facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ จุ๊บๆ : )

บทที่ 1 วันวานแห่งวัยฝัน

ชื่อตอน : บทที่ 1 วันวานแห่งวัยฝัน

คำค้น : กรุ่นกลิ่นอราบิก้า, ใต้มนตร์อินทรา, มิสิ้นใยรัก, กรุ่นรักสลักทรวง, กรุ่นกลิ่นสิเน่หา, กรุ่นกลิ่นไอริส, เผือกร้อนอ้อนรัก, เล่ห์ร้ายเพื่อนรัก, สยบรักพยศร้าย, ปราบรักรหัสร้อน, เอลยา, พรานร้ายพ่ายรัก, นิยายโรมานซ์, นิยายอีโรติก, นิยายรักสำหรับผู้ใหญ่, พระเอกมาเฟีย, พระเอกเจ้าพ่อ, พระเอกแบดบอย, Bad Boy

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2562 22:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 วันวานแห่งวัยฝัน
แบบอักษร

“ข้าวโพดต้มมั้ยจ๊ะหนู”

เสียงแม่ค้าหาบเร่ร้องถามดังขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่อย่างมีสมาธิ หญิงสาวยิ้มให้นางอย่างมีมนุษยสัมพันธ์ดี

“ยังไม่เอาค่ะป้า” 

เอ่ยตอบอย่างสุภาพ แม่ค้าพยักหน้าเข้าใจและยิ้มให้แล้วก็เดินผ่านไปเร่ขายให้กับคนที่นั่งเล่นในสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อย ยามเย็นแสงแดดยังคงส่องสว่าง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า คุ้มขุนแผน

รศิยาวางหนังสือลงบนเสื่อ มีหมอนเล็กใบหนึ่ง ปีสี่แล้วสินะ อีกไม่นานจะเรียนจบเสียที อยากกลับบ้านเต็มทน เวลานี้ที่บ้าน พ่อกับแม่ได้ปลูกกาแฟได้สี่ปีแล้ว เท่ากับอายุการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเธอ รศิยาเห็นข้าวโพดก็ทำให้นึกถึงสมัยเป็นเด็ก

แดดร้อนระอุสาดแสงแรงกล้าอาบผิวดิน ร่างเล็กของเด็กชายและเด็กหญิงกำลังเดินตามร่องหลุมที่ถูกกระทุ้งด้วยเหล็กแหลมเพื่อหยอดเมล็ดข้าวโพดในไร่เชิงเขา ในมือถือถังพลาสติกเก่าที่เก็บไว้จากการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน

“เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านจ๊ะแม่”

เด็กหญิงวัยสิบปีเอ่ยถาม มองดูพี่ชายวัยสิบสองปีที่ทำหน้าขมวดเงยขึ้นมองตะวัน ใบหน้าพี่ขะมุกขะมอม แม่เงยหน้ามาจากแถวข้าวโพดอีกแถวแล้วยิ้มให้

“ก็... กลับตอนที่เม็ดข้าวโพดหมดก็แล้วกันนะลูก”

แม่ตอบ มองลูกด้วยสายตาสงสารแต่ก็แข็งใจก้มหน้าไปหยอดเมล็ดพันธุ์ต่อ ต้องปลูกให้ทันฝน รศิยาจำได้ว่าพี่ชายตัวดำจอมหัวใสของเธอได้ยินก็รีบกำเมล็ดข้าวโพดใส่หลุมทีละกำใหญ่ เพื่อที่จะให้มันหมดไวๆ นั่นเป็นเรื่องเล่าประจำครอบครัวที่พูดถึงทีไรก็ทำให้ต้องยิ้มหัวเราะกันเสียทุกทีไป

สมัยนั้น ที่ดินตีนเขาผืนนี้ปลูกพืชได้ไม่กี่ชนิดเพราะดินมันแห้งแข็งมาก อยู่ไกลจากบ้านประมาณสองกิโลเมตร ต้องเดินตามทางดินแข็งที่ชาวบ้านใช้เทียวมานานหลายชั่วอายุคน สองข้างทางเป็นไร่นาและป่าโปร่ง

รศิยาจำได้ว่าชอบเดินเล่นยามเย็นกับพี่และผองเพื่อน เพราะมันมีผลไม้ป่าชนิดหนึ่งขึ้นเต็มสองข้างทาง เป็นพุ่มมีหนาม ลูกเล็กถ้าสุกจัดจะมีสีดำ หวานอร่อยมาก แต่รศิยาไม่รู้ชื่อจริงของมันจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ คิดว่าเวลานี้คงจะไม่เหลือแล้ว

เมื่อหลายปีก่อน ทางหน่วยงานภาครัฐได้มีการให้ประชาชนท้องถิ่นนั้นทดลองปลูกกาแฟ เพื่อจะส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต ทางดินที่เคยใช้ก็ได้ถูกแทนที่ด้วยถนนคอนกรีตเข้าไปถึงไร่กาแฟของครอบครัวรศิยา เห็นว่าดินในแถบนี้เป็นดินภูเขาไฟ สามารถปลูกกาแฟพันธุ์ดีได้ มีเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรเข้าไปให้ความรู้ บวกความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้มีการปรับปรุงดินจนสามารถปลูกพืชผลได้ดี ผืนดินที่เคยแห้งแข็งของพ่อกับแม่จึงกลับมามีความสมบูรณ์ สามารถปลูกกาแฟตามคำแนะนำได้

“เฮ้ย เหม่อเชียว คิดถึงใครอยู่จ๊ะหญิงแฟง” 

เสียงสดใสทักดังขึ้น ทำให้รศิยาหันไปมอง ร่างเพรียวของธัศวรางค์ เพื่อนรักเดินถือแก้วกาแฟเย็นมาสองแก้ว ยื่นให้รศิยาแก้วหนึ่ง

“ตัวหายไปไหนมาตั้งนาน” 

รศิยาเอ่ยถามพลางดูดกาแฟเย็นรสหวานเจี๊ยบแก้กระหาย

“อ้าว ฟังถามเข้า ก็ไปซื้อกาแฟอร่อยๆ ให้คุณแฟงไงคะ พอดีไปเจอพวกพี่แพทน่ะ เลยอยู่คุยแป๊บหนึ่ง” 

ธัศวรางค์ตอบ หย่อนตัวลงนั่งหันหลังพิงกับหลังของรศิยา เอื้อมมือไปหยิบหนังสือนิยายที่ตัวเองวางทิ้งไว้ขึ้นมาอ่านต่อ

“มาอ่านหนังสือสอบนะ ไม่ใช่อ่านนิยาย” 

รศิยาเอ่ยเตือนเพื่อน พรุ่งนี้เป็นการสอบปลายภาควันแรก รศิยาเรียนคณะมนุษยศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษที่สถาบันแห่งนี้ เช่นเดียวกับธัศวรางค์

“เอาน่า เราแบ่งสมองได้ รับรองสอบผ่าน พ่อบอกเอาแค่จบก็พอ” ธัศวรางค์ตอบเสียงเริงร่า อย่างคนที่ไม่ซีเรียสกับชีวิต ก็เพราะเธอเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัวที่มีอันจะกินในจังหวัดนี้ จึงไม่มีความกดดันอะไร

“การที่จะสอบให้ผ่านมันก็ต้องอ่านหนังสือบ้างนะไม่ใช่ไม่แตะเลยแบบนี้ อีกอย่าง อย่าไปยุ่งกับพวกคนไม่ดีให้มากนัก” 

รศิยาเอ่ยเตือนเพื่อน

“ใคร พี่แพทน่ะเหรอ”

“พวกแก๊งอะไรนั่นแหละ” รศิยาตอบ

“ฮั่นแน่ ไหนว่าไม่สนใจไงจ๊ะ เออ พี่แพทยังถามด้วยว่าธัศมากับใคร แหม ก็รู้อยู่แล้วว่าเราต้องมากับแฟง แต่ก็ยังถาม อิอิ” 

ธัศวรางค์หัวเราะทำเสียงมีเลศนัย รศิยาไม่สนใจ ก้มอ่านหนังสือต่อ

ภัศวัฒน์ ปาร์คเกอร์ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ วัย 24 ปี อายุเท่ากับรัศยศ พี่ชายของรศิยาซึ่งเรียนจบแล้ว แต่ภัศวัฒน์ยังคงอยู่ปีสี่ เขาเป็นหนุ่มไฮโซสุดป๊อปปูล่าในมหาวิทยาลัย เรียนบริหารธุรกิจ เขามีกลุ่มแก๊งที่มักรวมตัวกันนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนข้างตึกเรียน พวกนักศึกษาสาวที่เรียบร้อยจะไม่ค่อยกล้าเดินผ่าน ถ้าเดินจะต้องเป็นกลุ่ม แต่ก็มีสาวๆ ใจกล้าหลายคน ที่ต้องการเป็นจุดสนใจ ก็มักจะมาเดินผ่านแถวนั้นบ่อยๆ แม้ไม่ได้เรียนคณะนี้ก็ตาม

รศิยาไม่ได้สนใจอะไรกับคนพวกนี้ หญิงสาวตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว รศิยาคิดว่าพวกที่ชอบตั้งกลุ่มแก๊งนี้เป็นพวกไร้สาระและส่วนใหญ่มักจะก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นด้วย วันก่อนได้ข่าวว่าแก๊งของภัศวัฒน์มีเรื่องกับพวกแก๊งอื่นในดิสโกเธคแห่งหนึ่ง

ธัศวรางค์เคยเล่าให้ฟังว่า เขาเกิดและโตที่อังกฤษ เพิ่งถูกเรียกตัวให้กลับเมืองไทยตอนอยู่มัธยมปลายเพราะมีเรื่องร้ายแรง แม่ของเขาถึงกับเรียกตัวกลับมาอยู่ในสายตา

ทีแรกเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนค่าเทอมแพงหูฉี่ที่ในกรุงเทพฯ ตามประสาลูกคนมีเงิน แต่ต่อมาก็ได้ย้ายมาเรียนที่นี่ตอนอยู่ปีสอง เห็นว่ามีเรื่องจนต้องออก ฟังจากประวัติแล้ว ภัศวัฒน์คนนี้น่าจะเป็นลูกคนมีเงินที่ทำตัวเสเพลเกเรเกตุงและไม่เอาถ่านเอาแก๊ซอะไรประมาณนั้น

“ไม่ได้สนใจ แต่ใครๆ ที่ไม่ได้หูหนวกตาบอดจนเกินไปนัก ก็ต้องได้ยินเรื่องราววีรกรรมของแก๊งนี้ดี ทำไมธัศต้องไปสุงสิงกะเขาด้วย”

“ไม่ได้สุงสิง แต่ครอบครัวเรารู้จักกัน เขาถือเป็นพี่ก็เท่านั้นเอง จริงๆ พี่แพทเขาก็นิสัยโอเคนะ แฟงต้องคุยกับเขาถึงจะรู้ว่าเขาเป็นยังไง” 

ธัศวรางค์พูด รศิยาส่ายหัวจนผมหางม้าแกว่งไสว

“ไม่ล่ะ ขอบคุณ แฟงขออยู่เงียบๆ ในมุมสงบอย่างนี้จนกว่าจะเรียนจบดีกว่า เราไม่ใช่คนในแวดวงสังคมเดียวกัน คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก แฟงไม่ชอบเสียเวลากับปริมาณคนในชีวิต เน้นคุณภาพมากกว่า”

รศิยาเอ่ย นึกถึงสังคมบ้านนอกที่จังหวัดภาคเหนือ หมู่บ้านใกล้ป่าเขา มีต้นไม้สีเขียวชะอุ่ม รศิยาคิดถึงครอบครัวอย่างที่สุด การได้มาศึกษาเล่าเรียนอยู่ไกลบ้าน ต้องนั่งรถไฟตั้งหลายชั่วโมงแบบนี้ ทำให้ตระหนักรู้ซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งที่เคยคุ้น หมู่บ้านที่เคยรู้สึกเบื่อมัน แต่เวลานี้ได้มาอยู่เมืองที่ใกล้กรุงเทพฯ มาก รถราเยอะแยะมากมาย มีความเจริญทุกทาง แต่รศิยาไม่ชอบเลย นี่แหละที่เขาว่า บางครั้งนั้นคนเราจะต้องสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ไปก่อน จึงจะตระหนักรู้คุณค่าของมัน

รศิยารู้แล้วว่าตัวเองโชคดีมาตลอดชีวิตเรื่องสิ่งแวดล้อม แม้ว่าฐานะไม่ร่ำรวยอะไร แต่ครอบครัวของเธออบอุ่น มีครบพ่อแม่และลูกๆ พี่ชายตัวดำของรศิยา เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ได้สองปีแล้ว รัศยศ เป็นพี่ชายที่น่ารักนิสัยดี คนที่เคยตัวผอม เวลานี้กลายเป็นชายหนุ่มร่างสูง หน้าคมสัน ผิวคล้ำ สิ่งที่ขาวบนใบหน้า นอกจากตาขาวแล้วก็เห็นจะเป็นฟันที่ขาวตัดกับสีผิวนั่นแหละ รศิยาคุยกับพี่ชายทางโทรศัพท์เสมอ รวมถึงโทรหาพ่อกับแม่ไม่เคยขาด

พ่อกับแม่ยังคงแข็งแรง ไร่กาแฟประมาณสิบไร่ทำให้ท่านทั้งสองค่อนข้างยุ่ง พ่อกับแม่ของรศิยาอายุสี่สิบแปดปีเท่ากัน เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน เรื่องราวความรักของท่านนั้นรศิยาได้ฟังท่านเล่ายามอารมณ์ดี ก็รู้สึกว่ามันโรแมนติกไม่น้อย โดยเฉพาะเวลามาฟังตอนที่โตเป็นสาวแล้วแบบนี้ รศิยามักชอบนอนหนุนตักแม่ที่ชานเรือนแล้วอ้อนให้ท่านเล่าให้ฟังถึงพ่อตอนที่โตมาด้วยกัน แม่ก็จะถือโอกาสนินทาพ่อได้อย่างสบายใจ หญิงสาวยิ้มออกมากับภาพแห่งความสุขนั้น

“ฮั่นแน่ คิดถึงพี่แพทล่ะสิ” 

เสียงแซวจากคนที่นั่งพิงหลังรศิยาดังขึ้น ใบหน้าใสแววตาทะเล้นหันมายักคิ้วแผล็บให้ ร่างเพรียวขยับมานั่งจ้องหน้า

ธัศวรางค์ยิ้มขำปนเอ็นดูให้กับเพื่อนสนิทที่คงแก่เรียน รศิยา รัตนพฤกษ์ หญิงสาวร่างบางระหง ผิวเหลืองนวลละเอียดอย่างผิวคนทางเหนือ ใบหน้าเรียวใสที่สวยน่ารักและมองไม่เบื่อ ผมยาวดำขลับ เจ้าตัวชอบมัดครึ่งหัวหรือไม่ก็ใส่ที่คาดผม แต่ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ก็จะรวบเป็นหางม้า

“บ้าแล้ว คนไม่รู้จักกันทำไมจะต้องคิดถึงด้วย โดยเฉพาะคนนิสัยไม่ดี” 

รศิยาเอ่ย ที่ว่าเขานิสัยไม่ดีนั้น ไม่ใช่ว่าจะกล่าวหาเฉยๆ แต่เพราะมีเหตุการณ์สนับสนุน

เมื่อฤดูฝนปีก่อน เขาขับรถชอปเปอร์คันเท่วิ่งผ่านหน้า โดยไม่ยอมชะลอ ทำให้น้ำที่ขังในแอ่งกระเซ็นมาโดนรศิยาที่ยืนรอจะข้ามถนนเส้นเล็กข้างหอพักอยู่ เขาเลี้ยวรถกลับมาดู

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

เขาถาม ใบหน้าลูกครึ่งที่สาวๆ หลงใหลได้ปลื้มมีแว่นกันแดดสวมอยู่ รศิยาก้มมองดูกระโปรงนักศึกษาที่ถูกน้ำโคลน ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่เดินหนี เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ขอรู้จักกับคนที่เป็นพวกกลุ่มแก๊งอย่างเด็ดขาด

ต่อมาก็บังเอิญเจอกลุ่มของเขาที่ตลาดโต้รุ่ง เขามีเรื่องกับพวกต่างสถาบัน เขาชกผู้ชายคนหนึ่ง เซถลามาชนรศิยาซึ่งเดินผ่านมาพอดีจนร่างเซล้มตะครุบกบข้างทาง รศิยารีบลุกแล้ววิ่งหนีแทบไม่ทัน พวกนั้นก็วิ่งแตกกระจายเมื่อตำรวจมาถึง

“พี่แพทเขาเก่งอังกฤษ เขายังบอกว่าถ้าอยากให้ติวให้เขาก็ยินดี หมายถึงแฟงน่ะ แต่แฟงเก่งอยู่แล้วนี่นะ ถ้าเป็นยัยพราวและสาวๆ คนอื่นล่ะคงจะเนื้อเต้นแน่ถ้าถูกชวนแบบนี้”

“ชวนเราทำไม คนไม่เคยพูดคุยกัน แฟงขอร้องอย่างได้ไหม อย่าเอาเรื่องของแฟงไปคุยให้ใครฟัง” 

รศิยาเอ่ยกับธัศวรางค์ ซึ่งก็ทำย่นจมูกให้

“ไม่ได้คุยอะไรนะคุณแฟง ก็แค่มีคนถาม เราก็ตอบแค่นั้นเอง”

ธัศวรางค์เอ่ยแก้ต่างให้ตนเอง

“เรื่องของใครก็ของคนนั้น เราจะเรียนให้จบแล้วกลับไปอยู่บ้าน เราไม่สนอะไรนอกเหนือจากนั้น” 

รศิยาพูดเสียงหนักแน่นจริงจัง

“จ้า แม่คุณ ใครไปห้าม บ่นเป็นคนแก่ไปได้”

ธัศวรางค์เหน็บเพื่อนรัก

“ธัศก็เหมือนกัน พ่อแม่ส่งมาเรียนก็ควรจะตั้งใจเรียนหน่อย เห็นคนที่เขาไม่มีโอกาสได้เรียนไหม ธัศโชคดีกว่าใครๆ พวกนั้น” 

ถือโอกาสสั่งสอนคนไม่สนใจอ่านหนังสือเรียน แต่ก็สอบผ่านแบบหวุดหวิดมาโดยตลอด

“เฮ้ย ไรฟะ หนีแม่ที่บ้านมา ยังจะมาเจอแม่แก่ทางนี้อีก อย่าบ่นเว้ย อ่านนิยายกำลังฟิน พระเอกกำลังง้อนางเอกอยู่ อย่าเพิ่งทำให้มู้ดเรากระเจิงน่าคุณแฟง”

ธัศวรางค์เอ่ย ดึงหมอนใบเล็กจากตักของรศิยาไปวางบนเสื่อแล้วล้มนอนหงาย อ่านนิยายอย่างไม่ใส่ใจใครอีกต่อไป

ทั้งสองอ่านหนังสือจนกระทั่งตะวันคล้อย วันอาทิตย์กำลังจะสิ้นสุดลง ชีวิตนักศึกษาที่รศิยารู้สึกแสนเบื่อหน่าย แต่ก็ทนเอา ทำไงได้ มันเป็นค่านิยมของสังคมว่าเด็กจะต้องเรียนให้สูงๆ เข้าไว้ ทั้งที่ก็เห็นว่าจบมาตกงานเตะฝุ่นกันไม่รู้กี่แสนคนในแต่ละปี

โชคดีที่เรียนภาษา ถือว่าเป็นประโยชน์และเอาไปต่อยอดได้ รศิยาใฝ่ฝันว่า หลังเรียนจบจะไปช่วยพ่อกับแม่สานต่องานไร่กาแฟ สักวันจะมีกาแฟจาก ไร่รศิยา ออกสู่ตลาดทั่วประเทศและทั่วโลก ใครกันนะบอกไว้ว่า ถ้าจะฝันทั้งที ก็ให้ฝันใหญ่เอาไว้ก่อน รศิยารอวันนั้น วันที่จะได้เรียนจบไปอยู่บ้านกับพ่อแม่และพี่ชาย ซึ่งก็อีกไม่นานเลย มาถึงโค้งสุดท้ายแล้วล่ะตอนนี้

เวลาห้าโมงเย็น ธัศวรางค์เป็นคนขับมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟสีน้ำเงินคันเก่าอายุสิบปีของรศิยาซึ่งหญิงสาวขอพ่อเอามาใช้ มันยังสตาร์ทแล้วติดอยู่ ถือว่าโอเค ธัศวรางค์ขับรถเก๋งมาจอดไว้ที่หอพักแห่งนี้ แล้วไปมอเตอร์ไซค์กับรศิยา เพราะรศิยาไม่ชอบนั่งรถเก๋งของเธอ

ตรงถนนคอนกรีตข้างหอพักซึ่งเป็นตึกสามชั้น รถชอปเปอร์วิ่งมาจอดใต้ต้นราชพฤษ์ออกดอกสีเหลืองและต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่มีดอกสีชมพูบานสะพรั่งต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง

ภัศวัฒน์มองไปยังที่จอดรถหน้าหอพัก เห็นนักศึกษาสาวสองคนกำลังเดินสะพายเป้คนละใบตรงไปยังบันไดขึ้นตึก

“ขอบคุณนะคะพี่แพทที่มาส่งพราว” 

พราวประดับเอ่ยเสียงหวาน จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของร่างสูงที่สวมแว่นกันแดดได้อย่างสุดเท่

“ยินดีครับ” 

เสียงห้าวเอ่ย พราวประดับหันไปมองรอบๆ เห็นว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของนักศึกษาแถวนั้น รู้สึกปลื้มและดีใจที่ได้เป็นผู้หญิงที่ภัศวัฒน์ชวนนั่งซ้อนท้ายชอปเปอร์ของเขาขี่ไปรอบเกาะเมืองในบ่ายวันอาทิตย์แบบนี้

ภัศวัฒน์เงยหน้าไปมองตึก ตรงระเบียงชั้นสาม นักศึกษาสาวสองคนนั้นเดินไปตามระเบียง คนหนึ่งมองเห็นเขาก็รีบโบกมือทักทายหย็อยๆ ภัศวัฒน์ยกมือขึ้นโบกตอบนิดหนึ่ง อีกคนก็หันมามอง สบสายตากันในระยะไกล เห็นว่าใบหน้าเรียวนั้นเมินหนีทันทีอย่างไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย

“วันมะรืนพราวมีสอบภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยเข้าใจเลยค่ะพี่แพท” 

พราวประดับเอ่ย พราวประดับเป็นสาวสวยประจำคณะ เรียนอยู่ห้องเดียวกับธัศวรางค์และอีกคนที่เป็นเพื่อนสนิท ภัศวัฒน์ได้ยินก็เพียงแค่ยิ้ม

“ไม่ต้องซีเรียสหรอก ก็แค่สอบ มันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต” 

เขาเอ่ย พราวประดับหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่งเพราะความผิดหวังที่เขาไม่ได้เสนอตัวจะติวให้ ใครๆ ก็รู้ว่าภัศวัฒน์เก่งภาษาเพราะเขามีเลือดผสม เกิดและโตที่อังกฤษ แต่ตั้งแต่มาเรียนที่นี่เขายังไม่เคยได้ชื่อว่ามีแฟนเป็นตัวเป็นตน แน่นอนว่าเขาควงผู้หญิงเที่ยวบ่อย หลายครั้งก็เป็นผู้หญิงจากกรุงเทพฯ แต่ยังไม่เคยมีใครได้ครอบครองตำแหน่ง คนข้างกาย ของผู้ชายคนนี้

“พรุ่งนี้พราวมีสอบเช้าเก้าโมง รถก็ดันมาเสียอีก พี่แพทมารับพราวได้มั้ยคะ” 

หาโอกาสให้ตัวเองต่อไป ภัศวัฒน์เงยหน้ามองไปยังระเบียงชั้นสามอีกครั้ง แต่ไม่เห็นเงาใครอยู่ตรงนั้นอีก

“ได้สิ กี่โมงดี” เขาเอ่ยง่ายๆ ทำให้พราวประดับตาวาวด้วยความตื่นเต้น

“อืม แปดโมงดีมั้ยคะ เราจะได้ทานข้าวเช้าด้วยกันก่อนเข้าสอบ” พราวประดับเอ่ย

“โอเค” เสียงห้าวตอบรับ พราวประดับยิ้มหวานให้เขาทันที

“อุ๊ย ถอดหมวกไม่ได้ค่ะพี่แพท” 

พราวประดับพูดพร้อมกับพยายามปลดหมวกกันน็อกออกจากศีรษะ

“ขยับมาสิ” 

เขาเอ่ย พราวประดับก็ไม่รอช้า รีบขยับไปยืนใกล้ร่างสูงที่นั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์คันเท่อยู่ เขาเอื้อมมาปลดหมวกกันน็อกออกให้

“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคะพี่แพท บ๊าย บายค่ะ”

พราวประดับพูดแล้วยกมือทำท่าโบกแบบเก๋ๆ ให้ ภัศวัฒน์ยิ้มเล็กน้อย พยักหน้านิดหนึ่ง เอาหมวกใส่ไปในกระเป๋าที่อยู่ท้ายรถ ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่อง เงยหน้าไปมองระเบียงชั้นสาม ร่างบางระหงเดินเร็วๆ อยู่ตรงนั้น ต่อมาก็เห็นลงมาตามบันได โผล่ที่ชั้นสอง และต่อมาก็ลงมาโผล่ที่ชั้นหนึ่ง เจ้าหล่อนเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์ จูงมันออกมาจากที่จอดแล้วก็สตาร์ทเครื่องขี่ออกไป ภัศวัฒน์นึกสนุกจึงขับตามไป อยากจะรู้ว่าคนหยิ่งกำลังจะไปไหน ทำไมถึงทำท่าเร่งรีบ หน้าตาตื่นขนาดนั้น

ความคิดเห็น