facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ จุ๊บๆ : )

บทที่ 4 ไม่อยากเกี่ยว

ชื่อตอน : บทที่ 4 ไม่อยากเกี่ยว

คำค้น : กรุ่นกลิ่นอราบิก้า, ใต้มนตร์อินทรา, มิสิ้นใยรัก, กรุ่นรักสลักทรวง, กรุ่นกลิ่นสิเน่หา, กรุ่นกลิ่นไอริส, เผือกร้อนอ้อนรัก, เล่ห์ร้ายเพื่อนรัก, สยบรักพยศร้าย, ปราบรักรหัสร้อน, เอลยา, พรานร้ายพ่ายรัก, นิยายโรมานซ์, นิยายอีโรติก, นิยายรักสำหรับผู้ใหญ่, พระเอกมาเฟีย, พระเอกเจ้าพ่อ, พระเอกแบดบอย, Bad Boy

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2562 21:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 ไม่อยากเกี่ยว
แบบอักษร

เวลาสองทุ่มครึ่ง รถสปอร์ตหรูสองประตูสีดำขับพุ่งออกจากบ้านหลังสวย รศิยารีบดึงเข็มขัดนิรภัยมาขัดเพื่อความปลอดภัย นึกโล่งใจที่เขาไม่ขับเจ้าชอปเปอร์นั่นไปส่ง รศิยาใจเต้นตึกตักอยู่ภายใน เพราะใจรู้สึกอึดอัดไม่ต้องการให้ใครเห็นว่ารศิยานั่งรถของผู้ชายคนนี้ เขามีชื่อเสียงในเรื่องของผู้หญิง ถ้าหากใครนั่งรถกับเขา ผู้คนจะต้องคิดว่ากำลังถูกเขา คั่ว อยู่ ซึ่งรศิยาไม่ต้องการให้มีข่าวเสียหายแบบนั้นเกิดขึ้นกับตัวเองแน่

ตั้งแต่เกิดจนโตมา เรียนจะจบปริญญาตรีอยู่รอมร่อแล้วแบบนี้ ชื่อเสียงก็เป็นไปในทางดีมาโดยตลอด เด็กเรียน เด็กดีและเด็กมีความคิด นั่นคือภาพลักษณ์ของรศิยา ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนเดิมที่จบมา ที่ในหมู่บ้าน หรือที่นี่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

“ไม่ต้องส่งถึงหอนะ จอดแค่ปากซอยก็พอ จะเดินเข้าไปเอง”

หญิงสาวหันไปบอกคนขับที่นิ่งเงียบตั้งแต่เขาขึ้นรถมา เขาเหมือนกำลังมีเรื่องให้ครุ่นคิดอยู่

ภัศวัฒน์หันไปมองคนที่นั่งข้างๆ กำลังปล่อยความนึกคิดล่องลอยไปไกลแสนไกลจนลืมไปว่าเขากำลังไปส่งเธอที่หอพัก

“ทำไม”

เสียงห้าวเอ่ยถามสั้นๆ รศิยาอ้ำอึ้งเพราะกำลังคิดอยู่ จะพูดบอกกับเขายังไงว่าเธอไม่ต้องการให้ชื่อเขากับชื่อเธอข้องเกี่ยวกันเป็นข่าวก็อตซิปบนเพจดังของนักศึกษาที่นี่

“จะซื้ออะไรที่ปากซอยหน่อย”

หญิงสาวเอ่ยตอบเขาไป ภัศวัฒน์ชำเลืองมองใบหน้าเล็ก ด้านข้างเห็นแก้มใสกับสันจมูกโด่งเรียวปลายมนเป็นธรรมชาติ ปากสีเรื่อเม้มนิดหนึ่ง สายตามองตรงไปยังถนนด้านหน้า สามปีที่เขาได้มาเรียนที่สถาบันแห่งนี้ ไม่รู้ทำไมเขาถึงเห็นเจ้าหล่อนเสมอท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดสายตา เวลาเห็นก็จะมองจนกระทั่งลับตา ไม่ได้คิดอะไรหรอก

ภัศวัฒน์ขับรถผ่านวงเวียนเข้าสู่เกาะเมืองอยุธยาอีกครั้ง เมื่อมาถึงปากซอยที่จะเข้าสู่หอพักนักศึกษาที่รศิยาพัก ชายหนุ่มหาที่จอดได้ริมทาง

“จะซื้ออะไรก็รีบไปซื้อสิ ผมจะรอที่นี่”

ชายหนุ่มกล่าว ถนนคอนกรีตเข้าซอยหอพัก มีรถเข็นจอดขายของเป็นระยะ อีกประมาณสามร้อยเมตรจึงจะถึงรั้วของหอพัก เป็นหอพักเอกชนที่เพิ่งสร้างไม่กี่ปีนี้เอง มีการแบ่งตึกหอชายและหอหญิงอย่างเป็นระเบียบชัดเจน แต่อยู่ในเขตรั้วเดียวกัน

รศิยารีบเปิดประตู หันไปหาเขา

“ไม่ต้องรอหรอก ฉันเดินเข้าไปเองได้ ขอบคุณนะ”

พูดเสร็จก็รีบลงจากรถแล้วปิดประตู ยืนหันรีหันขวางอยู่นาทีหนึ่ง เพราะไม่ได้ต้องการจะซื้ออะไรจริงๆ แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ไหนๆ ก็เข้ามาแล้ว จึงซื้อปากกาไฮไลต์ด้ามใหม่เสียเลย จากนั้นก็เดินวนไปเพื่อฆ่าเวลา แอบชะโงกดูยังคงเห็นรถของเขาจอดอยู่ที่เดิม ถ้าจะเข้าซอยก็ต้องเดินผ่านรถเขา แต่จะมามัวเสียเวลาอ่านหนังสือแบบนี้มันก็ไม่ถูก ทำยังไงดี

รศิยาตัดสินใจเดินออกมาแล้วรีบเดินผ่านรถเก๋งสปอร์ตสีดำ โล่งใจที่เขาไม่ได้เปิดกระจกออกมาทัก รีบสาวเท้าเดินเร็ว เห็นรั้วหอพักอยู่ลิบๆ ข้างหน้า เสียงรถยนต์ขับมาขนาบข้าง กระจกถูกเลื่อนลง

“จะไปส่ง ขึ้นมาสิ” เสียงห้าวเอ่ย รศิยาส่ายหน้า

“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณ คุณกลับไปเถอะ”

หญิงสาวตอบเขาไป ภาวนาว่าให้เขาฟังและเลี้ยวรถกลับ เพราะยิ่งเดินใกล้หอพักเข้าไปทุกที ไม่ต้องการเป็นเป้าสายตาใครเลยจริงๆ

ภัศวัฒน์เลิกคิ้วมองคนที่เดินก้าวฉับๆ เหมือนอยากหนีให้พ้นๆ เขาส่ายหน้า ไม่คิดว่าเจ้าหล่อนจะดื้อดึงและพูดยากแบบนี้ ภัศวัฒน์ขับรถตามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงหอ ประตูรั้วยังคงเปิดอยู่ เขาขับรถเข้าไปข้างใน จอดที่ลานกว้าง นักศึกษาเดินกันอย่างคึกคักเป็นปกติ ยามค่ำคืนที่เหมือนไม่ใช่กลางคืน วัยหนุ่มสาวชาวมหา’ลัยมีการใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานตามวัยและตามกำลังทรัพย์ที่พ่อแม่ส่งให้

ร่างบางเดินเข้ามาแล้วทำท่าไม่เห็นรถเขา ภัศวัฒน์เปิดประตูลงไปยืนพิงรถ มองคนที่ทำไม่มองทั้งที่เดินผ่านหน้า เจ้าหล่อนรังเกียจเขาขนาดนั้นเชียว ภัศวัฒน์คิดหาเหตุผลอื่นไม่ได้จริงๆ นอกจากเพราะคนเกลียดกันจึงจะแสดงกิริยาท่าทางแบบนี้ออกมา ยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำท่าแบบนี้ใส่ เห็นแล้วก็ว่าแปลกดีเหมือนกัน

“โทรศัพท์...จะเอาไหม”

เขาเอ่ยแล้วยื่นโทรศัพท์มาตรงหน้า รศิยากำลังจะเดินพ้นหน้าเขาไปแล้ว อีกแค่นิดเดียวเอง หญิงสาวชะงักเท้า อยากจะทุบหัวตัวเองนัก รีบลงจากรถเขาจนลืมโทรศัพท์ เวลานี้ที่ระเบียงชั้นสองและชั้นสามของหอพักหญิง มีหลายคนซึ่งนั่งคุยกันที่ระเบียง ต่างก็ชะโงกหน้ามามองอย่างสนใจ เพราะใครๆ ก็จำรถของเขาได้

รศิยาตัดสินใจเดินกลับไปหาเขา แล้วเอื้อมมือไปหมายจะดึงโทรศัพท์ แต่เขากลับขยับมือหนี รศิยาเดินตามจนไม่รู้ตัวว่ามายืนใกล้เขาจนเมื่อเงยหน้าก็เกือบจะชนปลายคางบึกบึนนั้น

“เอามาสิ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้มแต่กดให้ต่ำ เพราะไม่ต้องการให้ใครได้ยิน ภัศวัฒน์มองดูใบหน้าที่ทำเรียบเฉย แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ชายหนุ่มจุดยิ้ม

“กลัวอะไร” เขาถามเพียงแค่สั้นๆ อีกแล้ว รศิยาสังเกตว่าเขาไม่พูดยาว แต่คำถามของเขานั้นบ่งบอกว่าเขาอ่านใจและความคิดของคนได้ในระดับ...มองตาก็เข้าใจ

“ไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น ขอโทรศัพท์คืนเถอะคุณ มันดึกแล้วนะ ฉันจะรีบขึ้นตึก” หญิงสาวเอ่ยเสียงขุ่น

“พรุ่งนี้จะเอามาให้”

เขาพูดเสร็จก็เก็บโทรศัพท์ของรศิยาใส่กระเป๋ากางเกงเฉย เดินไปยังด้านคนขับ รศิยาตาลุก จะวิ่งตามไปยื้อคืนก็ไม่สมควร เพราะรู้ว่ามีคนมองอยู่หลายคน

“บ้าที่สุด” ด่าเขาข้ามหลังคารถไป เห็นใบหน้าหล่อจัดยกมุมปากนิดหนึ่ง

“ถ้าอยากได้จริงๆ ก็ขึ้นรถสิ”

เขาพูดเหมือนเอ่ยท้า แล้วก็เปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถ ปิดมันลงอย่างนุ่มนวล รศิยาเห็นว่ามันเป็นท่ากวนโทสะเป็นอันมาก หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าไปมองบนตึก เชื่อว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนอยู่ ส่วนคนที่เดินผ่านก็เดินแบบหันมาดูเป็นระยะ

“อยากได้ก็เอาไปสิ!”

รสิยากล่าวแล้วก็เดินเข้าตึก ขึ้นบันไดไป โดยไม่ยอมมองเขาอีก เมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่สองก็พบกับพราวประดับกำลังวิ่งลงบันไดสวนกับรศิยา

“พี่แพทขา”

เสียงเรียกดังตั้งแต่บันได รศิยาหันไปมองเห็นพราวประดับวิ่งลงไปราวกับพายุ อะไรจะหลงใหลได้ปลื้มกันขนาดนั้น รศิยาคิดแล้วเบ้ปาก จากนั้นก็เดินขึ้นไปจนถึงชั้นสาม อดไม่ได้ที่จะมองลงไปยังพื้นข้างล่าง ร่างสูงยืนพิงรถ ยกมือกอดอก กำลังยิ้มน้อยๆ ฟังพราวประดับพูดอะไรก็ไม่รู้ รศิยาย่นจมูกใส่ เขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นพอดี เห็นสายตาคมเข้มมีประกายขบขัน รศิยารีบเมินสายตา เดินไปยังห้องพัก

“มาแล้ว เรากำลังจะโทรหาพอดี ตัวโอเคหรือเปล่า” ธัศวรางค์เอ่ยทันทีเมื่อเห็นรศิยาโผล่เข้าไปในห้อง

“เราโอเค โทรศัพท์เราไม่ได้อยู่ที่เราหรอก” หญิงสาวเอ่ยบอกเพื่อน

“้อ้าว เกิดอะไรขึ้น ทำหายเหรอ”

“เปล่า แฟงลืมไว้บนรถของนายภัศวัฒน์”

“พี่แพทขับรถมาส่งเหรอ ตายแล้ว รถคันนี้ยังไม่เคยมีสาวคนไหนได้นั่งนะ พี่แพทเขาหวงมาก”

ธัศวรางค์ร้องอุทาน ทำให้รศิยาค้อนให้เพื่อน แทนที่จะห่วงโทรศัพท์ของรศิยา กลับไปทำท่าวี้ดว้ายกระตู้วู้กับการที่นายนั่นให้รศิยานั่งรถหรูของเขา

“ตัวลงไปเอาให้เราหน่อยได้ไหม เขายังอยู่ข้างล่าง คุยกับแฟนเขาอยู่” รศิยาเอ่ยกับธัศวรางค์ ซึ่งก็ทำตาโตอีกครั้ง

“ใคร”

“พราวประดับ” รศิยาตอบ

“อึ๋ย ใช่แฟนที่ไหน พี่แพทเขายังโสด ยัยนี่หลงเขาข้างเดียวต่างหากล่ะ”

ธัศวรางค์แก้ต่างให้คนที่อยู่ข้างล่าง

“ใครสน เราอยากได้โทรศัพท์คืนเท่านั้นแหละ เผื่อพ่อแม่โทรมา ตัวลงไปเอาให้หน่อยเถอะ” รศิยาขอร้องเพื่อน

“ทำไมตัวไม่ลงไปเอาเองล่ะหญิงแฟง ก็นั่งรถมาด้วยกันตั้งนาน แล้วก็อยู่ด้วยกันที่บ้านเขาตั้งหลายชั่วโมงแบบนั้น เราก็คิดว่าจะรู้จักกันแล้วซะอีก” ธัศวรางค์ทำเสียงบ่น

“เราไม่อยากยุ่งกับนายนั่น ไม่อยากเป็นข่าวซุบซิบขึ้นหน้าหนึ่งของเพจ ตัวช่วยหน่อยนะ นะ”

“จ้า เข้าใจแล้ว แต่ตัวนี่ก็แปลกคนนะคุณแฟง มีแต่คนอยากจะเป็นข่าวกับพี่แพททั้งนั้น ทำไมตัวถึงไม่ปลื้มเขา ไอ้เราไม่เข้าใจ๊ จริง จริ๊ง”

ธัศวรางค์เอ่ยแล้วก็เดินออกประตูไปชะโงกดูตรงระเบียงว่ารถของภัศวัฒน์ยังจอดอยู่หรือเปล่า ธัศวรางค์เห็นจอดอยู่ เห็นพราวประดับทำท่ายกมือโบกลา ร่างสูงเดินไปขึ้นรถ ธัศวรางค์จึงรีบโทรเข้าเครื่องของรศิยา

ภัศวัฒน์สะดุ้งเมื่อโทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นและส่งเสียงดัง เขารีบล้วงมันออกมา เห็นชื่อ ธัศ จึงกดรับสาย

“ธัศเองนะ พี่แพทเอาโทรศัพท์แฟงเขาไว้ทำไม ธัศจะลงไปเอาให้เขานะ”

หญิงสาวส่งเสียงใสไปถามคนที่นับถือเหมือนพี่ชาย

“ลงมาเอาสิ เอาเบอร์เขาให้พี่ด้วย แลกกัน”

เสียงห้าวเอ่ย ธัศวรางค์จึงรีบลงไปหาเขา ภัศวัฒน์เลื่อนกระจกลงแล้วยื่นโทรศัพท์ให้ธัศวรางค์

“เกิดอะไรขึ้นคะพี่แพท ทำไมเกิดการยึดโทรศัพท์กันแบบนี้ล่ะ” ธัศวรางค์เอ่ยถามเสียงสงสัย

“ไม่มีอะไร ไหนละเบอร์” ภัศวัฒน์เอ่ย ธัศวรางค์ทำเสียงจิ๊กจั๊กในลำคอทันที

“ฮั่นแน่... ติดใจเด็กเรียนเข้าล่ะสิพี่แพท”

ธัศวรางค์ทำเสียงกระซิบกระซาบแซว ภัศวัฒน์ส่ายหน้า

“ไม่ใช่ พี่สั่งให้อู่รถเขายกรถเพื่อนเราไปดูแล้วนะ ถ้ายังไงจะได้เอาเบอร์ให้อู่รถไป เขาจะได้โทรหาเพื่อนเราได้”

ชายหนุ่มเอ่ยตอบไขความกระจ่าง ธัศวรางค์จึงยิ้มกว้างเข้าใจ รีบกดเบอร์ของรศิยาใส่เข้าไปในโทรศัพท์ของภัศวัฒน์

“ขอบคุณแทนยัยแฟงด้วยนะคะพี่แพท”

“ไม่เป็นไร พี่ไปล่ะ”

ภัศวัฒน์พูดเสร็จก็สตาร์ทรถ เลี้ยวกลับออกไปจากหอพัก ชายหนุ่มนึกถึงท่าทางที่พยายามจะไม่ให้ใครรู้ว่าเจ้าหล่อนมากับเขา...อะไรจะรังเกียจกันขนาดนั้น ไม่เคยเห็นใครทำท่าแบบนี้ใส่เขามาก่อน ภัศวัฒน์จุดยิ้มขบขันคนที่เขาเห็นมานานสามปี ไม่คิดว่าจะดื้อรั้น หัวแข็ง หยิ่งยะโส และตัดสินคนโดยที่ยังไม่รู้จักกันได้อย่างไร้การใคร่ครวญแบบนี้

รุ่งขึ้นเป็นวันสอบปลายภาควันแรก รศิยากับธัศวรางค์ตื่นแต่เช้า วิชาแรกเวลาแปดโมงครึ่ง เมื่อทั้งสองลงมาจากหอพักเจ็ดโมง ทันได้เห็นรถชอปเปอร์ของภัศวัฒน์จอดอยู่ข้างหอใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์

เขาสวมแว่นกันแดด สวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวสะอาดกับกางเกงสแล็คสีดำ รองเท้าขัดจนขึ้นเงา เขามองตรงมา รศิยารีบเมินหน้าทำไม่เห็น ส่วนธัศวรางค์รีบโบกมือทักทาย ทั้งสองขึ้นไปนั่งบนรถเก๋งมินิคูเปอร์คันสีแดงคันน่ารักของธัศวรางค์ เห็นพราวประดับลงบันไดมา เดินยิ้มแฉ่งตรงไปยังภัศวัฒน์

“มอร์นิ่งค่ะพี่แพทขา ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ”

เสียงพราวประดับดังชัดเจนได้ยินไปทั่วบริเวณนั้นราวกับจะป่าวประกาศอะไรบางอย่าง รศิยาปรายตามอง เห็นเขายื่นหมวกกันน็อกสีขาวให้พราวประดับ ไม่ใช่ใบที่รศิยาสวมเมื่อคืนนี้ คงจะมีสำรองเป็นโหลล่ะสิ พราวประดับขึ้นนั่งซ้อนท้าย กระโปรงที่สั้นจู๋แค่ขาอ่อนก็ร่นสูงขึ้นไปอีก เจ้าหล่อนกอดเอวภัศวัฒน์แล้วยิ้มทำหน้ามีความสุขเหลือล้น ธัศวรางค์ขับรถออกไปจากหอ รศิยามองเห็นมอเตอร์ไซของเขาขับตามมาอย่างไม่ยอมแซง คงจะไม่อยากให้ถึงมหาวิทยาลัยเร็วนั่นเอง คงอยากให้พราวประดับนั่งเบียดกระแซะแผ่นหลังอยู่อย่างนั้นไปอีกสักร้อยกิโลเมตรเลยกระมัง!

ความคิดเห็น