สวัสดีนักอ่านที่หลงเข้ามานะคะ😂 เรื่องนี้ก็สยองๆหน่อยนะ และก็อย่าลืมเอาตับมาด้วยล่ะ คราวนี้นายเอกเราใจร้ายมากๆ ชอบไม่ชอบหรืออยากติชมอะไรก็เม้นต์พูดคุยได้เลยน้าาาา

เขี้ยวที่ 8 : ง้อ

ชื่อตอน : เขี้ยวที่ 8 : ง้อ

คำค้น : BTS , kookv , allv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มี.ค. 2562 00:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เขี้ยวที่ 8 : ง้อ
แบบอักษร

เขี้ยวที่ 8

ง้อ


ลมเย็นวาบปะทะใบหน้า จองกุกถอนใจขณะหลับตาพริ้มรับสัมผัสอ่อนโยนจากสายลม เขายืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าโล่งเตี้ยนกับเพื่อนๆ รายล้อมด้วยทิวทัศน์สีเขียวสบายตา และเหล่าต้นไม้แห่งเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ทั้งฝูงกวาง นกยูง และหมูป่าต่างรวมกันที่นี่ วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งไม่มีแสงจ้ามาก เขาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอดเพื่อคลายความหนักอึ้งที่ทับถมใจ

     “เห้ย จีม! หมูป่าแม่งหน้าเหมือนมึงเลยว่ะ” โฮซอกชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปทางกลุ่มหมูป่าที่นอนเอกเขนกอยู่ใต้ร่มไม้ คนถูกว่าหันมาย่นจมูก

     “ไอ้นี่ก็แซวดีนัก เดี๋ยวคืนนี้กูไล่มึงไปนอนนอกเต็นท์”

     “โห่… จีมคร้าบ อย่าใจร้ายกับกระผมเลยนะคร้าบ กระผมผิดไปแล้วจริงจริ๊ง!”

     จองกุกยิ้มขำให้กับภาพนั้น ความรู้สึกสุขใจสั่งให้เขายกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้ บันทึกความทรงจำดีๆที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นกับพวกเขา ถ้าตอนนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็คงจะดี เขาอยากให้วิโอเรลได้มาเห็นสถานที่สวยงามแห่งนี้เหลือเกิน มั่นใจเลยว่าคนที่รักธรรมชาติอย่างเจ้าตัวต้องหลงรักที่นี่แน่

     เขาใช้ฟันกระต่ายกัดปากล่างเบาๆในตอนซูมกล้องไปหานักยูงที่สะบัดหางช่อโต ขนสีน้ำเงินแวววามของมันทำให้เขานึกถึงตาของเสือตัวนั้น เขาไม่ได้ออกตามหามันมาสองวันแล้ว ความหลงใหลในตัวมันยังคงไม่จางหาย หากโชคเข้าข้าง ก็หวังว่าสักวันเขาจะได้เจอมันอีก

     “จีม มึงกินขนมแล้วอย่าทิ้งเรี่ยราดนะเว้ย เดี๋ยวเจ้าหน้าที่มาเห็นก็ไล่เราอีก” ยุนกิบอกเสียงเนือยเมื่อเห็นเพื่อนจอมตะกละแกะซองขนมวัฟเฟิล

     “เออ กูไม่ลืมหรอกน่า”

     ความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้เข้ามาที่นี่ง่ายๆหรอก เพราะเป็นแค่นักท่องเที่ยวธรรมดาที่ไม่ได้มาเพื่อศึกษาวิจัย จึงต้องยื่นหนังสือขออนุญาตให้กับเจ้าหน้าที่เมื่อห้าวันที่แล้ว ก็ต้องขอบคุณคุณพ่อของโฮซอกอีกแหละที่ตระเตรียมเรื่องนี้ไว้ให้ บอกคุณฮัน ดงวูไว้ล่วงหน้าด้วยว่าพวกเขาจะมาที่นี่ เจ้าตัวจึงได้มายืนดูแลพวกเขาอยู่ใต้ต้นไม้ข้างหลังนี่ไง

     “อย่าลืมปฏิบัติตามกฎของที่นี่ด้วยนะเด็กๆ”

     “คร้าบ” พวกเขาขานรับคุณดงวูที่ยืนกอดอกมอง

     “เราลองไปตรงนั้นกันเถอะ น้าจะได้ทำอะไรบางอย่างด้วย”

     เด็กมัธยมปลายเดินเกาะกลุ่มตามหลังเจ้าหน้าที่หนุ่ม เหล่ากวางที่ยืนเล็มหญ้าอ่อนอยู่ก็วิ่งแตกตื่นเมื่อเห็นมนุษย์ จีมินอยากลองให้อาหารพวกมันสักครั้ง แต่น่าเสียดายที่มีกฎห้ามว่าไม่อนุญาตนักท่องเที่ยวให้อาหารสัตว์ป่า เพราะประเดี๋ยวจะติดคนจนไม่ยอมหาอาหารเอง

     เจ้าหน้าที่ดงวูเดินนำพวกเขาไปยังไร่ข้าวโพดซึ่งอยู่ใกล้เขตหมู่บ้าน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าระยะทางจากที่นี่ไปถึงเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าไกลโขแค่ไหน ดูสภาพหอบแฮ่กของจีมินกับเจโฮปก็น่าจะรู้ดี

     “พวกเรามาที่นี่ทำไมเหรอครับคุณดงวู?” ยุนกิถามอย่างสุภาพ แม้ในใจจะเก็บคำบ่นไว้

     คนถูกถามหันมาชูกล้อง “แค่จะมาติดกล้องดักจับน่ะ ต้องขอโทษด้วยนะ ความจริงพวกเธอไม่ต้องมากับน้าก็ได้ แต่เพราะมีข่าวฆาตกรเสือ น้าก็เลยเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเธอ”

     “ฆาตกรเสือเหรอ?” หนุ่มๆโพล่งถาม ยกเว้นโฮซอกที่รู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว

     “ใช่… น้าเป็นเจ้าหน้าที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า แต่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเสือ ก็อุทิศชีวิตเพื่อศึกษามันมาหลายปีแล้วน่ะนะ”

     เด็กหนุ่มทั้งสี่เดินเลียบไปตามไร่ข้าวโพดพลางฟังเรื่องของอีกฝ่ายเงียบๆ

     “เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวหนาหูมาว่า มีเสือออกอาละวาดฆ่าคนไปหลายศพ นักเชี่ยวชาญหลายคนตั้งข้อสันนิษฐานในเรื่องนี้ ว่าพฤติกรรมของเสือในอุทยานแห่งชาติโฮรังงีกำลังเปลี่ยนไป”

     “เปลี่ยนไปยังไงครับ เสือก็เป็นสัตว์กินเนื้อไม่ใช่เหรอ” จีมินถาม

     “นั่นก็ถูก แต่ตามธรรมชาติจริงๆแล้ว มนุษย์ไม่ใช่อาหารของเสือ มันต้องมีเหตุผลว่าทำไมเสือในอุทยานถึงเปลี่ยนพฤติกรรมที่ผิดแผกไปจากธรรมชาติ… ผู้เชี่ยวชาญต่างบอกว่า เพราะอาหารของมันกำลังจะหมด พวกที่ลักลอบล่าสัตว์อาจจะฆ่าอาหารของพวกมัน หรือไม่ก็พืชพรรณที่นี่กำลังเปลี่ยนไป ทำให้สัตว์กินพืชลดจำนวนลง แต่บ้างก็บอกว่าเสือในอุทยานขยายพันธุ์รวดเร็วเกิน จนเป็นเหตุให้เสือบางตัวต้องย้ายออกมาจากป่า หลงเข้ามาในถิ่นมนุษย์และเริ่มออกล่าคน เพราะไม่มีอาหารให้พวกมันกิน”

     “ฟังดูเป็นเหตุผลที่ดีนะครับ” เจโฮปสนับสนุนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

     “แต่เหยื่อรายล่าสุด ลูกชายของครอบครัวชินไม่ทำให้น้าคิดยังงั้น” เจ้าหน้าที่หนุ่มหาไม้มาปักพื้นบริเวณใต้ต้นไม้หน้าไร่ข้าวโพด ก่อนหยิบเทปกาวมาพันรอบกล้องดักจับกับไม้ท่อนนั้น “ไม่มีเสือตัวไหนที่ปีนขึ้นไปถึงชั้นสองได้หรอก ต้นไม้รอบๆก็ไม่มี ร่องรอยการบุกรุกก็ไม่เจอ ไม่มีรอยเท้าตามทางเดินเข้าบ้านอีก ทำให้ข้อสันนิษฐานพวกนั้นถูกลบล้างไป”

     ยุนกิขมวดคิ้ว “แล้วอะไรเป็นสาเหตุล่ะ บางทีตัวที่ฆ่าเขาอาจจะไม่ใช่เสือก็ได้”

     “ทีมพิสูจน์ศพตรวจแล้วว่ามีรอยเขี้ยวและรอยข่วนของเสืออยู่บนร่าง และสัตว์ที่มีแรงกัดมหาศาลจนทำให้คอเหวอะขนาดนั้นต้องไม่ใช่สุนัขแน่ สุนัขที่ตัวใหญ่ที่สุดก็ไม่ได้มีแรงกัดถึงขนาดนั้น ระยะห่างระหว่างเล็บก็กว้างมาก ยืนยันแล้วว่าเป็นรอยข่วนของเสือ”

     “แล้วมันหายไปไหนครับ?” จีมินแทรกถาม

     “ไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน แต่มีข่าวว่าคุณจียงหายไปจากบ้านมาสองวันแล้ว เพื่อนบ้านบอกว่าเขาเป็นนายพรานและออกไปล่าสัตว์แถวอุทยาน จากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย ทำให้น้ากังวลว่าคุณจียงอาจตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายอีกคน แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันว่าเขาถูกเสือฆ่า”

     “เขาอาจจะหลงทาง…” โฮซอกพยายามมองโลกในแง่ดี

     “ก็ขอให้เป็นยังงั้น”

     เจ้าหน้าที่ดงวูเริ่มพาเหล่าเด็กหนุ่มกลับทางเดิม ขณะที่เรื่องเล่าของเจ้าตัวทำให้จองกุกพาลนึกถึงเสือตาสีฟ้าตัวนั้น หวังว่ามันจะไม่ใช่ฆาตกรที่ถูกกล่าวหาหรอกนะ

     “นี่ พวกเธอเคยได้ยินเรื่องเสือสมิงไหม”

     “เสือสมิง?”

     หลังจากพวกเด็กๆพูดทวน เจ้าหน้าที่หนุ่มก็ยกยิ้มอย่างรู้ทันว่าพวกเขาคงไม่รู้จัก

     “มันเป็นความเชื่อของชาวบ้านน่ะ พวกเขาว่ากันว่ามันคือปีศาจที่เกิดจากเวทมนตร์ดำไสยศาสตร์ พวกที่เล่นของแล้วเข้าตัวเองจนกลายร่างเป็นเสือ บางคนก็บอกว่ามันคือเสือที่กินคนเข้าไปเยอะมาก ทำให้วิญญาณที่ถูกมันกินสิงอยู่ในเสือตัวนั้น จึงกลายเป็นเสือที่กลายร่างเป็นคนได้”

     จีมินกับโฮซอกเบิกตาด้วยความตื่นเต้น จองกุกนั้นถึงจะเห็นเงียบๆแต่ก็แอบสนใจไม่แพ้กัน ส่วนยุนกิ… ทำหน้าเบื่อและคิดว่าเป็นเรื่องงมงายเสียสิ้นดี

     “พวกเสือสมิงกินคนเป็นอาหาร ปกติแล้วพวกมันอยู่ในร่างของมนุษย์ แต่จะแปลงร่างเป็นเสือเมื่อถึงเวลาออกล่า แถมยังแปลงร่างเป็นคนอื่นเพื่อล่อลวงมนุษย์อย่างเราๆด้วยนะ”

     จองกุกทำปากจู๋ด้วยความอัศจรรย์ใจ

     “เป็นไงล่ะ น่ากลัวใช่ไหม” เจ้าหน้าที่หนุ่มหันมายักคิ้วหลิ่วตา หวังว่าเด็กๆจะขนลุกเกรียวเป็นแถว

     “มันอัศ-จอ-รอ-หันมากครับคุณดงวู!” เจโฮปตะโกนขึ้นตามด้วยจีมิน

     “ใช่ครับ มันเท่มากๆ! เหมือนในเกมส์แฟนตาซีเลย”

     “มึงคิดว่าไงไอ้กุก?”

     ร่างสูงยิ้มบางๆให้เจโฮป

     “อืม น่าทึ่งมาก” ตอบอย่างนิ่งสงบ…

     “แล้วมึงล่ะไอ้กิ?” จีมินหันไปถามอย่างระริกระรี้

     “หึ ไร้สาระ” ยุนกิแค่นยิ้ม เหล่มองไปทางอื่น – ปฏิกิริยาตอบรับแย่กว่าจองกุกเสียอีก ทำให้เจโฮปกับจีมินได้แต่ถอนหายใจไปตามๆกัน

     “พวกเธอนี่เป็นเด็กร่าเริงจริงๆเลยนะ” เจ้าหน้าที่ดงวูกล่าวชม “ไปตั้งแคมป์ในป่าก็ระวังสัตว์แถวนั้นหน่อยล่ะ และก็ตอนกลางคืน พยายามอย่าออกมาเพ่นพ่าน วันดีคืนดีก็มีพวกจิ้งจอกแดงออกหากินแถวนั้นเหมือนกัน”

     “จิ้งจอกแดง!” จีมินตาวาวระยับ “ผมอยากเห็นจัง ต้องหน้าเหมือนไอ้นัมแน่เลย”

     จองกุกยิ้มขำ คำล้อของจีมินทำให้เจโฮปนึกถึงความเป็นอยู่ของเพื่อนทั้งสองกับวิโอเรล

     “จะว่าไป ป่านนี้พวกนั้นจะเป็นไงบ้างน้อ…” เจโฮปคะนึงหาพลางเอามือรองศีรษะ “หวังว่าไอ้นัมกับไอ้จินจะไม่พาน้องวีเล่นอะไรแผลงๆนะ”

     “อาจจะเปิดหนังโป๊ให้ดูก็ได้” จีมินยิ้มทะเล้น

     “มันใช่เวลามาพูดเรื่องสถุนไหมไอ้จีม!”

     “กูพูดเล่น!” คนถูกว่ากลั้นหัวเราะ “ก็คงจะดูแลน้องวีอย่างดีแหละ ไม่งั้นไอ้กุกคงไม่วางใจปล่อยให้พวกมันดูแลหรอก เนอะ ไอ้กุก”

     ร่างสูงเงียบ ก้มหน้ามองพื้นเพื่อซ่อนความกังวล “คงงั้นมั้ง…”

     ชายทั้งห้าคนเดินกลับมาที่ทุ่งหญ้า พวกสัตว์ที่เคยเห็นยังคงอยู่ที่เดิม ทว่ามีกวางดาวเพศเมียตัวหนึ่งกำลังถูกชายร่างใหญ่กดไว้กับพื้น สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดผลักดันให้มันดิ้นพล่าน ตะกุยขาจนฝุ่นดินคละคลุ้ง เจ้าหน้าที่ดงวูไม่รอช้า รีบกระวีกระวาดเข้าไปห้ามไว้

     “เฮ้! คุณ หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!”

     เหล่าเด็กหนุ่มรู้สึกแตกตื่นเมื่อเจ้าหน้าที่วิ่งไปดึงตัวชายคนนั้นออก พวกเขาจึงปรี่เข้าไปดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

     “ที่นี่คือเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า! สัตว์ทุกตัวที่นี่ต่างได้รับการคุ้มครอง คุณมาทำแบบนี้ก็เข้าข่ายทำร้ายร่างกายสัตว์ หากคุณมาเพื่อล่าเขา ผมขอแนะนำให้คุณรีบออกไป! ก่อนที่ผมจะแจ้งจับคุณข้อหาลักลอบล่าสัตว์ในเขตอนุรักษ์!”

     เจ้าหน้าที่ดงวูตวาดดุ สีหน้าถมึงทึงจริงจัง แต่ชายร่างใหญ่ผู้มีผิวสีเข้ม หนวดเคราดกเฟิ้มสีเทา และใบหน้าคมคายดุดัน กลับทำหน้าตาไม่รู้ร้อนรู้หนาวทั้งยังยิ้มยียวน

     “โอ้ งั้นต้องขออภัยอย่างยิ่งสำหรับคุณเจ้าหน้าที่ ผมก็แค่ตามแกะรอยมาจนถึงที่นี่เท่านั้นเอง”

     ท่าจะบ้า เด็กหนุ่มทั้งสี่คิด

     “แกะรอย? แล้วกวางตัวนี้มีอะไรให้คุณหามิทราบครับ” ดงวูพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้แข็งกระด้างไปกว่านี้ ส่วนกวางดาวตัวนั้นก็วิ่งเตลิดตั้งแต่ชายวัยกลางโดนผลักแล้ว

     “กลิ่นเสือไง…” เขาตอบเสียงเย็น “ผมแกะรอยเสือมาหลายวันแล้ว พอมาที่นี่ก็เห็นว่ากวางตัวนั้นมีกลิ่นเสือติดอยู่ มันเคยเจอหรือไม่ก็เคยอยู่ใกล้เสือที่ผมตามหามาก่อน”

     มีอะไรบางอย่างสะกิดใจจองกุก กวางดาวตัวนั้น… จะใช่ตัวเดียวกับที่เขาเคยถ่ายรูปตอนเจอเสือหรือเปล่านะ

     “คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเหรอ”

     “เปล่า” เขาปฏิเสธเสียงเรียบก่อนเหลือบมองจองกุกเสี้ยววินาที

     “งั้นคุณก็เป็นแค่พวกที่อยากล่าสัตว์ไปประดับบ้าน ผมจะพูดย้ำอีกครั้ง ถ้าคุณไม่ยอมออกไปจากที่นี่ดีๆ ผมจะแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างนอกให้เข้ามาจับคุณ”

     ชายผิวเข้มร้องหึในลำคอ

     “ได้สิ ผมไปแน่ แต่ก่อนที่ผมจะไป…”

     เขาลากสายตามาที่จองกุก

     “นายน่ะ”

     จองกุกทำหน้าเลิ่กลั่ก มองซ้ายแลขวา “ผมเหรอ?”

     ทุกคนพุ่งความสนใจมาที่เด็กหนุ่มร่างสูง ส่วนชายผิวเข้มก็จ้องไม่กะพริบ

     “นายเองก็มีกลิ่นสาบเสือ…” นัยน์ตาของเขาทอประกายวูบวาบ “แสดงว่าเคยเจอเสือตัวนั้นมาก่อนสินะ”

     จองกุกกลืนน้ำลายเอื้อก ได้แต่ยืนกินใบ้เพราะความตื่นตะลึง ชายคนนี้… รู้ได้อย่างไรกันว่าเขาเคยเจอเสือ จะน่ากลัวไปแล้ว…

     เจ้าหน้าที่ดงวูหยิบวิทยุสื่อสารก่อนพูดขู่

     “ว.1เรียกว.2… ว.2ทราบแล้วเปลี่ยน (จุดที่กำลังออกอากาศเรียก ได้ยินหรือไม่… ถ้าได้ยิน ทราบแล้วเปลี่ยน)”

     สักพักก็มีเสียงคลื่นซ่าๆ ตามด้วยเสียงเจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งผู้ได้ยินสัญญาณ

     “ว.2 เปลี่ยน (ได้ยินแล้ว เปลี่ยน)”

     จีมินอยากปรบมือให้คุณดงวู แต่นั่นมันเสียมารยาทและอาจทำร้ายจิตใจชายผิวเข้มเกินไป

     “ผมว่าผมกลับก่อนดีกว่า… ยินดีที่ได้พบนะครับ คุณเจ้าหน้าที่ผู้เป็นขวัญใจของเหล่าสัตว์ป่า”

     ดงวูและเด็กๆต่างรู้ว่านั่นคือคำประชด แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยท้วงอะไรไป พวกเขายืนมองอีกคนเดินจากจนลับสายตา ส่วนคุณดงวูก็ตอบปลายสัญญาณแบบจริงจังกึ่งหยอกล้อ

     “ว.45 ว.88 เปลี่ยน (เหตุการณ์ปกติ ด้วยรักและจุมพิษ เปลี่ยน)”

     ไม่นานก็มีเสียงตอบรับเย็นยะเยือกกลับมา

     “ว.70 ว.69… ว.14 (เดี๋ยวจะถึงแก่กรรม ระวังตัวไว้… จบ เลิกงาน)”

     การส่งโค้ดวิทยุจบลงเพียงเท่านั้นท่ามกลางสายตางงงวยของเด็กๆ ดงวูยิ้มขำขันกับความเย็นชาของเพื่อนร่วมงานก่อนเก็บวิทยุสื่อสาร

     “อ้าว แล้วพวกเธอจะอยู่ที่นี่ต่อไหม หรือจะกลับแล้ว?”

     “จะกลับแล้วล่ะครับ” โฮซอกอาสาตอบ “ขอบคุณนะครับคุณดงวู”

     “ครับ ไม่เป็นไร ดูแลกันเองดีๆนะ เดี๋ยวว่างเมื่อไรจะไปเยี่ยม”

     เหล่าเด็กหนุ่มค้อมศีรษะขอบคุณ จากนั้นมุ่งหน้ากลับไปที่รถจิ๊บเพื่อเดินทางกลับ ระหว่างเดินนั้น จีมินก็ถามขึ้นทำลายความเงียบ

     “เออ ไอ้กุก เขาบอกว่ามึงเคยเห็นเสือตัวนั้น จริงรึเปล่า?”

     จองกุกกระอักกระอ่วน แต่ก็ตัดสินใจตอบเหมือนไม่คิดอะไร

     “จริง”

     เพื่อนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว ทุกสายตาคาดคั้นให้เขาพูดออกมาให้หมด

     “ก็… กูเห็นเสือตัวนึงตอนไปถ่ายรูปอ่ะ”

     “มึงไม่ได้อำใช่ป่ะ” ยุนกิถาม

     “ไม่ได้อำเว้ย กูเห็นจริงๆ… ตาสีฟ้าด้วย”

     “เสือเผือกเหรอ?” โฮซอกถามต่อ

     “เปล่า ก็เสือสีส้มธรรมดานี่แหละ”

     คนถามหัวเราะ “ไม่ใช่แล้วม้างไอ้กุก มึงตาฝาดไปเองแล้ว”

     “เฮ้ย นี่กูพูดจริงๆนา!”

     “มึงอ่ะเมากาแฟแล้ว… กูบอกว่าให้เพลาๆกาแฟบ้างก็ไม่ยอม”

     “มึงหาว่ากูโกหกเหรอ”

     จีมินขำ “เปล่า แต่มึงอ่ะมันบ้า! ฝันกลางวันจริงๆเลย”

     จองกุกจ้องตาเขียวปั๊ด วิ่งไล่เพื่อนจ้ำม่ำจนถึงรถจิ๊บท่ามกลางเสียงหัวเราะร่วนของเพื่อนอีกสองคน


Jungkook’s Part…

     ในตอนขากลับ พวกผมแวะซื้อของมาตุนไว้จากตลาด และก็ซื้อขนมขบเคี้ยวมาฝากพวกนัมจุน ส่วนผมก็ซื้อสตรอเบอร์รี่หวังเอามาให้วิโอเรล แต่ผมยังงอนอยู่เลย กลับไปเขาจะง้อผมไหมนะ ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าเขาง้อก็จะเอาสตรอเบอร์รี่ให้ แต่ถ้าไม่… ก็ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่กล้าเรียกร้องอะไรอยู่แล้ว

     “ไอ้นัมไอ้จินโว้ย! พวกกูซื้อของมาฝาก” พอลงจากรถ ไอ้เจโฮปก็แหกปากตะโกนลั่น พร้อมหอบถุงพะรุงพะรังที่แทบจะฝังมันได้อยู่แล้วไปยังเต็นท์ ผมลงจากรถพร้อมกับกล่องสตรอเบอร์รี่และกล้องตัวโปรด เดินกลับไปที่เต็นท์ตัวเองด้วยความตื่นเต้น ผมกำลังลุ้นว่าถ้าเข้าเต็นท์ไป คนที่ผมรักและเฝ้าคิดถึงตลอดทางจะเตรียมแผนง้อผมหรือเปล่า ลุ้นว่ะ! แต่ก็ต้องทำเป็นงอนไว้ก่อน เดี๋ยวอีกคนได้ใจ

     ผมยืนสูดหายใจลึกๆขณะถือกล่องสตรอเบอร์รี่อยู่หน้าเต็นท์ กลบสีหน้าให้เรียบนิ่งที่สุดก่อนรูดซิปเข้าไป หยิ่งไว้จองกุก หยิ่งเข้าไว้*…*

     “จองกุก! กลับมาแล้วเหรอ”

     ร่างบางที่นอนเล่นโน้ตบุ๊กหันมายิ้มแป้นแล้น จนแก้มกลมๆดันขึ้นมาปิดตาแทบมิด น่ารักอ่า… อยากหอมแก้มพี่วีจัง ต้องเรียกพี่วีใช่ไหม? ก็เขาเคยบอกว่าอายุมากกว่าผมนี่ งั้นผมจะให้ความเคารพเขาละกัน ผมเป็นเด็กดีครับ ผมเป็นเด็กดี

     อย่างที่บอก ผมจะทำเป็นงอนไว้ก่อน ตอนนี้ผมเข้ามานั่งบนที่นอนตัวเองพลางถอดสายกล้องที่คล้องคอผมอยู่ ส่วนกล่องสตรอเบอร์รี่ก็วางไว้บนตักอย่างจงใจล่อ

     “กล่องไรอ่า… ว้าว! สตรอเบอร์รี่เหรอ วีขอชิมชิ้นนึงได้ไหมอ่า นะ น้า…”

     หึ ง้อผมสิ

     “ได้ไหมจองกู๊ก… วีขอแค่ชิ้นเดียวเอง น้า…”

     ง้อก่อน แล้วจะให้กิน

     “จองกุก…”

     ผมทำเป็นล้มตัวลงนอนเล่นโทรศัพท์ ถ้าพี่วีเขาสังเกตดีๆ จะเห็นมุมปากผมยิ้มนิดหนึ่ง เห้ยเดี๋ยว! อย่ายิ้มดิ ไม่เอาๆๆ ทำหน้าใหม่ เดี๋ยวเขารู้ว่านี่คือแผน ตอนนี้ผมทำปากปกติแล้วครับ ที่เหลือก็นอนรอคนอ้อน หึๆ

      “จองกุกอ่า… จองกุกสุดหล่อ วีขอสตรอเบอร์รี่หน่อย…”

      วิโอเรลผู้น่ารักของผมคลานมาหาถึงที่ ทำสีหน้าและพูดเสียงอ้อนสุดฤทธิ์ แต่ผมไม่เหลือบมองหรอก คิดว่าการเอามือมาดุนๆเอวผมจะทำให้ผมใจอ่อนเหรอครับ โธ๊ะ! บอกเลยว่าไม่-มี-ทาง

     “จองกู๊กคร้าบ… วีขอหน่อยน้า…”

     จิ๊! เฉยๆว่ะ

     “จองกุกสนใจวีหน่อยจิ”

     ไม่สน หยิ่ง

     “ตะเอง… ตะเองอยากให้เค้าทำอะไรก็บอกสิ”

     ตัวเองก็ง้อเค้าสิ เค้ารออยู่นะ

     “ฮึก!”

     อ้าว เป็นไรวะ?

     “เชอะ”

     บรรลัยแล้วครับ พี่วีของผมสะบัดหน้าหนีและก็คลานกลับไปเล่นโน้ตบุ๊กต่อ ไม่หันมาเหลียวแลทำหน้าแมวอ้อนให้ผมอีกเลย แม่งเอ๊ย! ไม่น่าเยอะเลยกู! ก็คนมันอยากให้ง้อดีๆอ่ะ พี่วีไม่เข้าใจกุกเลย

     ทำไงดีวะ จะให้เป็นฝ่ายไปง้อมันก็… แล้วที่กูทำมาทั้งหมดนี้เพื่ออะไร! เพื่อทำตัวเองใช่ไหม! ยังไงก็ตามผมไม่ง้อพี่วีแน่ ก็ผมไม่ผิดนี่ ใช่มะ?

     ผมวางกล่องสตรอเบอร์รี่บนหมอนอีกใบด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ปิดโทรศัพท์วางมันคู่กับกล่องแล้วค่อยหลับตาลง เอามือวางบนท้องเพื่อสงบสติ แผนงอนไม่สำเร็จ งั้นกูก็จะงอนต่อไป ไม่ง้อก็ช่าง รอผมหายเองละกัน แต่นานนะขอบอก

     นี่ผมหลับไปหรือเปล่าวะ เปลือกตาผมหนักอึ้งไปหมด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอาจทำให้ผมง่วงไปหน่อย ช่างเถอะ นอนก็ดี จะได้ไม่ต้องมาเห็นคนใจร้ายปล่อยให้คนงอนนอนเดียวดาย แค่คิดก็ช้ำ แค่ย้ำก็เจ็บ อย่าไปนึกถึงมันเลย เอาเวลางอนมานอนดีกว่า

     ทันใดนั้นก็มีบางอย่างผิดปกติ ผมรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดทับลงบนหน้าท้อง อุ่นดีแฮะ คือไรวะ? มีกลิ่นหอมอ่อนๆโชยเข้าจมูกด้วย ยังไม่ทันที่ผมจะสงสัยและคาดเดาไปมากกว่านี้ สัมผัสนุ่มละมุนหอมหวนก็แตะลงบนริมฝีปากผม มันเริ่มขยับช้าๆ และก็เม้มปากผมนิดหน่อย ผมรู้ได้ในทันทีว่ามันคืออะไร จึงเริ่มขยับปากตอบเนิบๆ สิ่งนุ่มนิ่มและชื้นแฉะก็กวาดบนปากล่างผม ผมยื่นลิ้นตัวเองตอบ ค่อยๆสอดมันเข้าไปในร่องกลีบเนื้อหวานหอม จนลิ้นผมกระหวัดกับตัวการที่กำลังเลียปากล่าง

     ผมลืมตาขึ้น มันเหมือนกับภาพในฝัน… วิโอเรลกำลังจูบผม กำลังพรากจูบแรกไปจากผม พระเจ้า ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณที่จูบแรกของผมเป็นของเขา

     มือหนายกขึ้นมากุมใบหน้าสวยข้างบน ผมเริ่มเพิ่มแรงบดขย้ำปากจนได้ยินเสียงจ๊วบจ๊าบน่าละอาย หวาน… หวานอย่างที่คิดเลย แถมนุ่มนิ่มมากจนน่ากัดให้ช้ำ ผมรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นของวิโอเรลที่เป่ารดบนแก้ม จมูกรั้นคลอเคลียไปมา ริมฝีปากอวบซึ่งผมกำลังครอบครอง ท่อนลิ้นที่แลกของเหลวให้กัน มันรู้สึกดีโคตรๆ ผมไม่อยากให้มันจบลงเลย เรียวลิ้นพี่เขาพันเกี่ยวกับลิ้นของผมอย่างชำนิชำนาญ ผมไม่ได้เป็นจูบแรกของพี่เขาสินะ… แต่ผมไม่สนหรอก ขอแค่ผมเป็นคนปัจจุบันของพี่วีก็พอ

     “อืม…” เสียงครางเพราะจัง วิโอเรลกับผมแลกลิ้นจนเพลิน เขาดูดลิ้นผม ผมก็ดูดคืน ค่อยๆซึมซับรสชาติและความรู้สึกทั้งหมด ผมเรียนรู้จากเขาไวมาก ไม่นานผมก็พลิกเป็นฝ่ายไล่ต้อน ทั้งดุนลิ้น ดูดกลืนริมฝีปากล่าง ส่วนเขาก็ดูดปากบนของผมตอบ

     หัวใจผมโลดลิ่ว มันเต้นแรงและโผบินอยู่ข้างใน สุดยอด รสจูบเป็นแบบนี้นี่เอง เมื่อก่อนผมได้แต่จินตนาการจากคำพูดของพวกนัมจุนเท่านั้น แต่ตอนนี้… ผมกำลังลิ้มรสมันไปกับคนที่ผมรัก กลิ่นสบู่น้ำนมกำลังกระชากสติผม วิโอเรลเริ่มเคลื่อนตัวอยู่ข้างบน ทั้งแผ่นอก ทั้งสะโพก เขากำลังยั่วผมเหรอ... รู้ไหมว่ามันทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ หัวใจผมเต้นถี่ขึ้น เหงื่อเย็นๆเริ่มออกเพราะความตื่นเต้น ความปราถนาที่อยู่ในก้นบึ้งก็ถูกฉุดขึ้นมาโดยวิโอเรลเอง เขากำลังทำผมแทบบ้า แต่แล้วจู่ๆร่างกายมันก็ขยับไปเอง ตัวผมพลิกขึ้นมาอยู่ข้างบนทั้งที่ยังจูบนัวเนีย ตอนนี้เขาอยู่ใต้ร่างผม กำลังร้องครางเสียงหวานอยู่ข้างล่าง ผมคิดอะไรไม่ออก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกลบหายไปหมด ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมคิดว่าตัวเองกำลังมีอารมณ์

     ร่างกายมันรู้สึกเหมือนโดนแผดเผาจากข้างใน ผมกัดปากเขาจนบวมเจ่อ รสจูบรุนแรงขึ้นตามไฟปราถนาที่ลุกโชน ใครก็ได้ช่วยดับมันที ผมยังไม่อยาก---

     “กุก! มึงมานี่เร็ว เกิดเรื่องแล้ว!”

     ขอบคุณสวรรค์ ผมรอดจากอารมณ์ตัณหาของตัวเองแล้ว พวกเราผละออกจากกัน แต่สายตายังคงประสานอย่างหวานเชื่อม แก้มของผมร้อนมาก ลามไปถึงหูและลำคอชื้นเหงื่อ ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าพวกมันแดงแค่ไหน พวงแก้มของวิโอเรลก็แดงระเรื่อเหมือนกัน อย่างกับสีดอกกุหลาบแน่ะ เราสองคนหอบหายใจอยู่สักพัก อารมณ์ที่เคยพุ่งพล่านก็ค่อยๆสงบลง ผมไม่นึกเสียดายนะ แต่ก็ยอมรับว่าแอบมีนิดหนึ่ง ส่วนเขาก็… ใบหน้าดูหงุดหงิดนิดหน่อยถ้าสังเกตดีๆ นี่เขากำลังเสียดายเหรอ

     “หายงอนวีแล้วใช่ไหม”

     ผมกลืนน้ำลาย พยายามเค้นเสียงตอบ “หายแล้วครับ”

     “จองกุกก็จูบเก่งนะ” เขายกนิ้วก้อยปาดคราบน้ำลายบนริมฝีปาก ส่วนผมก็ได้แต่มองและบันทึกภาพการกระทำนั้นไว้ ผมอยากจดจำทุกรายละเอียดของอีกคนเท่าที่ทำได้ อยากรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ทำไมภายนอกถึงน่ารักน่าเอ็นดู แต่ภายในกลับเซ็กซี่และยั่วอารมณ์ผมได้ขนาดนี้

     ผมไม่กล้าบอกว่านั่นคือจูบแรก มันน่าอายเกินไปสำหรับผู้ชายอย่างผม

     “อ่ะ สตรอเบอร์รี่”

     ร่างบางรับกล่องพลาสติกพอดีมือจากผม คิ้วเข้มใต้ผมม้าย่นเข้าหากัน

     “นี่ต้องหายงอนก่อนแล้วค่อยให้เหรอ?”

     อย่ามองด้วยสายตาแบบนั้นสิ มันน่ากลัวนะรู้ไหม

     “อ่า… ผมขอออกไปหาเพื่อนข้างนอกก่อนนะ” ผมรีบเผ่นออกจากเต็นท์เมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นรังสีบางอย่าง ไม่อยู่แล้วครับงานนี้ ใครจะอยู่ให้โง่ล่ะ




​To be continued

​_______________________________

ถ้ายังรักชีวิต ก็อย่าคิดสู้เมีย55555

จกุกน้อยผู้เสียจูบแรกให้กับพี่วี เห่ยยย พี่วีกินเด็กเหรอ จะน่ารักสดใสไปป่ะเนี่ย โอ๊ย พี่ต้องคอยสอนน้องนะ เพราะพี่ประสบการณ์เยอะ >< แต่เหมือนพี่วีจะถูกตามล่าอยู่นะ อุปสรรคเยอะซะจริง


ความคิดเห็น