ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.8k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2562 20:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4
แบบอักษร

** **

ตอนที่ 4

ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์โดยที่ทุกอย่างยังคงสงบเงียบ พวกของถังจงหายไปไม่ได้ส่งผู้ใดมาอีกตลอดหนึ่งสัปดาห์ ไม่ทราบเป็นความเงียบก่อนจะเกิดพายุหรือไม่ หรือไม่ยามนี้ถังจงคงมีของเล่นชิ้นใหม่อยู่จึงยังไม่ได้เร่งรัดอันใด จะอย่างไรหวังมู่เฟยเพิ่งจะอายุสิบหกปีเท่านั้น ศพของพวกมันทั้งสามก็ไม่มีผู้ใดไปพบ หรือเขาจะซ่อนไว้ดีเกินไป แต่ก็ถือว่าดีแล้ว เขายังไม่อยากฆ่าคนมากมายจนต้องย้ายหมู่บ้านตอนนี้นัก เงินเก็บก็ยังไม่มี ข้าวสารจะกินก็ไม่มีกักตุน

หวังจือเลื่อนระดับจากเลี่ยนชีระดับสองเป็นเลี่ยนชีระดับสามและเกือบจะไปที่ระดับที่สี่แล้ว หวังเหมยและหวังหยุนก็เช่นกัน พวกเขาทั้งสองตอนนี้อยู่ในขั้นเลี่ยนชีระดับหนึ่งกันแล้ว พรสวรรค์ของหวังจือในการฝึกปราณนั้นถือว่าไม่เลว อนาคตคงเป็นกำลังหลักของครอบครัวไม่ต่างจากหวังมู่เฟย

ซึ่งเขาเองอีกไม่นานก็จะเลื่อนระดับเป็นจู้จีขั้นที่สามแล้ว แต่ไม่ทราบทำไมจึงติดขัดนัก เหมือนมีบางสิ่งดูดกลืนลมปราณบางส่วนของเขาไปอยู่บ่อยๆ ซึ่งในตำราสมุนไพรและการหลอมโอสถของตระกูลหวังเขายังไม่ได้อ่านถึงขั้นนั้นเสียด้วย เพียงแค่จดจำสมุนไพรมากมายให้ได้โดยไม่ผิดพลาดก็เต็มกลืนแล้ว

ต้นชาและสมุนไพรในมิติของหวังมู่เฟยก็โตวันโตคืน พวกที่ปลูกครั้งแรกอายุได้ปีกว่าแล้ว และสมุนไพรยิ่งปีมากยิ่งมีค่า สมุนไพรและชาเหล่านั้นไม่ธรรมดาสามัญเนื่องจากพวกมันได้รับอิทธิพลจากธาราสวรรค์ซึ่งผสมน้ำธรรมดาคอยรดอยู่ทุกวัน ยิ่งโตยิ่งเปล่งประกายหอมหวนพร้อมแผ่ปราณออกมาน้อยๆ พวกมันกลับกลายเป็นสมุนไพรปราณและชาปราณไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในโลกใบเล็กเป็นสิ่งที่หายากมาก

วันนี้หวังมู่เฟยเดินทางขึ้นเขามาคนเดียวเพราะเขาจะเดินทางเข้าไปลึกกว่าปกติ วางแผนเอาไว้ว่าจะสำรวจพื้นที่ใหม่ๆและน่าจะพบของดีบ้างเนื่องจากชาวบ้านไม่กล้าเข้ามาลึกถึงเพียงนั้น มีเพียงพรานป่าไม่กี่คนที่กล้าเข้ามา ซึ่งพ่อของหวังมู่เฟยเองก็เสียชีวิตอยู่ที่นั่นจากการโจมตีของสัตว์วิญญาณ

สัตว์วิญญาณในสามพันโลกนั้นแบ่งออกเป็นก้าระดับระดับ โดยโลกใบเล็กจะมีสัตว์วิญญาณอยู่เพียงสองระดับแรกเท่านั้นคือระดับหนึ่งและระดับสอง ระดับหนึ่งเมื่อโตเต็มวัยจะเทียบเท่าผู้คนที่ฝึกฝนลมปราณขั้นเลี่ยนชีระดับที่หกเลยทีเดียว ยามเป็นทารกค่อยๆเติบใหญ่ความแข็งแกร่งของพวกมันจะค่อยๆเพิ่มขึ้น และยามแก่ตัวลงความแข็งแกร่งของพวกมันก็จะค่อยๆลดน้อยถอยลงเช่นกัน ส่วนสัตว์วิญญาณระดับสองเมื่อโตเต็มไวจะมีระดับลมปราณเทียบเท่าเลี่ยนชีขั้นที่สิบเลยทีเดียว พวกมันคือฝันร้ายในโลกใบเล็กเลยก็ว่าได้ แม้แต่สัตว์วิญญาณระดับหนึ่งชาวบ้านธรรมดาก็ไม่สามารถรับมือกับพวกมันได้แล้ว เจ้าเมืองเมืองเล็กๆใกล้ๆกับหมู่บ้านของพวกเขาเป็นเพียงขั้นเลี่ยนชีระดับที่ห้าเท่านั้นเอง

แต่สัตว์วิญญาณก็ใช่ว่าจะพบเจอได้ง่ายดาย พวกมันมักจะอยู่ในป่าและบนภูเขารกทึบเสียมากกว่าเพื่อเฝ้ากินสมุนไพรล้ำค่าเป็นอาหารและฝึกปรือพลัง หวังมู่เฟยจะยังไม่กล่าวถึงสัตว์วิญญาณระดับสามถึงระดับเก้าเนื่องจากตอนนี้มันไกลตัวเกินไป

หวังมู่เฟยมุ่งหน้าเข้าไปในภูเขาอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด หมู่บ้านเล็กๆใกล้กับเมืองเล็กๆน่าจะมีเพียงสัตว์วิญญาณระดับหนึ่งเท่านั้นซึ่งเขานับว่าไม่อันตรายอันใด แต่ก็ไม่ประมาทนำหวังหยุนน้อยมาด้วย ยิ่งเข้าไปในภูเขาลึกเท่าใดบรรยากาศโดยรอบก็มีพลังปราณเพิ่มมากขึ้นไม่น้อยเลย เหมาะแก่การฝึกฝนอย่างยิ่งแต่น่าเสียดายที่สัตว์วิญญาณได้ครอบครองเพียงผู้เดียว ผู้ใดแข็งแกร่งกว่าก็ย่อมได้สิ่งที่ดีกว่า

ภายในป่าลึกในภูเขาแห่งนี้บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่ง มันเต็มไปด้วยเสียงร้องคำรามของสัตว์ธรรมดาและสัตว์วิญญาณที่บ่งบอกว่าที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์อย่างมาก นานๆที่จะมีสัตว์วิญญาณสักตัวหลุดไปที่ชายป่าบริเวณชาวบ้านออกหาของป่าบ้างบางคราซึ่งคร่าชีวิตของชาวบ้านไปทุกครั้ง

หวังมู่เฟยพบเห็ดและสมุนไพรล้ำค่าสองสามชนิดทำให้อารมณ์เบิกบานอย่างยิ่ง สมุนไพรมีทั้งสิ้นเจ็ดระดับ และสมุนไพรปราณอีกเจ็ดระดับ โลกทั้งสามพันใบนั้นไม่แบ่งแยกสมุนไพรในการกำเนิด ทุกสามพันโลกมีโอกาสเกิดสมุนไพรได้ทุกระดับยกเว้นสมุนไพรปราณที่โลกใบเล็กจะหาได้ยากอย่างยิ่ง ต้องอาศัยโชควาสนาทั้งนั้นในการได้มาครอบครอง ตั้งแต่มาอาศัยอยู่ในโลกใบเล็กนี้เขาพบเจอแต่สมุนไพรระดับหนึ่ง เมื่อครู่พบสมุนไพรระดับสองสองสามชนิดจึงอารมณ์ดีไม่น้อย

โฮกก เสียงร้องของสัตว์บางชนิดดังขึ้นกึกก้องไปทั่วป่า เสียงร้องของมันผสมเข้ากับความกดดันของลมปราณเลี่ยนชีระดับที่หกทำให้หวังมู่เฟยทราบว่ามันเป็นสัตว์วิญญาณ แต่เสียงร้องเมื่อครู่ดั่งมันได้รับบาดเจ็บ ไม่นานก็มีเสียงร้องคำรามของสัตว์วิญญาณอีกตัวดังขึ้นในขั้นเลี่ยนชีระดับหกเช่นกัน น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยตวามพึงพอใจและความยโส

ในหัวคิดคำนวณรวดเร็วก่อนจะติดตามสองเสียงคำรามนั้นไป ราคาของเนื้อสัตว์วิญญาณไม่ใช่ราคาถูก มีเพียงขุนนางและคหบดีร่ำรวยเท่านั้นจึงจะได้ลิ้มลองสักครา ทั้งช่วยเดินลมปราณฝึกฝนได้ดี ทั้งรสชาติเลิศรส หากนำไปขายเขาคงได้เงินสักก้อนไปตั้งตัวในเมืองกับน้องๆพอดี

ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปหวังมู่เฟยก็มาถึงที่เกิดเหตุ รอบๆบริเวณสัตว์วิญญาณและสัตว์ป่าธรรมดาพากันหนีหายไปหมดแล้วจากการต่อสู้ของสัตว์วิญญาณทั้งสองที่ดุเดือดจนถึงขั้นแลกชีวิต ด้านหน้าของเขาคือสัตว์วิญญาณระดับหนึ่งตัวเต็มวัยที่มีลักษณะคล้ายวัวแต่มีสี่เขาตัวสีนิลและอสรพิษตัวสีเขียวมีปีกอยู่ด้านหลังสองปีก หวังมู่เฟยพอรู้จักทั้งสองตัวอยู่บ้างจากตำราตระกูลหวัง มันคือสัตว์วิญญาณระดับหนึ่งทั้งคู่ วัวทมิฬและอสรพิษปีกคู่

วัวทมิฬบาดเจ็บสาหัสและอีกไม่นานคงตกตาย ทั้งสองตัวโตเต็มวัยและมีลมปราณเทียบเท่ากันแต่ดูเหมือนว่าวัวทมิฬเพิ่งจะให้กำเนิดลูกน้อยและเสียโลหิตไปมาก อสรพิษปีกคู่จึงใช้จังหวะนี้โจมตี แม้วัวทมิฬจะกินพืชและสมุนไพรเป็นอาหารแต่พลังการต่อสู้ก็ไม่ด้อย แม้อสรพิษปีกคู่มักจะชอบกินลูกวัวทมิฬก็ตามแต่ก็คงจะไม่ง่ายดั่งเช่นตอนนี้ที่อสรพิษเลือกเวลาโจมตีได้ถูกเวลา

ลูกวัวทมิฬพยายามยืนขึ้นด้วยตนเองอย่างทุลักทุเล เมื่อสัตว์วิญญาณถือกำเนิดมาก็มีลมปราณขั้นเลี่ยนชีระดับที่หนึ่งแล้ว และนี่คือความแตกต่างระหว่างสัตว์ธรรมดาและสัตว์วิญญาณ

หวังมู่เฟยคิดว่าเนื้อวัวทมิฬนั้นคงขายได้ดี ฟันและเขี้ยวของอสรพิษปีกคู่ตัวเต็มวัยสามารถนำมาทำเข็มได้พอดิบพอดี ยังมีหนังของมันและเขาของวัวทมิฬนั่นอีก ซากของทั้งคู่ต้องเป็นของเขา อาจจะต้องลงมือสังหารอสรพิษปีกคู่เสียแล้วเพื่อไม่ให้มันกินซากของวัวทมิฬตัวแม่ ส่วนวัวทมิฬตัวลูกนั้น หวังหยุนคงชอบใจไม่น้อยที่จะได้มีเพื่อนเล่น

            แม้จะใกล้ตายตกแต่แม่วัวทมิฬก็สู้สุดใจ เขาทั้งสี่ส่องแสงแวววาวมันใช้แรงเฮือกสุดท้ายวิ่งพุ่งชนอสรพิษปีกคู่สุดกำลัง ซึ่งอสรพิษปีกคู่นั้นก็ใช้ความเร็วและปีกทั้งสองของมันหลบหลีกการโจมตี แต่ครานี้แม่วัวทมิฬทุ่มสุดชีวิต มันเร่งความเร็วสูงสุดจนเฉี่ยวเฉียดช่วงท้องของอสรพิษปีกคู่ไปได้จนโลหิตสาดกระจายจนเกิดเป็นรอยแผลยาวเกล็ดเหวอะหวะบาดเจ็บพอสมควร

            โฮกก!

            ไม่นานแม่วัวทมิฬก็ล้มลงขาดใจในที่สุด ดวงตาของมันไม่ยินยอมพร้อมใจทั้งมีความเคียดแค้นอยู่เต็มดวงตาผสมกับความห่วงใยบุตรน้อยของมันที่เพิ่งจะเกิดมาได้ไม่นาน

            หวังมู่เฟยรอเวลานี้อยู่นานแล้ว เขาออกจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็วก่อนจะเข้าประชิดตัวอสรพิษปีกคู่ที่ได้รับบาดเจ็บและไม่ทันได้ตั้งตัวจากชัยชนะที่หอมหวานลงมือซัดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังปราณขั้นจูจี้ระดับสองเข้าใส่อสรพิษปีกคู่เข้าอย่างจังจนตัวของมันกระเด็นไปไกลหลายจั่งและแน่นิ่งไปทันที เขารอให้แม่วัวทมิฬตกตายไปก่อนเพื่อลดการลงแรงและเพื่อสร้างสถานการณ์เพื่อให้ลูกวัวทมิฬไว้วางใจและเต็มใจไปกับเขา หากเขาเป็นคนฆ่ามารดาของมันมันคงไม่ชอบใจเท่าใด แต่หากหวังมู่เฟยฆ่าศัตรูที่ฆ่ามารดาของมัน นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

            เหลือบมองลูกวัวทมิฬซึ่งยืนได้แล้วแต่ตัวสั่นไปด้วยความกลัวจากความกดดันจากร่างกายของเขาเองก่อนจะกลับไปสนใจซากของสัตว์วิญญาณทั้งสองพร้อมกับเก็บเข้ามิติไปด้วยความแจ่มใส เงิน เงินทั้งนั้น! เข้าป่าครานี้ได้แต่ของดีมาจริงๆ เขาวัวทมิฬตัวเต็มวัยสี่เขาสามารถนำไปขายเพื่อสร้างอาวุธระดับหนึ่งได้อีกด้วย ซึ่งอาวุธในสามพันโลกนั้นมีตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับสิบสี่ แต่ละระดับมีความแปรผันตรงกันกับระดับของสัตว์วิญญาณซึ่งใช้เป็นวัสถุดิบร่วมด้วย

            แต่คิดไปคิดมานำสามเขามาทำอาวุธให้น้องๆจะดีกว่า ขายเพียงเขาเดียวก็พอ ส่วนอาวุธเข็มของเขาจะทำจากฟันและเขี้ยวของอสรพิษปีกคู่

            “ไม่ต้องกลัวเจ้าตัวน้อย ไปอยู่กับข้าเถิด”

            หวังมู่เฟยพยายามฉีกยิ้มจริงใจที่สุดเพื่อล่อลวงวัวทมิฬตัวน้อย รอยยิ้มนั้นงดงามไม่น้อยเลยแต่มันผสมไปด้วยกับความเจ้าเล่ห์เสียมากกว่า ซึ่งวัวทมิฬที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานจะทราบได้อย่างไร เมื่อมันพบว่ามนุษย์แข่งแกร่งผู้นี้ไม่ทำอันตรายมันมันจึงเดินเข้ามาหาอย่างว่าง่าย และหากมันไม่ยินยอมและใช้ชีวิตเองตัวเดียวในป่าโดยไม่มีมารดาคอยปกป้องสัญชาติญาณของมันบอกกับมันว่า ไม่ถึงครึ่งวันมันได้ตกตายอย่างแน่นอน

            “เด็กดี ต่อไปนี้เจ้ามีนามว่าเสี่ยวเฮย”

            หวังมู่เฟยกล่าวอย่างเบิกบานเมื่อวัวทมิฬตัวน้อยว่านอนสอนง่ายยินยอมติดตามตนเองไปแต่โดยดี เสี่ยวเฮยมีขนาดตัวเท่ากับสุนัขตัวเต็มวัยในโลกก่อนของเขาแต่ตัวอ้วนกลมสมบูรณ์ดั่งสัตว์กินพืชทั่วไป เขาทั้งสี่มีขนาดเล็กซ้ำยังไม่งอกเสียด้วยซ้ำไป เห็นเพียงเป็นปุ่มสี่ปุ่มเท่านั้นเองซึ่งน่ารักน่าชังยิ่ง

            “’ง่อ” เสี่ยวเฮยส่งเสียงร้องออกมาอย่างออดอ้อนเมื่อเห็นว่าหวังมู่เฟยนำเถาวัลย์แถวนั้นมาผูกคอมันเอาไว้แล้วจับจูงเดินนำทาง ซึ่งมันก็ติดตามเขามาด้วยอย่างรู้ความ แม้ไม่ได้ร่าเริงแต่ก็ไม่ใช่จำยอม

            ระหว่างทางหวังมู่เฟยนำน้ำธาราสวรรค์ออกมาป้อนให้เสี่ยวเฮยได้กินทดแทนน้ำนมของวัวทมิฬตัวแม่ ซึ่งเสี่ยวเฮยนั้นชมชอบธาราสวรรค์มาก มันคึกคักและอ้อนขอกินมาตลอดทาง บางคราเขาก็ต้องให้สมุนไพรที่เก็บตามรายทางไปด้วยให้เสี่ยวเฮยกินเป็นอาหาร ซึ่งดูเหมือนมันจะเลี้ยงง่ายอยู่ไม่น้อย เสี่ยวเฮยมีสัญชาติญาณของสัตว์วิญญาณที่ทราบว่าอันใดคือสมุนไพรที่กินได้และอันใดคือสมุนไพรพิษซึ่งบางครามันจึงแวะรายทางหากินสมุนไพรเสียเอง

            กว่าจะกลับมาถึงเรือนก็มืดค่ำเสียแล้ว ระยะทางนับว่าห่างไกลซ้ำยังต้องแวะรายทางและนำเจ้าตัวเรือพ่วงตัวที่สี่กลับมายังเรือนอีก แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างพร้อมกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจของหวังหยุนเมื่อเห็นเสี่ยวเฮย หวังมู่เฟยจึงพอชื่นใจขึ้นมาได้บ้าง น้องๆทั้งสามคนรอเขากลับมาเพื่อทานข้าวพร้อมกัน พรุ่งนี้เช้าหวังหยุนและหวังจือจะช่วยกันทำคอกเล็กๆให้กับเสี่ยวเฮย

            เมื่อเด็กๆทั้งสามฝึกฝนลมปราณแล้วเสร็จและนอนหลับไปหมดแล้ว หวังมู่เฟยที่เพิ่งฝึกฝนแล้วเสร็จจึงหายเข้าไปในมิติเพื่อลงมือปลูกสมุนไพรระดับสองที่เพิ่งได้มาใหม่วันนี้ ภายในมิติอันกว้างขวางหลายสิบไร่มีแปลงสมุนไพรกว่าห้าแปลง ภายในแต่ละแปลงบ้างเป็นสมุนไพรชนิดเดียวกันบ้างเป็นสมุนไพรชนิดต่างกัน และยังมีต้นชากว่าห้าสิบต้นซึ่งกำลังเติบโตอยู่ เมื่อรดน้ำพวกมันแล้วเสร็จเขาก็เดินมาสำรวจซากวัวทมิฬและอสรพิษปีกคู่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกระท่อมไม้หลังเล็กนัก

            วัวทมิฬโตเติมวัยมีขนาดตัวใหญ่โตหนักกว่าสองพันจิน และคงจะได้เนื้อแสนอร่อยของมันสักหนึ่งพันจิน ราคาจินละเท่าใดหวังมู่เฟยก็ไม่ทราบนักเนื่องจากไม่เคยค้าขาย เขาชักอยากจะออกล่าสัตว์อสูรเพื่อทำเงินแล้วสิ

            ส่วนอรสพิษปีกคู่หนังสีเขียวของมันสามารถเอาไปขายทำเกราะได้ ตัวของมันยาวกว่าสิบเมตร ตัวใหญ่โตแต่เนื้อของมันเป็นพิษผู้คนจึงไม่นิยมกินนัก มีเพียงหนัง เขี้ยวและฟันของมันที่หวังมู่เฟยพอจะทำอะไรได้บ้าง เมื่อคิดคำนวณเรื่องราวต่างๆแล้วเสร็จหวังมู่เฟยจึงเริ่มลงมือเฉือนแร่ซากสัตว์วิญญาณทั้งสองตัวอย่างกระตือรือร้น มีดเล่มเก่าของบ้านถูกลมปราณขั้นจูจี้อัดแน่นจนแทบแตกสลายค่อยๆตัดเฉือนหนังของอสรพิษปีกคู่ออกมาช้าๆ ไม่มีอาวุธที่ใช้ดีกว่านี้อีกแล้วหวังมู่เฟยจึงค่อยๆเป็นค่อยๆไป

ผ่านไปกว่าสองชั่วยามเมื่อออกมาจากมิติก็พบว่าด้านนอกเรือนฝนกำลังตก บรรยากาศดีไม่น้อยเลยเหมาะแก่การนอนอย่างยิ่ง หวังมู่เฟยไม่ค่อยจะหลับนอนนัก เขาอดนอนได้มากสุดห้าวัน แต่วันนี้คงต้องนอนพักเสียแล้ว พรุ่งนี้อยู่ที่เรือนศึกษาตำรางดเข้าไปในภูเขาสักวัน

ตอนเช้าหวังมู่เฟยมอบเนื้อวัวทมิฬสิบจินให้กับหวังเหมยเพื่อประกอบอาหาร เช่นนี้จึงมีเนื้อย่างไฟกลิ่นหอมกว่าสิบจินวางไว้บนโต๊ะอาหารให้ทั้งสี่คนได้ลิ้มลอง หวังหยุนกล่าวชมไม่หยุดว่าเนื้ออร่อยมาก แม้ไม่มีเครื่องเทศและใช้สมุนไพรไม่กี่ชนิดเพื่อเพิ่มรสชาติแต่กลับอร่อยอย่างยิ่ง หวังจือลงมือทานอย่างรวดเร็วเนื่องจากสัมผัสได้ว่าเนื้อที่กินเข้าไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของลมปราณไม่น้อย แม้ไม่มากแต่ก็ให้ผลดี

ผู้ที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดคือหวังหยุนและหวังเหมยซึ่งมีลมปราณขั้นเลี่ยนชีระดับหนึ่ง เนื้อสัตว์วิญญาณขั้นเลี่ยนชีระดับหกช่วยให้พวกเขาทั้งสองเพิ่มพูนลมปราณได้อย่างรวดเร็ว และทั้งสองดูจะไม่รู้ตัวเท่าใดเนื่องจากธาราสวรรค์ที่ผสมน้ำธรรมดาดื่มกินทุกวันมีประสิทธิภาพมากกว่าหลายเท่าตัว แต่เนื้อสัตว์วิญญาณนั้นก็รสเลิศสมคำล่ำลืออย่างแท้จริง

“เสี่ยวเฮย มาเล่นกัน”

“ง่อ”

เสียงเล็กของหวังหยุนและเสียงร้องของเสี่ยวเฮยดังแว่วอยู่ข้างเรือนไม่ไกล หลังจากทานอาหารแล้วเสร็จทุกคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง ฝนเพิ่งหยุดตกเมื่อตอนใกล้สว่างนี้เองพื้นที่จึงมีน้ำท่วมขังอยู่บ้างและอากาศกำลังดี หวังมู่เฟยบอกให้หวังหยุนนำน้ำในถังภายในห้องครัวให้เสี่ยวเฮยดื่มกินทุกเช้าซึ่งต้องตักแยกออกมาและเขาจะเป็นผู้ให้สมุนไพรแก่เสี่ยวหยุนวันละต้นสองต้นเพื่อเป็นอาหารเสริมให้กับเสี่ยวเฮย ส่วนอาหารหลักคงจะเป็นหญ้าทั่วไปซึ่งสามารถปล่อยให้เสี่ยวเฮยหากินเองได้ตามรอบริเวณใกล้เรือนหรือใกล้ๆกับที่นาของตระกูลหวังซึ่งมีเพียงไม่กี่ไร่และมีเพียงหนึ่งไร่ในตอนนี้ที่กำลังปลูกข้าว

“เสี่ยวหยุน มากับพี่รองเร็วเข้า” เสียงเรียกของหวังจือดังขึ้นก่อนจะค่อยๆเงียบหายไป หวังมู่เฟยคาดว่าหวังจือคงจะพาหวังหยุนไปหาไม้เพื่อมาทำคอกให้กับเสี่ยวเฮย แม้ยามนี้มันจะตัวเล็กพอสมควรสามารถนอนในเรือนได้ แต่อนาคตเสี่ยวเฮยจะตัวใหญ่และหนักกว่าสองพันจินซึ่งเรือนเล็กๆหลังนี้ไม่อาจรองรับมันได้

หวังมู่เฟยนับเงินที่เหลือจากการขายสมุนไพรเพิ่มเมื่อสองวันก่อนและซื้อข้าวสารไปคงเหลืออยู่เพียงสามอีแปะเท่านั้น แม้รายได้จากการขายสมุนไพรจะมีไม่ขาดแต่ก็ได้ไม่เยอะเท่าใด ช่วงนี้เด็กๆได้ทานข้าวครบทั้งสามมื้อเงินจึงเหลือเพียงสามอีแปะดั่งที่เห็น เขาไม่คิดจะขายเนื้อวัวทมิฬเพื่อเปิดโปงตัวตนของตัวเองในตอนนี้ เป็นไปได้อยากจะเข้าเมืองนำไปขายด้วยตนเองพร้อมกับปลอมตัวไม่ให้ผู้ใดรู้จัก หวังมู่เฟยจะไม่ประมาท ในโลกใบเล็กแห่งนี้เขายังไม่ทราบอันใดเท่าใดนัก ในเมืองและในหมู่บ้านพลังอำนาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จะลงมือดั่งเช่นกับบ่าวตระกูลถังคงยังไม่ได้

“เพ้ย! มีใครอยู่หรือไม่ ทำไมยังไม่ออกมาต้อนรับนายน้อยถังอีก!”

“หวังมู่เฟยออกมาหานายน้อยเร็วเข้า!”

เสียงดังเอะอะโวยดังขึ้นด้านหน้าเรือนเสียจนน่ารำคาญ หวังมู่เฟยได้ยินเสียงบุรุษเรียกนามของตนเองอย่างชัดเจนและสัมผัสได้ว่าผู้ที่มาเยือนนั้นเป็นบุรุษกว่าเจ็ดคน ซึ่งทุกคนอยู่ในขั้นเลี่ยนชีระดับสองทั้งสิ้น

วันนี้เขาไม่ได้เข้าไปในภูเขานับว่าดียิ่ง ไม่เช่นนั้นเด็กๆคงเดือดร้อนไม่น้อย ไม่ต้องคาดเดาก็ทราบว่าผู้ใดมา หายหน้าไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ในที่สุดก็มาเยือนอีกครา หวังมู่เฟยเดินออกไปด้านหน้าเรือนอย่างไม่เกรงกลัว หวังเหมยที่กำลังดูแลแปลงผักรีบวิ่งมาหลบที่ด้านหลังของเขาอย่ารวดเร็วด้วยความกลัวผสมกับความเกลียดชังยามมองไปยังบุรุษทั้งเจ็ดที่มีท่าทางอันตรายและไม่น่าไว้วางใจ

หนึ่งในเจ็ดคนนั้นสวมใส่ผ้าไหมและตัวอ้วนกลมใบหน้าหยิ่งยโสชั่วร้ายอย่างยิ่ง แม้ผ้าไหมดังกล่าวจะไม่เงางามเรียบลื่นเปล่งประกายแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะสวมใส่ได้ คาดว่าคนผู้นี้คงเป็นถังจงกระมัง นายน้อยถังที่ต้องการหวังมู่เฟยไปเป็นอนุภรรยาคนที่สิบสองจนตัวสั่น


***********


มาช้าหน่อยเด้อ ช่วงนี้สอบจ้า 

ช่วงนี้นิยายระบบเยอะมาก เยอะจนอาร์อยากแต่งบ้าง 5555 แต่อาร์มีหลายเรื่องมากกกที่ยังแต่งยังไม่จบ ฮา 




ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว