ้มพลางพยักหน้าตอบเบาๆ ก่อนทำเป็นทานอาหารต่อแม้ใจจะเริ่มห่อเหี่ยว  

     การทานมื้อเย็นเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไป ทันใดนั้นวิโอเรลก็ลุกขึ้น มุดตัวเข้าไปในเต็นท์โดยไม่พูดไม่จา ร่างสูงรู้สึกแปลกใจ แต่ความน้อยใจนั้นมีมากกว่า

     เขาไม่มีอารมณ์ทานต่อ จึงก้มเก็บจานนำเศษอาหารไปเททิ้งในถุงรวมกับถังขยะ ก่อนนำถ้วยจานไปล้างตรงอ่างล้างจานใกล้กับห้องน้ำ เมื่อเดินกลับมาก็เห็นร่างบางชะโงกหัวออกมาจากเต็นท์

     “เสร็จแล้วใช่ไหม”

     “แป๊บนึง ขอเก็บเสื่อก่อนนะ”

     วิโอเรลมองดูคนเด็กกว่าเก็บจานใส่กระติกใบใหญ่ พับเสื่อนำไปคืนไว้บนรถพร้อมกับกระติก ทันทีที่เห็นเจ้าตัวเดินกลับมา เขาจึงเดินออกไปรับเพื่อพาไปยังสถานที่หนึ่งตามคำขอ

     “ป่ะ ไปกัน”

     จองกุกมองร่างบางที่เอื้อมมาจูงมือ แต่ก็ยอมเดินตามอย่างว่าง่าย เส้นทางที่เจ้าตัวพาเขามานั้นคือทางลูกรังแคบๆและมืดทึบ ทำให้ต้องพึ่งไฟฉายจากโทรศัพท์มาส่องดูทางเพื่อความปลอดภัย ผิดกับวิโอเรลที่ไม่หวาดหวั่นต่อความมืดแม้แต่นิด

     “วีจะพาผมไปไหน?” เขาเริ่มรู้สึกกังวล ตอนนี้พวกเขาเดินออกมาไกลจากเขตที่พักมาก และเขายังจำกฏที่ซอกจินเคยอ่านให้ฟังตอนอยู่บนรถได้ดี

     “เดี๋ยวก็รู้”

     จนในที่สุด ทั้งคู่ได้เดินเลาะมาถึงสถานที่หนึ่งซึ่งละลานไปด้วยต้นไม้สูงชะลูด ยืนเบียดกันโดยที่พื้นดินถูกปูด้วยเหล่าต้นเฟิร์นเขียวชอุ่ม เบื้องหน้าใกล้ๆมีแสงสลัวรางสีแปลกๆ วิโอเรลจึงจับมือพาจองกุกไปไขข้อข้องใจนั้น

     พวกเขาเดินตามแสงประหลาดมาจนถึงริมแม่น้ำสายเล็ก ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับที่ไหลผ่านจุดกางเต็นท์ แต่แสงกะพริบวิบวับของแม่น้ำไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้จองกุกรู้สึกทึ่ง หากแต่เป็นฝูงหิ่งห้อยนับร้อยที่โอบล้อมพวกเขาอยู่ในตอนนี้ เด็กเมืองกรุงที่ไม่ได้เห็นหิ่งห้อยมาเป็นสิบปีจึงร้องอุทานด้วยความประทับใจ

     “พวกมัน... มีอยู่เยอะเลย”

     วิโอเรลยิ้มเอ็นดู “พอถึงช่วงหน้าท่องเที่ยว ก็จะมีคนมาตั้งแคมป์และเดินทางมาชมหิ่งห้อยที่นี่ทุกปี วีก็ชอบมาดูคนเดียวตอนที่รู้สึกเหงา”

     เขาเล่าขณะเดินไปยังริมฝั่งเพื่อชมแสงจันทร์ที่ลาดลงมายังแม่น้ำ ส่วนจองกุกก็นึกสงสัย เดินฝ่าแสงสีเหลืองวะวาววาบเหล่านั้นไปเรื่อย

     “ไม่ยักรู้ว่าวีรู้จักที่นี่ด้วย”

     ร่างบางนั่งยอง จุ่มนิ้วลงในแม่น้ำเย็นเฉียบ “อ๋อ วีเคยมาก่อนจะโดนทิ้งน่ะ”

     คนฟังลูบท้ายทอยแก้เก้อ รู้สึกผิดที่ตัวเองถามในสิ่งที่ไม่ควร แต่ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่ากำลังโดนโกหกด้วยเรื่องราวที่แต่งขึ้นของอีกคน

     บทสนทนาจบลงและถูกแทนที่ด้วยเสียงจั๊กจั่นเรไร วิโอเรลมองเห็นเงาสะท้อนในน้ำเป็นใครอีกคน จึงเบนสายตามองทางอื่นก่อนที่ความคิดถึงจะยิ่งเพิ่มพูน ไม่นานนักเสียงฝีเท้าเงียบเชียบก็ดังเข้ามาจากข้างหลัง

     “วีดูนี่สิ”

     เขาแหงนหน้าขึ้นตามเสียงเรียก คิ้วเรียวเข้มขมวดกันเป็นโบว์อย่างฉงน “อะไรเหรอ”

     คนถูกถามไม่ตอบเพราะเอาแต่ยิ้ม ร่างบางจึงต้องลุกขึ้น จ้องมองมือหนาที่กุมเข้าหากัน เมื่อเห็นประกายความสงสัย จองกุกก็ยอมเฉลยสิ่งที่ซ่อนอยู่ในมือ

     หิ่งห้อยสองตัวบินเคียงคู่กันออกมาจากฝ่ามือใหญ่ เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นหิ่งห้อยใกล้ๆ ทั้งคู่เงยหน้ามองตามแสงสองดวงที่บินคลอกันไม่ห่างแม้จะกลับไปรวมฝูง จองกุกเองก็ภาวนาขอให้ความสัมพันธ์ของเขากับวิโอเรลเป็นอย่างหิ่งห้อยสองตัวนั้น แต่มันเป็นเพียงคำอธิษฐานเงียบๆ ไม่รู้ว่าจะสมหวังดั่งปราถนาหรือเปล่า เพราะทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับวิโอเรลทั้งนั้น

     เขาแอบมองอีกคนอยู่นานมาก เพราะอยากจะรู้ว่าในดวงตาคู่นั้นมีเขาอยู่บ้างหรือไม่ และอยากรู้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไร

     ร่างบางละสายตาจากฝูงหิ่งห้อยมาจ้องหน้าอีกฝ่ายแทน “มีอะไรแปลกๆอยู่บนหน้าวีเหรอ?”

     จองกุกยังคงเงียบ ส่วนวิโอเรลก็เริ่มหน้าแดงเพราะถูกจ้องนาน จนท้ายที่สุดต้องเป็นฝ่ายถอนสายตาออก

     “วี”

     หลังจากเงียบมานาน ร่างสูงก็ยอมเอ่ย

     “ทุกสิ่งที่ผมพูดเมื่อกี้ผมไม่ได้พูดเล่นนะ ผมรักวีจริงๆ

     วิโอเรลยืนตัวแข็ง ตั้งรับไม่ทันเป็นครั้งที่สอง

     “ขอผมเป็นคนดูแลวีได้ไหม...”

     “คือวี...”

     “เป็นแฟนกันนะ

     คนฟังถึงกับพูดอะไรไม่ออก เมื่อทุกอย่างเงียบก็เข้าสู่เหตุการณ์เดจาวูอีกครั้ง จองกุกรอคอยและคาดหวัง ส่วนวิโอเรลก็เงียบและลังเล

     “จองกุกจะดูแลวีจริงๆเหรอ”

     ร่างสูงยิ้ม “ใช่”

     “จะพาไปอยู่ด้วยกันใช่ไหม”

     “ถูกต้อง”

     “จะไม่ทิ้งวีใช่รึเปล่า”

     “ไม่มีวัน”

     เขาแอบยื่นมือไปเกี่ยวนิ้วก้อยกับอีกคนหวังให้สัญญา แต่ความหวั่นไหวยังคงฉายชัดในตาคู่สวย

     “แล้วถ้า... วีไม่ได้เป็นคนเดียวล่ะ”

     คนฟังย่นคิ้ว “หมายความว่าไง”

     “คือความจริงแล้ว วีไม่ได้อยู่คนเดียว”

     ที่เขาลังเลก็เพราะเรื่องนี้ หากจองกุกจะพาไปอยู่ด้วยจริงๆ เขาก็ไม่อาจทิ้งลูกชายไปไหนได้ มีแต่ต้องทำให้อีกคนยอมรับในตัวลูกของเขาเท่านั้น

     “เป็นเด็ก... ผู้ชายตัวเล็กๆ...”

     “วีมีน้องชายเหรอ?”

     ร่างบางเงียบหนีอีกครา เพราะไม่แน่ใจว่าจะสารภาพออกไปตรงๆเลยดีไหม หรือจะเก็บเป็นความลับตลอดไป “อืม... ใช่” แต่ยังไงเขาก็ไม่กล้าอยู่ดี

     “เรื่องแค่นี้เอง” ด้วยความโล่งใจที่ไม่โดนปฏิเสธ จองกุกจึงลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะไล้ฝ่ามือลงมาที่แก้มเนียน “ไม่มีปัญหาหรอก พ่อแม่ผมไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว พวกท่านเป็นคนใจดี... ว่าแต่น้องชายวีอยู่ไหนล่ะ ไม่พาเขามารู้จักผมเหรอ”

     “คือ... เอาไว้ทีหลังละกัน เขาค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า”

     เขารู้สึกเสียดายนิดๆ “แล้วเขาอยู่คนเดียวได้เหรอ พามาอยู่ที่แคมป์ก่อนน่าจะดีกว่านะ”

     วิโอเรลยิ้มเมื่อเห็นท่าทีแสดงความเป็นห่วงของร่างสูง “ไม่ต้องห่วงหรอก เขาดูแลตัวเองได้ ไว้ถึงวันกลับวีจะพาเขามาเอง”

     แม้จะแอบไม่เห็นด้วยอยู่ลึกๆ แต่ในเมื่อเจ้าตัวว่าอย่างนั้นก็ต้องว่าตาม “โอเค... แล้วเรื่องที่ผมขอวีเป็นแฟน---”

     “อื้ม! วีตกลง”

     ทันใดนั้นอ้อมแขนแกร่งก็อุ้มร่างบางจนตัวลอยหวือจากพื้นแล้วหมุนไปรอบๆ เสียงหัวเราะแห่งความสุขดังเนืองนองท่ามกลางป่าเงียบงัน และฝูงหิ่งห้อยที่ยังคงบินเอื่อยไม่ไปไหน สิ้นกระแสเสียงหัวเราะนั้น ริมฝีปากของทั้งคู่ได้ประกบกันอย่างนิ่มนวล ดื่มด่ำความหอมหวานกันอยู่นานโดยที่ไม่มีใครอยากผละออก




     เช้าวันถัดมา ในช่วงที่แสงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขึ้นมาทักทาย อากาศเย็นจึงยังคงเกาะกลุ่มทั่วผืนป่า หยดน้ำค้างกลมๆกลิ้งกลุกสู่ปลายใบไม้ ก่อนร่วงกราวใส่หลังคาเต็นท์ซึ่งข้างในมีสองร่างกำลังกอดกันกลมดิ๊ก วิโอเรลเริ่มขยับตัวเล็กน้อยภายใต้ผ้าห่มผืนหนาสองชั้น จนโดนอ้อมแขนกำยำกอดกระชับแน่นขึ้น แต่นั่นก็ช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้มากทีเดียว

     อยากอยู่แบบนี้นานๆจัง...

     ร่างบางวอนขอ แต่คนบนฟ้าก็กลั่นแกล้งส่งมารมาขัด

     “จองกุก น้องวี ตีห้าครึ่งแล้วนะ รีบอาบน้ำแต่งตัวไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเถอะ”

     ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนขี้เกียจอย่างจีมินจะตื่นเช้า พระเจ้าต้องแกล้งเขาแน่ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมาแคะขี้ตา ส่วนจองกุกก็บิดขี้เกียจหาวหวอดๆ

     “อรุณสวัสดิ์ครับจองกุก” เขาโน้มตัวจูบทักทายตอนเช้า แต่ร่างสูงล็อกท้ายทอยไว้จึงถอนปากออกไม่ได้ “อือ ปล่อยวีก่อน”

     มือเรียวพยายามดันแผ่นอก โพรงปากถูกเรียวลิ้นอุ่นขโมยความหวานและอากาศไปเกือบหมด วิโอเรลทุบอกแกร่งเบาๆเพื่อเตือนอีกคน ปากกระจับบางจึงยอมถอดถอน

     “อรุณสวัสดิ์” จองกุกยิ้มกริ่มด้วยความพอใจ ขณะที่ร่างบางนั่งหอบโกยอากาศไปเติมปอด

     “มาแกล้งกันแต่เช้าเลยนะ”

     “ก็ปากวีมันรู้สึกดี”

     คนฟังหน้าแดง แก้เขินด้วยการไปเตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์อาบน้ำ “ทะลึ่งใหญ่แล้วนะ วีขอไปอาบน้ำก่อนล่ะ” เขาส่งเสียงชิชะก่อนรีบหอบสิ่งของออกไปนอกเต็นท์ ทิ้งให้คนแกล้งยิ้มขำคนเดียว

     ดวงตากลมเลื่อนไปทางกล้องตัวหนึ่งที่วางไว้อยู่มุมเต็นท์ โดยมีกระเป๋าใบเล็กกับข้าวของกระจุกกระจิกคอยบังอยู่ และความสงสัยได้ดลใจให้เขาคลานเข้าไปหยิบมันมาดู เขามั่นใจแล้วว่าเป็นกล้องของนัมจุน

     กล้องถูกเปิดใช้งาน แบตเตอรี่ลดลงเพียงครึ่งหลอด เขาลองเอามันมาถ่ายรอบเต็นท์ประมาณรูปสองรูปก่อนลองเข้าไปเช็คในแกลเลอรี่ มีภาพและวิดีโอมากมายที่ถูกบันทึก วิดีโอล่าสุดเพิ่งอัดไว้เมื่อวานนี้ เขาลองกดเข้าไปดูเพราะหวังว่าจะได้เบาะแสตามหาตัวเพื่อนทั้งสอง

     คิ้วเรียวเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อวิดีโอเริ่มเล่น ภาพของใครคนหนึ่งที่คุ้นเคยทำให้เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ

     “เอาสิวี ทำให้ผมมีความสุขหน่อยสิ”

     จู่ๆมือหนาที่ประคองกล้องอยู่ก็สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม

     “ไม่อัดวิดีโอได้ไหม”

     น้ำเสียงและคำพูดที่ชัดเจน เป็นดั่งใบมีดที่ทิ่มแทงใจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     “ไม่เอาน่าวี ทำเป็นไม่สนใจมันสิ แล้วก็มาอมให้ผมเร็วๆได้แล้ว หรือจะให้ผมทิ้งความสุภาพแล้วจับกระแทกใส่ปาก หืม?”

     คำพูดหยาบคายของเพื่อนทรยศทำให้เขาอยากตามไปฆ่ามันถึงในนรก

     ริมฝีปากแดงฉ่ำที่คอยพูดจาหวานๆและแลกจูบกับเขามานับไม่ถ้วน กลับดูสกปรกและน่ารังเกียจในยามที่มันเล้าโลมท่อนกายของใครบางคน

     ใครบางคน... ที่ไม่ใช่เขา

     “หึ ใช้ปากเก่งเชียว อมให้ไอ้กุกบ่อยรึไง”

     ทำไมคนที่เขามอบให้ทั้งใจถึงได้กล้าทำแบบนี้

     หรือเพราะเขาเป็นเพียงคนโง่...

     นิ้วหนากดหยุดเล่น ภาพจึงค้างไว้ที่ซอกจินกำลังดันท่อนเนื้อเข้าไปในร่างของคนที่เขารัก

     ความคิดว่างเปล่า... ทว่าหัวใจกลับอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวด ความเจ็บที่เกิดจากการโดนหักหลัง

     รักมาก ก็ยิ่งเจ็บมาก เจ็บเหมือนจะขาดใจ แต่น่าแปลกที่เขาร้องไห้โดยไร้น้ำตา

     ไม่จริง มันไม่จริงใช่ไหม... ทำไมคุณทำกับผมแบบนี้ล่ะวี

ผมทำอะไรผิด?



​To be continued

​______________________________

หนูไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกจกุก T T ขอต้อนรับเข้าสู่ช่วงมาม่านะคะ แต่ไม่สาหัสหรอกเชื่อไรท์


ความคิดเห็น