facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : #2 ทางรอด! (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มี.ค. 2562 17:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#2 ทางรอด! (100%)
แบบอักษร

(ต่อ)


'โห...ขนาดนี้เชียว' 

ข้อความนี้ถูกส่งกลับมา หลังจากที่อรุษได้ถ่ายรูปรางวัลที่ยอดเป็นรูปดาวและมีความสูงนับจากฐานประมาณหนึ่งฟุตเพื่อส่งไปให้ใครบางคนดู​ และตอนนี้มันก็ได้หักเป็นสองท่อนเรียบร้อยแล้ว 

'ครับ'

'งั้น เดี๋ยวพี่จะลองประสานไปทางฝ่ายจัดงานดูนะ น่าจะช่วยเปลี่ยนให้ได้แหละ นี่มันเหตุสุดวิสัยนี่ และเป็นรางวัลแรกทางการแสดงของรุษด้วย'

'ขอบคุณครับ พี่จ๋า'

เขาพิมพ์ข้อความตอบกลับ อย่างไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำไหนดีอีก

'งั้น เดี๋ยวสามโมงเจอกันที่คอนโดรุษ พี่จะไปรับ'

'ครับ พี่จ๋า'

พี่จ๋า ยศธนา ผู้จัดการส่วนตัวของอรุษ เมื่อคืนอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เพราะหลังจากกลับออกจากงานประกาศผลรางวัล ยศธนาก็ขอตัวกลับก่อนเนื่องจากมีนัดกับแฟนหนุ่มรุ่นน้อง

และหลังจากที่อรุษได้แวะไปส่งยศธนาที่คอนโดฯของแฟนหนุ่ม ชายหนุ่มก็รีบกลับคอนโดฯของเขาทันที ระหว่างทางรถติดไฟแดง ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่ารถติดไฟแดงที่กรุงเทพฯนั้นกินเวลายาวนานแค่ไหน  ด้วยความครึ้มอกครึ้มใจอย่างไม่รู้จะทำอะไรตอนนั่งรอนาน ๆ ทำให้เขาต้องหยิบรางวัลแรกของการเป็นนักแสดงขึ้นมาดูด้วยความภูมิใจไปด้วย 

มัวแต่หลงเพลิดเพลินอยู่กับรางวัล จู่ ๆ ไฟแดงที่กินเวลายาวนานเป็นชาติก็เปลี่ยนเป็นไฟเขียวขึ้นมาทันที ทำให้เขาต้องรีบขับรถออกไป โดยที่มือข้างนั้นก็ยังเผลอถือรางวัลอยู่ และพอขับไปได้ไม่เท่าไหร่กะจะวางรางวัลนั้นลง 

แต่อรุษก็เห็นมอเตอร์ไซต์คันหนึ่งพุ่งออกมาชนรถหรูของเขาอย่างจัง ด้วยความตกใจทำให้เขารีบเหยียบเบรกอย่างแรงจนหน้าทิ่ม แล้วมือที่กำรางวัลอยู่นั้นได้เผลอเอาไปฟาดเข้ากับส่วนไหนของรถไม่รู้  กว่าจะรู้ตัวก็พบว่ามันได้หักออกเป็นสองท่อนไปแล้ว

 เท่านั้นยังไม่พอ เพราะรถที่พุ่งมาชนได้ล้มลง เขาจึงรีบลงจากรถเพื่อจะไปดูอาการอีกฝ่าย แล้วก็เหตุการณ์แย่ ๆ ก็เกิดกับเขาตามมาอีก เช้านี้ชายหนุ่มเลยต้องรีบติดต่อไปหาพี่จ๋า เพื่อให้อีกฝ่ายช่วยเหลือประสานงานทั้งเรื่องสูทของสปอนเซอร์ที่เปรอะคราบคาวของเหลวที่ผู้ชายคนนั้นได้สำรอกออกมาทางปาก กับเรื่องรางวัลที่เสียหายด้วยอีกทันที

และเมื่อคืน...ที่เขาไม่ได้เอาเรื่องเอาราวกับสองพ่อลูกนั่น ก็เพราะเห็นว่ามันดึกมากแล้ว เขาต้องการพักผ่อนแล้ว เนื่องจากเมื่อวานเขาก็เหน็ดเหนื่อยจากการถ่ายรายการหนึ่งที่ต่างจังหวัด เมื่อเสร็จแล้วก็รีบร้อนขับรถกลับกรุงเทพฯเพราะต้องมาร่วมงานประกาศผลรางวัลที่มีชื่อของเขาเป็นผู้เข้าชิงรางวัลด้วย

อีกอย่าง อรุษไม่อยากให้เรื่องนี้กลายไปเป็นข่าวดังตามหน้าหนังสือพิมพ์ ตามเพจดัง ๆ หรือตามเว็บไซต์อื่น ๆ   เพราะเขาไม่อยากให้เรื่องมันทราบไปถึงหูคุณป้าผู้แสนดีและคุณยายผู้แสนจะเคร่งครัดไปกับทุกเรื่อง เขาจึงต้องรีบจบเรื่อง โดยแค่ทำการอบรมลูกสาวของผู้ชายคนนั้นอย่างชุดใหญ่ไฟกะพริบไปแทน

'คุณรู้มั้ย การที่ให้พ่อคุณที่กินเหล้าแล้วเมาแบบนี้มาขี่มอเตอร์ไซต์รับจ้าง จะเป็นอันตรายกับคนอื่นและพ่อของคุณมากแค่ไหน!'

'แล้วรู้มั้ย ว่าถ้ารถที่พ่อคุณขี่มาชน ไม่ใช่ผม พวกคุณจะต้องทำอย่างไร!'

'แล้วรู้อีกมั้ยว่าถ้าผมขับรถมาเร็วกว่านี้ เรื่องมันจะเป็นยังไง! หึ คนอื่น ๆ ที่เขาใช้รถใช้ถนนอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จะต้องมาซวยไปด้วยกับพวกที่กินเหล้าเมาแล้วไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างนี้ยังไงเล่า!'

หญิงสาวคนนั้นไม่ได้พูดอะไรออกมาหรอก และเขาก็เห็นใบหน้าเธอมีอาการซีดเซียวปากสั่นไปเหมือนกัน ก็แน่...ล่ะ ต่อให้เขาจะด่า จะต่อว่าเธอและพ่อแค่ไหน เธอก็ไม่มีสิทธิ์มาโอดครวญหรือเถียงกลับฉอด ๆ อยู่แล้ว แค่เขาไม่เอาเรื่องเอาราวก็นับว่าเป็นความปราณีอย่างที่สุด ที่เขาได้มีให้เธอและพ่อไปแล้ว 

อรุษถอนหายใจ พลางก้มมองรางวัลที่วางอยู่บนเตียงนอนอันยับยู่ยี่ ก่อนจะหยิบมันขึ้นไปวางบนโต๊ะใกล้กับโทรทัศน์จอแบนเรียบ พร้อมกับถอนหายใจแรง ๆ อีกครั้ง เพื่อจะดึงตัวเองกลับมาทบ ทวนว่าวันนี้เขามีงานที่ไหนอีกบ้าง 

อ้อ วันนี้เขามีอยู่งานเดียว ซึ่งเป็นงานอีเวนต์ของสินค้าตัวหนึ่งที่เขารับเป็นพรีเซ็นเตอร์ ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งตอนหกโมงเย็น แต่เขาก็ต้องไปก่อนเวลางาน เพราะจะต้องบรีฟงานกับบริษัทออแกไนซ์เจ้าดังที่รับจัดงานนั้น แล้วก็ต้องซักซ้อมเดินบนเวทีตามบล็อกกิ้งที่วางไว้อีก

เสร็จจากงาน รวมไปถึงหลังจากได้พบป่ะแฟนคลับที่นัดหมายกันไปเจอที่ห้างสรรพสินค้านั่น วันนี้กว่างานจะเสร็จสิ้นก็คงราว ๆ สามทุ่ม จากนั้นก็จะเป็นเวลาพักผ่อนที่เขาถวิลหาตลอด ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะสัปดาห์นรกที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้เขาได้ทำงานจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่เลยทีเดียว 

ส่วนวันพรุ่งนี้ สิบโมงเช้าเขามีนัดประชุมกับผู้จัดละคร ผู้กำกับการแสดง รวมไปถึงนักแสดงหลักของละครเรื่องหนึ่งที่เขาได้รับเล่นเป็นพระเอกอีกครั้ง และละครเรื่องนี้เองก็จะมีการฟิตติ้งชุดและเปิดกล้องถ่ายทำกันประมาณต้นเดือนหน้า ทีนี้ก็ลากยาวไปเป็นปี ๆ กว่าละครเรื่องหนึ่งจะถ่ายทำเสร็จจนมีการปิดกล้อง แล้วครั้งนี้ชีวิตของเขาก็คงจะวนลูปกลับมาผจญกับความเหน็ดเหนื่อยอีกครั้ง ทั้งงานถ่ายละคร งานถ่ายแบบ งานอี้เว้นต์ งานถ่ายทำโฆษณาสินค้าหลากหลายตัวจากของปีที่แล้วที่กำลังจะมีการต่อสัญญากันอีก รวมไปถึงสินค้าตัวใหม่ ๆ ที่พี่จ๋ากำลังดูรายละเอียดเรื่องสัญญาอยู่อีกด้วย

 แต่แม้จะเห็นความเหน็ดเหนื่อยมากมายในอนาคตที่จะมาถึง  อรุษก็พบว่า นี่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งจากการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักเช่นกัน  เหนื่อยแต่เขาก็ไม่เคยท้อให้กับมันเลยสักครั้ง!

เมื่อได้พูดถึงอาชีพนักแสดง นายแบบ ตอนแรก อรุษไม่เคยคิดว่าชีวิตของเขาจะมีโอกาสได้เฉียดใกล้อาชีพนี้  แต่เพราะการถูกบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมหรอก หึ! ใครจะไปคิดว่า คนที่มีทั้งคอนโดฯหรูหราติดแม่น้ำเจ้าพระยาให้อยู่ มีรถยนต์ราคาเหยียบสิบล้านให้ขับ มีวงเงินให้ใช้จ่ายในแต่ละวันอย่างไม่อั้น  จะกลายมาเป็นคนเสมือนล้มละลายได้ภายในวันเดียว เพียงแค่...เขาจาพูดไม่เข้าหูผู้เป็นยายเท่านั้น...

อรุษยังจดจำสภาพอย่างกับคุณชายตกอบของตนได้อยู่เลย 

ประมาณสองปีที่แล้ว คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังนั่งดื่มแล้วเคล้าเสียงเพลงไปด้วย ที่เลาจ์ของโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง จู่ ๆ พนักงานคนหนึ่งก็เดินมาหาด้วยสีหน้าเคร่ง แล้วบอกว่า 

'เอ่อ คุณรุษคะ บัตรเครดิตใบนี้เหมือนจะมีปัญหาค่ะ มันใช้ไม่ได้ ไม่ว่าทราบ คุณรุษพอจะมีบัตรเครดิตใบอื่นอีกมั้ยคะ'

อรุษจึงเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเอาบัตรเครดิตใบอื่นออกมาแล้วยื่นให้พนักงานด้วยอาการมึน ๆ    แต่ทุกครั้งก็ลงท้ายเหมือนเดิมที่พนักงานจะต้องเดินหน้าเคร่งกลับมาเพื่อบอกว่า 'บัตรมีปัญหา ใช้การไม่ได้' 

ตอนนั้นอรุษยังไม่ติดใจอะไรมากเพราะยังมึนอยู่กับฤทธิ์ของเครื่องดื่ม กระทั่งตอนเช้าพอสร่างเมาเท่านั้น แม่เลขาฯคนเก่งของคุณยายก็มาพบเขาที่คอนโดฯ แล้วแจ้งว่าให้เขารีบทำการย้ายออกจากคอนโดฯหรูนั้นทันที  ด้วยเหตุผลที่ว่า คุณยายได้ยกคอนโดฯนั้นให้สามีภรรยาชาวต่างสัญชาติคู่หนึ่งมาเช่าต่อแล้ว 

แถมก่อนจะกลับ แม่เลขาฯคนเก่งก็ไม่ลืมที่จะขอกุญแจรถหรูทรงสปอร์ตที่เขาใช้ขับในตอนนั้นคืนอีกด้วย  นั่นเองเขาถึงได้รู้ว่า อ้อ เมื่อคืนที่บัตรเครดิตหลายใบมันใช้การไม่ได้สักใบ ก็เพราะคุณยายได้สั่งระงับการใช้เอาไว้ทั้งหมดแล้วนี่เอง

คุณยายคิดจะใช้ไม้แข็งกับเขาจริง ๆ หรือ ท่านคงคิดว่าเมื่อบีบเขาให้จนมุมทุกทางแล้ว หลานชายคนเดียวจะต้องซมซานกลับไปขอความช่วยเหลือจากท่านน่ะสินะ...

หึ! คนอย่างอรุษแม้จะกลายมาเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกยืนเคว้งขว้างอยู่กลางห้องพักหรูหราแล้ว แต่เขาก็ยังมีสติสัมปชัญญะ เขาเริ่มตั้งสติโดยเริ่มจากเปิดกระเป๋าสตางค์เพื่อสำรวจจำนวนเงินสดที่เหลืออยู่ พร้อมกับขบคิดหาสารพัดวิธีที่จะต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้กับเงินเพียงเท่านั้น  แต่นอกจากจำนวนเงินสดที่เหลือไม่กี่พันที่เขาจะได้เห็นแล้ว อรุษก็ยังได้เห็นนามบัตรของใครคนหนึ่งซุกเอาไว้ในกระเป๋าสตางค์อีกด้วย

นามบัตรใบนี้ เขาจำได้ว่าเคยมีชายร่างตุ้งติ้งวิ่งตามเขาอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไม่พูดพล่ามทำเพลงรีบแนะนำตัวอย่างรวดเร็วว่าเป็นโมเดลลิ่ง คอยหาคนแคสติ้งงานโฆษณา และถ่ายแบบ หากเขาสนใจให้ติดต่อกลับไปที่นามบัตรนี้ แล้วชายรูปร่างตุ้งติ้งนั้นก็ยัดนามบัตรใบนี้ลงในฝ่ามือเขาตามด้วย

ตอนนั้นอรุษก็หยิบนามบัตรใบนี้มาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อด้วยอาการเฉยชา เขาไม่มีความคิดจะติดต่อกลับไปหาผู้ชายคนนั้นด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ชอบและไม่สนใจงานประเภทนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาเป็นค่อนข้างขี้อายและเก็บตัว แต่ใครจะไปคิดว่า ในช่วงเวลาแห่งความขัดสน สิ่งที่เขาบอกว่าไม่ชอบและไม่มีทางทำ จะกลายมาเป็นหนทางรอดเดียวที่เขามีอยู่ 

อรุษจึงรีบติดต่อกลับไปหาเจ้าของนามบัตรนี้ทันที

พี่จ๋า หรือยศธนา ก็ได้พาเขาไปแต่งตัวและถ่ายรูปในอริยาบถต่าง ๆ เพื่อใช้เสนอต่อสินค้าอื่น ๆ ที่กำลังประกาศหานายแบบและนางแบบเพื่อถ่ายโฆษณาพรีเซ้นต์สินค้า...แล้วใครจะไปคิด จากเสือยิ้มยากแถมมีแววตากระด้างคนนี้ จะดันไปเข้าตาเจ้าของสินค้าตัวที่เป็นโรลด์ออนสำหรับผู้ชายเข้าจนได้ 

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นแรกของงานในวงการบันเทิงของเขา

และหลังจากที่โฆษณาตัวนั้นถูกยิงออกอากาศได้แค่วันเดียว  ด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่มีมนตร์เสน่ห์อยู่ในตัวเอง วันต่อมาทั้งนายแบบและสินค้าตัวนั้นต่างก็ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก แล้วชื่อของ 'อรุษ' ก็ถูกพูดถึงตามทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ผู้จัดละคร รวมถึงช่องโทรทัศน์ใหญ่รายหนึ่งก็รีบติดต่อให้เขาเข้าไปเทสหน้ากล้องทันทึ เพราะขณะนั้นทางช่องกำลังมีโปรเจ็คต์ เพื่อปั้นนักแสดงหน้าใหม่ขึ้นมาอยู่พอดี หลังจากผ่านการเทสหน้ากล้องและแคสติ้งไปแล้ว  กลายเป็นว่าบุรุษที่ไม่ค่อยยิ้ม และดูเย่อหยิ่งอย่างเขาจะเหมาะสมกับบทบาทของ 'ท่านชายอโนราช'  ในละครฟอร์มยักษ์ของช่องเข้าไปอีก 

นั่นคือจุดหักเหต่อมาที่ทำให้เขาได้รับบทบาทเป็นพระเอกละครเรื่องดังเป็นครั้งแรก 

แต่งานทางด้านการแสดงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายสำหรับเขา เพราะกว่าจะมีการเปิดกล้องถ่ายทำได้เขาก็ต้องถูกส่งไปละลายพฤติกรรม ทำเวิร์คช้อปร่วมกับนักแสดงหลักคนอื่น ๆ รวมไปถึงการต้องเรียนแอ็คติ้งเพิ่มจากครูสอนแอ็คติ้งชื่อดังอีกหลายเดือนกว่าจะผ่าน จนเป็นที่พอใจของผู้กำกับคนดังท่านหนึ่ง

เนื่องจากอรุษไม่เคยผ่านงานทางการแสดงมาก่อน ด้วยบุคลิกแข็ง ๆ ทื่อ ๆ  มีแต่ผ่านงานถ่ายแบบและโฆษณาไม่กี่ตัว สำหรับเขาการแสดงจึงเป็นเรื่องที่ยากพอควร ทีแรก ทางช่องโทรทัศน์แทบจะถอดใจจากเขา แล้วเรียกนักแสดงชายคนอื่นมารับบทท่านชายอโนราชแทน แต่เพราะผู้กำกับท่านนั้นได้ยืนยันเป็นเสียงแข็งว่า บทท่านชายอโนราชจะต้องเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น นั่นเองจึงทำให้อรุษเกิดความมุมานะ คิดอยากจะเอาชนะตัวเองและเอาชนะคนอื่นขึ้นมา 

สุดท้ายเขาก็สู้ฝ่าฟันจนผู้จัดละครและผู้กำกับคนดังสามารถเปิดกล้องถ่ายทำละครเรื่องนั้นจนได้

และแล้วละครแรกในบทท่านชายผู้เย่อหยิ่งไว้ตัว ก็ส่งให้เขาดังเป็นพลุแตก นับตั้งแต่วันแรกที่ละครได้ออนแอร์ไปจนกระทั่งละครอวสานลาจอไป และเมื่อคืนละครเรื่องนี้ก็นำรางวัลอันน่าภาคภูมิใจมาสู่เขาอีกครั้งหนึ่งด้วย 

แต่อนิจจา ใครจะไปคิดว่าอายุของรางวัลที่เขาได้รับ มันจะสั้นเสียยิ่งกว่าวงจรชีวิตยุงลายตัวหนึ่ง ซึ่งพอรับมาปุ๊บก็ถึงกาลแตกหักปั๊บ ในทันที

.

**** ฮือ หายไปเมื่อวาน เพราะต้องดูเรื่องศัพท์ทางวงการบันเทิง เพราะเรื่องนี้ต้องใช้ศัพท์พวกนี้เยอะะะะ...จึงต้องดูดี ๆ ว่าโอเคมั้ย คนอ่านจะเข้าใจหรือตามทันหรือเปล่าาาาาาาา ...ตรงไหนไม่เก็ตก็ถามกันได้น้า เพราะเป็นเรื่องแรกที่เขียนแล้วสอดแทรกชีวิตการทำงานของคนในวงการบันเทิงที่มีเนื้อหาเยอะมากกกกก...****​

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว