facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ จุ๊บๆ : )

บทที่ 2 คนละเส้นทาง

ชื่อตอน : บทที่ 2 คนละเส้นทาง

คำค้น : กรุ่นกลิ่นอราบิก้า, ใต้มนตร์อินทรา, มิสิ้นใยรัก, กรุ่นรักสลักทรวง, กรุ่นกลิ่นสิเน่หา, กรุ่นกลิ่นไอริส, เผือกร้อนอ้อนรัก, เล่ห์ร้ายเพื่อนรัก, สยบรักพยศร้าย, ปราบรักรหัสร้อน, เอลยา, พรานร้ายพ่ายรัก, นิยายโรมานซ์, นิยายอีโรติก, นิยายรักสำหรับผู้ใหญ่, พระเอกมาเฟีย, พระเอกเจ้าพ่อ, พระเอกแบดบอย, Bad Boy

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2562 21:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 คนละเส้นทาง
แบบอักษร

รศิยาขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปยังคุ้มขุนแผนเพราะเมื่อค้นกระเป๋าเป้ ปรากฏว่าหาปากกาไฮไลต์ด้ามที่ซื้อใหม่ไม่เจอ ก็เพิ่งใช้ขีดไฮไลต์เนื้อหาในหนังสือตอนอ่านใต้ต้นไม้ไปหยกๆ รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเหลือเกินที่สะเพร่าเก็บของไม่หมด คงเป็นเพราะมัวแต่คุยเล่นหัวกับธัศวรางค์เพลินไปหน่อย

หญิงสาวขี่รถเข้ามาจอดตรงที่เขาให้จอด แล้วเดินไปยังที่ปูเสื่อนั่งอ่านหนังสือ ตรงจุดนี้ไม่มีใครมานั่ง มันเย็นมากแล้ว ผู้คนไปไหว้พระที่วัดพระมงคลบพิตรซึ่งอยู่ติดกันและนักท่องเที่ยวก็เดินซื้อของฝากกันก่อนกลับบ้าน รศิยาเดินดูจนทั่วก็ไม่เห็นมีอะไรตกอยู่

“หาอะไร”

เสียงห้าวที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ รีบหันขวับไปมอง ร่างสูงสมาร์ตของคนที่รศิยาไม่เคยคิดว่าจะเป็นเขาเดินมาหยุดตรงหน้า ดวงตาสีน้ำทะเลเห็นได้ชัดในระยะใกล้ รศิยาไม่เคยคุยและไม่เคยเห็นเขาในระยะใกล้แบบนี้มาก่อน ใบหน้าขาวทว่าคมเข้มอย่างที่รู้กันว่าหล่อจัด บนศีรษะมีแว่นกันแดดสวมอยู่ เขาสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อหนังสีดำ กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าบู๊ทสั้นสไตล์ไบเกอร์ หญิงสาวแปลกใจที่เขามายืนอยู่ตรงหน้า... ภัศวัฒน์ ปาร์คเกอร์ หรือ พี่แพทของสาวๆ...

“หาปากกาไฮไลต์”

เอ่ยตอบออกไป ยังไม่เข้าใจว่าเขามาทักทำไม คนไม่เคยพูดจาวิสาสะกัน เรียกว่าชีวิตอยู่คนละเส้นทางเลยก็ว่าได้ รศิยาไม่เคยคิดอยากจะรู้จักคนที่แน่ใจว่าชีวิตนี้จะไม่ได้ข้องเกี่ยวกันอยู่แล้ว ไม่ได้หยิ่งแต่เป็นคนที่อยู่กับความจริง

“ที่ขี่รถออกมาตั้งไกลนี่ เพราะมาหาปากกางั้นเหรอ”

เขาเอ่ยถามทำเสียงแปลกใจระคนขบขันเหมือนว่าเป็นอะไรที่โง่และไร้ความคิดสิ้นดี รศิยาขมวดคิ้วกับโทนเสียงของเขา

“ทำไม... เกี่ยวอะไรกับคุณไม่ทราบ”

เอ่ยถามออกไปเสียงขุ่นเพราะไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับเขา มันธุระของรศิยาไม่เกี่ยวกับใครเลยสักนิด

“เปล่า แค่คิดว่าจะสิ้นคิดไปหน่อยไหม ขี่รถออกมาค่ำมืด เสี่ยงๆ เพื่อปากกาด้ามเดียว”

เขาพูดจาตรงและไม่เกรงใจว่าคนฟังจะระคายหูกับคำว่า สิ้นคิด ไม่มีใครพูดว่ารศิยาเป็นคนสิ้นคิดมาก่อนเลยในชีวิต มีแต่คนบอกว่า คิดละเอียดรอบคอบ คิดเยอะ และคิดนาน

“ตั้งหลายบาท เพิ่งซื้อใหม่”

หญิงสาวตอบเสียงห้วน เดินวนรอบต้นไม้ ก้มหน้าหา ทั้งที่รู้ว่าไม่ได้ไปนั่งแถวนั้น แต่เผื่อใครจะเตะมันไปไกลกว่าจุดที่ได้นั่งอยู่เมื่อชั่วโมงก่อน

“กี่บาท เดี๋ยวซื้อให้สิบด้ามเลย”

ภัศวัฒน์พูดเสียงกลั้วขำ กอดอกมองคนที่เดินก้มหน้าหาปากกา ชายหนุ่มไม่คิดว่าคนที่มีลักษณะซีเรียสจริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่างจะมีมุมเหลวใหลไร้ความคิดแบบนี้

“ไม่จำเป็น!”

หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้มไม่สนใจเก็บความไม่พอใจ ไม่ชอบคนที่เป็นกลุ่มแก๊งเป็นทุนอยู่แล้วจึงไม่รู้ว่าจะต้องพูดดีเสแสร้งให้เสียเวลาไปทำไม

รศิยาหันไปมองรอบตัว สถานที่เริ่มเปิดไฟสีเหลืองส้มที่ใช้ส่องเป็นไฮไลต์ให้เหล่าโบราณสถานดูสวยงามดุจมีมนตร์ขลังให้จ้องมองอย่างน่าอัศจรรย์ไม่รู้เบื่อ มองเห็นพระปรางค์เจดีย์วัดพระรามฝั่งตรงกันข้าม เยื้องกับคุ้มขุนแผน ดูสวยงามเกินคำบรรยาย

รศิยาไม่รู้ว่าภัศวัฒน์มายังไง ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ของเขาในบริเวณนี้ ตรงที่จอดที่รศิยาจอดซึ่งอยู่ไม่ไกลก็มองไม่เห็น ถึงแม้ไม่ได้รู้จักกันแต่ใครๆ ก็รู้ว่าภัศวัฒน์ขับฮาร์เลย์เดวิดสันคันเท่ หรือไม่ก็ขับรถเก๋งสปอร์ตสองประตูสีดำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นมอเตอร์ไซค์มากกว่า

รศิยาเดาว่าเป็นเพราะเขาชอบโชว์ออฟ พาสาวๆ ซ้อนหลังขี่ชอปเปอร์โฉบไปโฉบมารอบเกาะเมือง ถึงแม้รศิยาจะไม่ได้อยู่ในแวดวงของเขาและพวกนักศึกษาสาวไฮโซทั้งหลาย แต่ก็ได้ยินตามที่เขาพูดกันนั่นแหละ เรื่องข่าวซุบซิบนั้น ภัศวัฒน์มักเป็นหัวข้อข่าวให้คนพูดถึงอยู่บ่อยๆ

หญิงสาวคิดว่าคงไม่เจอแล้วล่ะ ยอมตัดใจเดินกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ ไม่สนใจหันกลับไปมองร่างสูงว่าเขาจะไปทางไหนต่อ รศิยาขึ้นนั่งแล้วสตาร์ทรถ รถรุ่นสิบปี สตาร์ทเท้าอย่างเดียว รศิยาคิดในทางบวกว่าดีต่อขา ได้ออกกำลังไปในตัว

รศิยาสตาร์ทอยู่สามครั้งมันยังไม่ติด ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับมอเตอร์ไซค์ของพ่อคันนี้ จึงไม่ได้แปลกใจอะไร สตาร์ทไปเรื่อยๆ คิดว่าเดี๋ยวมันก็ติดเองเหมือนที่ผ่านมา

แต๊บ! แต๊บ! แต่บ! ต็อก! ต็อก! ต็อก!

เสียงเหมือนจะติดแต่ก็ไม่ยอมติดเสียที รศิยาชักเริ่มเหนื่อยจึงหยุดพักขาก่อน

“รถเป็นอะไร”

เสียงราบเรียบเอ่ยถามด้านหลัง รศิยาหันมามอง คิดว่าเขาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ไม่คิดว่าจะยังอยู่แถวนี้

“ไม่รู้ มันไม่ติด” เอ่ยบอกเขา แล้วเริ่มสตาร์ทใหม่

ภัศวัฒน์ยืนล้วงกระเป๋าดูคนตัวบางสตาร์ทรถอยู่นานแล้ว ทีแรกว่าจะเดินหนี แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนสตาร์ทอยู่นานรถก็ไม่ยอมติดเสียทีจึงเปลี่ยนใจยืนดูอยู่ห่างๆ ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้

“ลงไป จะสตาร์ทให้”

เขาเอ่ย รศิยายังไม่ยอมหยุด เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะคนคนนี้

“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”

เอ่ยแล้วก็สตาร์ทรถต่อ ภัศวัฒน์ยักไหล่ ล้วงกระเป๋ามองดู รอว่าเจ้าหล่อนจะหมดแรงตอนไหน ไม่คิดว่าคนที่เขาเห็นตลอดเวลาสามปีที่เรียนที่สถาบันเดียวกัน คณะเดียวกันจะดื้อเงียบและรั้นเป็น ท่าทางเป็นเด็กเรียนและไม่สุงสิงกับใครทั้งนั้น น่าจะหัวอ่อนและกลัว แต่เมื่อมาเห็นในระยะใกล้ภัศวัฒน์รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนมีธาตุแข็งแกร่งอยู่ภายใน แต่ยังไงก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเขา

“เหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยก็ลงไป อยากจะอยู่ที่นี่ทั้งคืนหรือไง”

ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากที่ปล่อยให้คนดื้อสตาร์ทรถอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ห้านาที

“ถ้าไม่ติดก็ไปรถตุ๊กตุ๊กได้ ไม่เห็นยากอะไร”

รศิยาหันมาพูดกับเขาเสียงห่างเหิน ไม่รู้ว่าทำไมเขายังอยู่ แม้มันจะค่ำแล้ว แต่บริเวณนี้ก็ยังมีผู้คนเดินประปราย รถราวิ่งผ่านหน้าคุ้มไม่ขาดสาย ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยสักนิด

“ก็ตามใจ”

เขาเอ่ยแล้วยักไหล่อีกครั้ง ร่างสูงเดินหันหลังห่างออกไป รศิยาจึงหันมาสนใจรถอีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาสตาร์ทมันต่อไป มันเคยเป็น บางทีอาจจะเป็นหัวเทียนรถ รศิยาก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

หญิงสาวลงจากมอเตอร์ไซค์เปิดเบาะรถเพื่อเอากระเป๋าเครื่องมือขนาดเล็กที่มีติดอยู่กับรถ จะเอาหัวเทียนออกมาดู รัศยศเคยสอนว่าให้เอากระดาษทรายขัดถูตรงหัวของมันดู

“รถเป็นอะไรครับน้อง”

เสียงผู้ชายเอ่ยทักขึ้นด้านหลัง รศิยาเงยหน้าขึ้นมามองจากท่านั่งยองๆ ข้างรถ กลุ่มผู้ชายสามคนยืนอยู่ รศิยาหันไปมองรอบๆ อย่างระวัง ตรงจุดนั้นไม่มีใครเดินมาใกล้ มีเดินอยู่นอกรั้วคุ้มฯ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้น รศิยาก็ร้องเสียงดังได้ น่าจะมีคนได้ยิน

“สตาร์ทไม่ติดค่ะ”

เอ่ยตอบแล้วลุกขึ้นยืน ถือประแจไว้ในมือแน่น รศิยามองดูใบหน้าที่มีหนวดของพวกนั้น ไม่ใช่นักศึกษา เป็นคนทำงานแล้ว ใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ขาดหัวเข่ารองเท้าแตะ

“ไหนพี่จะช่วยดูให้”

คนที่พูดเมื่อครู่เอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้มาก รศิยารีบถอยหลังกรูด พวกมันอีกสองคนก็เดินมาล้อม

“มีอะไรกันหรือเปล่า”

เสียงห้าวเอ่ยขึ้นด้านหลัง ทำให้พวกมันหันไปมอง คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มแสยะยิ้ม

“เฮ้ย อย่ายุ่งน่า คนเขากำลังคุยกันอยู่”

มันเอ่ย ภัศวัฒน์นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ตอนที่เห็นพวกมันเดินมา เขาเดินกลับมาเมื่อพวกมันหยุดอยู่ที่รศิยากำลังสตาร์ทรถ ภัศวัฒน์ไม่พูดอะไรมาก เขาล้วงโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูป และถ่ายคลิปไว้

“จริงเหรอคุณ รู้จักพวกนี้หรือเปล่า”

ภัศวัฒน์ถามรศิยา หญิงสาวรีบส่ายหน้า พวกมันชักสีหน้าไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ เดินส่ายอาดเข้ามาหาและล้อมเขาไว้ ร่างผู้ชายไทยที่เตี้ยกว่าเขาทั้งสามคน

รศิยาหัวใจเต้นแรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า มันเหมือนคนกำลังจะมีเรื่องกัน

“มึงเสือกอะไร อยากโดนเสียบเรอะวะ ดีเหมือนกัน กูไม่ได้ออกแรงมาหลายวันแล้ว เฮ้ย จัดให้มันหน่อยว่ะพวกเรา”

เสียงไอ้คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพูดเสร็จ สามร่างก็กรูเข้าหาภัศวัศฒ์ ชายหนุ่มระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงก้มหลบหมัดจากไอ้คนแรกแล้วส่งกำปั้นพุ่งเข้าหน้าท้องของไอ้คนที่สอง ภัศวัฒน์หมุนตัวหนีก่อนที่หมัดของไอ้คนที่สามจะถูกร่าง เขายกเท้าตวัดใส่ขามัน

การตะลุมบอนก็เกิดขึ้นอุตลุดตรงหน้าของรศิยา หญิงสาวรีบล้วงโทรศัพท์มาเพื่อโทรหาตำรวจ หัวใจเต้นแรง เห็นมวยหมู่สามรุมหนึ่งต่อหน้าต่อตาอย่างไม่เคยเห็นระยะใกล้และมันเกี่ยวข้องกับรศิยามาก่อน

ร่างสูงกว่ามาตรฐานชายไทยของภัศวัฒน์เคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่เขาก็โดนไปหลายหมัดเพราะอัตรากำลังสามรุมหนึ่งนั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เจอหมัดและเท้าเสียเลย ส่วนพวกมันก็สะบักสะบอมอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะโดนคนคนเดียวจัดให้ได้มากขนาดนั้น

“ตำรวจมา!”

รศิยาร้องตะโกน ทำให้พวกที่กำลังต่อยกันอยู่หยุดชะงัก เสียงไซเรนของตำรวจดังใกล้เข้ามา

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึงไอ้หรั่ง! กูจำมึงได้ มึงเจอพวกกูอีกแน่”

ไอ้หัวหน้ามันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแค้น เลือดไหลกบปากมันไม่หยุด พวกมันรีบพากันวิ่งหนีหายไปด้านหลังที่มืดสลัว ภัศวัฒน์ใช้หลังมือเช็ดมุมปาก รศิยายืนถือประแจแน่น ไม่รู้จะทำยังไง

“จะยืนอยู่อีกนานไหม”

เขาเอ่ยแล้วก็เดินมาคว้าแขนรศิยาพาเดินลิ่วไปที่รถชอปเปอร์ของเขาซึ่งจอดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่

“จะไปไหน กุญแจรถฉัน”

รศิยาเอ่ยเสียงตระหนก ภัศวัฒน์ไม่พูดอะไร รีบก้าวยาวกลับไปล็อกรถให้รศิยาแล้วดึงกุญแจมาส่งให้ เขาขึ้นนั่งควบมอเตอร์ไซค์คันใหญ่หยิบหมวกกันน็อกสีดำมาใส่ทันที

“ขึ้นมาสิ”

เอ่ยสั่งเมื่อรศิยายังคงยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ร่างสูงลงจากรถอีกครั้ง ไม่พูดอะไรมาก มือใหญ่ยกร่างบางของรศิยาให้ขึ้นนั่งบนเบาะ จากนั้นเขารีบขึ้นควบมอเตอร์ไซด์ สตาร์ทเครื่องและขี่พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว รศิยาไถลไปชนแผ่นหลังของเขาเข้าอย่างแรง คางชนปึ่กไปกับไหล่หนา เขาขับเข้าโค้งอย่างเร็วไม่ยอมแตะเบรก รศิยารีบกอดเอวเขาไว้แน่นโดยอัตโนมัติตามสัญชาตญาณ ไม่เคยซ้อนท้ายรถชอปเปอร์มาก่อนไม่รู้ว่าต้องจับที่ไหน เบาะรถของเขาก็มีที่นั่งนิดเดียวแถมมีกระเปาะอะไรอยู่ตรงท้ายอีกด้วย

“หมวกอยู่ในกระเป๋าข้างหลัง ใส่ซะ”

เสียงห้าวหันมาบอก รศิยาก็รีบทำตาม กว่าจะเปิดและกว่าจะหยิบหมวกกันน็อกมาใส่ได้ก็ทุลักทุเลเต็มที

เมื่อใส่เรียบร้อยแล้วก็มองไปรอบตัว รถขับออกนอกเมือง ไม่ได้ไปยังหอพักของรศิยา

“ไปไหน”

หญิงสาวเอ่ยถามคนขับเสียงตกใจ เขาขับเร็ว แต่คิดว่าคงไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เพราะคงไม่เสี่ยงให้ตำรวจตามแน่ ไม่น่าจะโง่ขนาดนั้น

“บ้าน” เสียงห้าวตอบ จากนั้นก็เพิ่มอัตราเร็วเมื่อรถขับสู่ถนนนอกเกาะเมือง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว