ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 16 In My Memory (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 16 In My Memory (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.4k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2558 11:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 16 In My Memory (100%)
แบบอักษร

 

 

 

                                                                              In My Memory



 

                      "แล้วถ้าวันนี้ผมจะเป็นฝ่ายรักเจ้านายบ้างจะดีไหมน้า?..."



                      อีกครั้งที่พจน์ได้แต่อึ้งพูดไม่ออก ได้แต่มองตากับหน้าหวานๆที่เอียงทำมุมมองสบมาอย่างอายๆ กรามขบกันแน่นขึ้นอีกเมื่อมือนุ่มนิ่มเริ่มรุกรานหัวใหญ่ป้าน ไล้ขึ้นลงเบาๆ ราวกับยั่วที่มัวแต่ทำตัวล่าช้านัก



                     พจน์หายใจหอบแรง ความเสียวบีบรัดหน้าขารับรู้ถึงแรงบีบหมุนของมือบางบนท่อนลำเนื้อเอ็นแกร่ง กรามที่ขบเข้าหากันอยู่ก่อนแล้วบดแรงขึ้นอีกจนได้ยินเสียงของฟันเสียดสีเข้าโสตประสาท 



                    "แล้วถ้าผมทำแบบนี้ เจ้านายจะว่าอะไรไหมครับ?" แบบนี้ของคนตัวบางคือโหย่งตัวขึ้นแล้วมือนุ่มก็จัดแจงนำปลายป้านถูไถช่องทางสีอ่อนนุ่มด้านหลังไปมาเบาๆ จากนั้นก็ค่อยๆทิ้งน้ำหนักนั่งทับลงบนลำเนื้อที่กำลังชูชันตั้งลำแข็ง



                   "อื๊ออ....." 



                 "ฮืมมม!" แต่ด้วยความที่ยังไม่ได้เบิกช่องทางไว้แต่แรก ความคับแน่นจึงมีมาก มากซะจนคนทำเก่งที่นั่งทับอยู่ด้านบนหลับตาปี๋เกือบหัวใจวาย เมื่อหัวป้านใหญ่นั้นมันไม่ได้คลอนตัวเข้าไปได้ง่ายๆอย่างที่คิด



                  ลำแขนหนารัดเอวเล็กของร่างที่กำลังโหย่งตัวขาสั่นตัวสั่นบนตักแกร่งนั้นเข้ามาแนบลอนท้องแข็งพร้อมกับล็อคไว้มั่น ใบหน้าคมซุกซบซอกคออุ่น ส่งลิ้นร้อนชื้นปาดเลียขบเม้มเนื้อขาวเข้าปากจนเกิดสีกุหลาบช้ำไปทั่ว



                  ตะวันกัดปากตัวเองไว้แน่นเพราะกลัวว่าเสียงครางของตนจะดังออกไปจนใครต่อใครได้ยิน พลางหลับตาปี๋เมื่อคนตัวใหญ่กระดกหน้าขาขึ้นกับที่ดึงเอวบางเข้าหาร่างหนาข้างล่างที่ตอนนี้เป็นฝ่ายกลับมาคุมเกมส์เอง



                  "อ๊าาา! ......อื๊อออ ...ด เดี๋ยว อย่าพึ่งขยับ อ๊ะ! เจ้า....นาย ...เดี๋ยวก่อน...." ดูเหมือนพจน์จะไม่ฟังเสียงหวานที่กระท่อนกระแท่นบอกเพราะช่องทางสีหวานกำลังบีบรัดปลายลำเนื้อที่ส่งเข้าไปคาไว้ครึ่งๆกลางๆหนุบหนับ



                 "ซี๊ดด ....." หน้าขาเสียววูบวาบจนพจน์ต้องถอนตัวออก แยกก้นอวบขาวแล้วส่งปลายนิ้วที่เคลือบเจลลื่นๆเข้าควานล้วงลึกแทน



                 "อ๊ะ! .....อือ!...." เพียงนิ้วเดียวคนที่นั่งทับอยู่ด้านบนยังพอรับไหว แต่พอนิ้วที่สองที่สามตามผ่านเข้าไปเล่นเอาขาเรียวเริ่มบิดเกร็ง



                 "
อูยยย!...." แขนขาวเกี่ยวต้นคอหนาไว้แน่น เดี๋ยวก็ซบหน้าหวานลงไปเดี๋ยวก็แหงนหงายจนหลังแอ่น เมื่อนิ้วแข็งทำร้ายรอยพับนุ่มๆด้านหลังอย่างไม่ปราณี พร้อมกับมือหนาอีกข้างลูบไล้ลำเนื้ออ่อนปลายสีสดไปพร้อมๆกัน


                   เมื่อเห็นหน้าหวานที่แดงก่ำกับร่างบางที่กำลังบิดตัวเกร็งหนักเข้า คนที่ทำท่าจะไม่ไหวกลับเป็นคนตัวใหญ่ที่รีรอนั่นเอง นิ้วแข็งๆจึงรีบดึงออกแล้วส่งความร้อนผ่าวอีกอย่างหนึ่งเข้าไปแทนที่



                   "ฮืมม.!...."



                  "อ๊าาา!..." เนื้อแข็งที่สอดพรวดเข้ามาจนเกือบครึ่งลำทำเอาคนตัวบางตาเหลือก มือบางขยุ้มผมดกหนาของอีกฝ่ายไว้แน่นเมื่อความเสียวเสียดร้อนผ่าวค่อยๆเบียดแทรกเข้ามาทีละนิด ทีละนิด จนเกือบจะมิดด้ามในคราวนี้



                   "ซี๊ดดด...อ่าาา......." เสียงที่ตะวันได้ยินมันดังชิดริมหูบางนี่เอง รู้สึกว่าเอวของตนถูกแขนหนากอดไว้แน่นจนกระดิกแทบไม่ได้ ท้องแบนราบสัมผัสกับลอนกล้ามแข็งๆถนัดถนี่พอๆกับส่วนที่เชื่อมต่อกันอยู่ตอนนี่ก็เข้าล็อคกันดีแบบถนัดถนี่ไม่ต่างกัน



                    "โอยยย! ห หาย ..อ๊ะ! ...หาย...ใจ ....ไม่ ...ออก" เสียงหวานตะกุกตะกักเมื่อมือหนาบังคับแก้มก้นขาวนุ่มให้โยกขึ้นโยกลงครอบไปบนลำเนื้อแกร่งที่ชี้ตั้งอวดท่อนลำแข็งของมันจนรู้สึกถึงเส้นเลือดปูดโปนรอบๆ



                    พจน์กระดกหน้าขาส่งความแข็งขึงเข้าไปจนมิด ฝ่ามือรั้งก้นขาวไว้แน่นแล้วค่อยๆดึงออกช้าๆ เสียวเสียดจนขนลุกไปทั้งตัวจนอยากกระแทกความร้อนผ่าวนั้นเข้าไปไม่ยั้งหนักๆ ถ้าบังเอิญไม่เห็นฟันขาวขบริมปากอิ่มกลั้นเสียงครางไว้แน่นของคนตัวบางซะก่อน



                   "ขยับสิตะวัน .....ซี๊ดดดดด ...ขยับหน่อย!..." เสียงทุ้มกระซิบบอก แต่คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าปฏิเสธของคนตัวบาง



                  "ถ้าไม่ขยับเอง งั้นก็....ไม่เกรงใจละนะ!..." ยังไม่ทันให้สมองเบลอๆจะประมวลผลคำพูดเหล่านั้น ร่างขาวบางก็ถูกยกวางลงให้หลังแนบที่นอนนุ่ม ตามลงไปติดๆด้วยร่างหนาที่บางส่วนยังค้างคาในกันไม่ได้หลุดหายไปไหน



                 "อึก!..."



                 "ฮืม!.." สะโพกแกร่งโถมตามติดลงมาหนักๆ พร้อมกับที่เสียงทุ้มกระเส่าพร่าข้างหู " ...ตะวัน ซี๊ดด...ตะวัน...." ทุกเสียงทุ้มกระซิบเรียกเป็นจังหวะเดียวกับสะโพกแกร่งที่ปั้ม ปั๊ก ปั๊ก เข้าหาคนตัวบางจนหูอื้อตาลาย 



                 มือบางละจากบ่าหนามาปิดปากตัวเองไว้แน่นเมื่อความเสียวที่เกิดขึ้นทะลวงลึกถึงก้นบึ้งจนน้ำตาคลอหน่วย
 ขาเรียวงามข้างหนึ่งถูกรั้งขึ้นให้เกาะเกี่ยวบ่ากว้าง แล้วอีกข้างจะไปไหนได้ถ้าไม่ถูกดึงไปให้เกาะเกี่ยวเอวแกร่งไว้เพื่อใช้พยุงตัว



                 "ซี๊ดด ....อ่า ... ฮืมมม!......" 



                  แรงตอดหนุบหนับบีบรัดแน่นจนเหงื่อกาฬแตกซิกเต็มแผ่นหลังหนา พจน์ดันลำเนื้อเข้าจนมิดด้าม ดึงออกมาจนเกือบหลุดก่อนจะทะลวงแทงซ้ำเข้าโพรงเนื้ออ่อนสีจางจนมิดโคนอีกครั้ง ทำเอาคนใต้ร่างบิดเป็นเกลียวน้ำตาคลอ ปากบางเดี๋ยวเผยอเดี๋ยวก็กัด พอๆกับมือเรียวที่เดี๋ยวก็ดันเดี๋ยวก็ดึงบ่าแข็งๆไว้อย่างสับสนจนคนตัวหนาอดสงสารไม่ได้



                 ความเสียวเสียดทั้งหมดมันมากระจุกอยู่ที่ปลายใหญ่ป้าน และดูเหมือนคนตัวบางเองก็ไม่ต่างกันนัก มือหนาคว้าลำเนื้อบอบบางสีสวยไว้ในมือแล้วขยับให้เป็นจังหวะเดียวกับที่สะโพกแกร่งของตนโหมกระหน่ำเข้าหา



                "อึก.....อ๊ะ ...อ๊ะ   อ๊ะ....." ใบหน้าหวานลับตาไปเพราะหลังบางแอ่นไม่ติดฟูก นิ้วเรียวขาวขยุ้มผ้าปูจนยับย่นคามือบาง ปลายนิ้วเท้าเริ่มงองุ้มพอๆกับขาเรียวเกร็งกระตุกบอกให้พจน์รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังใกล้ถึงสวรรค์ไม่ต่างกับตนนัก



                 มือหนาหนักที่กำพวงเนื้ออ่อนบางไว้ขยับเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้นอีกไม่ต่างกับที่สะโพกแกร่งกระดกเข้าหาหน้าขาขาวๆพาลำเนื้อท่อนเอ็นที่กำลังแข็งขึงปวดร้าวให้เข้าซุกซบโพรงเนื้อนุ่มจนเกิดเสียงดังแฉะๆน่าอาย



                 "ม ไม่....ไม่...อ๊าาา....ไหว ..." เสียงหวานค้างไว้แค่นั้นเมื่อร่างขาวกระตุกเกร็งพร้อมกับปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นเลอะมือหนาที่ช่วยสาวขึ้นสาวลงมือเป็นระวิง



                  แรงกระตุกจากโพรงนุ่มข้างในมันมากซะจนพจน์กัดฟันกร๊อดขนลุกพรึบขึ้นทั่วแผ่นหลังหนา ฝ่ามือกร้านละจากลำเนื้อบอบบางที่คอพับคออ่อนไปก่อนแล้วมาช้อนสองแก้มก้นนุ่มไว้เต็มฝ่ามือยกขึ้นยึดไว้มั่นแล้วเสยหน้าขาพาลำเอ็นที่พองผงาดเข้าช่องทางสีหวาน



                  เสียง ปั๊ก.... ปั๊ก.....ปั๊ก ทำให้ร่างขาวบางหัวสั่นหัวคลอนกับแรงกระแทกย้ำๆซ้ำที่เดิมจากคนที่มีกำลังเหนือกว่า 



                  ปลายใหญ่ป้านเสือกตัวของมันเข้าๆออกๆจนเจ้าของช่องทางสีอ่อนบิดเป็นเกรียว แขนแข็งๆเปลี่ยนมารั้งเอวบางไว้แน่นแล้วเสือกเสยลำเนื้อเข้าโพรงนุ่มเร็วแรง



                  "อ่ะ อ่ะ อ่ะ อื๊ออออ.." 



                  "อ่าาาาาาา..........ซี๊ดดดดดดดดดด"



                  พจน์แหงนหน้ากัดฟันก่อนจะทรุดฮวบเข้ากอดร่างขาวไว้เต็มอ้อมแขน สะโพกแกร่งยังบดบี้กระแทกกระทั้นเข้าหาหว่างขาขาวไม่หยุด เสียงครางในลำคอที่ประสานกันทั้งสองเสียงอู้อี้เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวประกบปิดปากอิ่มไว้หนักหน่วง 



                  ปากสองปากประกบแน่นจนสองลิ้นพันกันดูดดื่มพอๆกับลำแขนเรียวกอดรัดต้นคอหนาไว้ไม่แพ้สะโพกกับแก้มก้นนุ่มขยับส่ายบดเบียดท่อนลำเนื้อใหญ่ที่ยังซุกไซ้ซอกนุ่มไม่ยอมถ่ายถอน



                   มือหนาที่ลูบไล้สีข้างบอบบาง ลูบไปทั่วลำขาเนียนที่เกาะเกี่ยวเอวตนไว้ เลยไปถึงข้อขากับฝ่าเท้าเนียนมือ



                    ริมฝีปากร้อนผ่าวละจากปากนุ่มเข้าซบซุกซอกคอหอม ดอมดมแก้มเนียน ปลายคางมน จมูกแดงๆ ไม่วายจะเผื่อแผ่ไปถึงติ่งหูเล็กๆบอบบางที่ล่อลิ้นอยู่ไม่ห่าง



                     ตะวันหลับตาพริ้ม ลมหายใจยังหอบสะท้านเพราะแรงตอดหนุบหนับยังไม่คลาย สงครามสวาทที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วินาทีนั้นทำให้เปลือกตาบางค่อยๆหรี่ลง หรี่ลงช้าๆรับรู้แค่สัมผัสเร่าร้อนที่ร่างหนาหนักบรรจงมอบให้แค่นั้น และก่อนที่คนตัวบางจะเข้าสู่ห้วงนิทรา เปลือกตาที่ทำท่าจะปิดสนิทก็ต้องเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งอย่างตื่นๆเมื่อความร้อนผ่าวที่ยังค้างคาในกันดันมีปฏิกิริยาแปลกๆ



                      "อ เอ่อ เจ้านาย " มือบางทุบอกหนาปึ๊กๆ เมื่อความร้อนผ่าวแข็งขึงถูกดึงออกแล้วสวนแทงกลับเข้ามาใหม่เล่นเอาตะวันอ้าปากค้าง



                      "ทีแรกคิดว่าจะพอนั่นแหละ แต่ก็ไม่รู้ทำไม พอเห็นนายทำหน้าแบบนั้นไอ้นี่ดันมีแรงขึ้นมาใหม่ซะได้ ยังไงขออีกสักรอบแล้วค่อยหลับก็แล้วกันเนอะ!...." 



                      ปากที่กำลังจะถามว่าตนทำหน้าแบบไหนออกไปเป็นอันต้องหุบฉับ เมื่ออีกฝ่ายไม่ให้โอกาสที่จะได้เอ่ย ร่างหนาหนักเข้ากอดกระชับร่างขาวบางโจมตีระรอกสอง และดูเหมือนว่าครั้งนี้คงจะได้ถามอีกทีคงจะรุ่งเช้าโน่นละมั้ง ตะวันคิดแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่



                       เฮ้อออ!!!........ 




 

 

 

 

                      แสงยามสายที่ฉายลงมาปะทะกับออฟโรดคันใหญ่สีดำวาววับสะท้อนเข้าตาใครต่อใครเมื่อมันวิ่งเข้าสู่อาณาเขตของไร่ปลายตะวัน

                     ภาพแรกที่ปรากฏต่อสายตาคือทุ่งหญ้าเขียวขจีที่มองไปทางไหนก็ไกลสุดลูกหูลูกตา กลางทุ่งที่เป็นจุดเล็กๆที่สีดำบ้างน้ำตาลบ้างขาวบ้างประปรายนั้นทำให้ตะวันยิ้มกว้าง นิ้วเรียวปลดเบลท์กดปิดแอร์แล้วเลื่อนกระจกรถลง ยื่นแขนยื่นหน้าขาวออกรับลมเย็นๆกับกลิ่นไอของธรรมชาติเขียวๆที่แสนจะคิดถึง

                    ระหว่างทางที่รถวิ่งผ่าน ม้าที่ผูกไว้หลายตัวพอได้ยินเสียงเครื่องยนต์เข้าเท่านั้นก็ยกขาหน้าขึ้นตะกุยตะกายอากาศพร้อมกับส่งเสียงดัง ส่วนคนงานบางคนที่อยู่บนหลังม้าก็ชะเง้อตาม บ้างก็ป้องปากตะโกนบอกบางคนที่ง่วงแอบงีบใต้ต้นไม้ใหญ่

                   "นายกลับมาแล้ว....เฮ้ยนายกลับมาแล้วเว้ย!...." ตะวันหัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกกันของคนงานก่อนจะหันมายิ้มกับคนตัวหนาที่เอาแต่ทำหน้านิ่ง

                   พจน์เองก็เริ่มแลตาเมื่อรู้สึกได้ว่าหน้าหวานขมวดคิ้วสงสัยอยู่นาน "ทำไม?"

                  "เป็นอะไรครับ ทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว ใครทำอะไรให้เจ้านายไม่พอใจอีก?"

                  "ยังจะมาถาม เมื่อกี้ทำอะไร?"

                  "โธ่...." ตะวันคราง ตาหวานกระพริบปริบๆ แล้วพองลมจนแก้มขาวป่อง เอียงคอมองอีกฝ่ายพลางคิดว่าจะทำยังไงถึงจะละลายหน้าบึ้งๆของพจน์ได้ เหตุเพียงเพราะตนยืนคุยกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญผ่านมาถามทางเท่านั้นเอง

                    "ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ ไม่ได้รู้จักกันซะหน่อย" 

                   "ไม่รู้จักแล้วทำไมคุยกันตั้งนานสองนาน?" 

                   "นานสองนานที่ไหนกัน ถ้าดูดีๆไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ...." เสียงหวานบอกพร้อมกับเขยิบเข้าชิดสารถีอย่างเอาใจ หารู้ไม่ว่าทำเอาขายาวที่เหยียบคันเร่งไว้กระตุก

                   "ถ้ายังทำหน้าแบบนี้ใครเห็นเขาจะสงสัยนะครับ..." ปลายนิ้วไล้เบาๆไปทั่วคางเหลี่ยมที่เขียวครื้มด้วยหนวดเคลาแข็งๆเพลินมือ ไม่เพียงเท่านั้นนิ้วน้อยยังไล้เบาๆไปทั่วริมฝีปากสีจางที่เจ้าของกำลังขบกรามข่มอารมณ์ไว้ไม่ให้อ้าปากงับนิ้วเรียวขาวนั้นเข้าปาก 

                    "นะครับยิ้มหน่อย...." ใบหน้าคมหันมาแล้วแย้มริมฝีปากให้คนตัวบางน้อยๆ ก่อนจะหันกลับไปมองทางเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว แต่กิริยาที่ยิ้มออกมานิดหน่อยของพจน์นั้นทำให้ตะวันหัวเราะเบาๆอย่างถูกใจพร้อมกับตบรางวัลให้ ชนิดที่ร่างหนาเองก็คิดไม่ถึง

                    ฟอดดด!

                    ปากนุ่มกับจมูกเล็กที่จู่ๆก็กดลงมานั้นทำเอาเจ้าของแก้มตอบถึงกับเบิกตาขึ้นอย่างอึ้งๆ มือหนาเกร็งกำพวงมาลัยรถแน่นชนิดที่ถ้ามันไม่แข็งแรงแบบนี้ละก็คงได้แตกละเอียดคามือกร้านคู่นี้เป็นแน่

                   พจน์เหยียบเบรค ดึงเบรกมือ ปรับกระจกขึ้น ปลดเบลท์แล้วหันมาจัดการคนตัวบางนั่งข้างที่ดูเหมือนจะอยู่ไม่สุข คอยแต่จะปลุกเสือร้ายในตัวอยู่เรื่อย และดูเหมือนว่าไอ้เสือตัวนี้ก็ขี้ตื่น แหย่นิดแหย่หน่อยต่อมไตก็ทำท่าจะไม่ไหว อยากทำร้าย อยากขย้ำเนื้อขาวของเหยื่อไม่ให้เหลือซาก

                   "แค่นั้นมันน้อยไป..." พริบตาเดียวเท่านั้นที่ตะวันรู้สึกเหมือนตาพร่าเมื่อริมฝีปากหนาโน้มลงคลอเคลียปากบางเหมือนชิมเบาๆก่อนจะกดลงแล้วแทรกปลายลิ้นอุ่นหนาเข้ามาเกี่ยวรัดดูดดึงลิ้นบอบบางอย่างดูดดื่ม

                  "อืมมม....." เสียงครางในลำคอพร้อมกับลิ้นเล็กที่ขยับตอบรับเกี่ยวรัดปลายลิ้นหนาบ้างทำเอาพจน์ไม่อยากหยุดแค่นั้น แขนหนาเกี่ยวเอวบางไว้แน่นแล้วทำท่าจะยกขาเรียวข้ามฝั่งมาหา ถ้าไม่ถูกมือบางห้ามทับไว้ซะก่อน

                   "พอแล้วครับ เดี๋ยวใครเห็นเข้า!"

                   "อีกนิด......." นิดในที่นี้คือสองลิ้นที่เกี่ยวกัดดูดดื่มกันแนบแน่นจนปากบางนุ่มชื้นบิดเบี้ยวผิดรูป กว่าจะผละจากกันก็เล่นเอาเกือบขาดใจ

                   "จะให้รางวัลมันต้องแบบนี้..." ใบหน้าคมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ทำเอาคนเสียเปรียบกัดปากฉับแล้วเสหลบตา พวงแก้มแดงกับปากบวมเจ่อนั้นทำเอาพจน์ห้ามใจไม่ไหวที่จะโน้มหน้าคมลงไปกดจูบซ้ำๆ

                    "พอ ....พอแล้วครับ หนวด หนวดเจ้านาย...อื๊ออ!" ตะวันหลับตาปี๋เมื่อเคลาแข็งๆทิ่มตำไปทั่วลำคอขาวจนเกิดรอยแดงเป็นทาง เห็นอย่างนั้นเข้าคราวนี้พจน์เลยหัวเราะอย่างอารมณ์ดีออกมาจริงๆ

                    ตะวันแอบถอนหายใจเมื่อบ่ากว้างกับไหล่หนาๆผละออกไปเพื่อจะได้ออกรถ แต่แล้วก็ต้องหันขวับมามองร่างหนาอีกครั้งในวินาทีต่อมา เมื่อฝ่ามืออุ่นแอบคว้ามือบางของตนไปประสานกันไว้แนบแน่น

                    เท่านั้นยังไม่พอ แก้มเนียนที่ยังไม่ทันหายแดงดีก็ต้องร้อนวาบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปากร้อนกับจมูกโด่งตรงกดลงหนักๆบนหลังมือนุ่มขาวครั้งแล้วครั้งเล่า จนตะวันคิดว่ามือเล็กๆของตนนั้นจะช้ำเอา เพราะคนขับแกล้งบังคับให้ไอ้ดำมันค่อยๆคลานขึ้นเนินไป และกว่าจะไปถึงบ้านไม้ใหญ่ด้วยความเร็วที่มากกว่าเต่าคลานแค่นี้ คิดว่าก็คงอีกหลายนาทีเลยทีเดียว



 

   

 

                   “พวกผมดูแลให้อย่างดีครับนาย ปัดกวาดขัดถูทุกวัน หญ้าหน้าบ้านก็ไอ้เจ้าพวกนั้นจัดการไม่ได้ขาด ก่อนนายไปยังไงกลับมาให้เป็นอย่างนั้นเหมือนเดิมทุกอย่าง บ้านริมบึงก็เรียบร้อยดีเหมือนกันครับ แต่ไอ้ที่พวกผมหมดปัญญาจะจัดการก็เห็นจะมีอยู่อย่างเดียวละครับนาย..."

                   ลุงสังข์หัวหน้าคนงาน ผู้ที่พจน์ฝากฝังให้ดูแลทุกอย่างแทนรายงานความเรียบร้อยของไร่กับบ้านไม้ใหญ่และบ้านริมบึงที่พจน์แสนจะหวงนักหวงหนา แต่แล้วแกก็จบประโยครายงานด้วยสายตาอ่อนใจ และมองไปยังเป้าหมายของการสนทนาจนทำให้หลายคนที่ยืนอยู่ด้วยกันมองตามเป็นตาเดียว


                  "มันไม่ค่อยกินครับดูเหมือนจะเหงาๆ ที่หนักกว่านั้นคือมันไม่ยอมให้ใครขึ้นขี่เลยครับ คราวก่อนไอ้ชิดจะลองพามันออกไปวิ่งเล่นบ้างแต่ก็ถูกเล่นงานทำเอาเกือบแย่"

                  "แต่ดีที่หญ้านุ่ม.." ชิดที่ยืนอยู่ใกล้ๆรำพึงเบาๆ

                  "แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า?" พจน์ถามชิดแล้วเดินนำหน้าไปหาเจ้าม้าคู่ชีพสีดำตัวใหญ่ที่กำลังยกแข้งยกขากุ๊บกั๊บดีใจที่ได้เจอเจ้าของ

                  "ไม่เป็นไรมากหรอกครับนาย ผมคนดวงแข็งไม่เป็นไรง่ายๆหรอกครับ แฮะๆ" เสียงของชิดทำให้โทนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแซวอย่างหมั่นใส้

                  "จริงครับนาย ผมเห็นมันเดี้ยงแค่อาทิตย์เดียวก็ลุกขึ้นมาขี่ม้าได้เหมือนเดิม" 

                  "เดี้ยง??"

                  "ไม่ใช่นะครับนาย ไอ้โทนมันเว่อร์ ผมไม่ได้เดี้ยง" ชิดปัดไม้ปัดมือปฏิเสธพลางชี้หน้าเป็นๆของไอ้โทนอย่างคาดโทษ 'ฝากไว้ก่อนเถอะมึง

                  "ไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว เจ็บตัวขึ้นมามันไม่คุ้ม ว่าไงเรา..." ประโยคหลังพจน์หันไปทักทายอาปาเช่พร้อมกับลูบหัวลูบลำตัวสีดำๆของมันอย่างคิดถึงพอๆกัน มันเองก็ตอบรับด้วยการทำเสียงขึ้นจมูกฟืดฟาด ขยับหัวกระตุกเชือกที่ผูกไว้เหมือนกับบอกกับพจน์ว่าเบื่อที่โดนมัดไว้แบบนี้แล้ว

                  พจน์เองก็เหมือนจะเข้าใจความหมายกิริยานั้น มือหนาเลยจัดการแก้เชือกที่ผูกมันไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ออก แล้วพอรู้ว่าเชือกของมันหลุดออกมาได้เท่านั้นอาปาเช่มันก็ส่งเสียงร้องแถมยังยกแข้งยกขาเหมือนกับว่ากำลังจะออกวิ่ง

                  "เดี๋ยวเดี๋ยว จุ๊ จุ๊ จุ๊ ใจเย็นๆเด็กดี!"

                  เสียงทุ้มบอกพร้อมกับมองมันด้วยความรู้สึกตื่นเต้นจนตาเป็นประกาย  ร่างสูงใหญ่จับบังเหียนไว้มั่นแล้วขยับเหยียบบังโคลนโหนขึ้นขี่หลังมันอย่างคล่องแคล่วคุ้นเคยราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายกระนั้น

                  เพียงช่วงไม่กี่วินาทีที่ร่างหนาขยับนั้นได้สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่เว้นแม้แต่ตะวันที่โฟกัสไปที่ใบหน้าคมดุหล่อเหลา ปากหยักล้อมรอบด้วยเคลาเขียวครึ้มแย้มออก ดูดิบเถื่อนก็จริงหากแต่ว่าน่าหลงไหลนัก อีกทั้งยังบ่าผายไหล่กว้างกล้ามลำแขนลำขายาวมั่นคงนั่งตรงสง่า ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องเบิกตากว้างละสายตาไปไหนไม่ได้

                 'เท่' คำเดียวที่นึกออกจนตะวันต้องครางในใจ  

                 รู้สึกอิจฉาในความสมบูรณ์แบบของร่างสูงตรงหน้า อิจฉาในความเป็นผู้นำ อิจฉาในความมีเสน่ห์ที่ตนนั้นไม่สามารถจะมีหรือเป็นได้เหมือน 

                 พจน์ขึ้นขี่หลังม้าคู่ใจได้ก็เหลือบตามองไปทั่วบริเวณบ้าน มองออกไปไกลๆจนทั่วทั้งทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เขียวขจีด้านหลัง  พลางอัดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วปล่อยออกมาช้าๆ ก่อนจะหันกลับมามองลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่รอบตัวอีกครั้ง 

                  ตาคมกวาดมองทุกคนที่มองมาก็จริงอยู่  แต่หน้าไหนเลยจะน่าสนใจเท่าหน้าหวานๆของใครบางคนที่มองมาตาปรอยอย่างไม่รู้ตัว พจน์แย้มปากยิ้มถ้าไม่ติดว่าต้องพาอาปาเช่ออกไปวิ่งเพื่อให้มันได้หายเครียดบ้างแล้วละก็ คงได้ต้อนใครบางคนเข้าไปคุยกันสองต่อสองในห้องอีกเป็นแน่

                 "ฉันจะเข้าไปตรวจงานหน่อย นายรออยู่ที่นี่กับนรินทร์..." คนตัวบางพยักหน้ารับพจน์ก็หันไปทางนรินทร์แล้วบอกให้เตรียมของที่แวะซื้อจากตลาดมาเตรียมไว้เพราะเย็นนี้จะเลี้ยงข้าวลุงสังข์กับพักพวก 

                 พอสิ้นเสียงทุ้มก็มีทั้งเสียงเฮและเสียงผิวปากดังขึ้นบวกกับเสียงกระซิบกันว่าจะเอาเหล้าเอาเบียร์มาสมทบจนลุงสังข์ต้องกระแอมปรามนั่นแหละจึงเงียบเสียงกันได้

                 พจน์สั่งงานเสร็จก็บอกให้คนที่เหลือตามตนเข้าไปตรวจงานในคอกม้า ทิ้งให้นรินทร์กับตะวันมองตามหลังร่างหนาที่ควบม้านำหน้าคนงานห้าหกคนที่ต่างก็รีบขึ้นม้าควบตามหลังไปติดๆ

                 ตะวันพองลมจนแก้มป่อง มองตามจุดเล็กๆหลายจุดที่ค่อยๆเลี้ยวลับตาไปอย่างเสียดาย แล้วกลับหลังหันกะว่าจะเดินเข้าบ้านเพื่อพักสักครู่แล้วค่อยไปจัดการของที่ซื้อมาอย่างที่พจน์ได้บอกไว้ ถ้าบังเอิญตาหวานไม่ไปสะดุดอยู่ที่ม้าสีน้ำตาลปราดเปรียวอีกตัวที่ยังคงถูกมัดไว้ยังไม่ได้ไปไหนซะก่อน

                 "นี่ม้าของใคร?"

                 "ม้าของรินทร์เอง ทำไมเหรอครับพี่ตะวัน?"

                 "รินทร์ขี่ม้าเป็นด้วยเหรอ? ทำไมไม่เคยเห็น..."

                  "เป็นสิครับ อยู่ที่นี่ต้องขี่ม้าเป็นทุกคนครับ เพราะพื้นที่ส่วนมากเป็นหญ้าแถมยังกว้างใหญ่ขนาดนี้ถ้าจะเดินเอาหรือก็ไกล หรือถ้าจะขี่รถเข้าออกกันบ่อยๆหญ้าที่โดนเหยียบก็จะแห้งตายแถมพื้นที่โดนรถเหยียบก็ไม่สวยด้วย นายเลยตัดปัญหาให้คนงานที่นี่ใช้ม้ากันทุกคน มันสะดวกมากเลยนะครับพี่ จะขึ้นเขาจะลงเนินก็ไม่มีสะดุด และอีกอย่างวิ่งได้ไกลแบบไม่ต้องกลัวน้ำมันหมดด้วยนะ" นรินทร์ทิ้งท้ายด้วยประโยคติดตลกหน้าตายทำเอาตะวันหลุดขำ 

                   "แล้วรินทร์หัดเองเหรอ ยากไหม เริ่มขี่ยังไงบอกหน่อยสิ พี่อยากขี่เป็นบ้าง"

                    "ฮะ ฮะ ฮะ” นรินทร์มองสีหน้าตื่นเต้นของตะวันแล้วหัวเราะ

                   “หัดเองไม่ได้พี่ บอกอย่างเดียวก็ไม่ได้ด้วยครับ ต้องรู้พื้นฐานก่อนแล้วค่อยฝึก ให้นายสอนสิครับ นายสอนเก่ง ใครขี่ม้าไม่เป็นก็อยากให้นายสอนทั้งนั้น เอ....แต่พักหลังๆมานี่ส่วนมากที่สอนให้กันก็จะเป็นรุ่นพี่น่ะครับหรือไม่งั้นก็ลุงสังข์แหละเพราะตั้งแต่มอบหน้าที่ให้ลุงสังข์ นายก็ไม่สอนใครอีกเลย..."

                    "งั้นเหรอ?...." // "ครับ ผมคิดว่าแค่พี่ตะวันเอ่ยปากนายต้องรีบสอนให้พี่แน่ๆเลย"

                     "งั้นจะลองถามดู ว่าแต่ตอนนี้ขอพักแป๊บนึงนะ แล้วเราค่อยเอาของที่ซื้อมาจัดการเน๊อะ..."

                     "ครับพี่"

                     คนตัวขาวทั้งสองคนตกลงได้ดังนั้นก็พากันแยกย้ายกันพัก ตะวันเลยถือโอกาสเดินสำรวจเข้าไปในห้องนอนใหญ่ของพจน์ มันเรียบร้อยและสะอาดเอี่ยมดีอย่างที่ลุงสังข์บอกไว้จริงๆ และเมื่อเห็นว่าไม่ต้องทำอะไรแล้ว ร่างบางก็เข้ามานอนเกลือกกลิ้งบนเตียงของตัวเองเล่น มองเพดานนิ่งๆอยู่นาน สมองเลยพาลให้คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้วนไปวนมาสะเปะสะปะจนไม่รู้ตัวว่าเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหน พอมารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อได้ยินเสียงคุยกัน เสียงรถ เสียงดนตรีดังแว่วมาเบาๆ  

                     “เกือบบ่ายสอง  นี่เผลอหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”

                     ร่างบางรีบยันตัวลุกขึ้นมองซ้ายมองขวาแล้วรีบพาตัวเองออกจากที่นอน พอเปิดประตูออกมาข้างนอกเท่านั้นก็เห็นคนงานบางคน กำลังยกเก้าอี้ จัดโต๊ะ เซ็ตเครื่องเสียงที่ยกออกมาอยู่อีกมุม

                    “ตื่นแล้วเหรอ?”   ตะวันหันไปมองทางต้นเสียงก็เห็นพจน์ยืนกอดอกอิงเสาไม้สักต้นใหญ่ถามมายิ้มๆ

                   “ครับ ขอโทษที่...”

                   “ขอโทษทำไม ไปล้างหน้าล้างตาซะก่อนไป หน้ายังง่วงๆอยู่เลย!

                    “งั้น เดี๋ยวผมมานะครับ..”  ตะวันรีบหลบตาคมที่มองมายิ้มๆ ร่างบางรีบเดินเข้าห้องเพื่อที่จะได้รีบล้างหน้าล้างตาอย่างที่พจน์บอก แล้วมาส่องดูกระจกแล้วก็ปกติดีนี่นา เอ....แล้วทำไมถึงได้รู้สึกว่าทั้งแก้มทั้งหน้าร้อนวูบวาบไม่มีสาเหตุแบบนี้ล่ะ?

                      เป็นเอามากแฮะ!?  นี่ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นปาท่องโก๋อยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว กะอีแค่เขามองมาก็ทำหน้าไม่ถูก บ้า! ชักจะอาการหนักขึ้นทุกวันแล้วเรา!

                     ตะวันยืนมองหน้าตัวเองในกระจกอยู่นานนึกสงสัยและสับสนอยู่ในใจหาคำตอบไม่ได้ จนสักพักจึงได้รู้สึกตัวว่าตนกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน

                     และไหนๆก็เข้ามาแล้วก็จัดการอาบน้ำมันซะเลย เพราะแค่ล้างหน้ามันไม่สดชื่นไม่ถึงสิบนาทีที่รีบทำทุกอย่างอย่างรวดเร็ว ร่างบางก็เปิดประตูห้องเดินตรงดิ่งเข้าห้องครัวเพื่อดูว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม เพราะเรื่องที่พจน์สั่งไว้ยังไม่ได้หยิบไม่ได้จับอะไรซักอย่าง

                    “พี่ตะวันตื่นแล้วเหรอ รินทร์กำลังจะไปเรียกอยู่เชียว...”  คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มบอกทั้งๆที่กำลังเคี้ยวของกินตุ้ยๆ

                     “กินอะไรกัน หอมจัง...”  ตะวันเห็นหมูที่อยู่บนเตาไฟฟ้ากำลังสุกพอดีแถมส่งกลิ่นหอมจนพยาธิในท้องเริ่มครวญคราง อีกทั้งยังผักสารพัดชนิดที่ตนกับพจน์เข้าตลาดเพื่อซื้อก่อนกลับเข้ามาที่ไร่ได้ถูกชำระล้างจนสะอาดเอี่ยมนอนเรียงบนถาดอย่างสวยงาม พร้อมเสิร์ฟบนโต๊ะได้ทุกเวลา

                     “พวกเรากำลังชิมหมูดูว่าหมักได้ที่หรือยังครับคุณเลขา”

                     “พูดดีนะไอ้ขี้โม้ มึงอยากกินก็บอกเขาไปสิ”  ชิดอดไม่ได้ที่จะแซวมาทั้งๆที่ในมือเองก็มีตะเกียบถืออยู่

                      “กูโม้ตรงไหน หมูหมักได้ที่นุ่มดีหรือยังจะได้รู้ไง ถ้าไม่อร่อยแล้วเอาออกไปเกิดนายถามว่าใครเป็นคนหมักกูไม่แย่เหรอ เพราะฉะนั้นกูเป็นคนหมักหมูแล้วกูต้องชิมก่อน แบบนี้...” โทนอธิบายพร้อมกับหยิบหมูกับผักเข้าปากไปอีกคำโต ทำเอาตะวันกลืนน้ำลายตามและหมายจะหยิบตะเกียบชิมสักคำ  แต่ก็พลันให้นึกถึงใครบางคนซะก่อนพร้อมกับหันซ้ายหันขวาแลมองไปทั่วเผื่อจะเห็นคนตัวสูงยืนอยู่แถวนี้

                      “พี่ตะวันมองหาเจ้านายเหรอครับ อยู่ข้างบ้านกับอาปาเช่แน่ะ ดูท่าทางมันจะยังงอนเจ้านายไม่หาย”

                      “เหรอ ไม่รู้ว่าได้กินอะไรบ้างหรือยัง?”

                      “เมื่อกี้นายเดินเข้ามาดูแล้วครับ แต่บอกว่าจะรอให้คุณเลขาตื่นก่อนแล้วไว้ค่อยกินพร้อมกัน”

                      “งั้นก็ออกไปตามก่อนดีกว่า ตามสบายนะ”

                      “คร๊าบบบ” สามเสียงรับคำพร้อมกันพอดิบพอดีจนตะวันหัวเราะเบาๆ

                       ร่างขาวเดินออกจากห้องครัวผ่านออกประตูทางหลังบ้านไปแล้ว แต่ก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ทำให้ต้องเดินย้อนกลับมาห้องครัวอีกครั้งกะจะมาบอกให้ทั้งสามหนุ่มที่กำลังกินหมูปิ้งกันอย่างเอร็จอร่อยนั้น ช่วยกันยกของออกไปลานกว้างหน้าบ้านเลยดีไหม คนอื่นที่อยู่ด้านนอกจะได้กินด้วย พอกินเสร็จแล้วจะได้แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเพราะจะได้ไม่ดึกมาก

                      แต่ก็ดูเหมือนการเดินกลับมาเงียบๆไม่ให้ซุ่มให้เสียงของตะวันทำให้เจ้าตัวถึงกับหน้าร้อนวาบ รีบหลบแว๊บหลังประตูอย่างรวดเร็ว ชั่งใจอยู่สักพักแล้วค่อยๆยื่นหัวโผล่แต่ตาแอบเหลือบมองความสนิทสนมที่เกินธรรมดาของทั้งชิต โทนกับนรินทร์ในห้องครัว

                     ไม่อยากเชื่อ

                     ไม่น่าเป็นไปได้?

                     ก็เห็นทะเลาะกันไปตีกันมาจะเป็นจะตาย แล้วไหงผลออกมาเป็นแบบนี้ล่ะ?

                     ตะวันขมวดคิ้วแอบมองแล้วยืนนิ่งหลังอิงประตูอยู่พักใหญ่ พลางนึกในใจว่าตนได้ตกข่าวอะไรไปหรือเปล่า?

                     แต่จนเมื่อเวลาได้ผ่านไปไม่ถึงนาทีจึงได้รู้สึกตัว

                     เออ!!!

                    แล้วมันเรื่องอะไรที่จะต้องมานั่งคิดเรื่องคนอื่นแบบนี้ เขาจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของเขาสิ ขนาดตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย จะเอาเรื่องคนอื่นมาใส่หัวให้มันยุ่งรุ่งรังอีกทำไม?

                    พอคิดได้แบบนั้นก็เริ่มสบายใจ พร้อมกับหันหลังให้กับภาพลับในห้องครัว เดินออกประตูไปด้านหลังของบ้านไม้สู่ลานโล่งหลังบ้านที่เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีอันไพศาล

                   ปากบางสีระเรือแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ยืนหลับตากางแขนกางขาออกรับอากาศที่พัดเข้ามาปะทะร่างขาว ลมยามเย็นพัดอ่อนๆเย็นสบาย ได้กลิ่นดินกลิ่นหญ้าสดชื่นจนสามารถสูดหายใจเข้าได้จนฉ่ำปอด ก่อนจะลืมตาขึ้นเมื่อหูได้ยินเสียงทุ้มคุ้นเคยคุยเบาๆ ลอยมาตามลม พาให้เท้าทั้งสองข้างต้องเดินเลี้ยวมุมบ้านเพื่อตามหาเจ้าของเสียงนั้น

                   เก้าอี้ชิงช้าเหล็กดัดสีขาวตัดกับสีเขียวๆของต้นมะม่วงต้นใหญ่ปลูกสลับกับลีลาวดีอีกทั้งไม้ยืนต้นและไม้ดอกอีกสารพัดชนิดที่อาศัยเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกันต่างพากันแตกใบแผ่กิ่งก้านบังแสงพร้อมให้เงาร่มรื่นแถมยังส่งกลิ่นหอมรวยรินชวนให้เคลิ้มคล้ายดั่งกำลังเดินเข้าสู่แดนสวรรค์

                   พื้นหญ้านุ่มเท้าเวลาเยื่องย่างกลบเสียงเดินของคนที่เข้าใหม่พาให้ตาหวานได้แอบมองท้ายทอยทุยๆที่ถูกลมตีจนยุ่งก่อนจะแอบกวาดตามองไปทั่วแผ่นหลังหนาที่ดันเนื้อผ้าออกมาเป็นรูปเป็นร่างกล้ามเนื้อสวยที่ไม่ว่าจะยืนอยู่ที่ไหนก็สะดุดตาและจำได้เจนใจ

                    ตะวันเผลอมองมือหนาแข็งแรงที่บรรจงลูบลำคอของอาปาเช่อย่างอ่อนโยน บวกกับเสียงทุ้มคุยกับมันเบาๆราวกับรู้ภาษาของกันและกันจนน่าฉงน กำลังหมายจะขยับตัวเดินเข้าไปหา แก้มเนียนก็มีอันร้อนวาบ เมื่อร่างสูงของพจน์หันขวับมาซะก่อน ทำเอาคนตัวบางในเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเสมอเข่าต้องชะงักยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับโดนสะกด

                    ริมฝีปากอิ่มถูกเจ้าตัวกัดไว้แน่นอย่างขัดเขินเมื่อร่างสูงไม่ยอมพูดยอมจาได้แต่เลิกคิ้วเป็นคำถามแล้วส่งสายตาบางอย่างมองมาอย่างเปิดเปลือยความรู้สึกจนคนถูกมองรู้สึกว่าตนกำลังจะละลายลงตรงนี้

                   แล้วดูนั่น!

                   จ้องอะไรแบบนั้นนะ?

                   ตั้งแต่ผม ตา จมูก แก้ม ปาก เรื่อยลงลำคอขาว จ้องจนแผงอกบอบบางที่กำลังหายใจสะท้อนขึ้นลงเพราะไอ้เจ้าก้อนเนื้อเล็กๆข้างในกำลังกระหน่ำตีอย่างตื่นเต้นอยู่ตอนนี้ ตาคมเจตนามองให้รู้ว่ามองเรื่อยลงมาจนถึงแผ่นท้องและแน่ใจว่าต้องเป็นตำแหน่งสะดือแน่ๆละ

                    แล้วนั่น!

                    บ้าแล้ว!  จะทิ้งสายตามองนิ่งมาทำไมตรงนี้นานขนาดนั้นนะ แล้วก็ไม่ได้มองอย่างเดียวด้วย ไอ้ยิ้มร้ายๆที่ส่งมานั่นมันสื่อความนัยว่ายังไง?

                    ตะวันกัดปากฉับ ถลึงตาใส่หน้าหล่อของคนเจ้าเล่ห์ที่ยิ้มพรายส่งมาอย่างอารมณ์ดีไม่ทุกข์ไม่ร้อน

                    “หึๆ” ยิ่งได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะในลำคอด้วยแล้วแก้มขาวก็พาลจะร้อนวูบวาบขึ้นมาทันทีทันได “เป็นอะไร เข้ามาสิ...หรือกลัวอาปาเช่?”

                    “ไม่ได้กลัวอาปาเช่ซะหน่อย” 

                     “ไม่กลัวแล้วทำไมนิ่งอยู่อย่างนั้น ....หรือว่านายกลัวฉัน?” พจน์เลิกคิ้วถามยิ้มๆแต่ถึงอย่างนั้นแววตาที่มองมาที่ร่างขาวบางยังเจ้าเล่ห์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

                     “แล้วผมก็ไม่ได้กลัวเจ้านายด้วย เพียงแค่....”

                     “แค่อะไร?”

                    “แค่สงสัยว่าทำไมเจ้านายชอบมองผมแบบนั้นอยู่เรื่อยเลย มองเหมือน.....เหมือน....เอ่อ...” เสียงหวานเริ่มอึกอักลังเล  ในสมองไม่แน่ใจว่าถ้าพูดออกไปแล้วจะหน้าแตกหมอไม่รับเย็บไหมหนอ? หากว่าพจน์ไม่ได้เป็นอย่างที่ตนคิดไว้ เพราะอาจจะเป็นแค่ตนนั้นได้อุปาทานคิดไปเองรู้สึกไปเองอยู่ฝ่ายเดียวก็เป็นได้...

                     “เป็นอะไร ทำหน้าแบบนั้น?”  ตะวันได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับที่ร่างหนาได้เป็นฝ่ายเคลื่อนตัวเข้ามาหยุดยืนข้างๆร่างบางซะเอง

                     “เปล่าครับ”

                     “ทำหน้าแบบนี้ไม่เปล่าแล้วละมั้ง ไม่สบายใจเรื่องอะไร” ถึงแม้ว่าพจน์จะตะล่อมยังไงคนตัวขาวก็ยังเอาแต่ส่ายหน้ายิ้มๆบอกว่าไม่มีอะไรจริงๆอยู่นั่นเอง จนร่างสูงต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่

                     “เอางี้ ถ้านายบอกเหตุผลที่ทำอ้ำอึ้งอยู่ตอนนี้มานะ ฉันจะให้นายขออะไรก็ได้อย่างหนึ่ง บอกมาเลยได้ทุกอย่าง”

                     “จริงหรือเปล่า?”

                     “จริ๊งง” เสียงทุ้มย้ำให้ร่างบางแน่ใจกับโทนเสียงที่สูงชนิดที่พจน์เองก็ไม่เคยทำมาก่อนจนหน้าหงอยๆเมื่อครู่กลับมาสดชื่นยิ้มตาใสเหมือนดอกไม้ได้น้ำภายในบัดดล

                     ก็นั่นยังไงล่ะว่าแล้วเชียว อยู่ด้วยกันตลอดเวลาขนาดนี้ทำไมพจน์จะไม่รู้ว่าคนตัวบางกำลังรู้สึกยังไง มันก็ต้องมีอะไรซักอย่างนั่นแหละหน้าตาอารมณ์ถึงได้สื่อออกมาแบบนี้

                    “ก่อนอื่นตอบคำถามแรกมาก่อน นายคิดว่าฉันมองนายยังไง เอาตามที่นายคิดและห้ามโกหก เพราะถ้านายโกหกฉันก็จะรู้ได้ทันทีว่านายกำลังโกหก โอเคไหม?”

                    “ แล้วเจ้านายจะรู้ได้ยังไงว่าผมกำลังโกหก  เจ้านายไม่ใช่ผมซะหน่อย”  ฮืม....พจน์รู้สึกหมั่นเขี้ยวอยากจะเคี้ยวคอขาวที่กำลังเชิดขึ้นอย่างถือดีตอนนี้จริงๆให้ดิ้นตาย  

                    “ลองดูก็ได้”  เสียงทุ้มกระซิบริมใบหูบางอย่างใจเย็น “ฉันรู้ว่าตอนนี้นายกำลังคิดอะไรอยู่ ถ้านายอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่นายไม่ยอมพูดความจริงออกมา”  เสียงบอกเบาๆหากแต่ว่าจริงจังนั้นทำเอาตะวันต้องกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วค่อยๆอ้อมแอ้มออกมาเหมือนกับยังสองจิตสองใจว่าจะพูดดีไม่พูดดี

                    แต่แล้วก็.......

                    “ท ทำไมเจ้านายชอบมองผมเหมือน ...เอ่อ...เหมือน....” เสียงหวานหยุดลงแค่นั้นเมื่อเหลือบตามองร่างสูงที่ขยับมาจนชิดและรอดูว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร แต่แล้วก็ต้องกัดริมปากบางไว้แน่นก่อนจะหลบตาอย่างขัดเขินเพราะสายตาที่มองมานั้นมันบอกอะไรให้คนตัวบางรู้ ไม่เพียงเท่านั้นแก้มเนียนยังร้อนวูบวาบจนมือขาวอยากจะยกขึ้นถูแรงๆเพราะเจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกตื่นเต้นที่มีอยู่ตอนนี้ได้เลยแม้แต่น้อย

                    “เหมือน......”  เสียงทุ้มถามนำทางแค่นั้นแล้วรอฟัง

                   “เหมือนกับว่า ...ว่า.....เวลาเจ้านายมองผม...เอ่อ....เหมือน.....” สุดท้ายตะวันก็กลั้นใจหลับหูหลับตาเปร่งเสียงออกมา

                   “เหมือนเจ้านายกำลังจะกินผม!......

                    !!!.........

                   เป็นไงเป็นกันวะ!

                  จนป่านนี้แล้ว คงไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว!!!.....

                  ตะวันคิดในใจทั้งๆที่ยังหลับตาปี๋ มือสองข้างกำไว้แน่นข้างลำตัว ร่างบางๆยืนนิ่งรอเหตุการณ์ที่จะเป็นไป ยังรู้สึกถึงความมืดมิดรอบๆตัวเพราะตาหวานยังคงหลับไว้ หูก็เตรียมฟังเสียงหัวเราะเยาะของอีกฝ่ายจนไหล่ทั้งสองข้างเกร็ง

                  รู้สึกได้ว่าร่างสูงยังคงยืนอยู่ใกล้ๆ แต่ทำไมพจน์เงียบ ?.......

                 “เจ้านาย.....”

                  เงียบ .........

                  “เจ้านายครับ”  ตะวันลองเรียกอีกครั้งพร้อมกับลืมตาขึ้นช้าๆ

                   เอ๋??.....ก็ยังยืนอยู่ตรงนี้นี่นา?  หรือว่ากำลังโมโห? อืม?...ถ้าโมโหคงไม่เป็นแบบนี้มั้ง? คิดแล้วก็ให้สงสัยหนัก สมองตีกันกลับไปกลับมา ยังไม่ทันจะได้คำตอบว่าทำไม ก็ต้องเบิกตาโต

                  “เดี๋ยว! เดี๋ยว! จะทำอะ...หวาาา?!” เสียงหวานอุทานอย่างตกใจเพราะจู่ๆร่างสูงของพจน์ก็เข้ามาประชิดพลางใช้ลำแขนหนารวบเอวบางยกขึ้นจนปลายเท้าเรียวลอยพ้นพื้น

                   “ฮะฮะฮะ ในที่สุด!พจน์หัวเราะถูกใจพลางยิ้มกว้างมองหน้าหวานที่เอาแต่หลับตาปี๋ พลางนึกชอบใจที่ลำแขนขาวเกี่ยวลำคอหนาของตนไว้แน่นเพราะนอกจากจะกลัวตกแล้วแรงเหวี่ยงที่หมุนติ้วๆไม่เบานักทำเอาคนในอ้อมแขนมึนกับปฏิกิริยาอาการดีใจประหลาดของพจน์ที่แสดงออก

                    “อ๊ากกก!?.....ปล่อยผมลงนะ....?!!

                     หลังจากที่แกล้งคนตัวบางในอ้อมแขนให้มึนหัวพอหอมปากหอมคอ พจน์ก็หยุดแล้วค่อยๆวางร่างบางจนเท้าแตะพื้น

                     “เดี๋ยวครับ!”  ตะวันเข่าอ่อนยวบทรงตัวไม่อยู่  นี่ถ้าไม่มีลำแขนอีกฝ่ายรั้งเอวบางไว้มั่นละก็รับรองได้ว่าร่างขาวๆคงได้ลงไปนอนกลิ้งพื้นเป็นแน่แท้

                     “หึๆ โอเคหรือยัง?”  เสียงทุ้มที่ดังขึ้นเหนือศรีษะทำเอาตะวันปี๊ดแตก แหงนหน้าขึ้นมอง และยิ่งเห็นใบหน้าหล่อเหลายิ้มกริ่มอย่างถูกใจยิ่งทำให้คนตัวบางเดือดจนหน้าดำหน้าแดงตะโกนตอบเสียงดัง

                     “ไม่โอเคครับ! ไม่โอเคซักนิดเดียว! เจ้านายเล่นอะไรแบบนี้!.... ถ้าตกลงมาแข้งขาหักจะทำยังไง?”  พจน์อึ้ง ไม่โอเคแต่ก็ยังกอดกันกลมดิ๊กแบบนี้เนี่ย? มือหนาอีกข้างยกขึ้นขยี้ผมลองทรงอย่างหมั่นเขี้ยว

                      “ไม่หรอกน่า ยังไงฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้นายหลุดมือเด็ดขาด....”

                      “ฮึ ไม่ต้องมาพูดดี ถ้าผมไม่เกาะแน่นๆป่านนี้คงได้โดนเจ้านายแกล้งทำหลุดมือเหวี่ยงผมไปกลิ้งพื้นแน่ๆ”

                      “รู้ได้ยังไง งั้นลองอีกครั้งไหม? ดูว่าครั้งนี้ฉันจะปล่อยนายลงไปกลิ้งพื้นหรือเปล่า หรือไม่อีกทีเราก็ลงไปกลิ้งพื้นด้วยกันซะเลย! ม๊ะ”  ว่าแล้วพจน์ก็ทำท่าจะสาธิตให้ดูอีกรอบเล่นเอาตะวันรีบกอดต้นคอหนาพลางซุกหน้าละล่ำละลักเสียงสั่น

                      “ ไม่เอาครับ ไม่เอาแล้ว เจ้านายอย่าแกล้งกันแบบนี้!...”  

                      “ ใครเขาแกล้งกัน รักขนาดนี้แล้วแท้ๆ”

                      “ ก็ถ้ารักแล้วทำไมถึงชอบเล่นแบบ....!?

                      กึก??!!!

                      ปากบางที่กำลังเอ่ยวาจาตัดพ้อหุบฉับ ตาโตเบิกกว้างก่อนจะกระพริบปริบๆแหงนมองใบหน้าคมของคนตัวสูงกว่าเขม็ง ลืมไปสนิทว่าเอวบางๆของตนถูกแขนหนากอดเอาไว้จนหน้าท้องเนียนสัมผัสกับลอนกล้ามท้องแข็งๆแนบแน่น

                     “...หา? .....อะ....อะ.....อะไรนะ...พูดใหม่ซิ ผม ผม เอ่อ ผมได้ยินไม่....ชัด...” เสียงสุดท้ายแผ่วเบาราวกับไม่แน่ใจ นิ้วเรียวเผลอขยุ้มอกเสื้อยืดของอีกฝ่ายไว้จนเต็มฝ่ามือบาง

                     “แล้วได้ยินว่ายังไง ที่ว่าได้ยินไม่ชัด?...” พจน์ก้มลงถามกลับแต่ก็เห็นแต่ปลายจมูกโด่งเล็กกับแก้มขาวขึ้นสีเรือๆเพราะตาหวานเสหลบไป เอาแต่จ้องแผงอกหนาแทน คนตัวโตกว่าจึงได้แต่ถอนหายใจก่อนจะใช้แรงที่เหนือกว่าดึงให้คนในอ้อมแขนเดินตามจนมาหยุดกันที่มุมที่หมายตาไว้

                    “อ๊ะ!..เดี๋ยวสิครับ.....ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย...” ไหมละเผลอได้ที่ไหน.... เผลอทีไรเข้าอีหรอบนี้ทุกที

                     ตะวันพยายามยึดข้อมือหนาทั้งสองข้างไว้แน่น แต่ก็ทำได้แค่บ่นแต่ปากเท่านั้น เพราะในพริบตาเดียวพจน์ก็จัดการลากเอวคนในอ้อมแขนขึ้นไปนั่งคร่อมตักตนที่นั่งบนชิงช้าจนได้

                    “ก็กำลังจะคุยอยู่นี่ไง?...” เสียงทุ้มอู้อี้อยู่กับซอกคอหอมที่เจ้าของพยายามย่นหนี

                     “คุยอะไรแบบนี้เล่า ....คุยแบบนี้เมื่อไหร่จะรู้เรื่องกัน...ตอบมาก่อนสิครับ....”

                     “จะให้ตอบอะไร นายสิที่ต้องตอบ....ได้ยินอะไรไม่ชัด”

                      “คือ....”   ตะวันอึ้ง “ก็ ก็บอกแล้วว่าเมื่อกี้ได้ยินไม่ชัด เจ้านายก็พูดใหม่อีกครั้งไม่ได้หรือไงครับ!..” เสียงหวานโวยวายทวง พร้อมกับเอียงตัวหลบเพราะพอยื้อตรงนั้นไว้มือหนาก็ย้ายมาลูบตรงนี้ราวกับว่ามือของพจน์มีเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบมือจนตะวันอ่อนใจ

                     “ก็บอกอยู่นี่...”

                     “มันเหมือนกันที่ไหน พูดแบบเมื่อกี้อีกทีนะ......นะครับ....น้า” เสียงสุดท้ายออดอ้อนพร้อมกับมือนุ่มยกขึ้นประคองใบหน้าคมให้อยู่นิ่งๆแถมยังเอียงหน้าหวานเข้ามาชิด

                     .....ชิดซะจนพจน์เบลอ...เผลอมองตากลมโตที่สบมาราวกับโดนสะกด....ก่อนที่มือหนาจะละจากสะโพกมนยกขึ้นเกลี่ยแก้มเนียนขาวเบาๆราวกับว่าถ้าแตะหนักมือกว่านี้ร่างขาวบางราวกับแก้วตรงหน้าจะเปราะหักเอาง่ายๆ

                     “เมื่อกี้บอกว่าได้ยินไม่ชัด แสดงว่านายได้ยินแล้วแต่ไม่แน่ใจใช่ไหม?” เสียงทุ้มถามคนตัวบางที่นั่งคร่อมตักและก็ได้คำตอบคือการพยักหน้าหากแต่ตอนนี้ตาหวานกลับเสหลบซะเองอย่างขัดเขิน ฟันขาวขบปากแดงอิ่มไว้เบาๆเมื่อตาคมที่มองมาพราวระยับจนน่ากลัว

                       “ลองเอามือแตะตรงนี้....” ตะวันขมวดคิ้วงงแต่ก็ยอมเคลื่อนมือบางเข้าหาแผงอกหนาด้านซ้ายของอีกฝ่าย

                       “ที่มันเป็นแบบนี้เพราะนายคนเดียว” เสียงทุ้มถามคนที่กำลังนั่งเผชิญหน้า และต่างก็รู้สึกถึงลอนกล้ามท้องแข็งกับแผ่นท้องนุ่มนิ่มของกันและกัน

                       “รู้สึกไหม?” ตะวันพยักหน้าแบบงงๆเพราะแรงสะเทือนเร็วรัวปะทะฝ่ามือบางดูเหมือนไม่เบานัก จนเมื่อฝ่ามือหนาเคลื่อนเข้ากดทับให้มือขาวแนบแน่นเข้าไปอีกพร้อมกับเสียงทุ้มเริ่มเอ่ยคำ

                       “นายรู้ไหมตะวัน ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เจอนายที่ท่ารถ ไอ้ก้อนเนื้อเล็กๆที่อยู่ข้างในมันก็เริ่มทำงานผิดปกติ ....

                        ที่ว่าผิดปกติคือแต่ก่อนมันก็เต้นสม่ำเสมอดี ทำงานของมันไปเรื่อยๆทำไปวันๆ บางวันก็เฉื่อยๆ นิ่งๆเหนื่อยก็พัก อยู่แบบไร้อารมณ์ ถึงแม้จะมีเรื่องให้ตื่นเต้นตอนทำงาน หรือมีปัญหาเข้ามาให้แก้ แต่ไอ้เจ้าก้อนข้างในมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะกระหน่ำเต้นเหมือนอย่างตอนนี้ซักที......

                        บางทีฉันยังแอบคิดว่าตัวเองอาจจะเป็นพวกไร้อารมณ์ เบื่อโลก มีบางครั้งที่หนีเข้าป่าไปเป็นอาทิตย์แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น พอกลับมาก็เหมือนเดิม เห็นอะไรเดิมๆ บ้านหลังเดิม งานเดิมๆ แต่ฉันก็รู้สึกมาตลอดว่าตัวเองเหมือนกับว่ายังขาดอะไรบางอย่าง

                        ถึงจะมีเรื่องอย่างว่าตามประสาชายโสดบ้าง แต่พอจบเกมส์ก็ทางใครทางมัน ไม่มีอะไรผูกพันธ์หรือน่าประทับใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันเบื่อจนเก็บตัวเงียบๆอยู่แต่ที่นี่ แล้วพอเสร็จจากงานในไร่ก็กลับบ้านอาบน้ำกินข้าวแล้วก็นอน เป็นแบบนี้พักใหญ่จนไอ้เจ้าน้องชายหาว่าฉันเป็นพวกกามตายด้านถึงกับส่งผู้หญิงสวยเข้ามาล่อเพื่อให้ฉันตะบะแตก

                         ตอนนั้นแหละที่ฉันโมโหหนัก บวกกับที่ทางคุณสุวิทย์ส่งเลขามาให้แต่ละคน บางคนฉันก็ไล่ตะเพิดกลับตั้งแต่วันแรก เพราะดูแล้วเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแน่นอน บางคนต่อเล็บยาวเฟื้อยทาสีแสบตา เวลาจะหยิบจะจับอะไรแต่ละอย่างจีบมือจีบเท้าร้องกรี๊ดกร๊าดน่ารำคาญ.........

                        ไอ้ที่อยู่ได้ไม่ถึงสองวันก็จะเป็นแต่งหน้าแต่งตัวอ่อย เสื้อคอกว้างผ่าหน้าอกบ้างละ กระโปรงสั้นบ้างละ คอยแต่จะทำงานนั่งโต๊ะโบ๊ะหน้าทาปากแดงอย่างเดียว แต่พอถึงเวลาออกแดดกลางแจ้งทำตัวยังกับเป็นแดร็กคิวล่า หัวโดนแดดไม่ได้ จะเป็นลมเอยเหนื่อยเอย แบบนั้นฉันก็ไม่ต้องการเพราะไม่รู้ว่าจะจ้างไว้ทำไม

                         จนฉันรำคาญหนัก เขียนใส่กระดาษให้คุณสุวิทย์หาคนที่มีคุณสมบัติอย่างที่ฉันต้องการมาให้ ซึ่งแน่นอนว่าแกโวยวายอยู่หลายวันว่าแกจะไปสรรหาคนแบบนั้นได้จากที่ไหน

                         แต่สุดท้ายคุณสุวิทย์ก็โทรศัพท์มาบอก ว่าเจอคนที่คิดว่าน่าจะใช่ และให้ขับรถไปรับเองที่ท่ารถ

                         นายรู้ไหมว่าวินาทีแรกที่ได้เห็นหน้านายฉันโมโหตัวเอง โมโหที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ใจมันเต้นไม่เป็นส่ำจนอยากจะล้วงมือเข้าไปบีบมันหนักๆอยากบอกให้มันเต้นเบาๆเพราะกลัวว่านายจะได้ยิน........

                        ฉันไม่รู้......

                       ไม่รู้ว่าทำไมต้องตื่นเต้นทุกครั้งที่นายเฉียดเข้ามาใกล้ ทำไมมันซาบซ่านเป็นสุขทุกครั้งที่เห็นหน้านาย ฉันไม่รู้ว่าทำไมต้องเนื้อเต้นเวลาได้อยู่ใกล้นาย เวลาเห็นนายยิ้ม มีนายยืนอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะไปไหนด้วยกันหรือแม้กระทั่งเวลาอยู่ด้วยกันแท้ๆอย่างในตอนนี้ ในสมองของฉันก็ยังคิดถึงแต่นายคนเดียว.......”

                       พจน์หยุดพูดแล้วยิ้มเมื่อเห็นคนตัวบางเอาแต่อึ้งทำตาแดงๆพูดไม่ออก มือหนาเกาะกอดเอวบางแล้วรั้งเข้ามากอดพร้อมกับซบใบหน้าคมเข้าที่ไหล่บอบบางเบาๆ

                      “ความรู้สึกนี้มันมากพอจะเป็นคำบอกรักได้ไหมตะวัน?”

                      “อะ อะไรนะครับ?!...”  เสียงหวานตะกุกตะกักถามกลับ มือบางทั้งสองข้างเกาะไหล่หนาไว้ ไม่กล้าแม้แต่จะผลักไสอีกฝ่าย เพราะรู้สึกเสียดายลำแขนหนาๆที่พจน์บรรจงมอบให้อย่างอ่อนโยนมากกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา

                     “มันพอจะเป็นคำบอกรักนายได้ไหม?.....” ตะวันนิ่งอึ้งเหมือนโดนแช่แข็งเมื่อพจน์เงยหน้าจนหน้าผากชนกันเบาๆ

                     “ฉันไม่รู้ว่าจะบอกรักนายยังไง ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกที่จุกจนล้นปลี่ออกมาตอนนี้ยังไง คิดมาตลอดว่าถ้าพูดออกไปแล้วนายจะหัวเราะเยอะไหม นายจะหาว่ามันหน่อมแน๊มปัญญาอ่อนหรือเปล่า บอกนายไปแล้วถ้านายปฏิเสธฉันจะทำยังไง?......”

                     “หือ?....บอกฉันหน่อยสิตะวัน นายรู้สึกเหมือนกันไหม ถ้านายจะปฏิเสธฉันก็ไม่ว่า จะเดินออกไปจากชีวิตฉันเมื่อไหร่ก็ได้แล้วแต่นาย แต่ก่อนที่นายจะเดินจากไปช่วยบอกวิธีว่าจะทำยังไงให้ยังหายใจอยู่ได้ ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีนาย....”

                      แสงสีส้มของพระอาทิตย์อัสดงที่ใกล้ลับขอบฟ้ายังอุตส่าห์บรรจงลอดผ่านบรรดาใบไม้หลากพันธุ์จนแสงนั้นได้ผ่านเข้าแตะต้องแก้มขาว ให้พจน์สาบานว่าไม่เคยเห็นน้ำตาเม็ดโตที่ร่วงหล่นจากแก้มเนียนของใครได้สวยตรึงใจขนาดนี้มาก่อน

                     “ขอโทษ!...” เสียงทุ้มบอกพร้อมกับท้องนิ้วโป้งเกลี่ยแก้มเนียนปาดน้ำตาอย่างอ่อนโยนจนกิริยานั้นกระทบใจอีกฝ่ายพาให้แขนเรียวขาววาดออกคล้องต้นคอหนาเข้ามากอดไว้แน่น

                     “อึก....ฮื้อออ.....” ใบหน้าหวานที่เปื้อนน้ำตาซบลงตรงไหล่กว้างพร้อมปล่อยโฮออกมาแบบไม่อายพาให้แขนแข็งกระชับกอดเอวบางแน่นขึ้นอีก ฝ่ามืออุ่นหนายกขึ้นลูบศีรษะเล็กเบามือยิ่งทำให้น้ำตาที่คนตัวเล็กพยายามกลั้นไว้ทะลักทะลายออกมาอีกราวกับทำนบพัง

                     “เจ้านายบ้า อึก...ทำไม....ทำไมทำกับผมแบบนี้....ฮื้อออออ” 

                     “โอ๋  ขอโทษนะ ขอโทษที่ทำให้ไม่สบายใจ ขอโทษที่......”

                    “ไม่ต้องพูดแล้ว...” เสียงหวานตวาดแห้วคล้ายโมโหพาให้มืออุ่นที่กำลังลูบศีรษะเล็กๆชะงักไปด้วย

                   พจน์ใจเสียเพราะคนตัวบางผละออกห่างทั้งๆที่ยังนั่งตักตนอยู่......มือขาวข้างหนึ่งดันอกหนาไว้อีกข้างก็ยกขึ้นปาดน้ำตาตัวเองลวกๆพร้อมกับสูดขี้มูกเสียงดังทำเอาคนมองยิ้มกว้าง

                   “ไม่ต้องมายิ้ม!

                   “โอเค ไม่ให้ยิ้มแล้วต้องร้องให้เป็นเพื่อนไหม?” พจน์ยกมือยอมแพ้พลางถามกลับก่อนจะกลั้นยิ้ม มือหนาไม่รู้ว่าจะวางตรงไหนเลยไปแหมะไว้กับสะโพกเล็กแทน

                  “ไม่!...” น้ำตาเม็ดโตๆยังคงร่วงหล่นเกลื่อนแก้มใส จนพจน์อดไม่ได้ที่จะเคลื่อนมือเข้าเกลี่ยเบาๆแล้วรั้งหัวทุยๆของคนตัวบางเข้ามากอดไว้แน่นอีก

                  “เสียใจอะไรนักหนา หือ?”  แผงอกอุ่นหนาตรงหน้าเหมาะเหลือเกินที่จะซุกหน้าลงซับน้ำตาที่กำลังไหลไม่ขาดสาย จนพจน์ต้องกอดตอบร่างขาวนิ่งๆ มืออุ่นยกขึ้นลูบหัวเล็กที่ซุกมาเบาๆพลางเอนตัวลงพิงพนักชิงช้าแล้วหลับตาลง

                  “ไม่ได้เสียใจซะหน่อย”  เสียงคัดจมูกดังอู้อี้มาเบาๆแล้วร่างขาวก็ค่อยผละตัวออกห่างแต่ก็ยังคงนั่งคร่อมตักเหมือนเดิมไม่ได้ลุกหนีอย่างที่พจน์คิด

                  จนเมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่จะห้านาที สิบนาทีหรือครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นเพราะไม่มีใครได้สนใจ เสียงทุ้มจึงได้เอ่ยถามออกมาอีกครั้ง

                “งั้นบอกหน่อยสิคนดี ไม่เสียใจแล้วทำไมต้องร้องให้...หรือว่าเจ็บตรงไหน?”  ท้องนิ้วโป้งเกลี่ยแก้มแดงเบาๆก่อนที่มือหนาจะลงมือสำรวจคลำไปทั่วแขนขาบอบบางหารอยขีดข่วน

                “ ไม่ครับ ไม่ได้เจ็บตรงไหน...” คนตัวบางบอกไปอย่างนั้นก็จริง แต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับหยดแหมะลงต้องหลังมือหนาอีกครั้งเล่นเอาพจน์ทำอะไรไม่ถูก

                “เอ้า! เอาเข้าไป!... นายร้องไห้จนฉันไปไม่เป็นแล้ว  เป็นอะไรหือ? หรือฉันไปทำอะไรให้นายไม่พอใจหรือเปล่า?”

                “ใช่ เพราะเจ้านายนั่นแหละ....ไอ้เจ้านายบ้า ..ทำไมถึงพึ่งมาบอกรักกันตอนนี้เล่า มัวทำอะไรอยู่?!”

                “อ่าว ...ก็บอกไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งยังไม่รู้อีกเหรอ?......”

                “จะไปรู้ได้ยังไง...ผมไม่อยากเดาไปเองฝ่ายเดียว” ตะวันก็ไม่เคยคิดว่าตนจะเป็นคนขี้แยได้ขนาดนี้มาก่อนเหมือนกันเพียงเพราะแค่คำบางคำจากปากของอีกฝ่าย

                 “ไม่เห็นจะต้องเดา ที่ฉันแสดงออกมาทั้งหมดทั้งมวลนั่นน่ะเป็นเพราะฉันต้องการนาย อยากรักนาย อยากให้นายรู้ ถึงไม่ได้พูดออกมาแต่ก็แสดงออกให้เห็น โธ่เอ้ย!” พจน์ตบหน้าผากตัวเองอย่างอ่อนใจ 

                  “สรุปกลายเป็นว่าฉันมันโง่เองเข้าใจไปเองว่านายอาจจะรู้ หรือว่านายซื่อจนบื้อเกินกว่าจะเข้าใจความหมายที่ฉันอุตส่าห์สื่อไปหานายไม่รู้ตั้งเป็นล้านครั้งตั้งแต่เจอหน้ากันจนถึงวินาทีนี้หาตะวัน บอกมาซิ....”

                   ริมฝีปากอุ่นกระแทกจุมพิตดูดดื่มราวกับแกล้ง แขนหนารั้งเอวบางเข้ามากอดจนร่างขาวจมอกกว้าง หากแต่คราวนี้ผิดไปจากทุกครั้ง แทนที่ร่างขาวจะดิ้นหนี แต่ครั้งนี้ปลายลิ้นเล็กๆอ่อนนุ่มกลับพลิกพริ้วตอบโต้เกี่ยวรัดปลายลิ้นหนาที่แทรกเข้าหาอย่างดูดดื่ม

                    สองลมหายใจประสานกันเป็นจังหวะเดียวอย่างตื่นเต้น ลำแขนขาวเรียวบางกอดรัดลำคอหนาแถมเอียงหน้าให้ได้องศาเพื่อรับจูบดูดดื่มช่วงชิงความหวานของกันและกันอย่างชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร

                   ปลายนิ้วเรียวแทรกเข้ากอดรัดพลางดึงทึ้งผมหนาตรงท้ายทอยของร่างสูงเมื่อจุมพิตที่ได้รับนั้นราวกับจะสูบวิญญาณให้ออกจากร่างกระนั้น ไม่ต่างกันนักกับที่ฝ่ามือหนาอบอุ่นล้วงเลยเข้าลูบไล้แผ่นหลังบอบบางเนียนมือแล้วทาบรั้งคนตัวบางเข้ามากอดรัดแนบแน่นซะยิ่งกว่าแน่น

                   “อ่า ตะวัน ตะวัน” เสียงทุ้มพร่ำเพ้อเมื่อคนตัวบางที่นั่งด้านบนบดเบียดหน้าขาเข้าหา พาให้อะไรที่มันร้อนรุ่มอยู่แล้วปวดหนึบหนักเข้าอีกจนอยากจะยื่นมือหนาไปรุดซิปเพื่อปล่อยให้มันออกมาหายใจ กำลังหมายจะทำอย่างที่คิดก็ต้องชะงักความคิดเมื่อเสียงอาปาเช่ร้องเบาๆคล้ายสัญญาณบอกว่ากำลังมีบุคคลที่สามเดินเข้ามาใกล้

                    ตะวันรีบผละออกจากร่างหนาออกมายืนห่างๆ เป็นช่วงจังหวะที่ลุงสังข์เดินเลี้ยวมุมมาพอดี

                   “นายครับ กับข้าวกับปลาเสร็จเรียบร้อยแล้วครับนาย  รินทร์บอกว่าตะวันออกมาตามแล้วแต่รอนายก็ไม่เห็นซักที ผมเลยออกมาตามเอง เอ่อ....เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไม?”

                   “ไม่มีอะไรครับลุง ผมฝากให้ลุงดูแลทางนี้แทนอีกทีนะ กับข้าวกับปลาถ้าใครอยากจะกินปิ้งย่างจัดการทำกันตามสบายได้เลย นี่ก็ยังไม่เย็นมากผมกะว่าจะไปบ้านริมบึงซะหน่อย”

                    “จะไม่กินข้าวก่อนเหรอครับนาย คุณตะวันก็ยังไม่ได้กิน”

                    “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเดียวก็กลับ หรือถ้าผมยังไม่กลับมาถ้าเรียบร้อยกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับไปพักได้นะ ไม่ต้องห่วง”

                    “เอางั้นเหรอครับนาย?” ลุงสังข์ถามแล้วก็ได้รับการยืนยันจากพจน์ก่อนที่แกจะพยักหน้าเข้าใจแล้วเดินผละไป

                    ตะวันมองตามหลังลุงสังข์แล้วหันมามองพจน์ที่เดินเข้าไปหาอาปาเช่ก่อนที่มือหนาจะขยับอานม้าเช็คความเรียบร้อยแล้วกวักมือเรียกร่างบางเข้าไปหา

                   “เจ้านายจะไปบ้านริมบึงเหรอครับ?”

                   “ใช่ ไปด้วยกัน...”

                   “เอ่อ เจ้านายครับ” ตะวันเบี่ยงตัวหลบแล้วคว้ามือหนายึดไว้ก่อนจะถูกดันให้ขึ้นหลังอาปาเช่

                    “ว่า?”

                     “ผม เอ่อ ผมอยากขี่ม้า อยากหัดขี่ม้าเองบ้างครับ ได้ไหมครับ?”

                     “อยากหัดขี่ม้า?” พจน์ขมวดคิ้วสบตาหวานที่มีแววตื่นเต้น

                     “ครับ เห็นเจ้านายขี่แล้วเท่ ผมอยากขี่เป็นบ้าง”

                     “หึๆ เอาสิ ไว้จะหัดให้ แต่คงไม่ใช่วันนี้นะ”

                     “ไม่เป็นไรครับ เอาไว้วันหลัง เจ้านายว่างเมื่อไหร่ก็ได้”

                     “สำหรับนายฉันว่างได้เสมอเมื่ออยากว่าง แต่วันนี้คงไม่ทัน ว่าแต่ว่า มีเหตุผลเพราะเท่อย่างเดียวเนี่ยนะ?”

                     “เปล่าหรอกครับ ผมแค่คิดว่าถ้าผมขี่ม้าได้เองผมก็ไม่ต้องขึ้นไปนั่งเบียดเจ้านายบนหลังอาปาเช่ไงครับ”

                     “เลิก!....”    //    “อะไรนะครับ?”

                     “ไม่สอน มานี่เร็ว ขึ้นไป....” ตะวันได้แต่ทำหน้างง แล้วโหนตัวขึ้นหลังอาปาเช่ก่อนที่พจน์จะโหนตัวตามขึ้นไปติดๆหลังจากนั้นตะวันก็เงียบพจน์เองก็เงียบจนเมื่อทั้งสองมาถึงบ้านริมบึง พอเท้าแตะพื้นได้ก็หันไปถามร่างสูงที่กำลังผูกอาปาเช่ไว้กับต้นไม้

                      “บอกเหตุผลหน่อยได้ไหมครับว่าทำไมไม่สอน แล้วอีกอย่างเมื่อกี้ก่อนเราคุยกันเจ้านายบอกว่าให้ผมขออะไรก็ได้อย่างหนึ่งด้วย”

                      “เหรอ?” พจน์ถามกลับก่อนจะเดินนำหน้าเปิดประตูเคบินโดยมีร่างขาวซอยเท้าตามหลังไปติดๆ

                      “อย่ามาเฉไฉ เจ้านายสัญญาแล้วว่าจะให้ผมขอได้อย่างนึง ผมอยากขี่ม้าแล้วเจ้านายต้องสอน อ๊ะ!”  ปากอิ่มที่กำลังเจื้อยแจ้วเป็นอันต้องหุบฉับ ตาโตเบิกกว้างเมื่อเอวบางถูกรวบไว้แน่นและผู้ที่มีกำลังเหนือกว่าหิ้วทีเดียวพลางก้าวยาวๆเพียงไม่กี่ก้าวคนตัวบางก็ต้องหงายหลังลงบนเตียงกว้างด้านใน

                     “เดี๋ยวครับ.....ยังคุยกันไม่ อื๊อออ!?”  ปากอิ่มที่กำลังจะเอ่ยเจรจาถูกริมฝีปากหนาประกบปิดสนิทซะก่อนที่จะทันได้พูดอะไร มือบางยกขึ้นดันอกหนาไว้ แต่ก็ทำได้เพียงแค่จะเท่านั้น เพราะเผลอแป๊บเดียวทั้งเสื้อทั้งกางเกงก็ถูกมืออุ่นดึงทึ้งจนร่างขาวเหลือแต่กายเปล่าล่อนจ้อน

                      ร่างบางได้แต่หลับตาลงอย่างอ่อนใจ เผลอไผลยอมความตามอารมณ์ที่อีกฝ่ายส่งมาให้อีกจนได้

                      “อยากฝึกขี่ม้าไม่ใช่เหรอ ฉันกำลังจะฝึกให้นายอยู่นี่ไง ขึ้นมา...” เสียงทุ้มกระเส่าข้างหู

                      ‘มันเหมือนกันที่ไหน

                       ตะวันอยากเถียงใจจะขาด แต่ก็ทำได้แค่คิดเพราะสุดท้ายคนตัวบางก็โดนพจน์ฝึกให้ขี่ม้าจนเหนื่อยหอบหมดแรงชนิดที่ไม่สามารถต่อล้อต่อเถียงหรือขยับตัวกลับบ้านใหญ่ได้อีกจวบจนรุ่งสาง

 

 

                                                                                                                                                                    

ความคิดเห็น