ภาคสองนี้เราจะพยายามแต่งให้ดีกว่าเดิมนะคะ ขอคำชี้แนะด้วยนะ ><

บทที่ 19 คำทำนาย

ชื่อตอน : บทที่ 19 คำทำนาย

คำค้น : BTS , kookv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2562 15:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19 คำทำนาย
แบบอักษร

XIX

คำทำนาย



     ยุนกิขับรถมารับถึงที่เกิดเหตุ จองกุกนำร่างโชกเลือดของงูเห่าป่าขึ้นรถ ขณะที่เด็กๆวิ่งขึ้นไปนั่งรออยู่ก่อนแล้ว น้ำสีเขียวเรืองรองถูกเทราดบนแผล ยูคยอมร้องในลำคอด้วยความเจ็บแสบ ไม่มีใครชอบการทำแผล เขาเองก็เช่นกัน แต่หากไม่ทำก็จะยิ่งเสียเลือดมาก จองกุกหาผ้าพันแผลมาพันรอบร่างเรียวเล็กของเพื่อนไว้ จนกระทั่งพวกเขาทั้งหมดมาถึงอพาร์ตเม้นต์ของคนตัวขาว ซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศสองชั้นและคุมโทนสีขาว ส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้ถูกแบ่งให้เพื่อนบ้านพักอาศัย ซึ่งก็คือยูคยอมนั่นเอง

     ทุกคนย้ายตัวเข้ามานั่งพักในบ้าน แทยุนกับเจคนั่งโซฟาและขอดูการ์ตูนเป็นอันดับแรก จองกุกกับยูคยอมจึงต้องย้ายไปที่ห้องรับแขกเพื่อพูดคุยถึงปัญหา

     “ฮัลโหลครับคุณนัมจุน ผมพาเด็กๆย้ายมาอยู่ที่บ้านเพื่อนนะครับ ตรงอพาร์ตเม้นต์ไวท์พาเลซ ถนน…” จองกุกบอกพิกัดให้แก่นัมจุน ส่วนบนตักก็มีร่างอ่อนเปลี้ยของงูเห่า ยุนกิเดินถือจานขนมไปเสิร์ฟให้เด็กๆก่อนเข้ามารวมตัวกับเพื่อนทั้งสอง

     “ว่าไงบ้าง?”

     จองกุกวางสาย เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง “อีกสิบนาทีคงมาถึง”

     “ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?” คนตัวขาวหย่อนร่างบนโซฟาตัวยาวตรงข้าม “แค่โดนคนตัดหน้ารถจริงเหรอ”

     “แล้วมึงจะให้กูพูดว่าไงล่ะ ให้บอกว่ากูเจอม้ายูนิคอร์นเล่นฮูลาฮูปแล้วลืมดูทางจนรถเสียหลักเหรอ”

     “เฮ้อ” ยุนกิถอนใจ จะขำก็ขำไม่ออก “ก็เพราะว่าเป็นมึงไง กูเลยแปลกใจว่ามึงทำยังไงถึงให้ลูกเมียอยู่ในอันตราย”

     จองกุกหายใจแรงขึ้นเพราะเริ่มมีน้ำโห แต่ก็รีบผุดลุกเดินไปยังหน้าต่างเพื่อสงบสติอารมณ์ เขาเอามือไขว้หลังพลางทอดสายตาออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมาย มือกำเข้าหากันด้วยความกังวลใจ ถึงแม้จะเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างของเพื่อนสนิท แต่ยุนกิก็รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวทำสีหน้าเช่นไร เขาเอื้อมมือไปอุ้มร่างยูคยอมที่ถูกทิ้งให้นอนขดบนโซฟา ลูบเกล็ดมันวาวเบาๆด้วยความห่วงใย

     เมื่ออารมณ์ขุ่นมัวเริ่มคลายลง จองกุกจึงหลับตาฟังเสียงลูกๆหัวเราะขำขันอยู่ข้างนอก เปลือกตาปรือขึ้น ทันใดนั้นก็มีร่างสีขาวที่แสนคุ้นตายืนอยู่ในสวนข้างล่าง เขาเบิกตาอึ้งเพราะคาดไม่ถึง คาดไม่ถึงว่าอีกคนจะปรากฏตัวให้เห็นถึงที่นี่

     “ก้า กูขอลงไปข้างล่างก่อนนะ”

     “จะไปไหน”

     “ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากอยู่คนเดียว”

     คำว่าไม่มีอะไรหรอกนั้น ยุนกิรู้ว่าสุดท้ายก็ต้องมีบางอย่างซ่อนเร้นเสมอ เขาวางงูเห่าป่าไว้ข้างกายอย่างเบามือ ลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างเพื่อแอบดูเพื่อนสนิท ดวงตาตี่คมไล่มองตามจองกุกที่วิ่งหุนหันออกจากบ้าน และเป็นต้องตกใจเมื่อปลายทางที่เจ้าตัวมุ่งไปนั้น คือสวนข้างบ้านซึ่งมีร่างหญิงสาวยืนรออยู่ เขากลืนน้ำลายเอื้อกทันทีเมื่อเห็นเธอคนนั้น มือที่ปล่อยไว้แนบข้างลำตัวก็พลันสั่นเทา

     จองกุกหยุดอยู่ข้างหลังหญิงสาวผู้มีผมยาวสยายถึงบั่นเอว ทั้งตัวเธอถูกระบายด้วยสีขาวหรือแม้แต่เส้นผมก็ตาม

     “ท่านมาทำอะไรที่นี่”

     หญิงสาวค่อยๆหันมา ใบหน้าและริมฝีปากมีความคล้ายคลึงกับเขา ทุกอย่างบนหน้าหล่อนล้วนเป็นสีขาวแม้กระทั่งขนตา ทว่านัยน์ตาคมกริบของหล่อนมีสีแดงดุจเปลวเพลิง

     ปากกระจับซีดยกยิ้มอย่างไร้อารมณ์ สมแล้วที่เป็นแม่ของเขา

     “ก็แค่อยากมาเยี่ยมผู้มีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน”

     “ท่านจะตามมาสมเพชข้างั้นรึ” แววตาของจองกุกยังคงมีความแข็งกร้าว

     “นั่นลูกคิดไปเอง” หล่อนเบนสายตาไปยังหน้าต่างชั้นหนึ่ง มองแทยุนและเจคนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่น ชั่วขณะหนึ่งที่แววตาหล่อนดูอ่อนลง “เด็กสองคนนั้นน่ารักดีหนิ”

     จองกุกไม่ตอบ

     “ถ้าลูกคิดจะตามหามัน” หล่อนพูดต่อ “แม่ขอเตือนไว้ว่าให้เลิกล้มความตั้งใจนั้นเสีย”

     “ท่านก็รู้ว่าคำตอบของข้าคืออะไร”

     “แม่รู้…” มือเรียวขาวซีดยกขึ้นมาลูบศีรษะของลูกชาย “แต่ลูกจะต้องเสียใจกับการกระทำนั้น”

     จองกุกรู้สึกดีกับสัมผัสนี้ เขาคิดถึงมันมาก แต่กลับไม่ได้แสดงออกให้อีกฝ่ายเห็น

     “ทำไมท่านแม่ถึงไม่ยอมรับแทฮยอง เพียงเพราะเขาเป็นมนุษย์ธรรมดาเท่านั้นรึ?”

     นางพญางูขาวลดมือลง จดจ้องใบหน้าลูกชายด้วยแววตาราบเรียบ ไม่เจือความอ่อนโยนดังเช่นเมื่อครู่

     “มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะบุตรแห่งข้า”

     “แล้วมันคืออะไรกันเล่า ท่านไม่เคยบอกอะไรข้า ไม่บอกแม้กระทั่งว่าพวกเราเป็นอะไร หรือว่าที่ท่านไม่ยอมรับแทฮยอง เป็นเพราะไม่อยากให้รุ่นหลานมีเลือดมนุษย์เพิ่มอย่างนั้นรึ”

     นางผงะเล็กน้อย “ลูกรู้ว่าพวกเรามีสายเลือดมนุษย์? ไปได้ยินจากไหน”

     จองกุกร้องหึในลำคอ “ข้าไม่จำเป็นต้องบอกท่าน ขนาดท่านยังไม่เคยบอกอะไรข้า ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ชอบเป็นคนโง่ แต่ท่านก็ยังทำกับข้าแบบนั้น”

     ความเงียบลูกแรกแผ่ขยายกว้าง ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรต่อหลังจากจบประโยคน้อยใจนั้น ฉับพลันเสียงรถวิ่งได้ดึงความสนใจของสองแม่ลูก

     จองกุกวิ่งปลีกไปหานัมจุนและครอบครัวที่กำลังลงจากรถ ทิ้งให้ผู้เป็นมารดายืนมองไล่หลัง เขารีบพาทั้งสามคนเข้าไปในบ้านเพื่อพูดคุยถึงปัญหา กระทั่งพวกเขาเดินมาถึงห้องรับแขก ยุนกิก็รีบลุกขึ้นค้อมศีรษะสวัสดีทั้งที่ยังอุ้มงูเห่า แบคฮยอนที่เห็นสภาพของงูตัวนั้นก็ชะงักไปครู่ใหญ่ รู้ตัวอีกทีคือตอนที่แม่จินสะกิดให้นั่งบนโซฟาด้วยกัน

     “คุณพูดเหมือนรู้จักคนในชุดคลุมคนนั้น” จองกุกเปิดประเด็นเมื่อทิ้งตัวนั่งข้างยุนกิบนโซฟาฝั่งตรงข้าม

     นัมจุนถอนใจเฮือกใหญ่ ช้อนสายตาล้าๆไปยังลูกเขย “ใช่ ผมเสียใจที่ต้องพูดว่าทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่คุณคิด”

     จองกุกไม่เคยคิดว่านั่นคือเรื่องบังเอิญ เขาเองก็มีลางสังหรณ์ขั้นสุดยอดตามฉบับอมนุษย์ แต่เขาจะไม่พูดขัดให้เสียบรรยากาศ

     “พอรู้ว่าแทฮยองกับไข่หายไปหลังจากเกิดเรื่อง ผมก็รู้ทันทีว่าคนในชุดคลุมคนนั้นคือใคร” นัมจุนกล่าวต่อ “เขาเป็นคนจากลัทธิดกซา หรือที่เรียกกันว่าพวกบูชางู คนพวกนั้นขาดความเป็นมนุษย์มากเท่าที่ผมรู้ ในหมู่บ้านเราไม่ค่อยมีใครรู้ถึงการมีอยู่ของลัทธินั้น”

     ทุกคนขมวดคิ้วสงสัยกับหนังสือเก่าคร่ำคร่าที่นัมจุนหยิบขึ้นมา สายตาทั้งหกคู่พุ่งไปยังหนังสือบนโต๊ะที่กางแผ่หลา เผยเนื้อหาซึ่งถูกเขียนด้วยหมึกดำบนกระดาษเปื่อยยุ่ย

     “นี่คือข้อมูลของพวกมันที่ผมกับคุณพ่อฟรองซัวร่วมกันบันทึก ยิ่งเรารู้จักมันเท่าไร เราก็ยิ่งรู้ว่าอะไรคือจุดอ่อนและกำจัดมันได้ง่ายขึ้น แต่พวกเราก็เพิ่งมารู้ว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด พวกมันมีประมุขและสาวกที่พร้อมจะปกป้องในสิ่งที่พวกมันบูชา สิ่งที่พวกมันบูชาคือสิ่งนี้”

     นัมจุนเปิดกระดาษหน้าถัดไป ทุกคนมองภาพวาดของชายคนหนึ่งที่ส่องแสงประกาย โดยข้างหลังคืองูเงี้ยวตัวยักษ์ซึ่งมีเกล็ดสีเขียว เนตรคมสีพลอยอำพัน ตัวสูงประมาณตึกสองชั้นจนให้ความรู้สึกน่าครั่นคร้าม

     “พวกลัทธิดกซาเรียกเทพเก่าแก่องค์นี้ว่าเพมชิน เชื่อกันว่าเป็นผู้ที่มอบความสุขให้กับมนุษย์ และสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับโลกในยุคที่มีแต่ความทุกข์ เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและไร้สิ่งมีชีวิต เป็นยุคที่ยังไม่มีศาสดาคนไหนถือกำเนิด เพมชินจึงถือว่าเป็นพระเจ้าของลัทธิดกซา แต่แล้ววันหนึ่ง... เพมชินหรือเทพแห่งงูได้มีความรักกับมนุษย์เพศหญิงคนหนึ่ง เธอชื่อว่าซองอึน”

     แผ่นกระดาษฝุ่นจับถูกพลิกต่อไป ปรากฏภาพวาดของหญิงสาวในชุดฮันบกสีแดง ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่จองกุกเคยเห็นบนภาพวาดฝาผนังในถ้ำงู ทุกสายตาจับจ้องภาพนั้นอย่างไม่กะพริบ

     “พวกเขาได้ให้กำเนิดลูกหลานจำนวนมาก ผู้ที่เกิดจากสายเลือดพระเจ้าและหญิงคนนั้นจะถูกเรียกว่าบุตรแห่งงู มีพลังอำนาจเปรียบดั่งเทพชั้นสูงแม้จะมีสายเลือดมนุษย์ไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่ง เผ่าพันธุ์ของคุณจองกุกและคุณยุนกิเองก็มาจากคนเหล่านี้”

     ยุนกิเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ ยกเว้นจองกุกกับยูคยอมที่รู้เรื่องมาก่อนแล้ว

     “และถึงแม้เพมชินจะมอบความสุขความอุดมสมบรูณ์ให้กับมนุษย์ แต่ก็ต้องแลกมาซึ่งความตายเพมชินกินความตายเป็นอาหาร การขอพรแต่ละข้อจึงต้องสังเวยหนึ่งชีวิตเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยน พวกเราจึงเข้าใจว่า แท้จริงแล้วเพมชินคือปีศาจ”

     นัมจุนเปิดหน้าที่มีภาพของเพมชินในร่างงูกำลังสูบวิญญาณจากเด็กสาวที่ถูกจับให้นอนบนแท่นพิธี ข้างล่างแท่นพิธีนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีของเหล่าสาวก

     หน้ากระดาษถัดไปถูกคลี่ออก “กระทั่งถึงช่วงที่ศาสนาคริสต์ประกาศความเป็นใหญ่ พวกลัทธิผีสางซาตานถูกทำลาย กลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดถูกจับเผา ลัทธิดกซาก็ถูกตราว่าเป็นพวกนอกรีต นักบุญผู้ได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าได้ฆ่าเพมชินด้วยพระโลหิตแห่งพระเยซู”

     บนหน้ากระดาษคือภาพนักบุญคนหนึ่งสาดขวดเลือดใส่งูยักษ์ที่แสดงท่าทางทรมาน ล้อมรอบด้วยเหล่าอัศวินเทมพลาร์*ที่ยืนชูดาบด้วยความดีใจ

(**อัศวินเทมพลาร์ คือทหารแห่งพระคริสต์และพระวิหารแห่งโซโลมอน เป็นหน่วยรบผู้เก่งกาจที่สุดในสงครามครูเสด)

     “พวกคนในลัทธิบางส่วนและบุตรแห่งงูที่รอดจากการกวาดล้าง ได้อพยพมาตั้งรกรากใหม่ ณ หุบเขาแห่งหนึ่ง กลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จัก บุตรแห่งงูกลับตัดขาดจากพวกเขาด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งผมเดาว่านี่คือที่มาของบรรพบุรุษของพวกคุณจองกุก แต่มีเพียงบุตรแห่งงูคนเดียวที่เลือกอยู่เคียงข้างเหล่าสาวก คนในลัทธิจึงถือให้เขาเป็นพญางู หรือก็คือตัวแทนของเพมชิน พวกเขาสร้างที่อยู่ให้กับพญางูเพื่อจะได้บูชาสักการะ”

     เสียงพลิกหน้ากระดาษดังขึ้นแผ่วเบา

     “จนวันหนึ่ง มีกลุ่มคนใหญ่ๆมาตั้งถิ่นฐานทับกับพวกเขาและตั้งชื่อที่นั่นว่าหมู่บ้านอันแก แต่พวกเขาไม่ต้อนรับคนกลุ่มนั้น จึงวอนขอพญางูให้ไล่พวกหน้าใหม่ออกไป เหล่าคนเฒ่าคนแก่จากกลุ่มที่มาใหม่ได้ทำพิธีขอขมา และทำสัญญากับพญางูเพื่อขอแลกความสงบสุข นั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานเจ้าสาวผู้มีรอยสักรูปงู แต่น่าแปลกที่พวกลัทธิดกซาและพญางูยอมง่ายๆ ผมจึงคิดว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างแอบแฝง”

     สิ้นประโยคนั้น ความเงียบก็เข้ากลืนกินบรรยากาศ ซอกจินทำหน้านิ่งเหมือนฉงนงงงวย ส่วนแบคฮยอนก็ชักสีหน้าเหลอหลาเพราะตามไม่ทัน แต่ผู้ที่มีสติปัญญาล้ำเลิศอย่างจองกุกกับยุนกิและยูคยอมกลับพยักหน้าเข้าใจ

     นัมจุนกล่าวต่อขณะเปิดไปหน้าอื่น “มีคำทำนายด้วยว่าเพมชินจะคืนชีพ นี่คือข้อความที่ถูกเขียนโดยคนในลัทธิ ซึ่งสายตรวจของคุณพ่อฟรองซัวไปก็อปปี้มา บอกว่ามันเป็นคำทำนายที่ถูกเขียนตั้งแต่สมัยคนในลัทธิตั้งรกรากที่นี่ใหม่ๆ ไม่มีใครรู้ว่ามันหมายถึงอะไร พวกคุณพอจะตีความออกไหม?”

     เหล่าบุตรแห่งงูทั้งสามเพ่งอ่านข้อความบนหน้ากระดาษ ซึ่งถูกตวัดเขียนไว้ว่า

...สิ้นราชายุคมืดถึงคราวเยือน

จักรุ่งเรืองดังเดิมต้องใช้สอง

อันภาชนะกายเนื้อซึ่งเคียงคลอ

บุตรแห่งจอมราชันย์จ้าวนาคา

และอีกหนึ่งซึ่งสำคัญเป็นหนักหนา

ผลพวงรักแก้วตาอย่าได้ขาด

แต่ราชาจักฟื้นคืนเต็มกายา

ด้วยวิญญาณหนึ่งผู้มอบเหล่าชีวัน...

     ยุนกิกุมขมับทันทีหลังจากอ่านจบ ยูคยอมได้แต่มองนิ่งๆเพราะอ่อนเพลียจากฤทธิ์บาดแผล ส่วนจองกุกก็เอามือลูบคางเหมือนใช้ความคิดอย่างหนัก

     “มันช่าง... ลึกลับ... ซับซ้อน” ยุนกิเปรยเบาๆ

     “ขนาดพวกคุณยังงงแล้วมนุษย์ธรรมดาอย่างพวกผมจะเข้าใจเหรอ” นัมจุนเอนหลังพิงพนักโซฟา

     ดวงตาของจองกุกทอแสงสีอำพันวูบวาบเมื่อวิเคราะห์ได้คร่าวๆ เขาเอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศสงัด

     “ที่แน่ๆเรารู้แล้วว่าราชาคือเพมชิน... สิ้นราชายุคมืดถึงคราวเยือน ตีความง่ายๆเลยว่า... ช่วงเวลาแห่งความลำบากมาถึงเมื่อพระเจ้าสิ้นลม ส่วนอันนี้... จักรุ่งเรืองดังเดิมต้องใช้สอง ผมเดาๆว่ามันคงหมายถึง การที่พวกเขาจะกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งต้องใช้สอง... น่าจะเป็นของสองอย่าง แต่ผมไม่รู้ว่าของสองอย่างนั้นคืออะไร”

     หลังจากสงสัยอย่างเงียบๆมานานนม ยุนกิจึงถามขึ้น

     “แล้วภาชนะกายเนื้อซึ่งเคียงคลอหมายถึงอะไร”

     “มึงก็ช่วยกูคิดดิไอ้ก้า!” จองกุกหันมาสาดคำบ่น

     “ถ้ากูฉลาดกว่ามึง ป่านนี้กูแกะคำทำนายบ้าๆนี่ออกหมดแล้ว”

     “แต่ข้าว่า...” ยูคยอมเอ่ยท่ามกลางความขัดแย้ง “เราน่าจะแปลไปทีละคำๆนะ อย่างเช่นภาชนะกายเนื้อ... ภาชนะ ถ้าแปลตรงตัวคือสิ่งที่เป็นตัวรองรับ เอาไว้สำหรับบรรจุสิ่งของ ส่วนกายเนื้อน่าจะหมายถึงสิ่งมีชีวิต เพราะสิ่งมีชีวิตล้วนมีกายเนื้อ”

     จองกุกปรบมือรัวๆ ก่อนรีบสานต่อความคิดหลังจากเข้าใจที่อีกคนพูด

     “ถ้าภาชนะคือสิ่งที่เอาไว้บรรจุ และกายเนื้อคือสิ่งมีชีวิต เพราะงั้นภาชนะก็น่าจะหมายถึงผู้หญิง เพราะผู้หญิงสามารถให้กำเนิดลูกได้!”

     ยูคยอมพยักหน้า “ถูกต้อง”

     ยุนกิชูนิ้วโป้งสองข้างให้เพื่อนทั้งสอง ขณะที่มนุษย์ธรรมดาอย่างครอบครัวคิมได้แต่นิ่งอึ้ง

     “งั้นมาดูบรรทัดต่อไป” จองกุกเริ่มกระตือรือร้น “บุตรแห่งจอมราชะ---”

     “เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อนพี่น้อง” คนตัวขาวพูดแทรก “จะรีบไปไหน ยังไม่ได้แปลคำว่าซึ่งเคียงคลอเลยนะเว้ย”

     จองกุกเบ้ปากทำหน้าหงอย ความมีสปิริตเมื่อกี้หายไปเกือบหมด

     ยูคยอมนิ่งคิดพิจารณา “เคียงคลอ... ถ้าแปลตามพจนานุกรมก็หมายถึง เคียงคู่แบบคนรัก ถ้าเอามารวมๆกับคำเมื่อกี้ ก็จะได้ความหมายว่า หญิงสาวผู้เป็นคนรักของ... ของอะไรสักอย่าง”

     จองกุกก้มหน้าอ่านอีกครั้ง “บุตรแห่งจอมราชันย์จ้าวนาคา”

     “ก็ตรงตัวเลย ง่ายๆ” ยุนกิโพล่งขึ้น “จ้าวนาคาก็หมายถึงจ้าวแห่งงู เพมชินก็เป็นเทพหรือราชาแห่งงูใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นจอมราชันย์จ้าวนาคาก็น่าจะหมายถึงเพมชิน ถ้าเอามาตีความรวมกับคำข้างหน้า บุตรที่แปลว่าลูก ก็จะได้ความหมายรวมๆคือ ลูกของเพมชิน และลูกที่เกิดจากหมอนั่นก็ถูกเรียกว่าบุตรแห่งงู”

     “สุโค่ย!” จองกุกปรบมือ ยิ้มจนถุงใต้ตาโตๆดันขึ้นไปปิดลูกตาแทบมิด

     ยูคยอมจ้องค้าง “นานๆทีเจ้าก็แสดงความฉลาดเหมือนคนอื่นเขาแฮะ”

     ยุนกิแยกเขี้ยว “เดี๋ยวเถอะ! เดี๋ยวข้าจะจับเจ้าไปทำอ่อมงูซะเลย!”

     “เพราะฉะนั้นถ้าเอามาต่อกับวรรคเมื่อกี้...” จองกุกสานต่อ “ก็ได้ความหมายแล้วว่า ผู้หญิงที่รักกับบุตรแห่งงู!”

     “วรรคถัดไปว่าไงบ้าง” ยุนกิถาม

     แรงสะกิดเรียกทำให้นัมจุนหันไปหาภรรยา ซอกจินโน้มหน้าเข้ามาก่อนกระซิบ

     “พวกเขาเก่งจังเลยเนอะ”

     “ใช่ ต้องกินปลาอีกกี่ตัวถึงจะฉลาดเท่าพวกเขานะ”

     “และอีกหนึ่งซึ่งสำคัญเป็นหนักหนา” จองกุกอ่าน

     “อันนี้ไม่ต้องแปลหรอก รู้ๆกันอยู่แล้ว” ยุนกิพูดแบบขอไปทีพลางโบกมือให้เพื่อนอ่านวรรคถัดไป

     “ผลพวงรักแก้วตาอย่าได้ขาด”

     ยูคยอมเริ่มอธิบาย “ผลพวงรัก ถ้าแปลตรงตัวคือผลที่เกิดจากความรัก ส่วนแก้วตา คำนี้ใช้แทนคำว่าลูกซึ่งเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ”

     ยุนกิดีดนิ้วดังเป๊าะ “ถ้าแปลแบบย่อๆก็จะได้ความหมายว่า ลูกคือสิ่งที่ขาดไม่ได้”

     “เดี๋ยวนะ ถ้าลองเอามาเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายๆล่ะก็...” จองกุกขมวดคิ้ว เริ่มแปลตั้งแต่บรรทัดแรกลงมา “ยุคมืดถึงคราวเยือนเมื่อเพมชินตายลง แต่จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งต้องใช้ของสองสิ่ง สิ่งแรกคือผู้หญิงที่รักกับบุตรแห่งงู อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ... คือลูกที่เกิดจากผลพวงความรัก ความรักของใคร? อย่าบอกนะว่า---”

     จองกุกเงยหน้าขึ้นถามความเห็น ยูคยอมจึงพยักหน้า

     “ก็น่าจะอย่างนั้น ถ้าแปลง่ายๆคือ ลูกที่เกิดจากความรักระหว่างบุตรแห่งงูกับมนุษย์”

     วินาทีนั้นเหมือนฟ้าผ่ากลางใจ จองกุกตัวแข็งทื่อไปพักใหญ่

     “งั้น... ที่แทฮยอง... กับลูกหายไปก็คือ...”

     “ใช่ นั่นล่ะคือของสองสิ่งที่พวกมันต้องการ”

     คนฟังไม่กล้าอ่านต่อเพราะกำลังจมดิ่งในความคิด ยุนกิจึงอาสาอ่านบรรทัดถัดไป

     “แต่ราชาจักฟื้นคืนเต็มกายา... อันนี้คงไม่ต้องแปลเนอะ”

     “อืม” ยูคยอมครางรับเบาๆ

     “ด้วยวิญญาณหนึ่งผู้มอบเหล่าชีวัน”

     “อ่า...” งูเห่าป่าเริ่มใช้ความคิดหนัก “ข้าว่ามันแปลได้สองกรณี คำว่าผู้มอบเหล่าชีวัน ในทางศาสนาพระเจ้าคือผู้มอบชีวิต เพมชินเองก็เป็นพระเจ้าของลัทธิดกซา แต่พอมันต้องเอามาเชื่อมกัน พวกคนในลัทธิไม่น่าจะเอาพระเจ้าตัวเองมาสังเวย เพราะงั้นก็เหลืออยู่ความหมายเดียว นั่นก็คือพ่อแม่ เพราะความรักของพ่อแม่สามารถให้กำเนิดชีวิตได้”

     “และเมื่อเอามารวมกัน?” ยุนกิถาม

     “แปลว่าวิญญาณของพ่อแม่คือเครื่องสังเวย ก็ตรงตามลักษณะนิสัยของเพมชิน ความตายคืออาหารของเขา ข้อแลกเปลี่ยนในการฟื้นคืนชีพคือการต้องสังเวยวิญญาณพ่อแม่... พ่อแม่ในที่นี้น่าจะหมายถึงคู่รักในวรรคที่แล้ว... หรือก็คือมนุษย์กับบุตรแห่งงูที่ให้กำเนิดไข่เหล่านั้น”

     ทุกคนในห้องเบิกตาโต

     “งั้นแสดงว่าเงื่อนไขก็คือต้องสังเวยวิญญาณของแทฮยองกับ...”

     จบประโยคของยุนกิ ทุกสายตาก็พุ่งไปยังจองกุกที่ยังมีสีหน้าเศร้าหมอง

     ยูคยอมรีบเอ่ยขัด “เดี๋ยวก่อน เจ้าลืมคำว่าหนึ่งเหรอ หนึ่งผู้มอบ... ก็แปลว่าต้องการวิญญาณเพียงหนึ่งดวงในการคืนชีพ วิญญาณดวงนั้นถ้าไม่เป็นของแทฮยองก็เป็นของจองกุก”

     “แต่พวกนั้นได้ตัวแทฮยองไปแล้ว” จองกุกขบกรามแน่น มือกำเข้าหากันจนเล็บจิก เขาลุกพรวดขึ้นพร้อมกับดวงตาสีพลอยอำพัน “เราต้องรีบไป! ก่อนที่พวกนั้นจะคืนชีพให้ไอ้พระเจ้ากิ๊กก๊อกนั่น”

     ยุนกิลุกขึ้น “เห็นด้วย”

     “ผมรู้ว่ารังของพวกมันอยู่ไหน” นัมจุนกล่าว “สายตรวจของคุณพ่อฟรองซัวให้ข้อมูลกับพวกเราไว้แล้ว ผมจะนำทางพวกคุณไปที่นั่น แต่มีข้อแม้... พวกคุณต้องให้ผมไปด้วย”

     “คุณนัมจุน” จองกุกเอ่ยอย่างใจเย็นเพื่อความสำเร็จในการโน้มน้าว “พวกเรารู้ว่าคุณอยากช่วย แต่คุณเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา”

     “ใช่” ยุนกิกอดอก “เราไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง เราอยากให้คุณรออยู่ข้างนอก เพื่อความปลอด---”

     “แต่ผมเป็นพ่อคน”

     ทุกอย่างเงียบลงถนัดตา

     “ผมอยากเข้าไปช่วยลูกผม... เพื่อไถ่บาปในสิ่งที่เคยทำไว้กับเขา”

     จองกุกนึกถึงเหตุการณ์คืนที่โบสถ์ถูกไฟคลอก นัมจุนคงรู้สึกผิดมาก มันทำให้เขาเริ่มเข้าใจอีกฝ่าย เพราะเขาเองก็เป็นพ่อคนเหมือนกัน ความปลอดภัยของลูกคือสิ่งแรกที่เขาอยากปกป้อง จองกุกถือคตินี้ และดูท่านัมจุนจะคิดแบบเดียวกับเขา ไม่สิ มันคือสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัวของพ่อทุกคนต่างหาก

     “งั้นก็ได้” จองกุกยอมรับ “พวกเราจะให้คุณไปด้วย แต่ต้องสัญญาว่าจะคอยอยู่ข้างหลังพวกผม ห้ามอยู่ไกลหรืออยู่คนเดียวเด็ดขาด คุณไม่มีสิทธิต่อรองหากไม่เห็นด้วยกับผม”

     ยุนกิและซอกจินหน้าถอดสีเพราะไม่เห็นด้วยกับการพานัมจุนไป แต่ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของเจ้าตัวจึงห้ามอะไรไม่ได้

     “ตกลง ผมจะคอยอยู่ข้างหลังพวกคุณ” นัมจุนไม่คิดปฏิเสธ เพราะเขาเองก็กลัวตายเช่นกัน เขาจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้กับจองกุกและยุนกิ      

     “ดี งั้นผมขอไปล่ำลาเด็กๆก่อน




​To be continued

​_________________________________

ลืมไรท์ยังคะ555 ขอโทษที่หายไปนานน้า ยอมรับค่ะว่าเริ่มแต่งยากแล้ว เพราะมันจะจบแล้วอ่ะแงงงง ทีนี้เนื้อหามันเลยพาเครียดไปด้วย ส่วนคำทำนายก็ใช้กลอนแปดแต่งค่ะ ไม่ได้แต่งมาตั้งแต่ม.ต้นแล้ว อาจจะไม่สละสลวยเท่าคนอื่นนะ5555 มีฝีมือแค่นี้แหละจ้า ความรู้สึกหลังจากแต่งตอนนี้คือมึน มึนตึ้บเลยสมองชั้น ฮือ

อย่าลืมติดตามไปจนจบพร้อมๆกันน้าาาา luv ya!

ความคิดเห็น