ภาคสองนี้เราจะพยายามแต่งให้ดีกว่าเดิมนะคะ ขอคำชี้แนะด้วยนะ ><

ชื่อตอน : บทที่ 17 ย้าย

คำค้น : BTS kookv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มี.ค. 2562 20:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17 ย้าย
แบบอักษร

XVII

​​ย้าย



Jungkook’s Part

ผมเดินออกมาจากตัวบ้าน ตรงดิ่งไปที่โรงจอดรถด้วยอาการสับสนเล็กน้อย ผมควรปรับอารมณ์อย่างไรดี สีหน้าของผมในตอนนี้มีแต่ความงงงัน อะไรทำให้ภรรยาผู้น่ารักมาตลอดอย่างแทฮยองกลายเป็นนางยักษ์ในชั่วพริบตา ผมยอมรับว่ารู้สึกตะลึงและอาจจะกลั--- เกรงใจอีกฝ่ายอยู่บ้าง แต่ที่สงสัยจริงๆคือ แทฮยองเปลี่ยนไปขนาดนั้นได้ยังไง แล้วทำไมผมต้องมีอาการเหมือนพวกกลัวเมียด้วย บ้าจริง จองกุก เสียชื่อราชางูไหมล่ะ อย่าให้ไอ้ชูก้าหรือยูคยอมเห็นเชียว ไม่งั้นผมคงถูกล้อยันลูกแก่แน่  

     ผมขับรถออกมาไกลพอสมควรกระทั่งถึงร้านขายยา ไม่มีรถหรือมอเตอร์ไซค์คันไหนจอดอยู่หน้าร้านสักคัน เงียบสงัดมาก เหมือนกับว่าที่นี่ไม่มีคนอยู่เลย แล้วผมก็ก้าวลงจากรถ ใช้รีโมทล็อกประตูเสร็จสรรพก่อนเดินทอดน่องเข้าร้าน ลมเย็นๆจากเครื่องปรับอากาศปะทะหน้าทันทีที่ผมผลักประตู ไม่มีเงาลูกค้าสักคน มีแต่ร่างของเภสัชกรชายนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ ซึ่งน่าจะอายุราวๆ 30-35 จึงทำให้เขาดูแก่กว่าผม แต่รู้อะไรไหม ผมอายุเยอะกว่าเขาเป็นศตวรรษเลยล่ะ ผมรู้ว่าพวกคุณตกใจ แต่มันเป็นเรื่องจริง และผมจำวันเกิดตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ  

     “อ่า… ขอโทษนะครับ” ผมเริ่มเดินไปหาเขา แล้วเขาก็เงยหน้าจากโทรศัพท์ มองผมด้วยดวงตาโตๆวิบวับเหมือนเจอความหวัง คงรู้สึกดีใจที่มีลูกค้าเข้าร้านเสียที ผมวางมือไว้บนเคาน์เตอร์และสำรวจผู้ชายตรงหน้าพลางๆ “ผมจะมาซื้อยาคุม มียี่ห้ออะไรบ้างครับ?” 

     “จะซื้อให้แฟนหรือทานเองครับ?” เขาถามกลับ 

     “ภรรยาครับ” 

     “เอาแบบคุมกำเนิดอย่างเดียวใช่ไหม?” 

     “เอ่อ…” ผมลากเสียงค้างไว้เพราะเริ่มโลเล มันมีแบบรักษาสิวไหมนะ เผื่อคุณภรรยาเขาต้องการอะไรประมาณนั้น “มียี่ห้อไหนที่ช่วยลดสิวไหมครับ?”

     “มีครับมี” เขาเดินไปหยิบยาคุมกำเนิดหลายยี่ห้อบนชั้นวาง และวางกระจายตรงหน้าผม “ยี่ห้อนี้มีเอสโตรเจนเยอะหน่อย เวลาใช้ก็อาจจะมีอาการอาเจียนบ้าง แต่ข้อดีคือมันช่วยให้หน้าอกขยาย และก็ผิวดูเปล่งปลั่งขึ้น ช่วยลดสิว แต่ไม่เน้นลดหน้าบวมตัวบวม ถ้าภรรยาคุณต้องการก็ใช้ยี่ห้อนี้ได้ครับ”

อืม ก็เข้าท่า แต่มีอาเจียนด้วยเหรอ ผมเคาะนิ้วบนเคาน์เตอร์อย่างใคร่ครวญ คิ้วเหยียดเข้าหากันจนยับไปหมด ผมแค่ไม่อยากให้แทฮยองอ้วก อีกอย่างผู้ชายก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มหน้าอก “แล้วยี่ห้ออื่นล่ะครับ”

     “ยี่ห้อนี้เป็นแบบฮอร์โมนต่ำครับ” เขาจิ้มซองยาคุมสุดท้าย “เน้นลดสิว กินแล้วไม่อ้วนเผละ ผลข้างเคียงก็ไม่ค่อยมี”

     “น่าสนใจ” ผมพึมพำเบาๆ 

     “นี่คุณซื้อยาคุมครั้งแรกเหรอครับ?”

     “ใช่ครับ”

     “โอ้” เขาทำตาโตอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “งั้นคุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมอยากจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับภรรยาคุณ เช่น รอบประจำเดือนต่อไปจะมาวันที่เท่าไร มีโรคประจำตัวไหม เคยแพ้ยาอะไรหรือเปล่า น้ำหนักส่วนสูง อายุ… และก็เธอสูบบุหรี่ไหม”

     ถามซะยาวเหยียด แต่ผมไม่มีข้อมูลตอบเจ้าตัวสักอย่าง ให้ตาย! ผมนี่มันเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ผมรู้แค่ว่าแทฮยองอายุ 18 และไม่สูบบุหรี่

     ผมยิ้ม ซึ่งรอยยิ้มนั้นค่อนข้างจะแหยๆ “คือ… ขอโทษที ผมไม่รู้ แต่ผมกับเขา เอ้ย! เธอเพิ่งมีอะไรกันเมื่อวาน และผมต้องการซื้อยาคุมให้เธอแบบด่วนที่สุด” ผมพูดเน้นๆช้าๆและชัดๆ ส่งสายตาจริงจังไปให้เป็นเชิงว่ารีบเร่งจริงๆ

     “งั้นยาคุมรายเดือนก็ไม่ใช่คำตอบของคุณแล้วล่ะ” เขาว่า พร้อมกับเดินไปหยิบยาคุมซองหนึ่งข้างหลัง “คุณต้องนำยาคุมฉุกเฉินให้เธอ ในตัวยาจะมีอยู่ 2 เม็ด เม็ดแรกให้กินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ส่วนเม็ดที่สองให้กินหลังจากกินยาเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง”

     ผมรับมา บีบซองเบาๆเพื่อเช็คว่าข้างในมียาอยู่สองเม็ดตามที่บอกหรือไม่

     “แล้วสนใจยาคุมรายเดือนไหมครับ” เขาถามหลังจากมั่นใจแล้วว่าผมจะซื้อยาตัวนี้ 

     มันคงไม่จำเป็นหรอก ก็แทฮยองเขาไม่ชอบทานพวกยานี่นะ ซื้อไปก็คงมีแต่เก็บซุกไว้ที่ไหนสักที่ เสียดายเงินเปล่าๆ

     “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” ผมปฏิเสธด้วยความสุภาพพลางหยิบเงินมาจ่ายค่ายา และเขาก็ทอนให้ผมเพราะผมจ่ายธนบัตรใหญ่ 

     “ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะครับ”

     ผมเดินออกมาจากร้านพร้อมกับถุงพลาสติกถุงเล็กซึ่งมียาคุมฉุกเฉิน ในที่สุดผมก็ทำตามความต้องการของภรรยาได้สำเร็จ แต่ผมก็อดกังวลไม่ได้ว่ามันจะไม่เวิร์ค เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็แทฮยองไม่มีรังไข่ไง เขาเป็นผู้ชาย แล้วผมจะบ้าจี้ซื้อให้คุณเมียทำไมวะ งงตัวเอง

     “เออ ช่างแม่ง ซื้อๆไปเหอะ” ผมสบถกับตัวเองขณะเดินตรงไปที่รถ เล็งรีโมทและกดปุ่มปลดล็อกจนไฟสีเหลืองหน้ารถกะพริบ ความรู้สึกหลังจากซื้อยาคุมคือเซ็งครับ ไม่รู้จะซื้อไปทำไมในเมื่อมันไร้       ประโยชน์ แต่ก็เอาเถอะ ถือว่าที่ทำไปเพราะเอาใจเมียละกัน ยังดีกว่าไม่ซื้อไปแล้วโดนเจ้าตัวอาละวาดใส่ พูดแล้วขนลุกชะมัด ในตอนนี้ไม่มีใครน่ากลัวเท่าเมียผมอีกแล้วครับ ขนาดแม่ผมยังเทียบไม่ติดเลย 

     ถ้าแทฮยองกินไปแล้วยังท้อง ก็โกหกไปเนียนๆละกันว่ามันเอาไม่อยู่ คุณเภสัชฯเมื่อกี้ก็ยังเตือนก่อนออกมาเลยว่าป้องกันได้แค่ 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมจะเอาเหตุผลนี้แหละเป็นข้ออ้าง และมันทำให้ผมเป็นห่วงแทฮยองด้วย เพราะเขาบอกว่ามันมีผลข้างเคียงสูง คืออาเจียนนั่นแหละครับ เฮ้อ ว่าแล้วก็เป็นห่วง ผมไม่อยากให้แทฮยองทานยาบ้าๆนี่เลย 

     “จองกุก”

     ผมหันไปตามเสียงเรียกระหว่างสอดตัวเข้าไปในรถ แต่ก็ต้องก้าวออกมาเพราะคนที่เรียกคือยูคยอม เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของผมเอง “ว่าไง? ว่าแต่ไม่ไปดูแลแทฮยองรึ”

     อีกคนส่ายหน้า “ข้าสังเกตดูแล้ว ช่วงนี้คนของแม่เจ้าไม่ส่งสายสืบมาเลย ข้าจึงอยากเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศมากกว่า” เขาเดินมือล้วงกระเป๋าเข้ามาใกล้มากขึ้น ผมเพยิดหน้าให้อีกฝ่ายไปทางที่นั่งข้างคนขับ

     “งั้นก็เข้ามานั่งสิ ไปขับรถเล่นกัน”

Jungkook’s Part ends.




     วันนี้จีมินนัดยุนกิมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะ ทั้งคู่เดินจับมือไปตามทางเดินที่ล้อมรอบบึงสีมรกต ส่วนมืออีกข้างของจีมินก็ถือไอศกรีมโคนรสมะนาวแท่งหนึ่ง แต่เพราะเอาแต่ชมวิวแสนสงบของบึงทำให้ไอศกรีมไหลเยิ้มเปรอะนิ้วป้อมอย่างไม่รู้ตัว

     “ไอติมละลายแล้วหมู ตั้งใจกินหน่อยสิ” ยุนกิเอ็ดดุเบาๆ แต่น้ำเสียงกลับอ่อนนุ่มจนจีมินไม่ได้นึกกลัวเลย

     “อ้าว กิมีทิชชู่ไหมอ่ะ?”

     “จะไปมีได้ไงกันล่ะ” เขาแย่งไอศกรีมจากแฟนตัวเล็ก “เลียนิ้วไปเลย แล้วค่อยกินต่อทีหลัง”

     “ซกมก!”

     “ก็มันไม่มีอะไรเช็ด หรือจะให้กิเลีย หืม?” เขาส่งสายตาแพรวพราวไปให้ ทำเอาคนฟังหน้าขึ้นสี

     “บ้า! เลียเองก็ได้”

     ใครกันแน่ที่ซกมกกว่ากัน ยุนกิแอบอมยิ้มขณะมองอีกคนเลียนิ้วที่เปื้อนไอศกรีมแบบเก้ๆกังๆ แต่ก็ดูน่ารักดีในสายตาเขา เหมือนลูกแมวที่ใช้ลิ้นเล็กๆเลียอุ้งเท้าตัวเองเลย

     “เหนียวอ่ะ” จีมินยู่หน้าบ่นงึมงำ

     “กลับบ้านค่อยไปล้างออก อ่ะ”

     เขารับไอศกรีมโคนมากินต่อ แต่คราวนี้ตั้งใจกินกว่าเดิม พวกเขาเดินต่อแบบช้าๆพลางชมนกชมไม้ไปด้วย ยุนกิชี้กระรอกสีขาวที่วิ่งอยู่บนสายไฟให้ดู ร่างเล็กก็นิ่งคิดสักพักก่อนตอบว่า เหมือนยุนกิไม่มีผิด จนโดนสายตาค้อนวงใหญ่กลับมา

     “เอ้อ จีมมีเรื่องจะบอกด้วยแหละ”

     “เรื่องอะไรเหรอ?”

     จีมินกลืนให้เสร็จก่อนพูด “เมื่อวานนี้พ่อกับแม่จีมบอกว่าจะย้ายบ้านอ่ะ”

     น้ำเสียงของคนตัวเล็กดูเศร้าถนัดตา ยุนกิเองก็เช่นกัน

     “ทำไมล่ะ”

     “พวกเขาบอกว่าที่นี่มันเงียบเกินไป ทางบริษัทเองก็ย้ายคุณพ่อไปที่อื่นด้วย เห็นว่าอยู่จังหวัดใกล้เคียงนั่นแหละ”

     “งั้นกิก็เหงาอ่ะดิ…” ยุนกิทำหน้าเสียดาย จีมินที่เห็นก็ยื่นมือไปหยิกปากจู๋ๆนั่นอย่างหมั่นเขี้ยว

     “จีมก็ใช่ว่าจะอยากไปสักหน่อย”

     “กิขอย้ายไปด้วยได้ไหม ทนเหงาไม่ไหวอ่ะ”

     “ยังไง? แล้วเรื่องที่อยู่ล่ะ ไหนจะพวกคุณจองกุกอีก”

     คนถูกถามยิ้มขำ “ไม่ต้องห่วงเรื่องที่อยู่หรอก ของแบบนั้นกิหาแป๊บเดียวก็ได้แล้ว ส่วนพวกจองกุกคงไม่รั้งอะไรหรอกมั้ง”

     “แน่ใจนะ?”

     ร่างสูงเอามือขยี้หัวของอีกฝ่าย “แน่ใจสิ ไม่ดีใจเหรอที่กิจะตามไปด้วยน่ะ”

     “ดีใจสิ… ดีใจมากๆเลย”

     ร่างเล็กพุ่งเข้าไปกอดแฟนหนุ่มด้วยความดีใจ แต่แล้วช่วงเวลาแห่งความสุขต้องหยุดชะงักไว้เพราะเสียงทุ้มที่เอ่ยทักพวกเขา

     “ขอโทษนะครับ รบกวนขอเวลาพวกคุณสักครู่ได้ไหม”

     พวกเขาหันหลังไปตามต้นเสียง ปรากฏว่าเป็นชายวัยหนุ่มสองคนซึ่งดูมีภูมิฐานเดินตรงเข้ามาหา ทั้งสองสวมหมวกกับเสื้อสูทด้วย ดูจากลักษณะการแต่งตัวแล้ว พวกเขาเหมือนพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจอะไรทำนองนั้น

     “ได้ครับ” จีมินตอบพร้อมส่งยิ้มเป็นมิตร

     “ผมชื่อบีบอมเป็นนักสืบ” เขายกหมวกขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพก่อนเอาตราตำรวจให้ดู “ส่วนคนนี้ชื่อมินจูเป็นผู้ช่วยของผม และเขาเป็นนักกฎหมาย”

     “สวัสดีครับ”

     จีมินตกใจที่จู่ๆก็มีคนจากกรมตำรวจมาคุยด้วย แต่เขาก็พยักหน้าทักทายกลับไป

     “สวัสดีครับ…”

     บีบอมเอ่ยต่อ “พวกเราได้รับหน้าที่ให้มาสืบคดีคนหายในกองเพลิง พวกคุณคงจะรู้จักอยู่ใช่ไหมครับ ข่าวนี้เป็นข่าวที่ดังมาก”

     “อ่า… ครับ”

     “แล้วพวกคุณพอจะรู้จักเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีผิวสีแทน ผมสีเทา ตัวสูงสัก 170-175 และมีรอยสักรูปงูไหมครับ”

     “คุณหมายถึงแทฮยองเหรอ?”

     จีมินเผลอหลุดปากถาม ทำให้ยุนกิต้องส่งสายตาห้ามปราม เขาเห็นแฟนหนุ่มไม่พอใจจึงรู้สึกงงงัน

     “ใช่… นั่นแหละ ใช่เลย” เมื่อชื่อที่อีกฝ่ายพูดตรงตามข้อมูล​ บีบอมจึงละสายตาจากสมุดเล่มเล็กในมือ เขายกปากกาขึ้นมาเตรียมจดบันทึก “งั้นผมขอถามพวกคุณสักสองสามคำถามหน่อยสิ”

     “ครับ” ร่างเล็กตอบแบบไม่ทันคิด ต่างกับยุนกิที่ประเมินสถานการณ์ออกตั้งแต่แรก

     “พวกเราได้ข้อมูลจากชาวบ้านมาว่า เด็กคนนี้อยู่ในเหตุการณ์และรอดชีวิตกลับมา ล่าสุดมีคนพบเห็นเขาอยู่ในโรงเรียนและนั่งรถไปกับผู้ชายคนหนึ่งเมื่อเย็นวานนี้”

     จีมินพยักหน้าตาม แต่ก็ชักรู้สึกทะแม่งๆ

     “ข้อมูลนี้เป็นความจริงไหมครับ”

     “คือ…” เขาเริ่มลังเลจึงหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากยุนกิ แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงความเงียบกับแววตาที่อ่านยากสุดๆของเจ้าตัว

     บีบอมยังคงเงียบรอฟังคำตอบ

     “ก็… คงงั้นมั้งครับ”

     “งั้น---”

     “ถามมากจริง” จู่ๆยุนกิก็โพล่งขึ้น เขาลากมือผ่านหน้าของสองนักสืบหนุ่ม ผ่านไปไม่กี่วินาทีดวงตาพวกเขาก็ปรือลงก่อนปิดสนิท จีมินปิดปากตกใจที่นักสืบทั้งสองร่วงลงไปนอนสลบไสลบนพื้น

     “ทำบ้าอะไรน่ะยุนกิ!?”

     “คนที่ควรถามคำถามนั้นคือกิป่ะ จีมต่างหากที่ทำบ้าอะไร! ไปบอกพวกนั้นทำไมว่ารู้จักแทฮยอง!”

     ร่างเล็กผงะกับอารมณ์โมโหของคนตัวขาว “ก็พวกเขาเป็น…”

     “ก็รู้ว่าเป็นตำรวจ แต่ไม่คิดอะไรเลยเหรอ! แทฮยองกำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัย แล้วถ้าเราบอกข้อมูลให้พวกนั้นรู้จะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะตามไปจับแทฮยอง! และจะพาไปสอบสวนที่สถานีไง! พวกนั้นคิดว่าแทฮยองคือต้นเหตุ! เข้าใจรึยัง!”

     “คือ… จีมขอโทษ จีมไม่รู้จริงๆ…”

     ยุนกิถอนหายใจกับความใสซื่อของแฟนตัวเล็ก เขารีบพาอีกฝ่ายออกไปจากสวนสาธารณะพร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ของเพื่อนสนิท

     “เป็นเรื่องแล้วไงจองกุก…”




Jungkook’s Part

     ผมขับรถในเส้นทางที่จะพาพวกเรากลับบ้าน ระหว่างที่ขับไปผมกับยูคยอมก็คุยเล่นตามประสา เมื่อไม่มีหัวข้อสนทนาอะไร ผมจึงถามคำถามหนึ่งที่ค้างคาใจมานาน

     “ยูคยอม เจ้ารู้จักภาพนี้รึเปล่า”

     “หือ?”

     เจ้าตัวรับโทรศัพท์ที่ผมส่งไปให้ ในหน้าจอนั้นมีรูปของภาพวาดหญิงสาวคู่กับงู ซึ่งผมถ่ายเก็บไว้ตอนเข้าไปในถ้ำกับแทฮยองเมื่อวันเสาร์

     “เป็นไง พอจะรู้จักไหม?” ผมหันหน้ามาถามแวบหนึ่งก็ต้องกลับไปสนใจถนนต่อ ส่วนยูคยอมก็ย่นคิ้ว ดวงตาของเขาเปล่งแสงสีบุษราคัม

     “เจ้าไปเอาภาพนี้จากไหน”

     “ที่ถ้ำงู”

     “ถ้ำงู? บ้านของไอ้พญางูที่เจ้าไปฆ่าเมื่อ 18 ปีที่แล้วน่ะเหรอ”

     ผมพยักหน้า “ใช่”

     “โอ นี่มัน… เป็นภาพเก่าแก่เลยนะเนี่ย” เจ้าตัวใช้นิ้วขยายภาพบนหน้าจอไปมา ท่าทางจะตื่นเต้นไม่น้อย

     “แม่ข้าไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลย บางทีเราน่าจะเปิดโรงเรียนและจ้างครูสอนประวัติศาสตร์มาที่เมืองเราบ้างนะ เจ้าคิดว่าไง”

     “ข้าว่าไม่มีเด็กคนไหนตั้งใจเรียนหรอก โดยเฉพาะประวัติศาสตร์และเรื่องราวความเป็นมาถึงเผ่าพันธุ์เรา”

     “ข้าก็คิดว่างั้น แต่ข้าอยากทำเพื่อประชดนาง” ผมทำหน้าบูดเมื่อนึกถึงหน้าคุณแม่ผู้แสนเย็นชา เธอไม่ได้ใจดีเหมือนแม่คนอื่นหรอก

     “เจ้าไม่ต้องไปง้อแม่หรอก เพราะข้าเคยเจอภาพนี้ที่หอสมุด”

     ผมรีบหันขวับ “ตอนไหน! เล่ามา!”

     “ก็นานแล้วล่ะ ตั้งแต่สมัยที่พวกเรายังอายุ 80 กว่าๆล่ะมั้ง” ยูคยอมทำหน้านึก “เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่เจ้าหนีไปงานเลี้ยงเต้นรำในราชวังของพวกมนุษย์ แล้วทิ้งให้ข้ารับมือกับแม่เจ้าและองครักษ์มาร์คต้วนคนเดียว ตอนนั้นข้ายังลืมไม่ลงเลย”

     ผมแอบกลืนน้ำลายกับคำขอดค่อนของอีกคน “เออๆ ข้าขอโทษ เจ้าบอกได้รึยังว่าไปเจอได้ไง”

     ยูคยอมขำเบาๆก่อนเล่าต่อ “ตอนที่ข้าอยากศึกษายารักษาของหมอในอดีต ข้าไปหาข้อมูลที่หอสมุดประจำเมือง และก็บังเอิญโดนหนังสือเล่มเก่าๆฝุ่นเขรอะตกใส่เท้าเข้า ข้าว่าจะเก็บเข้าที่แต่เนื้อหาข้างในดูน่าสนใจ ข้าก็เลยรู้ว่ามันเป็นหนังสือบันทึกของราชวงศ์รุ่นก่อนๆ ในนั้นก็มีภาพของแม่หญิงคนนี้ด้วย”

     “นางเป็นใคร ทำไมข้าถึงรู้สึกว่านางแตกต่าง”

     “เซ้นส์ดีนี่” เขาเดาะลิ้นและชี้นิ้วให้ผม “ในหนังสือบันทึกบอกว่า นางคือผู้ให้กำเนิดเผ่าพันธุ์เรา เรียกได้ว่าเป็นนางพญาตัวจริงเลยล่ะ”

     “ผู้ให้กำเนิด?”

     “ใช่ ข้าจำชื่อไม่ได้หรอก แต่ในนั้นบอกว่านางเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา”

     “ว่าไงนะ?” ผมแทบไม่เชื่อหู “งั้นก็แสดงว่าพวกเรา…”

     “ถูกต้อง พวกเรามีความเป็นมนุษย์อยู่ครึ่งหนึ่งยังไงล่ะ”

     ผมนิ่งเงียบพลางนึกถึงคำพูดของท่านแม่กับไอรีน นี่สินะคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงแตกต่างจากปีศาจตนอื่น

     “แล้วงูตัวนั้นล่ะ” ผมถามต่อ

     “ได้ยินว่าเป็นเทพเก่าแก่ที่ไม่มีบันทึกอยู่ในโลก เขาเป็นสามีของนาง”

     “เรื่องนั้นก็พอรู้ แต่ข้าอยากรู้ลึกกว่านี้”

     “นี่สมองนะเพื่อน! ไม่ใช่เมมมือถือ คิดว่าข้าจะจำทุกตัวอักษรได้รึไง”

     “ก็ข้าเห็นว่าเจ้าฉลาดนี่นา” นี่คือข้อเสียที่พวกเรามีสายเลือดมนุษย์อยู่ครึ่งหนึ่งหรือเปล่านะ หรือเป็นเพราะเพื่อนผมขี้ลืมจริงๆ

     เขาถอนหายใจยาวให้ผม

     “แต่ก็พอจำได้ลางๆอยู่ ว่าเขาถูกบูชาโดยลัทธิหนึ่งด้วย”

     “ลัทธิอะไร? ใช่ลัทธิเดียวกับ---”

     บทสนทนาของเราถูกขัดโดยเสียงโทรศัพท์ของผมเอง ยูคยอมอ่านชื่อเบอร์ก่อนเงยหน้าบอกผม

     “ชูก้าโทรมา ให้รับเลยไหม?”

     “อืม รับเลย”

     เขากดรับสาย และเพิ่มเสียงดังขึ้น

     “โหลกุก”

     “เออ ว่าไง” ผมตอบขณะที่ยังมองทางข้างหน้า

     “พวกตำรวจแม่งแห่กันมาแล้วว่ะ เมื่อกี้กูเจอนักสืบสองคนมาถามหาแทฮยองด้วย”

     โอ้ เวรละ

     “มึงได้บอกอะไรไหม”

     “กูทำให้พวกนั้นหลับและก็ลบความจำไปบางส่วนแล้ว มึงต้องรีบพาแทฮยองย้ายไปนะเว้ยกุก ไม่งั้นพวกตำรวจบุกบ้านมาจับเมียมึงแน่ ตอนนี้แทฮยองยังเป็นแค่ผู้ต้องสงสัย พวกตำรวจน่าจะยังไม่ล้อมปิดหมู่บ้าน มึงรีบพาเมียกับลูกมึงหนีตอนที่ยังมีโอกาสซะ”

     “ได้ เข้าใจแล้ว” ผมเหยียบคันเร่งมิดเพื่อให้ถึงบ้านไวๆ “ขอบใจมึงมาก ก้า”

     “โชคดี เดี๋ยวกูก็จะไปกับจีมเหมือนกัน แค่นี้แหละ”

     ยังไม่ทันได้ถามกลับ เพื่อนตัวดีของผมก็วางสายเหมือนรู้ว่าผมจะถาม เสียดายจริงๆ กะจะแซวมันว่าหนีตามเมียสักหน่อยแต่ก็ไม่ทัน

     “แล้วทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียว?” ยูคยอมถามผมด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

     “เจ้าก็ต้องมากับข้าด้วย สถานะของพวกเราตอนนี้ก็ไม่ต่างจากคนทรยศหรอก อย่าลืมสิ” เท่ากับว่าผมเป็นแค่อดีตราชาด้วย ตอนนี้ตัวผมก็เหมือนกับคนธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไร้ศักดินา

     “อืม นั่นสินะ…”

     ผมรีบบึ่งกลับบ้านภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ตอนนี้ยูคยอมแปลงร่างเป็นงูเห่าและซ่อนอยู่ในท้องรถ ส่วนผมก็คว้าถุงยาคุมแสนไร้ประโยชน์เข้าบ้านไป และสิ่งที่ผมเจอก็คือ

     “ชักช้า! ไม่ใช่ว่าแอบไปหากิ๊กอยู่เหรอ” ภรรเมียของผมยืนทำหน้าดุอยู่หน้าบันได แต่ผมบอกเลย ถึงแม้จะน่ากลัวและอยากก้มลงไปกอดขาแค่ไหน ก็ไม่ใช่เวลามาทำอะไรไร้สาระแบบนั้น

     “เมียจ๋า… เอ้ย! แท พี่ไม่ได้ไปหากิ๊ก” ผมรีบปรับน้ำเสียงให้กลับมาเข้มเหมือนเดิม “อ่ะ ยาคุม”

     แทฮยองรับถุงจากผมและก้มลงไปดูยาข้างใน “มีกี่เม็ดอ่ะ”

     “สองเม็ด เม็ดแรกให้กินภายใน 72 ชั่วโมง ส่วนเม็ดที่สองให้กินหลังจากกินยาเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง”

     ทำไมภรรยาของผมถึงทำหน้างงขนาดนั้นครับ

     “เข้าใจไหมเนี่ย?”

     อย่างที่คิด ไม่เข้าใจจริงๆด้วย

     “ช่างเถอะ” ผมถอนใจ “ความจริงแทก็ไม่ต้องกินหรอก”

     “ทำไมล่ะฮะ”

     “ก็แทเป็นผู้ชายไง ยาคุมมันมีผลเฉพาะรังไข่ กินไปเดี๋ยวก็เกิดอันตรายเปล่าๆ”

     “แล้วพี่กุกซื้อมาทำไม”

     นั่นสิ ผมจะซื้อมาทำไมวะ – ยังกะโดนหลอกให้ไปซื้อเลยเว้ย

     “ก็อยากตามใจเราไง” ผมเดินเข้าไปกอดภรรยาตัวน้อย เขาก็ยืนนิ่งๆให้ผมกอด ไม่มีท่าทีละขัดละขืนแต่อย่างใด “แต่ตอนนี้เก็บปัญหานั้นก่อน เราต้องรีบย้ายออกไปแล้วนะครับ”

     “ย้าย?” เขาเงยหน้าถามผม “ย้ายไปไหน แล้วทำไมต้องย้าย”

     “ก็---”

     “แท ลูก! รีบไปขนเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเร็ว!”

     ฉับพลันร่างของคุณซอกจินก็แทรกเข้ามากลางวงสนทนา สีหน้าตื่นตระหนกนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาไปเห็นหรือได้ยินอะไรมา ผมจึงเงียบและให้เขาพูดแทน

     “ทำไมอ่ะครับ”

     “ก็ตอนที่แม่ไปตลาดแม่เจอพวกตำรวจน่ะสิ เขาถามหาลูกใหญ่เลย ลูกตกเป็นผู้ต้องสงสัยนะรู้ตัวรึเปล่า”

     เขาดันร่างแทฮยองให้ขึ้นไปบนชั้นสอง ซึ่งผมก็เดินตามหลังอย่างเงียบๆ

     “ผมจะถูกจับเหรอ!”

     “ใช่ เพราะงั้นรีบไปขนกระเป๋าเร็ว แม่กับพ่อจะรีบขนของและไปรอที่รถนะ คุณจองกุก ฝากดูแลแทไม่ให้ลืมอะไรด้วยนะครับ”

     “ได้ครับ”

     เพราะเหตุนี้ ผมกับภรรยาจึงต้องเร่งรุดเข้าไปขนข้าวของที่จำเป็นใส่กระเป๋า ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะจัดสัมภาระทุกอย่างเสร็จ แทฮยองยืนปาดเหงื่ออยู่หน้าเตียง มองดูข้าวของที่เราช่วยกันเตรียมไว้ตรงพื้น

     “เสื้อผ้า ครีม ยาสีฟัน แปรงสีฟัน กระเป๋าเงิน โทรศัพท์ ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว กระจก โน้ตบุ๊ก การ์ตูน แป้ง รองเท้า” เขาใช้นิ้วนับของแต่ละอย่างที่ยัดใส่กระเป๋าสามใบตรงหน้า กับถุงใบใหญ่ตุงๆอีกสองถุง “น่าจะครบนะ”

     “แล้วของพวกเด็กๆล่ะ”

     “เอาไปนิดเดียวพอฮะ เดี๋ยวค่อยไปหาซื้อทีหลังเอา”

     “งั้นเดี๋ยวพี่ไปจัดกระเป๋าให้เอง แทก็ไปเรียกลูกให้เตรียมความพร้อมไว้นะ”

     “โอเคฮะ”

     พวกเราแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ผมได้ยินเสียงเด็กๆวิ่งไล่จับกันอยู่นอกห้องขณะจัดกระเป๋าให้แทยุนกับเจค นี่สินะ คือเรียกลูกให้ไปเตรียมความพร้อม

     ใช้เวลานานเป็นชั่วโมงกว่าพวกเราทั้งเจ็ดชีวิตจะจัดกระเป๋าเสร็จ และใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงในการยัดสัมภาระทั้งหมดใส่รถ คุณนัมจุนกับผมรับหน้าที่เป็นคนขับ แทฮยองกับเด็กๆนั่งรถคันเดียวกันกับผม ส่วนคุณซอกจินกับแบคฮยอนก็นั่งกับคุณนัมจุน พวกเราตกลงกันว่าจะย้ายไปอาศัยที่บ้านของแม่ของคุณซอกจินก่อน หลังจากนั้นค่อยเช่าอพาร์ตเม้นต์หรือคอนโดหรือไม่ก็ย้ายไปอยู่บ้านจัดสรรเอา มันเป็นเรื่องที่กะทันหันทำให้พวกเราเตรียมการไม่ทัน ที่ทำได้จึงมีเพียงเท่านี้

     แทฮยองหันหลังมองตะกร้าไข่ที่ฝากให้เด็กๆดูแล “อย่าให้ตะกร้าตกนะลูก”

     “ค่ะ/ครับ”

     แทยุนกับเจคขานรับก่อนดูหนังในโทรศัพท์ต่อ ส่วนตะกร้าก็ถูกแทยุนกอดไว้บนตัก

     “เฮ้อ ทำไมแทต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย”

     ผมฟังภรรยาบ่นกระปอดกระแปดขณะขับรถขึ้นเขา หมู่บ้านอันแกอยู่ในพื้นที่ชนบทและล้อมรอบด้วยภูเขา กว่าจะเข้าไปในเมืองได้จึงใช้เวลานานหน่อย ตอนนี้พวกเราเพิ่งออกจากทางเข้าหมู่บ้านได้ไม่ถึง 2 กิโลเมตรเอง

     “ฮือ แม่คะ หูหนูมันอื้ออ่า…”

     ผมมองผ่านกระจกข้างบนก็เห็นลูกสาวเบ้ปากเอามืออุดหู แต่เจคไม่มีบ่นสักแอะและยังตั้งใจดูหนังต่อ ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่เวียนหัวจนอ้วกแตกไปก่อนละนะ

     “เคี้ยวหมากฝรั่งไหม?”

     แทยุนส่งเสียงรับในลำคอ ภรรยาของผมจึงหากล่องหมากฝรั่งจากในลิ้นชักคอนโซนรถ ก่อนยื่นหมากฝรั่งชิ้นหนึ่งให้ลูกสาวที่ทำหน้าบูดเบี้ยวกว่าเดิม – อดทนหน่อยนะครับหนูแท ขึ้นเขาก็หูอื้อแบบนี้แหละ อีกหน่อยก็ชิน

     “พี่กุก เอามะ?”

     ผมยิ้มพลางสั่นหัวปฏิเสธ ทางข้างหน้าเป็นโค้งหักศอกจึงต้องมีสมาธิหน่อย ป่านนี้คุณนัมจุนคงขับออกไปไกลลิ่วแล้วสินะ เพราะผมไม่เห็นท้ายรถของเจ้าตัวมาได้สักพักหนึ่งแล้ว

     แทฮยองกดหาสัญญาณวิทยุ เมื่อไม่เจอช่องวิทยุที่ถูกใจจึงหาแผ่นเพลงจากลิ้นชัก ระหว่างที่กำลังหาแผ่น เขาก็ช้อนสายตามองถนนและตะโกนเรียกผมเสียงดัง

     “พี่กุก!”

     “พ่อคะ!”

     ยังไม่ทันถึงทางโค้ง ก็มีคนในชุดคลุมสีดำก้าวออกมาจากริมทาง เขาเดินตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด ทำให้ผมต้องรีบเหยียบเบรค หักพวงมาลัยหลายรอบ รถของเราหมุนเป็นวงกลมก่อนชนกับอะไรสักอย่างเต็มอัตรา

     เอี๊ยดดดด

     โครม!!!




​To be continued

​______________________________

เกิดอะไรขึ้น!!! ครอบครัวนี้จะรอดไหมเนี่ย!!! แต่ขอร้อง อย่าเพิ่งตบไรท์นะ5555 


ความคิดเห็น